ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,496 รายการ

          กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอด Facebook Live รายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน "ย้อนอดีตวิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒ จากบันทึกของนายทหารฝรั่งเศส" วิทยากร นางสาวนันทพร บรรลือสินธุ์ ผู้อำนวยการกลุ่มแปลและเรียบเรียง สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ และนายนิธิพงศ์ อภัย นักอักษรศาสตร์ปฏิบัติการ กลุ่มแปลและเรียบเรียง สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ผู้ดำเนินรายการ นางกมลชนก พรภาสกร นักวิชาการโสตทัศนศึกษา กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๓๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๑.๔๕ น. ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร          รายการ “ไขความรู้จากครูกรมศิลป์” มีรูปแบบเนื้อหาของรายการเกี่ยวกับประวัติความเป็นไทย เกร็ดประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญ ประเพณี วัฒนธรรม วีถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ผ่านการบอกเล่า ถ่ายทอดความรู้ แนวความคิด เนื้อหาวิชาการ จากประสบการณ์ของผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากร กำหนดถ่ายทอดสดผ่านเฟสบุ๊กไลฟ์ (Facebook Live) ทุกวันพฤหัสบดี เวลา ๑๑.๐๐ น. ตลอดปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๖๗ - กันยายน ๒๕๖๘


เลขทะเบียน  นม.บ.18/7ก


รายงานผลการตรวจสอบโบราณวัตถุที่พบบริเวณโนนว่านไพร หมู่ที่ 1 บ้านโนนคูณ ตำบลโนนคูณ อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ



       พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม ขอต้อนรับวันวาเลนไทน์นี้ด้วยกิจกรรม “Workshop การทำขนมโบราณ : กระทงทอง แตงโมหน้าปลาแห้ง” ในวันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ณ พระราชวังจันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่เวลา 17.00 - 21.00 น. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “Night at The Palace ย้อนเวลา ชมวัง 4 ศตวรรษ พระราชวังจันทรเกษม” เปิดให้เข้าชมพระราชวังจันทรเกษมยามค่ำคืน ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.00 – 21.00 น. พิเศษปีนี้ !!! เปิดให้เข้าชมภายในอาคารพลับพลาจตุรมุขด้วย อัตราค่าธรรมเนียมเข้าชม ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 120 บาท ผู้พิการ และชาวไทยผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี เข้าชมฟรี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 3525 1586 Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม:Chantharakasem National Museum https://www.facebook.com/chantharakasemmuseum    


