ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 53,298 รายการ
เลขทะเบียน : นพ.บ.706/3ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 54 หน้า ; 5.5 x 59 ซ.ม. : ชาดทึบ-ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 225 (290-302) ผูก 3 (2568)หัวเรื่อง : ศัพท์นิปุณณบท--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี มัดรวมทุกกิจกรรมประจำเดือนเมษายน 2569 ให้น้อง ๆ หนู ๆ คุณผู้ใหญ่ ทุกเพศ ทุกวัย ได้เรียนรู้และเล่นสนุกไปพร้อมกัน กับกิจกรรมสุดพิเศษ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี ดังต่อไปนี้
- "กรุ่นกลิ่นรามัญ" Workshop ถุงหอมลายสไบมอญ จากบ้านทุ่งเข็น จ.สุพรรณบุรี
- "เมล็ดพันธุ์แห่งความดี" ปลูกในดิน งอกงามในใจ
- "ข้าวเม่าแต้มสี" มุมศิลปะของเหล่าศิลปิน
- "เมษาชื่นบาน สงกรานต์วิถีไทย" ผสมกลิ่นน้ำหอมสไตล์ของคุณ
- "ตามรอยจอมราชันย์" ออกตามหาอาวุธของสมเด็จพระนเรศวร
และกิจกรรม "ข้าวเม่าเฝ้าทรัพย์" ระบายสีถุงผ้าใบน้อยน่ารัก "ตามหาภาพที่หายไป" ท้าทายความจำกับภาพประติมากรรมสัมฤทธิ์ที่ยาวมากถึง 88 เมตร! ณ อาคารประติมากรรมขุนหลวงพะงั่วและประวัติศาสตร์สุพรรณบุรี
ขอเชิญชวนทุกท่านมาเรียนรู้ แบ่งปัน เติบไปด้วยกันกับน้องข้าวเม่าและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี สามารถร่วมทุกกิจกรรมได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี และอาคารประติมากรรมขุนหลวงพะงั่วและประวัติศาสตร์สุพรรณบุรี เปิดบริการทุกวันพุธ - วันอาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00 น. - 16.00 น. ปิดทุกวันจันทร์ - วันอังคาร สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3553 6100 Facebook: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี Suphanburi National Museum
เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร ได้ดำเนินภารกิจสำรวจทางโบราณคดีใต้น้ำ ณ บริเวณหินขี้แรด ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี การปฏิบัติงานในครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่กองโบราณคดีใต้น้ำและอาสาสมัครจาก "ชมรมอาสารักษ์ทะเลไทย" โดยใช้วิธีการดำน้ำค้นหาแบบปูพรมครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย จนนำไปสู่การค้นพบแหล่งเรือจมแห่งใหม่ ซึ่งปรากฏหลักฐานเป็นชิ้นส่วนโครงสร้างเรือเหล็กและหม้อไอน้ำทรงกระบอกขนาดใหญ่จมตัวอยู่ติดกับกองหินขี้แรด
จากการตรวจสอบและวิเคราะห์ลักษณะทางวิศวกรรมของวัตถุพยานที่ค้นพบ ระบุได้ว่าเป็นหม้อไอน้ำแบบสก็อต (Scotch Marine Boiler) ชนิดหน้าเดียว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.7 เมตร และมีความยาว 3 เมตร โดยมีจุดสังเกตสำคัญคือช่องเติมเชื้อเพลิงแบบผนังเรียบ (Plain Furnace) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในช่วงปี พ.ศ. 2413–2433 หรือตรงกับช่วงต้นถึงช่วงกลางของรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ก่อนต่อที่จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีแบบลอนลูกฟูกในยุคต่อมา
เมื่อนำข้อมูลทางกายภาพของหม้อไอน้ำมาคำนวณสมรรถนะตามหลักวิศวกรรมนาวี ประเมินได้ว่าหม้อไอน้ำลูกนี้สามารถผลิตกำลังขับเคลื่อนได้ประมาณ 150–170 แรงม้า ซึ่งบ่งชี้ว่าเรือลำดังกล่าวเป็นเรือกลไฟใช้งานชายฝั่ง (Coastal Workboat) เช่น เรือลากจูงหรือเรือลำเลียงสินค้า ที่มีขนาดความยาวประมาณ 25–35 เมตร และมีตันกรอสประมาณ 250–400 ตันกรอส
สำหรับสาเหตุของการอับปาง สันนิษฐานว่าเกิดจากการที่เรือแล่นเข้ามาในบริเวณหินขี้แรดซึ่งเป็นกองหินโสโครกใต้น้ำ ทำให้เกิดอุบัติเหตุพุ่งชนกองหินจนได้รับความเสียหายและอับปางลงในที่สุด
การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นข้อมูลทางสำคัญในการศึกษาวิวัฒนาการการเดินเรือและเทคโนโลยีวิศวกรรมทางทะเลในน่านน้ำไทยสมัยรัตนโกสินทร์
ไหว้พระสุขใจ ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ในวันสงกรานต์
.
