ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,496 รายการ
สรรพศาสตร์สรรพศิลป์พื้นถิ่นชัยภูมิ โบราณคดีและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอเชิญชมรายการ ”สืบสานภูมิปัญญา ศาสตร์วิทยาดุริยางคศิลป์“ เนื่องในโครงการแสดงดนตรีสำหรับประชาชน ปีที่ 69 ”สังคีตสุนทรีย์ถวายพระบรมราชชนนีพันปีหลวง“ วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.30 น. ณ สังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พบกับรายการบรรเลงและขับร้อง ดังต่อไปนี้
1. การบรรเลงโหมโรงเพลงมะลิเลื้อย ออกสะระหม่า และสำเนียงภาษา บรรเลงด้วยวงเครื่องสายปี่ชวา
2. การบรรเลงเพลงพม่าห้าท่อนเถา บรรเลงด้วยวงเครื่องสายเครื่องเดี่ยว
3. การบรรเลงเพลงแขกโอดสามชั้น บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ไม้แข็ง
4. การบรรเลงและขับร้อง ชุด “วอนแฟนเพลง” บรรเลงด้วยวงเครื่องสายผสมซออู้กลาง
5. การบรรเลงเพลงเรื่องนางหงส์หกชั้น ออกเพลงชุด 12 ภาษา บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์นางหงส์ นำแสดงโดย ศิลปินแห่งชาติ และศิลปินสำนักการสังคีต, กำกับการแสดงโดย สุรเดช เดชอุดม, ควบคุมการบรรเลงและขับร้องโดย สุชีพ เพ็ชรคล้าย อำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร. 0 2221 6532, 0 2224 1342
ทั้งนี้ รายการดนตรีสำหรับประชาชน ณ สังคีตศาลา เป็นรายการแสดงด้านศิลปวัฒนธรรม ที่สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อนำเสนอการบรรเลง ขับร้อง และการแสดงที่หลากหลาย ซึ่งล้วนแสดงออกถึงเอกลักษณ์ที่มีคุณค่าอันควรแก่การอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกของชาติ สำหรับปีนี้ กำหนดจัดการแสดงทุกวันอาทิตย์ รวม 6 ครั้ง ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2569 เวลา 17.30 น. - 19.30 น. โดยมีรายการแสดงโขน การแสดงละคร การแสดงวิพิธทัศนา การบรรเลงและขับร้องดนตรีไทย การบรรเลงและขับร้องดนตรีสากล สลับสับเปลี่ยนกันไปทุกอาทิตย์ ขอเชิญผู้สนใจชมการแสดงรายการ “สังคีตสุนทรีย์ถวายพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ณ สังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ค่าเข้าชมการแสดงคนละ 20 บาท (จำหน่ายบัตรหน้างานก่อนการแสดง 1 ชั่วโมง) นำส่งเป็นเงินรายได้แผ่นดิน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมด้านนาฏดุริยางคศิลป์ของชาติ ให้คงอยู่และแพร่หลายอย่างกว้างขวางสืบไป
49 ปี พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช. เมื่อพ.ศ. 2495 รัฐบาลได้มอบหมายให้กรมศิลปากรและจังหวัดสุโขทัยดำเนินการบูรณะเมืองเก่าสุโขทัยที่มีสภาพเป็นซากปรักหักพัง มีป่าและดินทับถมบดบังไว้นับหลายร้อยปีให้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์แก่คนรุ่นหลังได้ศึกษาและตระหนักถึงความสำคัญและความเจริญของบ้านเมืองในประวัติศาสตร์ ช่วงสมัยสุโขทัยถือเป็นช่วงระยะเวลาที่มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางด้านศาสนา การปกครอง การเมือง ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม เศรษฐกิจและสังคมที่ควรค่าแก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง. เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2507 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง จังหวัดสุโขทัย ในโอกาสนี้ได้ทรงประกอบพิธีบวงสรวงสังเวย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ วัดศรีชุมด้วย ครั้งนั้นประชาชนได้เรียกร้องให้มีการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราชด้วย เนื่องจากมหาราชองค์อื่น ๆ ได้สร้างครบทุกพระองค์แล้ว ยกเว้นพ่อขุนรามคำแหงมหาราชยังไม่มี ดังนั้นจังหวัดสุโขทัยจึงได้ริเริ่มดำเนินการ เสนอมายังกระทรวงมหาดไทย และคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติรับหลักการ จนเมื่อ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2507 ได้มีการแต่งตั้งกรรมการดำเนินการสร้างโดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (จอมพล ถนอม กิตติขจร) เป็นประธานกรรมการ.การออกแบบพระบรมราชานุสาวรีย์ งานก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์เป็นศิลปะชั้นสูง งานหลักนับตั้งแต่การกำหนดสถานที่ การออกแบบแท่นฐาน การปั้นหล่อพระบรมรูป ตลอดจนส่วนประกอบอื่น ๆ อยู่ในหน้าที่ความรับผิดชอบของกรมศิลปากรทั้งสิ้น การออกแบบในขั้นต้นกรมศิลปากรได้มอบหมายให้นายสนั่น ศิลากรณ์ เป็นผู้พิจารณาออกแบบพระบรมรูปพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และมอบหมายให้นางจันทร์ลัดดา น้ำทิพย์ เป็นผู้ออกแบบแท่นฐาน ผังบริเวณและสิ่งแวดล้อม.แนวการสร้างพระบรมรูปของกรมศิลปากรเมื่อปี พ.ศ.2508 บันทึกโดยนายธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากร ในการออกแบบการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหง กรมศิลปากรได้มีการปรึกษาหารือแนวทางการสร้างและลักษณะของพระบรมรูป โดยได้รับการเสนอความเห็นจากคณะกรรมการหลายฝ่าย โดยมีแนวความเห็นดังต่อไปนี้ พระพักตร์และทรวดทรงของพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช สร้างตามลักษณะของพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยตอนต้น เนื่องจากพระพุทธรูปสมัยนั้นคงสร้างขึ้นตามสัณฐานของสุภาพชนและเจ้านายในสมัยนั้นอาจสร้างขึ้นตามพระบรมรูปขององค์พระมหากษัตริย์ก็ได้ เครื่องแต่งพระองค์ เครื่องแต่งพระเศียร สร้างตามแบบเทวรูปสมัยสุโขทัย เช่น รูปพระนารายณ์ พระอิศวร หรือเทวรูปที่ซุ้มวัดตระพังทองหลาง พระหัตถ์ควรถืออะไรตามพระอิริยาบถ ถ้าประทับนั่งบนพระแท่นมนังคศิลา ก็น่าจะถือพระคัมภีร์หรือพระแสงดาบหรือพระขรรค์. เมื่อมีการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงเพื่อความเหมาะสมหลายครั้ง จนได้บทสรุปของลักษณะพระบรมรูป โดยการสร้างพระบรมรูปพ่อขุนรามคำแหงมหาราชประทับนั่งห้อยพระบาทบนพระแท่นมนังคศิลาอาสน์ ขนาดพระแท่นเท่าจริง คือ ยาว 4 เมตร กว้าง 2.88 เมตร พระหัตถ์ขวาถือคัมภีร์ พระหัตถ์ซ้ายอยู่ในท่าทรงสั่งสอนประชาชน พระแท่นด้านซ้ายมีพานวางพระขรรค์ไว้ข้าง ๆ ขนาดพระบรมรูป 2 เท่าพระองค์จริง เฉพาะพระองค์สูง 3 เมตร หล่อด้วยโลหะทองเหลืองผสมทองแดง รมดำ ขนาดน้ำหนักประมาณ 3 ตัน ลักษณะพระพักตร์อย่างพระพุทธรูปสุโขทัยตอนต้น ถ่ายทอดความรู้สึกที่แสดงว่าพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงมีน้ำพระทัย เมตตากรุณา ยุติธรรมและเฉียบขาด เครื่องฉลองพระองค์และศิราภรณ์ยึดถือตามลักษณะเทวรูปของศิลปะสมัยสุโขทัย. ลำดับเวลาในการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหราชพ.ศ.2507 คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการและแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการสร้างพ.ศ.2508-2510 - ดำเนินการระดมทุนโดยการจัดกิจกรรมการสร้างเหรียญที่ระลึกและการแสดงละครเทิดพระเกียรติพ่อขุนรามคำแหงมหาราช - ออกแบบพระบรมรูปและพื้นที่โดยรอบพ.ศ.2512 ในวันที่ 26 พฤศจิกายน พิธีวางศิลาฤกษ์พระบรมราชานุสาวรีย์ โดยจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี บริเวณหน้าวัดมหาธาตุ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัยพ.ศ.2513 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระบรมรูปพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ณ พิธีมณฑล กองหัตถศิลป กรมศิลปากรพ.ศ.2518 เมื่อวันที่ 13 เมษายน จังหวัดสุโขทัยได้ประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมรูปจากกองหัตถศิลป กรมศิลปากร มาประดิษฐานชั่วคราว ณ เนินปราสาท อำเภอเมืองเก่า จังหวัดสุโขทัยพ.ศ.2519 เมื่อวันที่ 13 เมษายน ภายหลังจากการก่อสร้างแท่นฐานเป็นเวลา 1 ปี เสร็จเป็นที่เรียบร้อย จังหวัดสุโขทัยจึงได้มีการประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมรูปจากเนินปราสาทไปประดิษฐานยังแท่นฐานปัจจุบัน และได้จัดงานสมโภชตั้งแต่วันที่ 12-16 เมษายน พ.ศ.2519 นับตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน พ.ศ.2519 ที่พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงได้มีการเฉลิมฉลองจัดงานสมโภชอย่างยิ่งใหญ่จนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลา 49 ปี คุณูปการของพระองค์ท่านยังคงเป็นประโยชน์ต่อปวงชนชาวไทยสืบมาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้พ่อขุนรามคำแหงมหาราชยังเป็นที่เคารพบูชาของชาวจังหวัดสุโขทัยและชาวไทยทั้งปวง จนในปี พ.ศ. 2533 รัฐบาลจึงประกาศให้มีวัน “พ่อขุนรามคำแหงมหาราช” เพื่อให้ประชาชนได้สักการะบูชาน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ตรงกับวันที่ 17 มกราคม ของทุกปี เนื่องจากเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพบศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช บริเวณเนินปราสาท จังหวัดสุโขทัย ในวันที่ 17 มกราคม พ.ศ.2376 . ที่มา : กรมศิลปากร. พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราชและรวมเรื่องเมืองสุโขทัย. กรุงเทพฯ. 2525. อ่านองค์ความรู้วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช... - https://www.facebook.com/photo/?fbid=817471840185130&set=a.621124623153187
#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่คำเรียกคันไถในวัฒนธรรมล้านนา-----------------------------------------------โดย นายพงษ์พินิจ คำเรือนนักศึกษาฝึกประสบการณ์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
บุญเกิน มุกดาสนิท
(2459 – 2510)
