ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,620 รายการ

“รมว.ซาบีดา” เผยที่ประชุมคณะกรรมการจัดทำหนังสือจดหมายเหตุ - หนังสือที่ระลึกงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เห็นชอบจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึก รวม 9 เล่ม หนังสือจดหมายเหตุ จำนวน 2 เล่ม และหนังสือที่ระลึก 7 เล่ม พร้อมวางกรอบจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึกอย่างครบถ้วน สมพระเกียรติ และเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ของชาติ            วันที่ 21 มกราคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึกงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม           นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ 6/2568 แต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึกงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อพิจารณาและดำเนินการจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึกเนื่องในการจัดงานดังกล่าว โดยที่ประชุมคณะกรรมการ ฯ ได้เห็นชอบการจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึก จำนวน 9 รายการ ดังนี้          1. หนังสือ “จดหมายเหตุงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” โดยสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร เริ่มตั้งแต่วันที่สำนักพระราชวังมีประกาศฉบับแรก โดยส่งนักจดหมายเหตุไปจดบันทึกและบันทึกภาพเหตุการณ์ตั้งแต่การเคลื่อนพระบรมศพ ฯ การประดิษฐานพระบรมศพ การบำเพ็ญพระราชกุศล การเตรียมการของคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ ทุกคณะ รวมถึงพระราชพิธี รัฐพิธี พิธีต่าง ๆ ตลอดต่อเนื่องไปจนสิ้นสุดการพระราชพิธี และรวบรวมเอกสารการจัดพิธีบำเพ็ญกุศล กิจกรรมจิตอาสาซึ่งจัดถวายเป็นพระราชกุศล พิธีถวายความอาลัย จากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทั่วประเทศ จากนั้นจึงนำข้อมูลมาเรียบเรียงเป็นต้นฉบับตามลำดับเวลาของเหตุการณ์ ซึ่งจะต้องผ่านการตรวจสอบความถูกต้องจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผ่านการอนุญาตจากสำนักพระราชวัง แล้วจึงจัดพิมพ์เป็นหนังสือจดหมายเหตุ แจกจ่ายเผยแพร่ไปตามห้องสมุดหน่วยราชการและโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ           2. หนังสือ “จดหมายเหตุงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ฉบับสื่อมวลชน” โดยสำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร เป็นการรวบรวมภาพและข่าวการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากหนังสือพิมพ์ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน) ที่พิมพ์เผยแพร่ในประเทศไทย จำนวน 12 รายชื่อ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้          3. หนังสือ “‘มหาราชินยาภิสดุดี’ ร้อยกรองเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” โดยสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร โดยเชิญกวีผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 คน ร่วมประพันธ์กวีนิพนธ์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจและพระเกียรติคุณให้เป็นที่ประจักษ์  เพื่อรักษาและสืบทอดการประพันธ์กวีนิพนธ์ราชสดุดีไว้เป็นมรดกวัฒนธรรม สมดังพระราชปณิธานในการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมชองชาติ ตามเบื้องพระยุคลบาทองค์อัคราภิรักษศิลปินสืบไป          4. หนังสือ “คำศัพท์ที่เกี่ยวเนื่องกับงานพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” โดย สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร  เป็นหนังสือรวบรวมคำศัพท์สำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับงานพระราชพิธีพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง           5. หนังสือ “ประมวลพระราชดำรัสและพระราโชวาท ที่พระราชทานในโอกาสต่าง ๆ ตั้งแต่พุทธศักราช 2499 - 2554” โดย สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นการรวบรวมพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานแก่พสกนิกรใช้ดำเนินชีวิตและพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน           6. หนังสือ “ลัทธิธรรมเนียมต่าง ๆ 26 ภาค” โดย สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหนังสือเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีโบราณของชาติ ซึ่งมีคุณค่าต่อการศึกษาค้นคว้าในทางหลายด้าน เช่น ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สังคม กฎหมาย ปรัชญา ศาสนาและวัฒนธรรม อันจะนำไปสู่การต่อยอดความรู้ของอนุชนในสังคมไทยให้เข้าใจถึงรากฐานทางวัฒนธรรมของสังคม เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่มีคุณูปการต่อการศึกษาอย่างยิ่ง          7. หนังสือ “ไหมไทย สายใยแห่งแผ่นดิน” โดย กรมหม่อนไหม มีเนื้อหาเกี่ยวพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ทรงงานและสนับสนุนชาวบ้านในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รวมถึงการทอผ้าไหมในประเทศ พันธุ์หม่อน พันธุ์ไหม มาตรฐานคุณภาพของผ้าไหมไทย ตรานกยูงพระราชทาน เพื่อแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่มีต่อวงการหม่อนไหมไทย           8. หนังสือ “รวบรวมองค์ความรู้ไหมไทย” โดย กรมหม่อนไหม เป็นหนังสือชุด 3 เล่มประกอบด้วยเล่มที่ 1 เรื่อง มหัศจรรย์คุณภาพ...