สงกรานต์นี้ หากทุกท่านกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับวันหยุดให้กับครอบครัวเราขอแนะนำทริปไหว้พระ ชมโบราณสถาน อายุกว่า 700 ปี ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำร่วมกันและเสริมสิริมงคลในวันสงกรานต์ซึ่งถือเป็นวันปีใหม่ของไทย
#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่“สุภมิตตชาดกบนหีบพระธรรมล้านนา”หีบพระธรรม หรือ หีบธรรม (ล้านนาออกเสียงว่า หีดธรรม) เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระธรรมคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา หรือเป็นสถานที่ประดิษฐานพระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่น พุทธโอวาท พุทธประวัติ พุทธตำนาน นิทานชาดก เป็นต้น คัมภีร์เหล่านั้นมักเขียนหรือจารลงบนใบลาน หรือบางครั้งอาจพบอยู่ในรูปแบบสมุดไทย หรือพับสา ได้อีกด้วย หีบพระธรรม หมายเลขทะเบียน 11/2516 ที่จัดแสดงอยู่ภายในห้องนิทรรศการเครื่องพุทธบูชาและเครื่องสักการะในพระพุทธศาสนา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ได้รับมอบจากพุทธสถานจังหวัดเชียงใหม่ เป็นหีบพระธรรมทรงลุ้ง คือลักษณะหีบที่มีส่วนบนกว้างและส่วนล่างสอบลง กำหนดรูปแบบศิลปะล้านนา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 24 ทำจากไม้ลงรักปิดทองล่องชาด ทำเป็นภาพเล่าเรื่องชาดก ส่วนฐานเป็นฐานปัทม์ประดับลูกแก้วอกไก่ 2 เส้น ตกแต่งด้วยการประดับมุก ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้น้อยในศิลปะล้านนา แต่แพร่หลายอยู่ในศิลปะอยุธยา – รัตนโกสินทร์ ลำตัวของหีบพระธรรมเขียนภาพชาดก “สุภมิตตชาดก” เป็นชาดกนอกนิบาตหนึ่งในปัญญาสชาดก 50 เรื่อง ซึ่งเขียนโดยพระภิกษุล้านนาไว้เป็นภาษาบาลี ราว พ.ศ.2000-2300 เนื้อหาชาดกหมวดนี้เป็นเรื่องเล่าท้องถิ่นที่เชื่อมโยงไปถึงการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ด้วยปรารถนาบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ทำให้มีเนื้อหาที่สนุกสนาน และได้อารมณ์ทางวรรณกรรมครบรส ส่งผลให้มีการนำเรื่องราวต่าง ๆ ในปัญญาสชาดกมีแต่งเติมเป็นวรรณกรรมเรื่องต่าง ๆ เช่น สมุทรโฆษ พระสุธน-มโนราห์ สังข์ทอง พระรถ-เมรี คาวี และสุภมิต-เกสินี เป็นต้น สุภมิตตชาดก กล่าวถึงเมื่อครั้งสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ยังพระเชตวันมหาวิหาร