สรุปผลการดำเนินงานการสำรวจทางโบราณคดีบริเวณอ่าวพนังตักและอ่าวชุมพร ประจำปีงบประมาณ 2568 กองโบราณคดีใต้น้ำได้ดำเนินการสำรวจเชิงรุกในพื้นที่อ่าวพนังตักและอ่าวชุมพร ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์การค้าทางทะเลของไทยมาแต่โบราณ โดยสามารถสืบย้อนไปได้ถึงราวพุทธศตวรรษที่ 5 ทั้งนี้ แหล่งโบราณคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ดังกล่าวคือเมืองท่าโบราณเขาสามแก้ว ซึ่งตั้งอยู่บริเวณลำน้ำที่เชื่อมต่อกับปากอ่าวทั้งสอง การสำรวจในครั้งนี้ใช้เทคนิคผสมระหว่างเครื่องมือโซนาร์สแกนด้านข้าง (Side-Scan Sonar) และการดำน้ำตรวจสอบ ครอบคลุมพื้นที่รวมเกือบ 5 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นระยะทางการสำรวจทั้งสิ้นเกือบ 100 กิโลเมตร บริเวณปากอ่าวพนังตัก ผลการสำรวจไม่พบโบราณวัตถุหรือร่องรอยทางโบราณคดี เครื่องมือโซนาร์สามารถระบุวัตถุขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น เสาคอนกรีต ลูกกรงโลหะ ยางรถยนต์ และบานประตู อย่างไรก็ตาม วัตถุขนาดเล็กหรือโบราณวัตถุต้องอาศัยนักดำน้ำตรวจสอบเพิ่มเติม เนื่องจากทัศนวิสัยใต้น้ำในพื้นที่มีข้อจำกัด ไม่เกิน 1 เมตร ทำให้การค้นหาวัตถุขนาดเล็กดำเนินไปด้วยความยากลำบาก ทีมสำรวจจึงสรุปว่า ไม่พบหลักฐานทางโบราณคดีในบริเวณดังกล่าว ในทางตรงกันข้าม บริเวณตอนเหนือของอ่าวชุมพร ผลการสำรวจพบหลักฐานสำคัญคือ สมอเรือเหล็ก ปรากฏอยู่บริเวณกองหินชุมพร ที่ระดับความลึกประมาณ 7 เมตร สมอดังกล่าวไม่ใช่แบบที่นิยมใช้ในปัจจุบัน แต่ตรงกับรูปแบบที่นิยมในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “Admiralty Pattern Anchor” เป็นสมอที่ราชนาวีอังกฤษนำมาใช้เป็นมาตรฐานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1852 สมอชนิดนี้มีลักษณะเฉพาะ ได้แก่ ก้านสมอ (shank) หล่อด้วยเหล็กตัน ปลายด้านหนึ่งเชื่อมกับแขนสมอ (arm) ด้วยวิธีตีขึ้นรูป ปลายอีกด้านเจาะรูสำหรับใส่กะสมอ (stock) และมีห่วง (ring) สำหรับร้อยโซ่ ทั้งหมดนี้ยังคงปรากฏให้เห็นในสภาพดี ยกเว้นเพียงกะสมอที่สูญหายไป แม้จะยังไม่สามารถระบุอายุของสมอได้อย่างแน่ชัด แต่สามารถสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่าสมอเรือนี้มีอายุไม่เก่ากว่าปี ค.ศ. 1852 หรือตรงกับช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) การค้นพบนี้จึงนับเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่า บริเวณดังกล่าวของอ่าวชุมพรเคยใช้เป็นจุดทอดสมอของเรือเดินทะเลในอดีต ซึ่งแสดงถึงบทบาทของพื้นที่ในฐานะจุดพักเรือหรือจุดจอดเรือที่อาจเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการค้า การขนส่ง หรือการเดินทางระหว่างประเทศ แม้การสำรวจครั้งนี้จะยังไม่พบโบราณวัตถุร่วมสมัยกับแหล่งโบราณคดีเขาสามแก้วโดยตรง แต่การค้นพบสมอเรือในจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องของกิจกรรมทางทะเลในอ่าวชุมพร และเป็นหลักฐานสนับสนุนว่า พื้นที่นี้เคยมีความคึกคักด้านการคมนาคมทางน้ำในอดีต ถือเป็นความสำเร็จของการสำรวจเชิงรุก ที่แม้บางครั้งอาจเปรียบได้กับการงมเข็มในมหาสมุทร แต่ก็สามารถค้นพบข้อมูลสำคัญที่ต่อยอดความเข้าใจในประวัติศาสตร์ได้อย่างมีนัยสำคัญ เอกสารอ้างอิง Curryer, Betty Nelson (1999). Anchors: An Illustrated History. Chatham. pp. 114–115. ISBN 978-1-86176-080-7.


กรมศิลปากรประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ (ICOM THAILAND) เดินหน้าพัฒนางานพิพิธภัณฑ์ไทยเชื่อมประชาคมโลก            นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม โดยสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้จัดการประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ (Thai National Committee for International Council of Museums: ICOM THAILAND) โดยมีนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธาน ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 8 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม           นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ (ICOM THAILAND) จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี โดยมีกรมศิลปากรเป็นเลขานุการคณะกรรมการฯ เพื่อเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของประเทศไทยในการประสานงานด้านพิพิธภัณฑ์กับสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ (International Council of Museums) หรือ ICOM ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวทางการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ในระดับสากล ทั้งด้านการจัดกิจกรรม การพัฒนาวิชาชีพพิพิธภัณฑ์ การสนับสนุนกิจการพิพิธภัณฑ์ให้เป็นที่แพร่หลาย ตลอดจนการประสานการสมัครสมาชิกและการเป็นผู้แทนเข้าร่วมประชุมและกิจกรรมต่าง ๆ ของ ICOM สากล ทั้งนี้ เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านพิพิธภัณฑ์ ส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และพัฒนาพิพิธภัณฑ์ไทยให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และเชื่อมโยงวัฒนธรรมไทยสู่ประชาคมโลก           อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้รับรองขั้นตอนการสมัครสมาชิก ICOM ในประเทศไทย ซึ่งเป็นไปตามธรรมนูญของ ICOM ที่กำหนดให้คณะกรรมการแห่งชาติประจำประเทศเป็นผู้รวบรวมข้อมูลการสมัครสมาชิกภายในประเทศและจัดส่งข้อมูลไปยัง ICOM สากล จึงขอถือโอกาสนี้เชิญชวนผู้ปฏิบัติงานด้านพิพิธภัณฑ์ นักศึกษาในหลักสูตรด้านพิพิธภัณฑ์ สถาบันด้านพิพิธภัณฑ์ และผู้สนับสนุนพิพิธภัณฑ์ตามเกณฑ์ Call Foe Dues ประจำปี สมัครเข้าเป็นสมาชิก ICOM โดยสมาชิกจะได้รับบัตรสมาชิกและรับสิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น การยกเว้นหรือลดหย่อนค่าธรรมเนียมเข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่เป็นสมาชิก ICOM ทั่วโลก การเข้าถึงสื่อเผยแพร่งานวิชาการต่าง ๆ ระดับนานาชาติบนเว็บไซต์ ICOM รวมไปถึงสิทธิ์ในการเลือกตั้งและเข้าร่วมการประชุมต่างๆ ที่จัดขึ้นโดย ICOM สากล ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิก ICOM ได้ทางเว็บไซต์ icomthailand.finearts.go.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร โทรศัพท์ 0 2164 2501 - 2 ต่อ 8045          นอกจากนี้ ในการประชุมได้สรุปภาพรวมการดำเนินกิจกรรมภายใต้กรอบการเฉลิมฉลองวันพิพิธภัณฑ์สากล ประจำปี 2569 ในหัวข้อ “Museums Uniting a Divided World : พิพิธภัณฑ์เชื่อมโลก” โดยนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะประธาน ICOM THAILAND ได้กล่าวคำปราศรัยเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์สากล 18 พฤษภาคม 2569 พร้อมทั้งมีการเผยแพร่การบรรยายพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญด้านพิพิธภัณฑ์ระดับนานาชาติ ได้แก่ นายเบ คิดง ประธานกิตติมศักดิ์สภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ICOM ASPAC) และนางสาวจูเนีย-เอลลี่ จอร์จี้ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาโครงการต่างประเทศ ประจำโครงการพิเศษของพิพิธภัณฑ์ฝรั่งเศส กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส และกรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งการบรรยายดังกล่าวมุ่งนำเสนอแนวทางที่พิพิธภัณฑ์สามารถทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงผู้คนที่มีความหลากหลาย พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ในยุคปัจจุบัน โดยประชาชนสามารถรับชมได้ผ่านช่องทางของสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม


#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่“100 ปีแห่งการเสด็จประพาสนครเชียงใหม่ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว”เมื่อ พ.ศ.2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปรารภว่า หัวเมืองมณฑลฝ่ายเหนือหรือมณฑลพายัพ เป็นเมืองสำคัญที่มีนักปราชญ์ ผู้มีความรู้ความสามารถ และโบราณวัตถุสถานที่เป็นประจักษ์พยานถึงความรุ่งเรืองในอดีต และยังไม่มีพระเจ้าแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์พระองค์ใดเสด็จไปยังตามหัวเมืองในมณฑลพายัพนี้ แม้รัชกาลก่อนหน้าจะเคยเสด็จไปบ้างแล้ว แต่ยังมิได้ราชาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ อีกประการหนึ่งพระองค์ทรงเล็งเห็นว่า การเสด็จประพาสมณฑลพายัพครั้งนี้จะทำให้ทอดพระเนตรเห็นภูมิประเทศและความเป็นอยู่ของราษฎร เมื่อมีพระราชปรารภดังนี้แล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กำหนดวันที่ 6 มกราคม 2469 เป็นวันพระฤกษ์ที่จะเสด็จพระราชดำเนินโดยทางรถไฟขึ้นไปมณฑลพายัพ มีกำหนดเวลาประมาณ 1 เดือน จึงเสด็จกลับกรุงเทพมหานครวันที่ 6 มกราคม 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องสนามทหารบก ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เสด็จพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี จากพระราชวังดุสิตไปยังสถานีรถไฟจิตรลดา และเคลื่อนชบวนรถไฟเวลา 8.30 นาฬิกา พระสงฆ์สวดชัยมงคลกถาถวายพระพร จากนั้นพระองค์เสด็จประพาสมณฑลพิษณุโลก เมืองพิษณุโลก เมืองแพร่ นครลำปาง เมืองเชียงราย เมืองเชียงแสน และกลับมาประทับยังนครลำปางตามลำดับวันที่ 22 มกราคม 2469 เวลา 11.00 นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินออกจากสถานีรถไฟนครลำปางไปถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่ เวลา 14.50 น. ครั้นเสด็จพระราชดำเนินถึง สมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพกราบบังทูลเบิกมหาอำมาตย์โท เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องเต็มยศทหารมหาดเล็ก จ.ป.ร. ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์สอดสายสะพายมหาจักรีบรมราชวงศ์ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 จากนั้นเสด็จไปประทับโฮเตลรถไฟจากนั้นพระราชดำเนินโดยริ้วกระบวนเข้าไปยังนครเชียงใหม่ ประกอบด้วย 1) กรมบัญชาการกองพล 2) กองบังคับการกรมทหารบกม้าพิษณุโลก 3) กรมทหารบกม้าพิษณุโลก 2 กองร้อย 4) กองบังคับการกรมทหารปืนใหญ่ที่ 8 5) กรมทหารปืนใหญ่ที่ 8 6) แตรวงกรมทหารมหาดเล็ก 7) กองบังคับการกรมทหารบกราบที่ 7 8 ) กรมทหารบกราบที่ 8 9) กองทหารสัมภาระ 10) กองเสนารักษ์ 11) กองเสือป่ารักษาดินแดนพายัพ 12) ช้างกลองนำ 13) ช้างพระชัย ผูกเครื่องเงิน มีปกตะพองห้อยข้างซองหาง ห้อยหูพู่จามรี กูบทองของเจ้าผู้ครองนครลำพูน 14) ช้างตั้ง ผูกเครื่องหุ้มผ้าแดง มีสายพานหน้าซองหางและรัดผ้าปูหลังสีน้ำเงินขลิบแดง 15) ช้างเขน ผูกเครื่องหุ้มผ้าแดง มีสายพานหน้าซองหาง ผูกกูบหวายลงรักแต่งเครื่องอาวุธ ปักธงรูปสัตว์ 16) ช้างเจ้านายพื้นเมืองนำเสด็จ แต่งเครื่องหุ้มผ้าแดงมีสายพานหน้าซองหาง ปกตะพองหน้าผ้าแดงลายทอง ห้อยหูพู่จามรี ผ้าปูหลังพื้นแดงลายทอง ประกอบด้วย เจ้าวงศ์เกษม ณ ลำปาง เจ้าอุตรการโกศล (ลำปาง) เจ้าชัยสงคราม (ลำปาง) เจ้าราชสัมพันธวงศ์ (ลำปาง) เจ้าราชสัมพันธวงศ์ (ลำพูน) เจ้าสุริยวงศ์ (ลำพูน) เจ้าราชบุตร์ (เชียงใหม่) เจ้าชัยวรเชษ (เชียงใหม่) เจ้าราชภาคินัย (เชียงใหม่) เจ้าบุรีรัตน์ (เชียงใหม่) เจ้าราชวงศ์ (ลำปาง) และเจ้าแก้วนวรัฐ ผู้ครองนครเชียงใหม่  17) กลองชุม 16 คน  18) ช้างพังนำ 19) ช้างพระที่นั่งทรง ผู้เครื่องทองของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ มีปกตะพองห้อยหูพู่จามรีห้อยข้างซองหาง ผูกกูบทองโถง (ปัจจุบันกูบทองโถงหรือสัปคับชิ้นนี้จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่)  20) ช้างสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ผู้เครื่องทองของเจ้าผู้ครองนครลำพูน มีปกตะพองห้อยหูพู่จามรีห้อยข้างซองหาง ผูกกูบจำลองทอง (ปัจจุบันกูบชิ้นนี้จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์)  21) ช้างมหาดเล็กเชิญเครื่อง 2 คน  22) ช้างท้าวสมศักดิ์ 23) ช้างหม่อมหลวงคลอง ชัยยันต์ ณ อยุธยา (นางสนองพระโอษฐ์) 24) ช้างหม่อมราชวงศ์พันธ์ทิพย์ เทวกุล ณ อยุธยา (นางพระกำนัล) 25) ช้างตั้งหลัง 2 เชือก 26) ช้างพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ปัจจุบันกูบหรือสัปคับชิ้นนี้จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่) 27) ช้างพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงกำแพงเพชรอัครโยธิน 28) ช้างหม่อมเจ้าพีรพงศ์ 29) ช้างหม่อมเจ้าฉัตรมงคล 30) ช้างหม่อมเจ้าถาวรมงคลมวงศ์ 31) ช้างเจ้าส่วนบุญ (ภริยาเจ้าจักร์คำขจรศักดิ์) 32) ช้างเจ้าเรณุวรรณา (ภริยาเจ้าบุรีรัตน์ เชียงใหม่) 33) ช้างเจ้าหล้า (ภริยาเจ้าราชสัมพันธวงศ์ ลำพูน) 34) ช้างเจ้าบัวทิพย์ (ภริยาเจ้าราชภาคินัย เชียงใหม่) 35) ช้างเจ้าเรือนแก้ว (ภริยาเจ้าภาติกวงศ์ เชียงใหม่) 36) ช้างเจ้าจันทนา (ภริยาเจ้าประพันธ์พงศ์ เชียงใหม่) 37) ช้างเจ้าศิริประกาย (ภริยาเจ้ากาวิลวงศ์ ณ เชียงใหม่) 38) ช้างเจ้าวรรณรา ณ ลำพูน (บุตรีเจ้าจักรคำขจรศักดิ์) 39) ช้างพระยาบริหารราชมานพ 40) ช้างพระยาอิศรพัลลภ 41) ช้างพระยาไพชยต์เทพ 42) ช้างพระยาอัคนีสราภัย 43) ช้างหลวงสิทธิ์ นายเวร 44) ช้างพระสถลพิมาน 45) ช้างนายจ่ายวด 46) ช้างนายจ่าเรศ 47) ช้างนายชิด หุ้มแพร และ 48) แถวตำรวจภูธร เป็นขบวนปิดท้ายครั้นเสร็จสิ้นกระบวนแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดพระราชทานเครื่องสักการะมอบแก่ข้าราชการ 5 นาย เชิญไปบูชาปูชนียสถานตามพระอารามที่มีนามเป็นมงคล 5 แห่ง ได้แก่ วัดเชียงมั่น วัดเชียงยืน วัดชัยมงคล วัดศรีเกิด และวัดศรีบุญเรือง จากนั้นเสด็จประทับแรมบนศาลารัฐบาลมณฑลวันที่ 23 มกราคม 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องเต็มยศราชการสนาม ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ทรงสอดสายสะพายนพรัตนราชวราภรณ์ เสด็จพิธีทูลพระขวัญบริเวณพลับพลาทองหน้าศาลารัฐบาลมณพลพายัพ โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในฝ่ายหน้า และพระราชชายา เจ้าดารารัศมี เจ้านายมณฑลพายัพ และราษฎร เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ในกระบวนเครื่องพระขวัญนั้นมีเจ้านายฝ่ายเหนือฟ้อนรำนำหน้า ได้แก่ เจ้าแก้วนวรัฐ (เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่) ฟ้อนคู่กับเจ้ามหาพรหมสุรธาดา (เจ้าผู้ครองนครน่าน) เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ (เจ้าผู้ครองนครลำพูน) ฟ้อนกู่กับเจ้าราชวงศ์ ลำปาง เจ้าบุรีรัตน์ เชียงใหม่ ฟ้อนคู่กับเจ้าชัยสงคราม เชียงใหม่  เจ้าราชภาคินัย เชียงใหม่ ฟ้อนคู่กับเจ้าราชสัมพันธวงศ์ เชียงใหม่  เจ้าชัยวรเชษ ฟ้อนคู่กับเจ้าราชสัมพันธวงศ์ เชียงใหม่  เจ้าประพันธวงศ์ เชียงใหม่ ฟ้อนคู่กับเจ้าชัยสงคราม ลำปาง  และเจ้ากาวิลวงศ์ ฟ้อนคู่กับเจ้าวงศ์เกษม ณ ลำปางจากนั้นตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2469 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสสถานที่สำคัญต่าง ๆ ในนครเชียงใหม่ เช่น ช้างพลายเชิงดอยสุเทพ (ต่อมาเป็นพระเศวตคชเดชน์ดิลก) วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง โรงพยาบาลโรคเรื้อน (สถาบันแมคเคนเพื่อการฟื้นฟูสภาพ) กู่เจ้านายฝ่ายเหนือวัดสวนดอก วัดพระธาตุหริภุญไชย (จังหวัดลำพูน) โรงพยาบาลแมคคอร์มิค โรงเรียนดาราวิทยาลัย โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย ข่วงช้างเผือก ข่วงสิงห์ วัดเจ็ดยอด โรงเรียนกสิกรรม วัดกู่เต้า สโมสรจิมคานา ม่อนจ๊อกป๊อก (ดอยสุเทพ) น้ำตกห้วยแก้ว โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย สโมสรนวรัฐ และเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพมหานครในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2469 โดยมีเจ้าแก้วนวรัฐ (เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่) พระราชชายาเจ้าดารารัศมี และเจ้านายฝ่ายชาย-ฝ่ายหญิง ร่วมส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์กลับกรุงเทพมหานคร ณ สถานีรถไฟเชียงใหม่ และเสด็จถึงสถานีรถไฟจิตรลดา ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2469 เวลา 11.40 น.ค้นคว้า/เรียบเรียง  นายนนทวัชร์ ไกรสกุล  ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เอกสารประกอบการเรียบเรียงจดหมายเหตุเสด็จพระราชดำเนิรเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ พระพุทธศักราช 2469. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนาการ, 2474. (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2474)สถาบันพระปกเกล้า และจังหวัดเชียงใหม่. สมุดภาพเสด็จเลียบมณฑลพายัพ พ.ศ.2469. นนทบุรี: บริษัท เอ.พี. กราฟฟิคดีไซน์และการพิมพ์ จำกัด, 2561.