ไหมไทยพื้นบ้าน เล่มที่ 2 เรื่อง พรรณไม้ย้อมสี...ไหมไทยพื้นบ้าน และเล่มที่ 3 เรื่อง นวัตกรรมลวดลายบนผืนผ้า...ไหมไทย           9. หนังสือ “ไหมสุวรรณแห่งแผ่นดิน เสด็จคืนถิ่นทิพยสถาน” โดย กรุงเทพมหานคร เป็นการรวบรวมเนื้อหาพระราชประวัติและการปฏิบัติหน้าที่ของกรุงเทพมหานครในการจัดงานพระบรมศพถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยผ่านการร้อยเรียงเรื่องราวในรูปแบบขั้นตอนการทอผ้าไหม เริ่มต้นตั้งแต่การประกาศสวรรคตที่เปรียบเสมือนขั้นตอนแรกของการถักทอ ไปจนถึงงานถวายพระเพลิงพระบรมศพเสมือนหนึ่งขั้นตอนการถักทอที่เสร็จสมบูรณ์           นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึก เพื่อให้การจัดทำหนังสือที่ระลึกดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ครบถ้วนสมบูรณ์ และสมพระเกียรติ ทั้งนี้ เมื่อการจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึกจัดพิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว จะดำเนินการแจกจ่ายไปยังห้องสมุด หน่วยงานราชการ และสถาบันการศึกษา รวมทั้งจัดทำเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เผยแพร่ทางเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนสามารถดาวน์โหลดและเข้าถึงได้สะดวกยิ่งขึ้น


        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมบ้านเชียง แหล่งประวัติศาสตร์สำคัญระดับโลก “สืบสานศรัทธา เฉลิมฉลองมรดกโลกบ้านเชียง ประจำปี ๒๕๖๙” ระหว่างวันที่ 13 - 15 กุมภาพันธ์ 2569 พบกับกิจกรรมหลากหลายที่รวบรวมไว้ให้คุณ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี            กิจกรรมหลัก: ความศรัทธาและภูมิปัญญา         - พิธีบวงสรวงปู่ขุนเชียงสวัสดิ์: ร่วมพิธีสำคัญเพื่อความเป็นสิริมงคล ในวันที่ 13 ก.พ. เวลา 08.29 น.         -นิทรรศการเจาะลึกอดีต: เรียนรู้ความสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติผ่านหลักฐานโบราณคดี จากความร่วมมือของกรมศิลปากร, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี         -สาธิตภูมิปัญญา: ชมและลงมือทำวิถีชีวิตดั้งเดิม ทั้งการปั้นหม้อ ทอผ้า และจักสาน โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานี         กิจกรรมเสริม: เติมเต็มความหวานในแหล่งมรดกโลก         วิวาห์รักหวานตลอดกาล ที่บ้านเชียง: ในวันที่ 14 ก.พ. (09.00 - 12.00 น.) ขอเชิญร่วมเป็นสักขีพยานและสร้างความทรงจำพิเศษในพิธีบายศรีสู่ขวัญคู่สมรส ณ ลานกิจกรรมกลางแจ้ง มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์และเฉลิมฉลองมรดกโลกที่ภาคภูมิใจของพวกเราชาวไทยด้วยกันนะครับ  


เรื่องเล่าจากราชกิจจานุเบกษา : การสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เมื่อพุทธศักราช 2325 โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมบรมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อกาลเวลาล่วงเลยมาจนบรรจบครบ 200 ปี ในพุทธศักราช 2525 รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในชณะนั้น จึงได้จัดงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเฉลิมฉลองความยั่งยืนของบ้านเมืองและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ที่ทรงปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุขสืบมา ประกาศการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 98 ฉบับพิเศษ ตอนที่ 219 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2524 หน้า 1- 8 มีเนื้อความถึงกระบวนการเตรียมงานโดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการและคณะอนุกรรมการด้านต่าง ๆ รวม 9 คณะ เพื่อดูแลงานครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านศาสนา ชาติ และพระมหากษัตริย์ โดยมีภารกิจสำคัญประการหนึ่งคือการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระบรมมหาราชวังให้เสร็จสมบูรณ์ทันงานสมโภชในเดือนเมษายน 2525 โดยมีสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเป็นองค์ประธานคณะกรรมการอำนวยการ นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมนิทรรศการ การจัดทำเหรียญที่ระลึกและตราไปรษณียากรที่ระลึก การอภัยโทษ การจัดมหรสพสมโภช รวมถึงการประมวลเอกสารประวัติศาสตร์และจดหมายเหตุเพื่อเป็นหลักฐานในการศึกษาของคนรุ่นหลังสืบไป นอกจากกระบวนการเตรียมงานในส่วนของรัฐบาลแล้ว ทางฝ่ายราชสำนักโดยสำนักพระราชวังได้แจ้งหมายกำหนดการ ที่ 4/2525 พระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ 200 ปี พุทธศักราช 2525 เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 99 ฉบับพิเศษ ตอนที่ 48 ลงวันที่ 1 เมษายน 2525 หน้า 1-29 โดยมีลำดับหมายกำหนดการในแต่ละวัน ดังนี้ วันที่ 4 เมษายน 2525 เริ่มต้นด้วยงานพระราชกุศลทักษิณานุปทาน ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เพื่ออุทิศถวายแด่สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกและพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าในอดีตทุกพระองค์ วันที่ 5 เมษายน 2525 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค จากท่าวาสุกรีไปยังท่าราชวรดิฐ จากนั้นทรงประกอบพิธีบวงสรวงบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ณ พลับพลาพิธีท้องสนามหลวง และในช่วงบ่ายทรงประกอบพิธียกช่อฟ้าพระอุโบสถและฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วันที่ 6 เมษายน 2525 (วันจักรี) มีพิธีเลี้ยงพระและเวียนเทียนสมโภช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดารามในช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่ายมีพระราชพิธีเฉลิมฉลองบำเพ็ญพระราชกุศล และถวายบังคมพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ณ ปฐมบรมราชานุสรณ์ เชิงสะพานพุทธยอดฟ้า เพื่อถวายราชสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช วันที่ 7 เมษายน 2525 พระราชพิธีบวงสรวงพระสยามเทวาธิราช ณ บุษบกมุขเด็จพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เพื่อความเป็นสิริมงคลตามโบราณราชประเพณี วันที่ 21 เมษายน 2525 พระราชพิธีสมโภชหลักเมือง บำเพ็ญพระราชกุศลบวงสรวงพระเทพารักษ์ ณ ศาลหลักเมือง เพื่อเป็นสิริสวัสดิพิพัฒนมงคลนับแต่วันที่ทรงประดิษฐานเสาหลักเมืองเมื่อ 200 ปีก่อน งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี เมื่อพุทธศักราช 2525 เปรียบเสมือนหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำถึงความมั่นคงและความรุ่งเรืองของชาติไทยภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระบรมราชจักรีวงศ์มาอย่างยาวนาน การบูรณะปฏิสังขรณ์ปูชนียสถานสำคัญและการรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในครั้งนั้น ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาอดีต แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมของราชธานีเพื่อก้าวสู่อนาคต และในปีพุทธศักราช 2569 นี้ กรุงรัตนโกสินทร์ก็เจริญรุ่งเรืองครบ 244 ปี มรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการทำนุบำรุงมาจะยังคงเป็นรากฐานที่เข้มแข็งให้แก่คนรุ่นปัจจุบันได้ร่วมกันภาคภูมิใจและสืบสานความสง่างามของราชธานีแห่งนี้ให้ยั่งยืนสถาพรสืบไป เรียบเรียงโดย นายสุวิชา โพธิ์คำ บรรณารักษ์ชำนาญการ บรรณานุกรม “ประกาศงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 98 ฉบับพิเศษ ตอนที่ 219. (31 ธันวาคม 2524): 1-8. “หมายกำหนดการ ที่ 4/2525 พระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ 200 ปี เมษายน พุทธศักราช 2525.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 99 ฉบับพิเศษ ตอนที่ 48. (3 เมษายน 2525): 1-29. ภาพประกอบจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ หจภ สบ7.1/1, ภ หจภ สบ7.1/2, ภ หจภ สบ1.2/4, ภ หจภ (2) นร14.2/23 #เรื่องเล่าจากราชกิจจานุเบกษา #หอสมุดแห่งชาติ #ราชกิจจานุเบกษา #กรุงรัตนโกสินทร์ #244ปีกรุงรัตนโกสินทร์ #ฉลองพระนคร #รัตนโกสินทร์244ปี #244Rattanakosin



พิพิธิภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง เรือพระราชพิธี : www.virtualmuseum.finearts.go.th/royalbarges เรือพระราชพิธี  : The Royal Barges Of Thailand ราชยานสถิตตรึงตราพยุหยาตราชลมารค : A Legacy of Unforgettable Water-borne Procession        แผ่นดินไทยกอปรด้วยแม่น้ำลำธารน้อยใหญ่ ผูกร้อยชีวิต ชาวประชามาแต่บรรพกาล สืบสานกิจวัตร  และศรัทธาเนิ่นนาน หลักฐานโบราณคดีบ่งบอกวิถีเชี่ยวชาญการใช้แพ - เรือของผู้คน นับแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จวบจนประวัติศาสตร์สมัยภาพวาดรูปเรือและชาวเรือบนผนังถ้ำ และผาหินริมฝั่งและบนเกาะแก่งน้อย - ใหญ่ ในภาคใต้ (500 ปีก่อนพุทธกาล) ภาพฝีพายร่วมกัน พายเรือยาวบนกลองมโหระทึก จากภาคตะวันตก  ภาคกลาง และภาคใต้ของไทย  (พุทธศตวรรษ ที่ 1 - 5)  ดินเผารูปเรือและคนบนเรือจากจังหวัดสงขลาในภาคใต้ (พุทธศตวรรษที่ 3 - 5)       ประติมากรรมปูนปั้นรูปคนพายเรือสองคน ซึ่งประดับฐานเจดีย์จุลประโทน นครปฐม ในภาคกลาง (พุทธศตวรรษที่ 12 - 13) และรูปการปรากฏองค์ของพระโพธิสัตว์เบื้องหน้าคนโดยสารสี่คน และ ฝีพายสองคนบนเรือที่มีโขนเรือเป็นรูปเศียรนาคบนทับหลัง  ชิ้นหนึ่งของปราสาทพิมาย นครราชสีมา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (พุทธศตวรรษที่ 17) ฯลฯ ที่กล่าวมาทั้งปวงย่อมเป็นประจักษ์พยานภูมิปัญญาในวิถีชีวิตทางน้ำของผู้คนบนแผ่นดินนี้ หลักฐานจากศิลาจารึกและเอกสารบ่งบอกว่าราชอาณาจักรสุโขทัย ในลุ่มน้ำภาคกลางตอนบนซึ่งสถาปนาขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 และดำเนินสืบต่อมาประมาณ 200 ปี ปรากฏการใช้กระบวนเรือหลวงเพื่อต้อนรับพระภิกษุที่จาริกกลับจากเกาะลังกาและมีการประกอบพระราช พิธีบางอย่างที่ใช้เรือหลวง กล่าวได้ว่ามี “เรือพระราชพิธี” นับแต่บัดนั้นในสมัยราชอาณาจักรอยุธยา (พุทธศักราช 1893 ถึง 2310) ปรากฏหลักฐานการดัดแปลงเรือรบ  มาเป็นเรือหลวงเพื่อเป็นพระราชยานการเสด็จฯ ทางน้ำ (พยุหยาตราชลมารค) และใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา        โดยทั่วไปแล้วการใช้เรือหลวงในสมัยราชอาณาจักรอยุธยาเพื่อ "การพยุหยาตราชลมารค" ซึ่งมีความหมายว่าการสัญจรทางน้ำโดยใช้เรือ เป็นพาหนะในภารกิจของพระเจ้าแผ่นดิน   พร้อมด้วยผู้ติดตามเป็นขบวนจำนวนหนึ่งเช่นนี้เป็นไปตามราชประเพณี พระราชพิธีหรือรัฐพิธีสำคัญ 3 กรณี