ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 53,356 รายการ

   วันเยาวชนแห่งชาติ ได้เริ่มมีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๒๘ เนื่องจากองค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นปีเยาวชนสากล และได้ขอให้ประเทศสมาชิกร่วมเฉลิมฉลองปีเยาวชนสากลภายใต้คำขวัญว่า "Participation, Development and Peace” ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า "ร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาสันติ” โดยมีความหมายที่เยาวชนทุกคนสามารถนำไปปฏิบัติได้ คือ          ร่วมแรงแข็งขัน (Participation) หมายถึง การยอมรับในศักยภาพของแต่ละบุคคล ที่จะสามารถวินิจฉัยและตัดสินใจในเรื่องของตนเอง และตระหนักว่าตนมีโอกาส และพึงพอใจที่จะใช้โอกาสด้วยตนเองอย่างเกิดคุณค่าโดยไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้ใด การที่เยาวชนมีส่วนร่วมและมีบทบาทต่อชาติบ้านเมืองได้อย่างเต็มที่นั้น ถือเป็นความสำเร็จของสังคมและประเทศชาติเป็นสำคัญ          ช่วยกันพัฒนา (Development) คือ การพัฒนานั้นสามารถมองได้ ๒ มิติ มิติแรก คือ การพัฒนาตนเองของแต่ละบุคคล มิติที่สองคือ การพัฒนาสังคมและประเทศชาติ หากบุคคลพัฒนาตนเองได้ดีก็จะเป็นกำลังสำคัญและมีคุณค่าต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ และอีกด้านหนึ่งการพัฒนาสังคมและประเทศชาติก็จะเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาของบุคคลด้วย ดังนั้น กระบวนการพัฒนาทั้ง ๒ ส่วนนี้ จึงมีความต่อเนื่องและสัมพันธ์กัน เนื่องจากในสภาวะปัจจุบัน ความร่วมมือในระดับนานาชาติ จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศ          ใฝ่หาสันติ (Peace) สันติภาพถือเป็นหลักการพื้นฐานของชีวิต ความต้องการสันติภาพ เป็นความต้องการของสากลโลก ที่ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อให้เกิดสันติภาพ เยาวชนทุกคนจึงต้องร่วมมือกันผลักดันให้เกิดมาตรการที่จะสร้างความเชื่อมั่นในวิถีการพัฒนาด้วนสันติ และสร้างสำนึกสันติภาพ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปลูกฝัง อบรมสั่งสอนเยาวชนให้รู้จักเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และสิทธิมนุษยชน มีความอดทนอดกลั้น ความเป็นประชาธิปไตยและเสรีภาพพื้นฐาน           สำหรับในประเทศไทย คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๒๘ ให้วันที่ ๒๐ กันยายนของทุกปี เป็นวันเยาวชนแห่งชาติ ด้วยเหตุผลว่าเป็นวันที่เป็นสิริมงคล เนื่องจากตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ แห่งราชวงศ์จักรีถึงสองพระองค์ด้วยกัน คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ ๘) ซึ่งทั้งสองพระองค์ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติในขณะที่ยังทรงพระเยาว์เหมือนกัน ดังนั้น เยาวชนไทยจึงควรสำนึกใน พระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ ด้วยการพัฒนาตนเองและประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ           นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ตั้งเป้าหมายของวันเยาวชนแห่งชาติว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นต้นไป เยาวชนของชาติ จะต้องได้รับการส่งเสริมและพัฒนาให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาตนเอง ชุมชนและประเทศชาติให้มีความเจริญและมั่นคง โดยต้องเริ่มจากการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ที่มีค่านิยมที่พึงประสงค์ รู้จักการอดออมและประหยัด ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตลอดจนบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมส่วนรวมและประเทศชาติ สำหรับคุณสมบัติของเยาวชนที่พึงประสงค์นั้น จะมี ๖ ประการด้วยกัน คือ          ๑. มีความผูกพันในครอบครัว ภาคภูมิใจในความเป็นไทยและดำรงชีวิตด้วยการรู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่น          ๒. มีสุขภาพแข็งแรงรู้จักป้องกันตนเองจากสิ่งเสพติด          ๓. มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ จริยธรรม คุณธรรม และมีความรับผิดชอบเป็นไปตามวัย          ๔. มีเจตคติที่ดีต่อการทำงาน และภาคภูมิใจในการทำงานที่สุจริต          ๕. รู้จักคิดอย่ามีเหตุผลและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง          ๖. รู้จักช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาชุมชนและประเทศชาติ          เนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติปีนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอนำคำสอนของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ท่าน ว.วิชรเมธี) ที่ขอให้เยาวชนพึงระวังใน ๔ เรื่องด้วยกัน เพื่อเตือนสติไม่ให้เยาวชนไทยใช้ชีวิตด้วยความประมาท คือ          ๑. อย่าคบเพื่อนชั่ว ถ้าคบแล้วชีวิตของเราแย่ลง เราเรียกว่าเพื่อนชั่ว          ๒. คบเพื่อนที่ดี สำหรับวัยรุ่นเพื่อนคือคนที่สำคัญที่สุด บางทีสำคัญกว่าพ่อแม่ หลักของเพื่อนที่ดี นั้นหาง่ายมาก ถ้าเพื่อนคนนั้นเราคบแล้วชีวิตของเราดีขึ้นทุกวัน นั่นแหละเราเรียกว่าเพื่อนดี          ๓. อย่าไปยุ่งกับยาเสพติด พูดได้ว่า ถ้าเราไปยุ่งกับยาเสพติดเมื่อไหร่ พูดได้ว่าหมดอนาคตไปแล้วครึ่งหนึ่งอย่างแน่นอน          ๔. ให้ระมัดระวังเรื่องรักในวัยเรียน ถ้ารักเป็น การเรียนของเราก็จะดีขึ้น ในวัยเรียนสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง คือ เรื่องเรียน หากมีความรักก็ต้องรักด้วยสมอง อย่าให้รักนั้นขึ้นสมอง หากรักขึ้นสมองเมื่อไหร่ เรื่องเรียนจะแย่เมื่อนั้น          กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ขอเชิญชวนให้น้องๆ เยาวชนนำคำสอนของพระอาจารย์ ว.วิชรเมธี มาเป็นคติเตือนใจในการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ดังเช่นที่พระอาจารย์ ว.วิชรเมธี ได้กล่าวไว้ว่า "หากเยาวชนทุกคนพึงระวังใน ๔ เรื่องนี้ได้ ชีวิตก็จะรุ่งโรจน์และประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน” 