เหล่าพระภิกษุปรารภถึงพระเทวทัตที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระบรมศาสดา พระพุทธองค์จึงตรัสถึงเรื่องราวเมื่อครั้งอดีตกาลว่า อตีเต จมฺปากนคเร สุภมิตฺโต นาม ราชา รชฺชํ กาเรสิฯ ในอดีต ณ เมืองจัมปากนคร มีพระราชาพระองค์หนึ่งนามว่า “พระเจ้าสุภมิต” พระอนุชานามว่า “อสุภมิต” ดำรงตำแหน่งอุปราช พระมหาเทวีนามว่า “พระนางเกสินี” มีพระโอรส 2 พระองค์ คือ “ไชยเสน” และ “ไชยทัต” วันหนึ่งอสุภมิตอนุชาผู้ดำรงตำแหน่งอุปราชคิดกบฏต่อพระเจ้าสุภมิต จึงวางอุบายปลงพระชนม์ เมื่อนั้นมีอำมาตย์ผู้สุจริตนำความรีบไปกราบทูลพระเจ้าสุภมิต พระองค์ทรงพิจารณาไม่อยากให้เกิดสงครามและผู้คนล้มตาย จึงดำริแก่พระเทวีพาพระโอรสทั้ง 2 หนีออกนอกพระนครไปในป่า เมื่อไปถึงแม่น้ำจะข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง พระเจ้าสุภมิตเห็นว่าไม่สามารถพาคนทั้ง 4 คนข้ามไปได้ในคราวเดียว จึงพาพระเทวีข้ามแม่น้ำไปก่อนและจึงจะย้อนกลับมารับพระโอรสทั้ง 2 ขณะนั้นมีพรานแห 2 คนพายเรืออยู่ตามหาดทรายเห็นพระกุมารทั้ง 2 ร้องเรียกด้วยคิดว่าเป็นบิดาตน พรานทั้ง 2 จึงอุ้มพระกุมารคนละองค์ไปเลี้ยงดูประหนึ่งบุตร ครั้นพระเจ้าสุภมิตมาถึงฝั่งไม่เห็นพระโอรสทั้ง 2 ก็โทมนัสเสียพระทัย อีกด้านหนึ่งพระเทวีอยู่โดยลำพัง มีนายสำเภาพร้อมบริวาร 500 มาเห็นสตรีที่มีรูปโฉมงดงามจึงรับไปอยู่ด้วย ครั้นพระเจ้าสุภมิตกลับมาก็ไม่เห็นพระเทวีทำให้ยิ่งทวีคูณความโทมนัสเสียพระทัย ครวญถึงพระเทวีและพระโอรสทั้ง 2 กระทั่งเสด็จไปถึงเมืองตักกสิลาครั้งนั้นพระเจ้าผู้ครองเมืองตักกสิลาสิ้นพระชนม์ไปได้ 7 วัน และไม่มีรัชทายาท เหล่าเสนาอำมาตย์ปุโรหิตจึงแต่งราชรถอัญเชิญเครื่องปัญจกกุธภัณฑ์เสี่ยงทายหาผู้มีบุญญาธิการที่ได้ครองเมืองตักกสิลา ราชรถมุ่งออกไปทางทิศตะวันตกซึ่งพระเจ้าสุภมิตประทับอยู่บริเวณที่เรียกว่า “มงคลศิลาบัฏ” เหล่าเสนาอำมาตย์จึงอัญเชิญพระเจ้าสุภมิตขึ้นครองเมืองตักกสิลา กล่าวถึงพระโอรสไชยเสนและไชยทัตเมื่อเจริญวัย พรานแหผู้เลี้ยงดูพระกุมารทั้ง 2 ก็นำตัวไปถวายเป็นข้าราชการในพระเจ้าสุภมิต ส่วนพระเทวีเกสินีถูกนายสำเภาพาไปถวายบรรณาการที่เมืองตักกสิลา คืนหนึ่งพระกุมารทั้ง 2 เล่าเรื่องของตนเองให้แก่กันและกัน ทำให้พระเทวีเกสินีได้ยินจึงเข้าไปกอดพระกุมารทั้ง 2 ความทราบถึงพระเจ้าสุภมิต จึงไต่สวนทวนความจนรู้แน่แก่พระทัยแล้วว่าพระเทวีและพระกุมารทั้ง 2 เป็นพระชายาและพระโอรส