ได้แก่ พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการพระพุทธบาทที่สระบุรี และพระราชพิธีเนื่องด้วยพระบรมศพหรือพระศพ พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินนั้น     เป็นการเสด็จพระราชดำเนินทางเรือไปยังพระอารามหลวงเพื่อถวาย ผ้าพระกฐินพร้อมเครื่องบริวารพระกฐินในช่วงการออกพรรษาตามขนบ  ประเพณีของพุทธศาสนิกชนฝ่ายเถรวาทในประเทศไทย หลักฐานเอกสารที่บอกถึงการเสด็จพระราชดำเนินโดยชลมารคเพื่อถวายผ้าพระกฐินที่เก่าแก่ปรากฏในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พุทธศักราช 2173 - 2202) กล่าวว่ามีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือหลวง หรือ “เรือพระที่นั่งกิ่ง” จำนวนมากเพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน        อย่างไรก็ดีเอกสารสมัยกรุงศรีอยุธยาคือ “คำให้การชาวกรุงเก่า” กล่าวว่า ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พุทธศักราช 2153 - 2171) มีรับสั่งให้เอากิ่งดอกเลาประดับเรือพระที่นั่ง ต่อมาภายหลังพนักงานจึงเขียนลายกิ่งไม้ประดับไว้ที่หัวเรือ โปรดเกล้าฯ ให้เรียกเรือชนิดนั้นว่า “เรือพระที่นั่งกิ่ง” ถือเป็นเรือชั้นสูงสุด  พระราชพิธีเสด็จฯ ไปนมัสการพระพุทธบาทที่สระบุรีโดยชลมารค เริ่มขึ้นนับแต่การพบรอยพระพุทธบาท  ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ส่วนพระราชพิธีเนื่องด้วยพระบรมศพหรือพระศพปรากฏหลักฐานว่าในรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา (พุทธศักราช 2231 - 2246) มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้จัดกระบวนเรือพระราชพิธีนำพระบรมศพสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจากเมืองลพบุรีกลับมายังพระนครศรีอยุธยา ในสมัยอยุธยาตอนปลาย กระบวนเรือพระราชพิธีนอกจากใช้ในการแห่พระบรมศพของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศและสมเด็จพระราชินีแล้ว  ยังใช้ในการแห่พระอัฐิและพระอังคารของทั้งสองพระองค์อีกด้วย        พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยากล่าวถึงชื่อเรือหลวง (เรือพระที่นั่งกิ่ง) ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พุทธศักราช 2091 - 2112) เช่น ชัยสุพรรณหงส์ ศรีสุพรรณหงส์ ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พุทธศักราช 2133 - 2146) เช่น สุพรรณวิมานนาวา ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พุทธศักราช 2199 - 2231) เช่น อลงกตนาวาศรีสมรรถไชย พระครุฑพาหนะ ชลวิมานกาญจนบวรนาวานพรัตนพิมานกาญจนอลงกตมหานาวาเอกชัยและจิตรพิมานกาญจนมณีศรีสมรรถชัย    ในรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา (พุทธศักราช 2231 - 2246) เช่น ไกรสรมุขพิมาน และในรัชสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ (พุทธศักราช 2245 - 2252) เช่น มหานาวาท้ายรถ        เมื่อวิเคราะห์ตามความหมายของชื่อเรือหลวง  ซึ่งเป็นพระราชยานข้างต้น กล่าวได้ว่า น่าจะตั้งให้สอดคล้องกับรูปลักษณ์ของเรือ ทั้งการตกแต่งโขนเรือ ที่สลักเป็นรูปหงส์ ครุฑ ราชสีห์ (ไกรสร) พระราชโองการในสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ทรงให้ช่างศิลป์วาดภาพเรือพระราชพิธีใน “ริ้วกระบวนพยุหยาตราชลมารค” ไว้ที่ผนังพระอุโบสถวัดยมในพระนครศรีอยุธยา นับเป็นคุณูปการที่ทำให้ความรู้เรื่องเรือพระราชพิธีในสมัยอยุธยาเป็นที่ประจักษ์ แม้ว่าภาพเขียนบนผนังนี้จะลบเลือนไปเกือบหมด แต่ได้มีการคัดลอกลงไว้ในสมุดไทยในปีพุทธศักราช 2440 และเก็บรักษาไว้ในหอสมุดแห่งชาติ ที่กรุงเทพมหานคร จากสมุดภาพริ้วกระบวนพยุหยาตราชลมารคนี้ทำให้ทราบถึงรูปลักษณ์ของเรือ ชื่อเรือ ตลอดจนชื่อบุคคลหรือขุนนางที่มีตำแหน่งประจำอยู่ในเรือแต่ละลำ ปรากฏชื่อเรือจำนวน 113 ชื่ออยู่ในสมุดไทยนี้ นับแต่นั้นมา คำว่า กระบวนพยุหยาตราชลมารค (กระบวน = แถวแนวตามแบบแผน พยุห = หมู่, กอง ยาตรา = การเดินทาง ชล = น้ำ มารค = วิถี/ทาง) เป็นที่ทราบกันดีว่า  หมายถึงการเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำด้วยเรือพระที่นั่งที่มีเรือตามเสด็จฯ พร้อมพระราชวงศ์ ขุนนาง และข้าราชบริพารเป็นกระบวนยาวไปตามแม่น้ำ        สิ่งที่น่าสนใจยิ่งในภาพสมุดภาพฯ เล่มนี้คือ การจัดริ้วกระบวนเรือ ซึ่งนับได้ว่าเป็นกระบวนเสด็จพยุหยาตราชลมารคครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และได้รับการบันทึกไว้โดยชาวยุโรปเป็นภาพวาดกระบวนเรือพระราชพิธีซึ่งต่อมานำมาลงพิมพ์ไว้ในหนังสือของบาทหลวงตาชาร์ด เรื่อง “การเดินทางไปสู่สยามของบาทหลวงคณะเยซูอิต” (พุทธศักราช 2229) และจากการบันทึกเรื่อง “ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม” (พุทธศักราช 2224 - 2228) ของนิโกลาส์ แชรแวส นักเดินทางชาวฝรั่งเศสที่ติดตามคณะบาทหลวงเข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาและได้พรรณนาประสบการณ์การเฝ้ามองกระบวนเรือพยุหยาตราชลมารคเคลื่อนคล้อยไปตามลำน้ำ ประกอบด้วยเรือ ไม่น้อยกว่า 250 ลำ ล้วนตกแต่งวิจิตรอลังการ นับเป็นปรากฏการณ์ตรึงตราน่าตื่นตะลึงยิ่งในครั้งนั้น        อย่างไรก็ตามชื่อเรือพระที่นั่ง    และเรือต่างๆ   ในริ้วกระบวนพยุหยาตรา  แต่ครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชตามหลักฐานข้างต้น    แตกต่างอยู่มากกับชื่อเรือพระที่นั่งและเรือต่างๆ ที่ปรากฏในริ้วกระบวนพยุหยาตราชลมารคสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (พุทธศักราช 2325 จนถึงปัจจุบัน) เมื่อตรวจสอบหลักฐานจากวรรณกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงพบว่า ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีกวีแห่งราชสำนักคือพระศรีมโหสถ ได้แต่งบทกวีที่ใช้ในการเห่เรือในการเสด็จพยุหยาตราชลมารค ชื่อ “โคลงนิราศนครสวรรค์” ขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2201 และในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พุทธศักราช 2275 - 2301) ปรากวรรณกรรมกาพย์ห่อโคลงของจินตกวีเอกแห่งสยามผู้มีผลงานตรึงใจ คือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศไชยเชษฐาสูริยวงษ์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศบทพระราชนิพนธ์นี้ กล่าวถึงกระบวนเรือในการเสด็จพยุหยาตราชลมารค ความพรรณนาที่ปรากฏในกาพย์ห่อโคลงนับเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่สำคัญ กล่าวคือ ชื่อเรือพระที่นั่งและเรือหลวงในกระบวนพยุหยาตรา ตลอดจนรูปลักษณ์ของเรือบางลำ เป็นเค้ามูลที่ชวนให้นึกถึงเรือพระที่นั่งและเรือหลวงบางลำ  ที่ปรากฏในปัจจุบันอันมีความพ้องกันในชื่อและรูปลักษณ์        นอกจากนั้น กาพย์บางตอนยังกล่าวถึงการร้องเห่เรือของฝีพายและท่วงทำนองดนตรีที่ให้จังหวะในการพาย เช่น “พลพายกรายพายทอง ร้องโห่เห่โอ้เห่มา” และ “ดนตรีมี่อึงอล ก้องกาหลพลแห่โหม โห่ฮึกครึกครื้นโครม โสมนัสชื่นรื่นเริงพล” กาพย์ห่อโคลงของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศฯให้อิทธิพลอย่างมากต่อการสร้างสรรค์งานนิพนธ์ที่ใช้ในการเห่เรือหรือบทชมกระบวนเรือในช่วงเวลาต่อมาจวบจนปัจจุบัน  ในสมัยรัตนโกสินทร์ ปรากฏกวีนิพนธ์จำนวนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับกระบวนพยุหยาตราชลมารค รวมถึงบทนิพนธ์ที่ใช้ในการเห่เรือ เช่น (1) ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง โดย เจ้าพระยาพระคลัง (หน) (พุทธศักราช 2340) (2) ลิลิตกระบวนแห่พระกฐินพยุหยาตราทั้งทางสถลมารคแลทางชลมารค โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส (พุทธศักราช 2387) (3) โคลงพระราชพิธีทวาทศมาส โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ (พุทธศักราช 2418 - 2428) (4) กาพย์เห่เรือ โดยพระราชวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ(พุทธศักราช 2475) (5) กาพย์เห่เรือฉลอง 25 พุทธศตวรรษ โดยนายหรีด เรืองฤทธิ์ (พุทธศักราช 2500) (6) กาพย์เห่เรือกระบวนพยุหยาตราอัญเชิญพระพุทธนวราชบพิตร โดยท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา (พุทธศักราช 2525) (7) กาพย์แห่เรือชมพระราชพิธีเสด็จทางชลมารค โดยนายภิญโญ ศรีจำลอง (พุทธศักราช 2525) (8) กาพย์เห่เรือเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยคุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ (พุทธศักราช 2531) และ (9) กาพย์เห่เรือเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ โดยนาวาเอกทองย้อย  แสงสินชัย (พุทธศักราช 2555) เรือพระที่นั่งสร้างด้วยไม้ แบ่งได้เป็นสองประเภทได้แก่ เรือทอง และ เรือไม้เรือไม้ เป็นเรือที่สร้างขึ้นจากไม้ที่ใช้สร้างเรือทั่วไป สำหรับใช้เป็นเรือพระที่นั่งในการเสด็จฯส่วนพระองค์หรือใช้สอยในพระราชภารกิจทั่วไป ขณะที่ เรือทอง สร้างขึ้นจากไม้ที่คัดเลือกเป็นพิเศษและแกะสลักลวดลายตกแต่งลงรักปิดทอง เรือทองจึงใช้ในพระราชภารกิจที่สำคัญ หรือราชการสำคัญ เช่น งานพระราชพิธี หรือรัฐพิธี เป็นต้นว่า เสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน นับจากรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี (พุทธศักราช 2310 - 2324) จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พุทธศักราช 2468 - 2477) ริ้วกระบวนเรือพยุหยาตราชลมารคเคลื่อนไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาปรากฏสู่สายตาประชาชนไม่มากนัก  ส่วนใหญ่กระบวนเรือพยุหยาตราใช้ในพระราชพิธี หรือ รัฐพิธี ดังต่อไปนี้   (1) พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ปรากฏในพุทธศักราช 2325, 2326, 2344, 2394, 2410 และทุกปีในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (พุทธศักราช 2411 - 2453)   (2) พระราชพิธีแห่พระพุทธรูปที่อัญเชิญจากพระอารามแห่งหนึ่งไปประดิษฐาน ณ พระอาราม อีกแห่งหนึ่ง ใน   รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (พุทธศักราช 2310)   (3) พระราชพิธีแห่พระสารีริกธาตุ หรือแห่พระพุทธรูปสำคัญที่อัญเชิญมาจากต่างแดน ในรัชสมัย พระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 (พุทธศักราช 2334) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 (พุทธศักราช 2361) และ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 (พุทธศักราช 2370)   (4) เสด็จพระราชดำเนินโดยเรือพระที่นั่งเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภชของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้แก่ รัชกาลที่ 1 (พุทธศักราช 2328) รัชกาลที่ 4 (พุทธศักราช 2394) รัชกาลที่ 5 (พุทธศักราช 2416) รัชกาลที่ 6 (พุทธศักราช 2454) และรัชกาลที่ 7 (พุทธศักราช 2468)   (5) พระราชพิธีเนื่องในพระบรมศพและพระศพ กล่าวคือ นำพระบรมศพหรือพระศพลงสู่เรือพระที่นั่งแห่ไปยังพระเมรุมาศเพื่อถวายพระ เพลิง และนำพระอัฐิและพระสรีรังคาร (กระดูกและเถ้า) ลงสู่เรือแห่ไปสู่ปากน้ำเพื่อลอยพระอัฐิและพระสรีรังคาร เช่น พระบรมศพ ในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) พระศพสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (วังหน้าในรัชกาลที่ 1) พระศพพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (ในรัชกาลที่ 4)   (6) พระราชพิธีรับพระราชอาคันตุกะ เช่น การรับพระยาทวาย เจ้าเมืองทวายในดินแดนมอญ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (พุทธศักราช 2334)   (7) พระราชพิธีลอยพระประทีป ปรากฏในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เมื่อพุทธศักราช 2326 และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 (พุทธศักราช 2367 - 2394) โปรดเกล้าฯ ให้นำพระประทีปและให้จัดทำกระทงหลวงขนาดใหญ่ ลงเรือและนำไปลอยกลางแม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมๆ กับการลอยกระทงของราษฎรตามประเพณีวันลอยกระทงแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแม่น้ำสายหลักของประเทศ มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อพระราชพิธีสำคัญอันเนื่องด้วยเรือพระราชพิธี กล่าวคือ ในสมัยกรุงธนบุรีและ      กรุงรัตนโกสินทร์ริ้วกระบวนพยุหยาตราปรากฏอยู่  ณ แม่น้ำเจ้าพระยาเสมอ จวบจนปัจจุบันพระมหากษัตริย์ไทยในอดีตทรงตระหนักถึงความสำคัญของเรือพระราชพิธีที่เป็นสัญลักษณ์แห่งจารีตประเพณีแห่งรัฐ ดังนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือหลวงหรือเรือพระที่นั่งเพื่อเป็นเกียรติยศในรัชกาลของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 (พุทธศักราช 2325 - 2352) โปรดเกล้าฯ ให้ช่างสร้างเรือหลวงชื่อ เรือสุวรรณหงส์ เพื่อเป็นพระราชพาหนะและสำหรับการแห่พระพุทธรูปทางน้ำ ส่วนเรือที่มีโขนเรือรูปสัตว์ในตำนานปรัมปรา (หลายคนมักเรียกสัตว์หิมพานต์ อันที่จริงแล้วมิใช่อยู่ในหิมพานต์ทั้งหมด) บางลำก็สร้างขึ้นในรัชสมัยนี้  ส่วนเรืออนันตนาคราชนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 (พุทธศักราช 2367 - 2391) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น และมีบันทึกว่าในรัชกาลนี้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือขึ้น 24 ลำเพื่อใช้เป็นเรือพระที่นั่งหรือใช้ในพระราชภารกิจ อย่างไรก็ดีในเอกสารบางฉบับปรากฏชื่อเรือหลวงหรือเรือพระราชพิธี        ที่มีอยู่ในรัชกาลนี้ถึง 56 ลำ และบอกรูปลักษณ์ของเรือพร้อมทั้งขนาดเรือแต่ละลำไว้ด้วย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 (พุทธศักราช 2394 - 2411) โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะและตกแต่งเรือหลวงลำเก่าๆ และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือใหม่ขึ้นอีก 7 ลำ การจัดริ้วกระบวนเรือพระราชพิธีในสมัยนี้กล่าวได้ว่ามีการจัดริ้วกระบวน 2 อย่าง คือ กระบวนเรือพยุหยาตราใหญ่ชลมารค และ กระบวนพยุหยาตราน้อยชลมารค        ในกรณีที่เป็นริ้วกระบวนพยุหยาตราใหญ่ชลมารค ประกอบด้วยเรือจำนวน 268 ลำ มีพลประจำเรือจำนวน 10,000 คน ประกอบด้วย นายเรือ นายท้าย ฝีพาย คนถือธงท้าย พลสัญญาณ คนถือฉัตรและ/หรือถือบังสูรย์ พัดโบก พระกลด คนขานยาวหรือคนเห่เรือ ส่วนริ้วกระบวนพยุหยาตราน้อยชลมารค มีริ้วขบวนที่มีเรือและพลประจำเรือน้อยกว่า เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ สร้างขึ้นใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช รัชกาลที่ 5 (พุทธศักราช 2411 - 2453) พระองค์โปรดการเสด็จฯ ทางน้ำเพื่อสอดส่องทุกข์สุขของราษฎรพร้อมด้วยข้าราชบริพารผู้ตามเสด็จฯ เป็นกระบวนเรือหลายลำ และเมื่อราษฎรได้ทราบก็จะพายเรือมาเฝ้าแหนชื่นชมพระบารมีอย่างเนืองแน่นเสมอ  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 (พุทธศักราช 2353 - 2468) จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับริ้วกระบวนเรือพยุหยาตราแต่โบราณ ทรงพบว่าการจัดกระบวนเรือทั้งสองอย่างคือกระบวนเรือพยุหยาตราใหญ่ชลมารค และ กระบวนพยุหยาตราน้อยชลมารคนั้น มีการจัดกระบวนในแต่ละคราวแตกต่างกันไปอยู่บ้าง มิได้เป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงขอพระบรมราชานุญาตวางระเบียบริ้วกระบวนเรือพระราชพิธีเสียใหม่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริเห็นชอบและพระราชทานพระราชานุญาตให้ถือเป็นระเบียบปฏิบัติและได้ดำเนินการจัดริ้วกระบวนพยุหยาตราตามแบบนี้ตลอดรัชกาลและจนถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 (พุทธศักราช 2468) ก็ยึดถือการจัดริ้วกระบวนตามแบบนี้เช่นกัน  อย่างไรก็ดีในพุทธศักราช 2475 เมื่อมีพระราชพิธีฉลองกรุงครบรอบ 150 ปี (ของกรุงเทพมหานคร) และเฉลิมฉลองราชวงศ์จักรีในคราวเดียวกันนั้น กระบวนพยุหยาตราชลมารคกลับไปใช้การจัดริ้วกระบวนตามแบบอย่างที่เคยใช้ในสมัย รัชกาลที่ 4 หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขในพุทธศักราช 2475 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติในพุทธศักราช 2477  พระราชพิธีเสด็จฯถวายผ้าพระกฐินประจำปีโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคขาดหายไป  ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (พุทธศักราช 2582 - 2488) เรือพระราชพิธีถูกระเบิดสงครามจากอากาศยานที่ถล่มกรุงเทพมหานคร ทำลายเสียหายไปมากครั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะซ่อมแซมเรือพระราชพิธีเพื่อนำมาใช้ในพระราชพิธีเสด็จพยุหยาตราชลมารคในวาระต่างๆ ตามแบบครั้งโบราณเพื่อฟื้นฟูราชประเพณีโบราณให้กลับฟื้นคืน        ปัจจุบันการจัดริ้วกระบวนเรือพระราชพิธีในการเสด็จพยุหยาตราชลมารคเป็นไปในแนวทางการจัดกระบวนทัพเรือโบราณตามที่ปรากฏหลักฐานสมัยกรุงศรีอยุธยาที่สืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นริ้วกระบวนเรือพระราชพิธีประกอบด้วยเรือ 52 ลำ จัดเรียงกันเป็นริ้วกระบวน 5 ริ้ว โดยตอนกลางของริ้วกระบวนที่ 3 หรือริ้วกระบวนกลาง ประกอบด้วย  เรือพระที่นั่ง 4 ลำ ได้แก่ อเนกชาติภุชงค์ นารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 สุพรรณหงส์ อนันตนาคราชเรียงตามลำดับจากหลังไปหน้ากระบวน ระหว่างเรือสุพรรณหงส์ และเรืออนันตนาคราช คั่นด้วยเรือเล็กๆ ลำหนึ่งเรียก เรือแตงโม หรือ เรือกลองใน (หมายถึงในกระบวน) เป็นเรือสำหรับผู้บัญชาการกระบวนเรือฯ หน้าริ้วกระบวนนี้มี เรืออีเหลือง ซึ่งถือเป็น เรือกลองนอก มีปี่ชวาและกลองแขกสำหรับบรรเลงนำหน้า ตามด้วย เรือตำรวจ ๒ ลำ ส่วนท้ายริ้วกระบวนมีเรือตำรวจ 1 ลำ ตามติด ปิดท้ายกระบวนด้วย เรือแซง ลำเล็กๆ ส่วนกลางของริ้วกระบวนแถวที่ 2 และ 4 หรือริ้วกระบวนที่ขนาบกระบวนเรือพระที่นั่ง ประกอบด้วยเรือ 8 ลำ นับจากหลังไปหน้ากระบวนตามลำดับดังนี้ เรือเอกชัยเหินหาว เรือเอกชัยหลาวทอง เรือครุฑเหินเห็จ เรือครุฑเตร็จไตรจักร เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรืออสุรวายุภักษ์  และ เรืออสุรปักษี หน้ากระบวนเรือเหล่านี้มีเรือนำ 1 คู่ คือ เรือเสือทะยานชล และ เรือเสือคำรณสินธุ์  และเรือ 2 คู่นำหน้าริ้วกระบวนทั้งหมด คือ เรือทองขวานฟ้า และ เรือทองบ้าบิ่น ริ้วกระบวนนอกสุดหรือริ้วกระบวนที่ 1 และที่ 5 ประกอบด้วยเรือเล็กๆ 22 ลำ เรียกว่า เรือดั้งและเรือเล็กๆ อีก 6 ลำ เรียก เรือแซง   ริ้วกระบวนเรือพยุหยาตราทั้ง 5 ริ้วนี้มีความยาวประมาณ 1,280 เมตร ความกว้าง 90 เมตร เรือทุกลำมีฝีพายและผู้ทำหน้าที่ต่างๆไม่ว่าจะเป็นฝีพาย นายเรือ นายท้าย คนถือธง พลสัญญาณ คนถือฉัตร/บังสูรย์/พัดโบก/กลด และคนเห่เรือเป็นกำลังพลประจำเรือ รวม 2,211 นาย ล้วนแต่เป็นเจ้าหน้าที่จากกองทัพเรือไทยทั้งสิ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ริ้วกระบวนเรือฯ เคลื่อนไปตามลำน้ำเจ้าพระยาในพระราชพิธีและรัฐพิธีสำคัญ เนื่องในวโรกาสต่างๆ ดังนี้   (1) งานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ พุทธศักราช 2500 (ริ้วกระบวนพยุหยาตราใหญ่)   (2) พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร พุทธศักราช 2502 2504 2505 2507 2508 และ 2510 (ริ้วกระบวนพยุหยาตราน้อย)   (3) งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี พุทธศักราช 2525 (ริ้วกระบวนพยุหยาตราใหญ่)   (4) พิธีแห่พระพุทธสิหิงค์จากพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ไปตามลำน้ำเจ้าพระยาเพื่อ ความเป็นสิริมงคลในประเพณีวันสงกรานต์ พุทธศักราช 2525  (ริ้วกระบวนพยุหยาตราน้อย)   (5) พิธีแห่พระพุทธนวราชบพิตรซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่กรุงเทพมหานคร พุทธศักราช 2525 (ริ้วกระบวนพยุหยาตราใหญ่)   (6) พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร พุทธศักราช 2530 2539 2542 2550 และ 2555 (ริ้วกระบวนพยุหยาตราใหญ่)   (7) พระราชานุญาตให้จัดการแสดงกระบวนเรือฯ เพื่อเป็นอภินันทนาการแก่ผู้นำเอเปค 20 ประเทศที่มาประชุม ณ กรุงเทพมหานคร พุทธศักราช 2546 (ริ้วกระบวนพยุหยาตราใหญ่)   (8) พระราชานุญาตให้จัดการแสดงกระบวนเรือฯ เพื่อการทอดพระเนตรของพระราชอาคันตุกะ จากประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ๒๕ ประเทศที่เสด็จฯ มาร่วมในพระราชพิธีมหามงคลการครองสิริราชสมบัติ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช 2549 (ริ้วกระบวนพยุหยาตราใหญ่)                 ปัจจุบันเรือพระราชพิธี  ทั้ง 52 ลำ เก็บรักษาไว้   ณ สถานที่ 3 แห่ง  ได้แก่   (1) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี ซึ่งเดิมเป็นอู่เรือเก่าปรับปรุงขึ้นเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเมื่อ พุทธศักราช 2517  จัดแสดงเรือพระที่นั่ง 4 ลำ ประกอบด้วยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9  เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ พร้อมทั้งเรือที่มีโขนเรือ 4 ลำ ประกอบด้วย  เรือเอกชัยเหินหาว  เรือครุฑเหินเห็จ  เรือกระบี่ปราบเมืองมาร และเรืออสุรวายุภักษ์   (2) อู่เรือหลวงที่ท่าวาสุกรี   ข้างหอสมุดแห่งชาติ มีเรือ 6 ลำประกอบด้วย เรือเอกชัยหลาวทอง  เรือครุฑเตร็จไตรจักร  เรือพาลีรั้งทวีป  เรือสุครีพครองเมือง   เรือกระบี่ราญรอนราพณ์   และเรืออสุรปักษี   (3) แผนกเรือราชพิธี กองเรือเล็ก เป็นอู่เรือของกองทัพเรือ มีเรือเสือทะยานชล เรือเสือคำรณสินธุ์  เรือทองขวานฟ้า เรือทองบ้าบิ่น  เรือดั้ง  เรือแซง  เรือแตงโม  เรืออีเหลือง  ทุกลำเก็บรักษาไว้ที่นี่      พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ตั้งอยู่เลขที่ 80/1 ริมคลองบางกอกน้อย แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เปิดให้เข้าชมในเวลา 09.00 - 17.00 นาฬิกา ทุกวัน ยกเว้นวันหยุดขึ้นปีใหม่และวันหยุดสงกรานต์