***บรรณานุกรม***     ผดุงถิ่นยุคข่าวเศรษฐกิจ     ปีที่ 16(7)      ฉบับที่ 653(247)    วันที่ 2-15 พฤษภาคม 2534




---วัดตระพังเงิน--- ---วัดตระพังเงินตั้งอยู่ภายในกำแพงเมืองสุโขทัยหรือทางทิศตะวันตกของวัดมหาธาตุ มีเจดีย์ประธานทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ หรือทรงดอกบัวตูม มีวิหารประกอบอยู่ด้านหน้า ลักษณะที่เด่นของเจดีย์ทรงดอกบัวตูมของวัดนี้ คือมีจระนำที่เรือนธาตุทั้งสี่ด้านสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปยืนและเดิน(ลีลา) ซึ่งแตกต่างไปจากเจดีย์ทรงดอกบัวตูมในที่อื่น ๆ ---ด้านตะวันออกของเจดีย์ประธาน เป็นเกาะมีอุโบสถ(โบสถ์)ตั้งอยู่กลางสระน้ำตามคตินทีสีมาหรืออุทกสีมา ที่ใช้น้ำในความหมายของความบริสุทธิ์ของขอบเขตที่กันไว้เป็นเขตสำหรับให้พระสงฆ์ทำสังฆกรรม ส่วนคำว่า ตระพัง เป็นคำภาษาเขมร แปลว่า สระน้ำ ๔. กรมศิลปากรดำเนินการบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๙



