ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,629 รายการ
พระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ
พบจากเมืองโบราณอู่ทอง
ศิลปะศรีวิชัย อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๕ (ประมาณ ๑,๑๐๐ – ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว)
จัดแสดง ณ ห้องบรรพชนคนอู่ทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
ประติมากรรมสำริดรูปพระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ หรือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร สูงประมาณ ๒๓.๕ เซนติเมตร เกล้าพระเกศาทรงสูงทรงชฎามงกุฎ มีพระพุทธรูปนั่งปางสมาธิ ซึ่งหมายถึง พระธยานิพุทธเจ้าอมิตาภะ ประทับอยู่ที่ด้านหน้ามวยผม พระหัตถ์ขวาทรงถืออักษมาลา (ลูกประคำ) พระหัตถ์ซ้ายทรงถือปัทม (ดอกบัว) และกลศ (หม้อน้ำ) มีสายยัชโญปวีตพาดที่พระอังสาซ้าย นุ่งผ้าโธตียาว ประทับยืนบนฐานทรงกลม จากรูปแบบศิลปกรรมแบบศรีวิชัย กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๕ (ประมาณ ๑,๑๐๐ – ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว) นอกจากนี้ ที่เมืองโบราณอู่ทอง ยังพบส่วนเศียรพระโพธิสัตว์อีก ๒ ชิ้น และยังมีการพบประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์ในเมืองโบราณวัฒนธรรมทวารวดีอีกหลายแห่ง เช่น เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี และเมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นต้น
พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเป็นพระธยานิโพธิสัตว์องค์หนึ่งในพุทธศาสนานิกายมหายาน กำเนิดจากพระธยานิพุทธอมิตาภะ พระองค์ได้รับการนับถืออย่างกว้างขวาง เนื่องจากทรงเป็นผู้คุ้มครองพุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน (ภัทรกัลป์) รูปเคารพของพระองค์มักแต่งองค์อย่างนักบวช กล่าวกันว่าทรงมีรูปแบบถึง ๑๐๘ และมีหลายพระนาม เช่น อวโลกิเตศวร ปัทมปาณิ โลเกศวร โลกนาถ มหากรุณา เป็นต้น เชื่อว่าอาภรณ์เครื่องประดับอันงดงามของพระองค์บ่งถึงสภาวะแห่งความงาม ความสุขอันอุดม พระมหากรุณาของพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์อำนาจ นำผู้คนที่กราบไหว้บูชาพระองค์ไปสู่สวรรค์ หรือนิพพานพร้อมพระองค์
ถึงแม้ว่าพุทธศาสนานิกายเถรวาทจะเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในวัฒนธรรมทวารวดี แต่การพบรูปพระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ หรือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์องค์สำคัญในศาสนาพุทธนิกายมหายาน ในเมืองโบราณอู่ทอง และมีรูปแบบศิลปกรรมแบบศรีวิชัย ที่เจริญรุ่งเรืองบริเวณคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๗ แสดงถึงความเชื่อในพุทธศาสนานิกายมหายานที่แพร่หลายเข้ามาในวัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการติดต่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชุมชนชาวพุทธนิกายมหายานจากรัฐศรีวิชัย อนึ่ง ประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์ดังกล่าวมีขนาดเล็ก จึงอาจเป็นการนำติดตัวของผู้ที่เดินทางมาจากดินแดนแถบคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย เข้ามายังเมืองโบราณอู่ทองในช่วงเวลาดังกล่าว ก็เป็นได้
เอกสารอ้างอิง
กรมศิลปากร. ศัพทานุกรมโบราณคดี. กรุงเทพฯ : รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด, ๒๕๕๐.
นันทนา ชุติวงศ์. “พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร – ที่สุดแห่งมหากรุณาบารมี”, เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการ วิชชาแห่งบูรพา พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร, ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓.