ประกวด กิตติมานนท์ (2468 – 2552) นางประกวด กิตติมานนท์ เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2468 ที่จังหวัดระยอง สกุลเดิม คือ สินธุวณิชย์ เป็นบุตรขุนพานิชชลาสินธ์ และนางเกี่ยว สินธุวณิชย์ มีพี่น้อง 4 คน ดังนี้ 1.      นายเรืองแสง สินธุวณิชย์ 2.      นางประกวด กิตติมานนท์ 3.      นางเกื้อกูล ไชยชนะ 4.      นายไวฑูรย์ สินธุวณิชย์   การศึกษา ศึกษาจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (หลักสูตรเดิม) จากโรงเรียนศึกษานารี และศึกษาต่อที่โรงเรียนการเรือน (มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตในปัจจุบัน)   ชีวิตครอบครัว หลังจบการศึกษา ได้สมรสกับนายอนันต์ กิตติมานนท์ มีบุตรและธิดาด้วยกัน 6 คน ดังนี้ 1.      นางสาวอุบลวรรณ กิตติมานนท์ 2.      นางศิริพร ชัชวาลย์ 3.      นางทิพย์รัตน์ อรรถวิภัชน์ 4.      ทันตแพทย์หญิงภัทราวดี ศิริพานิช 5.      นายแพทย์ปุณวัสส์ กิตติมานนท์ 6.      นางแก้วเก้า เผอิญโชค   การถึงแก่กรรม นางประกวด กิตติมานนท์ มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคพาร์กินสัน ภายหลังได้ป่วยหนักและถึงแก่กรรมด้วยภาวะติดเชื้อในกระแสโลหิต เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2552 รวมอายุได้ 84 ปี     ข้อมูลหนังสืออนุสรณ์งานศพ บรรณานุกรม ประกวด กิตติมานนท์.  [ม.ป.ท.]: [ม.ป.พ.], 2552.   รายละเอียดเนื้อหา  ตำราอาหารไทย   เลขเรียกหนังสือ   ห 920.72 ป184 สถานที่จัดเก็บ     ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี  





นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีพิธีถวายผ้ากฐินพระราชทานกรมศิลปากร ประจำปี ๒๕๕๘ ณ วัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๘


รายงานบัญชีงบทดลองและเอกสารประกอบงบทดลอง สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา (เดือนกันยายน ๒๕๖๒)




black ribbon.