ชื่อเรื่อง                           ชมฺพูปติสุตฺต (มหาชมพูบดีสูตร)สพ.บ.                             178/2ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           60 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 55.5 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 มหาชมพูบดีสูตรบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด ภาษาบาลี-ไทย ได้รับบริจาคมาจากวัดพยัคฆาราม อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี



เลขทะเบียน : นพ.บ.108/4ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  28 หน้า ; 5.2 x 57 ซ.ม. : ทองทึบ-ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 61 (179-187) ผูก 4 (2564)หัวเรื่อง : มหานิปาตวณฺณนา (เวสฺสนฺตรชาตก) ชาตกฎฺฐชาตก ขุทฺทกนิกายฎฺฐกถา (วณฺณพระเวสส-จุลพล) --เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.142/6ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  44 หน้า ; 4.6 x 55.5 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดา  มีฉลากชื่อชุด : มัดที่ 85 (340-345) ผูก 6 (2564)หัวเรื่อง : สงฺคีติกถา (ปถมพระสงฺคายนา-จตุตถพระสงฺคายนา)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ขอมภาษา : บาลี-ไทยบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.89/12ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  56 หน้า ; 4.6 x 50 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา  มีฉลากไม้ชื่อชุด : มัดที่ 52 (103-117) ผูก 12 (2564)หัวเรื่อง : ธมฺมปทวณฺณนา ธมฺปทฎฺฐกถา ขุทฺทกนิกายฎฐกถา (ธรรมบท)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม



สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.11/1-5 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อเรื่อง : ประชุมพงศาวดาร เล่ม 26 (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 44)ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2511 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯสำนักพิมพ์ : องค์การค้าคุรุสภา จำนวนหน้า : 316 หน้าสาระสังเขป : คำแปลจดหมายเหตุของคณะพ่อค้าฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยา ภาคที่ 5 นี้นับเป็นประชุมพงศาวดารภาคที่ 44 ได้ขอคัดภาษาฝรั่งเศสมาจากประเทศฝรั่งเศสใน พ.ศ.2463 หนังสือเหล่านี้ปรากฏว่ามีอยู่ 4 แห่งคือ 1. ที่ประทรวงว่าการเมืองขึ้นแห่ง 1 เป็นรายการและจดหมายต่างๆ ที่รัฐบาลฝรั่งเศสได้รับจากประเทศสยาม 2. ที่กระทรวงทหารเรือแห่ง 1 เป็นสำเนาจดหมายและคำสั่งต่างๆ ที่ได้ส่งมายังประเทศสยาม 3.ที่กระทรวงต่างประเทศแห่ง 1 เป็นสำเนาหนังสือสัญยาและรายงานสำคัญที่คณะทูตฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาเมืองไทยในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทำเสนอเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศไว้ 4. ที่หอสมุดสำหนับนครแห่ง 1 เป็นเรื่องเบ็ดเตล็ดที่เกี่ยวกับเมืองไทยในเวลานั้น มีทั้งต้นฉบับและสำเนาจดหมายเหตุที่เก็บอยู่ตามกระทรวงต่างๆ