ผาสุข อินทราวุธ. ทวารวดี : การศึกษาเชิงวิเคราะห์จากหลักฐานทางโบราณคดี. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อักษรสมัย,๒๕๔๒.
พนมบุตร จันทรโชติ และคณะ. นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง และเรื่องราวสุวรรณภูมิ. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), ๒๕๕๐.
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๖๒.
กรมศิลปากรได้เปิดห้องจัดแสดงนิทรรศการถาวรภายในอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ ซึ่งดำเนินงานบูรณะพร้อมการจัดแสดงห้องต่างๆ ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๓ ตามโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) จนแล้วเสร็จสมบูรณ์ จัดแสดงหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่พบบนผืนแผ่นดินไทย หลัง พ.ศ. ๑๘๐๐ เป็นต้นมา อันเป็นช่วงเวลาของการก่อกำเนิดบ้านเมืองขนาดใหญ่ระดับรัฐ หรืออาณาจักรในแต่ละภูมิภาค โดยจัดแสดงโบราณวัตถุรวม ๙๑๘ รายการ แบ่งเป็น -ห้องล้านนา นำเสนอเรื่องราวอาณาจักรที่ พญามังราย สถาปนาเมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๙ โดยมีศูนย์กลาง อยู่ที่เมืองเชียงใหม่ โบราณวัตถุสำคัญ อาทิ ศิลปโบราณวัตถุประเภทเครื่องพุทธบูชา ที่พบจากวัดร้างในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และหลวงพ่อนาก พระพุทธรูปซึ่งพระยายุธิษฐิระ เจ้าเมืองพะเยาเป็นผู้สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๐๑๙ -ห้องสุโขทัย จัดแสดงความรุ่งเรืองของรัฐขนาดใหญ่นามว่า สุโขทัย แห่งราชวงศ์พระร่วง ซึ่งสถาปนา เมื่อ พ.ศ. ๑๗๙๒ โบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่จัดแสดงในห้องนี้คือ ศิลาจารึกหลักที่ ๑ สมัยพ่อขุนรามคำแหง -ห้องกรุงศรีอยุธยา นับจากการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๓ ปรากฏโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่เป็นประจักษ์พยานสำคัญถึงความรุ่งเรืองมั่นคงทางการเมืองการปกครอง ความเจริญทางเศรษฐกิจ และความรุ่งเรืองในพระพุทธศาสนา เป็นรากฐานให้กับศิลปกรรมรัตนโกสินทร์ซึ่งพัฒนาต่อมาเป็นศิลปะประจำชาติไทยในปัจจุบัน โบราณวัตถุชิ้นสำคัญ อาทิ ธรรมาสน์สังเค็ด วัดใหญ่สุวรรณาราม จังหวัดเพชรบุรี และตู้พระธรรมวัดเซิงหวาย ซึ่งมีลวดลายรดน้ำปิดทองประณีตงดงามเป็นเลิศ -ห้องกรุงธนบุรี – รัตนโกสินทร์ตอนต้น โบราณวัตถุชิ้นสำคัญ อาทิ พระแท่นของสมเด็จพระเจ้า ตากสินมหาราช พระเก้าอี้พับของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งทรงใช้ในยามราชการสงคราม ฉากลับแลลายกำมะลอเรื่องอิเหนา เป็นต้น -ห้องกรุงรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงตระหนัก ถึงความสำคัญของการเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาชาติ จึงทรงส่งราชทูตไปยังราชสำนักชาติมหาอำนาจตะวันตก ทรงวางรากฐานในการยอมรับศิลปวิทยาการสมัยใหม่ และนำมาพัฒนาให้สังคมไทยมีความทันสมัยเช่นสากล