นาวาเอกบุญเกิน มุกดาสนิท เกิดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2459 ที่บ้านดอนมะกอก ตำบลทางเกวียน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง บิดาชื่อ นายแดง มุกดาสนิท (ขุนตรวจสกลกิจ) มารดาชื่อ นางจีน มุกดาสนิท
การศึกษา
พ.ศ. 2478 สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 8 จากโรงเรียนปทุมคงคา พระนคร
พ.ศ. 2485 สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พ.ศ. 2508 สำเร็จการอบรมวิชาพัฒนาการเศรษฐกิจ จากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ
พ.ศ. 2509 สำเร็จการศึกษาหลักสูตร “เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์” ฝ่ายอำนวยการ รุ่นที่ 6 โรงเรียนการประชาสัมพันธ์
กรมประชาสัมพันธ์
การทำงาน
เริ่มรับราชการในกองทัพเรือตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2480 และได้ดำรงตำแหน่งตามลำดับ ดังนี้
10 สิงหาคม 2486 ผู้ช่วยอัยการศาลทหารกรุงเทพฯ
3 ตุลาคม 2487 นายทหารคนสนิทเจ้ากรมพระธรรมนูญ
18 เมษายน 2489 ผู้ช่วยอัยการศาลมณฑลทหารเรือที่ 2
1 มีนาคม 2491 อัยการศาลจังหวัดทหารเรือจันทบุรี
12 เมษายน 2492 รักษาราชการอัยการศาลมณฑลทหารเรือที่ 1
5 กันยายน 2494 นายทหารพระธรรมนูญ กองบัญชาการกองเรือรบ
1 มกราคม 2496 หัวหน้านายทหารพระธรรมนูญ กองบัญชาการกองเรือรบ
20 มีนาคม 2497 ผู้รักษาพระธรรมนูญ
16 พฤศจิกายน 2498 ตุลาการพระธรรมนูญ
11 เมษายน 2501 หัวหน้าแผนกตรวจและร่างกฎหมาย กองกฤษฎีกาทหาร
18 มิถุนายน 2502 ตุลาการศาลทหารกลาง
7 มิถุนายน 2504 ตุลาการพระธรรมนูญ กองการศาลทหาร
20 สิงหาคม 2505 ตุลาการพระธรรมนูญศาลทหารกลาง
15 มกราคม 2507 หัวหน้ากองนิติธรรมทหาร
13 ตุลาคม 2509 หัวหน้าตุลาการพระธรรมนูญฝ่ายศาลทหารกลาง (รับเงินเดือนอัตรานาวาเอกพิเศษ)
เกียรติประวัติและรางวัล/เครื่องราชอิสริยาภรณ์
15 มีนาคม 2478 เหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ
17 สิงหาคม 2486 เหรียญช่วยราชการเขตภายใน
4 ธันวาคม 2492 เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย
5 พฤษภาคม 2493 เหรียญบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 9
5 ธันวาคม 2495 เบญจมาภรณ์ช้างเผือก
14 ธันวาคม 2497 จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย
8 มกราคม 2500 จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก
23 ธันวาคม 2501 เหรียญจักรมาลา
5 ธันวาคม 2504 ตริตาภรณ์มงกุฎไทย
16 พฤษภาคม 2506 เหรียญราชการชายแดน
5 ธันวาคม 2506 ตริตาภรณ์ช้างเผือก
ชีวิตครอบครัว
ได้สมรสกับนางสาววลี บุตรพระภูมิสถานโลหเวทย์ (สน) และนางภูมิสถานโลหเวทย์ (เพิ่ม) มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชายดนัย มุกดาสนิท เกิดเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2498
การถึงแก่กรรม
นาวาเอก บุญเกิน มุกดาสนิท ป่วยอย่างกะทันหันด้วยอาการเส้นโลหิตในสมองแตก และได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2501 รวมอายุได้ 51 ปี
ข้อมูลหนังสืออนุสรณ์งานศพ
บรรณานุกรม
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา และกรมศิลปากร. ประวัติสุนทรภู่. พระนคร: โรงพิมพ์กรมสารบรรณทหารเรือ, 2510.