     มหามกุฏราชสันตติวงศ์ : พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิศัยสุริยาภา พระราชธิดาจากเจ้าจอมเมืองเพชรบุรี      พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิศัยสุริยาภา เป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ ๓๖ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาอ่อน (สกุลเดิม บุนนาค) ธิดาของเจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทศ บุนนาค) ซึ่งเกิดที่เมืองเพชรบุรีขณะบิดาเป็นเจ้าเมืองอยู่ และเป็นหนึ่งในเจ้าจอมก๊กออในรัชกาลที่ ๕  ประสูติเมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๔๓๒ (นับแบบปัจจุบันเป็นพุทธศักราช ๒๔๓๓) ทรงมีพระเชษฐภคินีร่วมพระมารดา คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรประพันธ์รำไพ      หลังประสูติกาล ได้มีการสมโภชเดือนพระเจ้าลูกเธอในเดือนมีนาคมปีเดียวกันนั้น โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระราชทานนามแก่พระเจ้าลูกเธอพระองค์นี้ว่า "พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าอดิศัยสุริยาภา" เมื่อทรงพระเยาว์ได้ทรงพระอักษรที่โรงเรียนราชกุมารีในพระบรมมหาราชวัง และได้ครูจากโรงเรียนสุนันทาลัยมาถวายการศึกษาภาษาอังกฤษ ต่อมาเมื่อเจริญพระชันษาถึงกำหนดโสกันต์ ได้มีการจัดงานพระราชพิธีโสกันต์ขึ้นที่พระที่นั่งจักรีองค์กลาง มีการจัดโสกันต์ ๓ พระองค์ คือ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าอัพภันตรีปชา และพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าอดิศัยสุริยาภา      พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิศัยสุริยาภา ได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ใกล้ชิดพระองค์อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นครั้งประทับที่พระบรมมหาราชวัง หรือเมื่อเสด็จไปประทับที่พระราชวังดุสิต ก็ได้ตามเสด็จไปประทับที่พลับพลาในสวนดุสิต กระทั่งสร้างพระที่นั่งวิมานเมฆก็ได้ไปประทับอยู่ชั้นล่างของพระที่นั่งดังกล่าว และได้รับพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ในพระราชวังดุสิต เรียกว่า “สวนพุดตาน” ให้เป็นที่ประทับร่วมกับพระเชษฐภคินีและเจ้าจอมมารดา นอกจากนี้ยังได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานที่ต่างๆ  เช่น ประพาสหัวเมืองเหนือ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๔ หรือไปประทับที่พระราชวังบางปะอิน เมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๕ และเสด็จประพาสต้นเมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๗ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อยังเป็นพระเจ้าลูกเธออยู่นั้น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิศัยสุริยาภาประทับอยู่กับพระเชษฐภคินีและพระมารดาในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักขนาดใหญ่ ๒ ชั้น ด้วยทรงพระราชดำริว่าธิดาของเจ้าพระยาสุรพันธฯ ได้ถวายตัวรับราชการหลายคน และยังเป็นที่ประทับของพระองค์เจ้าด้วย ภายหลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต เจ้าจอมมารดาอ่อน และพระราชธิดา ได้ประทับอยู่ที่ตำหนักในวังสวนสุนันทา ต่อมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในพุทธศักราช ๒๔๗๕ ได้ย้ายมาอยู่ที่ตำหนักซึ่งสร้างใหม่ริมคลองสามเสน กับถนนราชสีมา สร้างบนที่ดินพระราชทานแก่เจ้าจอมก๊กออ เรียกว่า "สวนนอก" ตำหนักนี้เรียกว่า “วังสวนปาริจฉัตก์” และทรงพำนักอยู่ที่นั่นตลอดพระชนม์ชีพ      ในรัชกาลที่ ๙ ทรงอยู่ในฐานะพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่  พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์ อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้าฝ่ายใน และเหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ ๙ ชั้นที่ ๑ เป็นพระเกียรติยศ  พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิศัยสุริยาภา สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๙ เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๐๖ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์    เรียบเรียง : ณัฐพล  ชัยมั่น ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี กรมศิลปากร   อ้างอิง จงจิตรถนอม  ดิศกุล, หม่อมเจ้า. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิศัยสุริยาภา.กรุงเทพฯ : บริษัท คณะช่าง  จำกัด,๒๕๐๖. (พิมพ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงพระศพ ณ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๑๗ มีนาคม  ๒๕๐๖)  ศิลปากร, กรม. ราชสกุลวงศ์. พิมพ์ครั้งที่ ๑๔ .กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ สกสค.ลาดพร้าว, ๒๕๕๔.


black ribbon.