จากการติดต่อกับต่างชาติตะวันตกโดยเฉพาะยุโรป อเมริกา การสร้างสรรค์งานศิลปกรรมจึงมีอิทธิพลตะวันตกเพิ่มขึ้นโดยลำดับ ทั้งนี้ สถาบันศาสนาและพระมหากษัตริย์ นอกจากเป็นศูนย์รวมจิตใจคนไทย ยังมีส่วนสำคัญที่ช่วยธำรงรักษาวัฒนธรรมประเพณีของชาติ ที่เป็นเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้ได้จนถึงปัจจุบัน โบราณวัตถุสำคัญที่จัดแสดงในห้องนี้ อาทิ ลูกโลกและรถไฟจำลอง สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย แห่งสหราชอาณาจักร ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๘ พระโธรน พระราชอาสน์สำหรับประทับให้ข้าราชการยืนเข้าเฝ้า ซึ่งสร้างขึ้นเป็นองค์แรกใน พ.ศ. ๒๔๑๖ ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าชมโฉมใหม่ของห้องนิทรรศการถาวรภายในอาคารประภาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ได้ทุกวันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ น. – ๑๖.๐๐ น. ปิดวันจันทร์ – วันอังคาร
ชื่อเรื่อง มหานิปาตวณฺณนา (ทสชาติ) ชาตกฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา (วิธูรบัณฑิต)สพ.บ. 407-5หมวดหมู่ พุทธศาสนาภาษา บาลี/ไทยอีสานหัวเรื่อง พุทธศาสนา ธรรมเทศนาประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 66 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 56 ซม. บทคัดย่อเป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ภาษาบาลี-ไทยอีสาน ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
ชื่อเรื่อง นิสัยพุทธา (นิไสพุทธา)
สพ.บ. 409/1
หมวดหมู่ พุทธศาสนา
ภาษา บาลี/ไทยอีสาน
หัวเรื่อง พุทธศาสนาประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลาน
ลักษณะวัสดุ 52 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 58.8 ซม.
บทคัดย่อ
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
วิทยากร : นายยุทธนาวรากร แสงอร่าม ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ชื่อเรื่อง ภิกฺขฺปติโมกฺข (ปาติโมกข์)
สพ.บ. 381/1ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 40 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 57 ซม.หัวเรื่อง การสวดมนต์
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคาต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
องค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ เรื่อง “แหล่งฝังศพสมัยก่อนประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำอิงที่เมืองโบราณเวียงลอ จังหวัดพะเยา”โดย นายพลพยุหะ ไชยรส นักโบราณคดีปฏิบัติการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่. ก่อนการสร้างเมืองโบราณเวียงลอในพุทธศตวรรษที่ 19 พื้นที่บริเวณดังกล่าวปรากฏการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาก่อนโดยพบแหล่งฝังศพบริเวณใต้ชั้นกำแพงเมืองเวียงลอในชั้นคันดินสันดอนริมแม่น้ำอิงเก่า