รายละเอียดเนื้อหา
สังเขปการเดินทางไปเมืองแกลงของสุนทรภู่ ของ น.อ. บุญเกิน มุกดาสนิท ประวัติสุนทรภู่ พระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และนิราศเมืองแกลง ของสุนทรภู่
เลขเรียกหนังสือ ห 928.9591 ส798ดบ
สถานที่จัดเก็บ ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
ผู้แต่ง : พระครูโสภณปริยัติสุธี (ศรีบรรดร ถิรธมฺโม)ปีที่พิมพ์ : 2548 สถานที่พิมพ์ : พะเยา สำนักพิมพ์ : กอบคำการพิมพ์ สังคมทางการเมืองการปกครองในอาณาจักรภูกามยาว (รัฐพะเยาในอดีต) เป็นหนังสือที่พระมหาศรีบรรดร ถิรธมฺโม ได้เขียนขึ้นมาเพื่อฉายภาพเมืองพะเยาในมิติของการปกครอง เป็นการปะติดปะต่อประวัติศาสตร์ทางสังคมและการเมืองการปกครอง รวมทั้งนำเสนอบทวิเคราะห์ในหลายๆ ด้านของเมืองพะเยา ไม่ว่าจะเป็นงานวรรณกรรมด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมท้องถิ่น และการเมืองการปกครอง
พิพิธิภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง กำแพงเพชร: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/kamphaengphet
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร ตั้งอยู่ภายในเขตเมืองเก่ากำแพงเพชร ระหว่างโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคมกับพิพิธภัณฑสถานจังหวัดกำแพงเพชรเฉลิมพระเกียรติ(เรือนไทย) ฝั่งตรงข้ามกับวัดพระธาตุ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร กรมศิลปากรจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานประจำแหล่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีเพื่อเก็บรวบรวม สงวนรักษาและจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่ได้จากการดำเนินงานทางโบราณคดีภายในเขตจังหวัดกำแพงเพชร เพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการโบราณคดี ประวัติศาสตร์และศิลปกรรมท้องถิ่นของจังหวัดกำแพงเพชร โดยเริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2510 และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2514 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้นเป็นผู้แทนพระองค์
เมื่อ แรกสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกำแพงเพชร มีอาคารทรงไทยประยุกต์สองชั้น ก่ออิฐถือปูนเพียงหลังเดียว ต่อมาได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารเพิ่มเติมอีก 3 หลัง โดยมีทางเชื่อมระหว่างอาคาร แต่ละหลังโดยรอบ ใน พ.ศ. 2552 ได้รับการจัดสรรงบประมาณในการปรับปรุงการจัดแสดงนิทรรศการถาวรในส่วนครึ่งแรกและได้รับจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมใน พ.ศ. 2556 เพื่อทำการปรับปรุงนิทรรศการในส่วนครึ่งหลัง
งบประมาณ 2552-2556 ได้รับจัดสรรเงินงบประมาณเพื่อปรับปรุงการจัดแสดงนิทรรศการถาวรภายในอาคาร ทุกหลัง ซึ่งให้ความสำคัญในเรื่องพัฒนาการทางประวัติศาสตร์วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกำแพงเพชรตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันและเน้นสื่อจัดแสดงให้มีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้นได้แก่ วีดิทัศน์ คอมพิวเตอร์สัมผัสหน้าจอ หุ่นจำลอง ฯลฯ นอกเหนือจากการจัดแสดงศิลปโบราณวัตถุ ทั้งนี้เพื่อยกระดับมาตรฐานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวาสำหรับผู้เข้าชมทุกเพศทุกวัยทุกระดับการศึกษารวมทั้งเป็นหน่วยงานสำคัญซึ่งทำหน้าที่อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น และของชาติให้คงอยู่สืบไป
อบรมผู้ใช้งานระบบสัมมนาออนไลน์ ในวันที่ 30 มีนาคม 2556
ตั้งแต่เวลา 9.00 - 16.00 โดยเจ้าหน้าที่บริษัท เอ็มเวิร์ค กรุ๊ป จำกัด
สถานที่ : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศติดต่อ : เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
โทรศัพท์ 02-2222222
วันเสาร์ที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๙ นี้ ขอเชิญชวนน้องๆเข้าร่วมกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๕๙ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี มีกิจกรรมให้น้องๆได้ร่วมสนุกมากมายพร้อมของรางวัล งานนี้ ฟรี