อบรมผู้ใช้งานระบบสัมมนาออนไลน์ ในวันที่ 30 มีนาคม 2556 ตั้งแต่เวลา 9.00 - 16.00 โดยเจ้าหน้าที่บริษัท เอ็มเวิร์ค กรุ๊ป จำกัด


รายงานบัญชีงบทดลองและเอกสารประกอบงบทดลอง สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา (เดือนกรกฎาคม ๒๕๖๒)




  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์   จัดตั้งขึ้นตามโครงการพิพิธภัณฑ์ศิลป์ พีระศรี  อนุสรณ์ โดยความร่วมมือระหว่างบรรดาลูกศิษย์และผู้ใกล้ชิดศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี  เพื่อรำลึกถึงเกียรติคุณของท่านในฐานะผู้ให้กำเนิดการศึกษาศิลปะสมัยใหม่ ศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย และผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2527 ซึ่งตรงกับวาระวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 92 ปี ของศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี โดยฯพณฯ ชวน หลีกภัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในสมัยนั้นให้เกียรติมาเป็นประธาน  จากนั้นจึงมอบหมายให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบและบริหารจัดการ จนกระทั่งได้รับการจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ เมื่อพ.ศ.2530 ปัจจุบัน สังกัดสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ในเครือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป  ภายในจัดแสดงนิทรรศการถาวร โดยแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก ห้องชั้นนอก (บริเวณประตูทางเข้า) จัดแสดงผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ ของบรรดาลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิด  เช่น นายเฟื้อ หริพิทักษ์ นายประยูร อุลุชาฎะ นายชลูด นิ่มเสมอ นายจำรัส เกียรติก้อง นายเขียน ยิ้มศิริ นายสวัสดิ์ ตันติสุข นายทวี นันทขว้าง เป็นต้น ผลงานส่วนใหญ่เป็นงานศิลปกรรมในยุคเริ่มแรกของศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย ซึ่งดำเนินรอยตามแนวทางการสร้างสรรค์ศิลปะตามหลักวิชาการที่ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้วางรากฐาน             ส่วนที่สอง ห้องชั้นใน จัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ซึ่งประกอบไปด้วย โต๊ะทำงาน เก้าอี้ เครื่องพิมพ์ดีด เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องมือปั้น ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว โดยจำลองบรรยากาศโต๊ะทำงานดั้งเดิมเช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ยังมีชีวิตอยู่ ตลอดจนแบบร่างอนุสาวรีย์และประติมากรรมชิ้นสำคัญ เช่น แบบร่างพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 แบบร่างพระศรีศากยทศพลญาณ พระประธานพุทธมณฑล และต้นแบบพระเศียรรัชกาลที่ 8 เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีหนังสือหายากซึ่งเป็นหนังสือที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี  ใช้สำหรับค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับศิลปะตะวันตก ให้บริการแก่ผู้มาเยี่ยมชมภายในห้องจัดแสดง ภาพนิทรรศการ:



          เผยแพร่ความรู้ให้เด็กไทยในปัจจุบันได้เข้าถึงพื้นฐาน วัฒนธรรมประเพณี ความคิดและความเชื่อของคนไทยในอดีต เพื่อให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้คิดช่วยกันจรรโลงลักษณะของความเป็นคนไทยที่มี ลักษณะโดดเด่น เพียบพร้อมไปด้วยความมีน้ำใจไมตรีให้อยู่เป็นเอกลักษณ์ของความเป็นคนไทยตลอดไป


วันศุกร์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษกกาญจนบุรี ได้จัดโครงการพัฒนาและส่งเสริมหอสมุดแห่งชาติเพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต กิจกรรม "อ่านสนุก ปลุกการเรียนรู้" โดยมี นายบวรศักดิ์ วานิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวเปิดงาน งาน ในช่วงเช้าจะมีการบรรยาย หัวข้อ "ห้องสมุดมีชีวิต ชีวิตมีห้องสมุด" โดย อาจารย์วารุณี ลำยอง ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนวัดนวลนรดิศ เป็นผู้บรรยาย และกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน หัวข้อ "การอ่าน...สร้างสรรค์บันดาลใจ" โดยคณะวิทยากรจาก สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์ งานในช่วงบ่าย มีกิจกรรมการโต้วาที หัวข้อ "อ่านจากหนังสือหรืออ่านจากอินเทอร์เน็ต อย่างไหนเด็ดกว่ากัน" โดยนักเรียนจากโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ และโรงเรียนวิสุทธรังษี ในโซนด้านล่างยังมีหน่วยงานราชการต่างๆได้มาร่วมจัดกิจกรรมตามซุ้มต่างๆ โดยมี เจ้าหน้าที่จากสำนักหอสมุดแห่งชาติ, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า, อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง และหอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ มีทั้งนำนิทรรศการความรู้ความเป็นมา ณ สถานที่นั้นๆมาจัดแสดงให้ได้รับชม กิจกรรมEnglish is fun และกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย


black ribbon.