จากการขุดค้นทางโบราณคดี โครงการขุดค้นทางโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์เมืองโบราณเวียงลอ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 พบหลุมฝังศพจำนวน 6 ตำแหน่ง ในพื้นที่ดังกล่าว ในที่นี้จะกล่าวถึงหลุมขุดค้นที่ 1 เนื่องจากเป็นหลุมที่มีชั้นดินอยู่ระดับเดียวกันกับชั้นดินที่มีการเก็บตะกอนดินไปกำหนดหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ จากการขุดค้น พบร่องรอยการประกอบกิจกรรมการฝังศพในชั้นดินวัฒนธรรมที่ 3 ซึ่งเป็นชั้นดินก่อนการก่อสร้างกำแพงเมืองเวียงลอ โดยเริ่มปรากฏหลักฐานกระดูกขาและกรามของสัตว์ขนาดใหญ่ ต่อมาพบหลักฐานกลุ่มกองเปลือกหอย 2 ฝา ลักษณะคล้ายหอยน้ำจืดที่ปรากฏในท้องถิ่นปัจจุบัน วางตัวทางด้านทิศตะวันตกของกลุ่มกระดูกสัตว์ ในแนวเดียวกัน และในระดับนี้ได้ปรากฏร่องรอยของขอบหลุมฝังศพรูปสี่เหลี่ยมขนาดกว้างตั้งแต่ 22-45 ซม. วางตัวในแนวตะวันออก – ตะวันตก โดยปรากฏเป็นกลุ่มดินร่วนเหนียวสีน้ำตาลดำมีเศษถ่านและเศษภาชนะดินเผาปะปน . นอกจากนี้ยังพบกลุ่มเศษภาชนะดินเผาเนื้อดินวางตัวเรียงกันในแนวทิศตะวันออก – ทิศตะวันตก กลุ่มโบราณวัตถุซึ่งประกอบด้วยกระดูกท่อนขา ซึ่งวางตัวในแนวทิศตะวันออก – ตะวันตก ใกล้กับตำแหน่งกลุ่มภาชนะดินเผา นอกจากนั้นใต้กลุ่มภาชนะดินเผาดังกล่าวยังปรากฏเครื่องมือเหล็กไม่ทราบหน้าที่ใช้งาน 1 ชิ้น ถัดจากกลุ่มภาชนะไปทางตะวันออก พบเครื่องมือเหล็กคล้ายมีด 1 ชิ้น ใต้เครื่องมือเหล็กเป็นกลุ่มของห่วงสำริดขนาดต่าง ๆ วางเรียงซ้อนเหลื่อมกันในแนวตะวันออก – ตะวันตก ภายในห่วงพบโครงกระดูกแขนอยู่ในสภาพเริ่มผุสลายอย่างมาก ถัดจากกลุ่มกำไลสำริดไปทางตะวันออก พบเครื่องมือเหล็กอีก 1 ชิ้น ถัดจากเครื่องมือเหล็กชิ้นดังกล่าวไปทางทิศใต้ พบห่วงสำริดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8.4 ซม. 1 วง และถัดไปทางด้านทิศใต้พบห่วงสำริดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4.1-1.3 ซม.วางซ้อนกันอยู่อีก 2 วง. จากการศึกษาพบว่าโบราณวัตถุทั้งหมดวางตัวเรียงกันในแนวทิศตะวันออก – ตะวันตก จากร่องรอยของชิ้นส่วนกระดูกท่อนแขนที่พบสอดอยู่ในกำไล และกระดูกท่อนขาที่พบอยู่บริเวณด้านตะวันตกของกลุ่มภาชนะดินเผา สันนิษฐานว่าโครงกระดูกนี้ มีการปลงศพ โดยวางตัวในแนวตะวันออก – ตะวันตก หันส่วนศีรษะไปทางทิศตะวันออก โดยกลุ่มเครื่องกำไลสำริดและเครื่องมือเครื่องใช้เหล็กจำนวน 3 ชิ้นที่พบบริเวณส่วนตะวันออกหรือส่วนบนของโครงนั้นพบบริเวณฝั่งเหนือหรือด้านขวาของโครงกระดูก ยกเว้นต่างหู (?) จำนวน 2 ชิ้น ซึ่งพบในตำแหน่งกึ่งกลางค่อนไปทางด้านซ้ายของโครงกระดูก. เนื่องจากสภาพที่ตั้งของแหล่งโบราณคดีอยู่ใกล้กับแม่น้ำอิงดินจึงมีความชื้นสูงมากทำให้กระดูกเสื่อมสภาพและถูกย่อยสลายไปมากกว่าร้อยละ 80 และหลุมศพถูกรบกวนไปแล้วครั้งหนึ่ง (โครงกระดูกพบเพียงบางอวัยวะเช่นแขนและต้นขา อีกทั้งมีการวางของอุทิศกระจัดกระจาย) ไม่สามารถจำแนกเพศหรืออายุได้ โครงกระดูกที่หลงเหลือบ่งชี้ว่า การฝังศพแบบแนวราบ ของอุทิศเช่นเครื่องประดับจะวางไว้กับตำแหน่งของอวัยวะที่ใช้งานของนั้นๆ เช่น กำไลสำริดใส่ไว้ที่แขน เครื่องมือเหล็กวางไว้ที่แขน เป็นต้น อีกส่วนหนึ่งวางที่บริเวณปลายเท้า ได้แก่ เศษภาชนะดินเผาที่มีการทุบให้แตกและเครื่องมือเหล็ก สำหรับเครื่องมือเหล็กไม่มีรูปแบบการวางในทิศทางที่แน่นอน . จากตรวจสอบชั้นดินด้านตัด (Section) พบว่ามีการขุดหลุมฝังลึกประมาณ 60 เซนติเมตร จากพื้นผิวดิน หลุมฝังมีลักษณะสอบเข้าคล้ายรูปตัววี (V shape) ปรากฏร่องรอยการฝังกลบปากหลุมอย่างตื้นๆ ส่วนด้านแปลน (Plan) ในระดับชั้นดิน พบว่าหลุมฝังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความกว้างประมาณ 25 เซนติเมตร ยาว 180 เซนติเมตร สันนิษฐานว่ามิใช่ขนาดและดินฝังกลบหลุมเดิม ร่องร่อยผิดวิสัยดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจากการขุดรบกวนในสมัยหลัง ชั้นดินดังกล่าวอยู่ในระดับความลึกของชั้นดินและองค์ประกอบดินเทียบเคียงได้กับชั้นดินทางโบราณคดี 3 ในหลุมขุดค้นที่ 13 ที่กำหนดค่าอายุสัมบูรณ์ด้วยวิธีเรืองแสงความร้อนอยู่ที่ 788±24 ปีมาแล้ว (หรือระหว่าง พ.ศ.1752 - 1800) หรือมีการรบกวนหลุมฝังศพดังกล่าวในราวพุทธศตวรรษที่ 18 – 19 จึงสามารถกำหนดอายุหลุมฝังศพไว้ก่อนพุทธศตวรรษที่ 18 . ในบริบททางประวัติศาสตร์ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 - 18 เกิดบ้านแปงเมืองขึ้นแล้วบนที่ราบพะเยาและลุ่มน้ำอิงดังปรากฏในตำนานพื้นเมืองพะเยาที่ขุนจอมธรรมผู้สถาปนาเมืองพะเยาเรียกประชุมเมืองต่างๆ เพื่อจัดตั้งพันนา ความว่า “...ทั้งหัวเมืองนอกมีต้นว่า เมืองงาว กวาว ชะเอิบ เชียงม่วน สะปง ภาน ควา ออย งิม สะลาว ครอบ เชียงแลง หงาว ลอ เธิง...” หรือในเหตุการณ์ที่ขุนเจืองรวบรวมทัพเพื่อตีเมืองแกวก็มีการเกณฑ์ไพร่พลจากเมืองลอด้วย ความว่า “...ส่วนท้าวก็ตีกลองเชยยะพละเภรี ป่าวริพลเมืองพยาว แล ซะลาว ลอ เธิง กวาว หงาว...” อย่างไรก็ตามบ้านเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลานี้เป็นบ้านเมืองที่ยังคงมีความเชื่อเรื่องผีแบบความเชื่อดั้งเดิมดังนั้นจึงยังพบการปลงศพดังข้างต้นอยู่ การค้นพบหลุมฝังศพที่เวียงลอจึงสะท้อนให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มคนที่มีการรวมตัวกันเป็นบ้านเมืองขนาดเล็กหรือเป็นสังคมหมู่บ้านเกษตรกรรมขนาดใหญ่ที่มีผู้นำ และมีโครงสร้างและชั้นชนทางสังคม มีการติดต่อกับกลุ่มชนหรือเมืองอื่นๆ รวมถึงมีความเชื่อของตนเองที่เชื่อเรื่องผีอันเป็นศาสนาเก่าแก่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ 18 - 19 จึ่งเริ่มมีการเผยแพร่พระพุทธศาสนาเข้ามาในแอ่งที่ราบพะเยา ————————————————
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)
ชบ.บ.43/1-5
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
ทุกขฺอริยสจฺจ (ทุกขฺอริยสจฺจ)
ชบ.บ.86/1-1
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)