จึงพากันขึ้นพระวอทองเสด็จกลับเข้าเมือง ทั้ง 4 พระองค์จึงได้ประทับอยู่ในเมืองตักกสิลาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลมีทานเป็นต้น สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวาฯ ครั้นพระบรมศาสดาทรงแสดงชาดกเรื่องนี้แล้วจึงตรัสต่อไปว่า อสุภมิตนั้นได้มาเกิดเป็นพระเทวทัต ไชยทัตเกิดเป็นพระอานนท์ ไชยเสนเกิดเป็นพระราหุล นางเกสินีเกิดเป็นพระมหามายา และพระเจ้าสุภมิตนั้นเกิดมาเป็นพระตถาคต “สุภมิตตชาดก” แพร่หลายอยู่ในวัฒนธรรมล้านนาเนื่องด้วยมีเนื้อหาที่สนุกสนาน เนื้อหาบางช่วงคล้ายกับมหาเวสสันดรชาดก ทำให้เรื่องสุภมิตตชาดกส่งอิทธิพลไปยังวัฒนธรรมอื่น ๆ เช่น วัฒนธรรมล้านช้าง ดังปรากฏการคัดลอดสุภมิตตชาดกเป็นอักษรธรรมล้านช้าง ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรีเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสุพรรณบุรี และปรากฏนิทานท้องถิ่นเรื่อง “ศุภมิต-เกสินี” ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยพบฉบับหมู่บ้านวัดพระเพลิง อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ฉบับนายพูน นวลประเสริฐ บ้านโป่งแดง อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา และฉบับวัดสุทธจินดา อ.เมือง จ.นครราชสีมา เป็นต้น นอกจาก “สุภมิตตชาดก” ที่ปรากฏในหีบพระธรรมชิ้นนี้แล้ว ด้านหนึ่งยังพบภาพบุคคลหลั่งน้ำจากพระเต้าทักษิโณทกบนหลังช้าง เข้าใจว่าเป็นเรื่องราวที่มาจากมหาเวสสันดรชาดก เนื่องจากปรากฏพราหมณ์จำนวน 8 คนของพระเจ้ากลิงคราช ตามที่ปรากฏในมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์หิมพานต์ ดังนั้นภาพนี้จึงน่าจะเป็นด้านเดียวที่เขียนเรื่องมหาเวสสันดรชาดก อย่างไรก็ดีอาจสันนิษฐานได้ว่าภาพดังกล่าวอาจเป็นการบำเพ็ญทานอย่างหนึ่งของพระเจ้าสุภมิตเพื่อให้สอดคล้องกับภาพที่ปรากฏอยู่ทั้ง 3 ด้านก็ได้ การเขียนภาพชาดกลงบนหีบพระธรรมแสดงถึงการสวมความศักดิ์สิทธิ์แก่หีบพระธรรมชิ้นนั้น ๆ เสมือนเป็นภาพเล่าเรื่องแทนการอ่านหรือฟังพระธรรมคัมภีร์ฉบับเต็มที่ประดิษฐานอยู่ภายใน นอกจากนี้ยังแสดงถึงภูมิปัญญาทางเชิงช่างที่มีเทคนิคการเล่าเรื่องผ่านภาพอีกด้วย ภาพที่เขียนลงหีบพระธรรมชิ้นนี้สะท้อนศิลปะล้านนาช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะรัตนโกสินทร์ เช่น รูปแบบของปราสาทพระราชวัง รูปแบบเครื่องทรงของกษัตริย์ ผสมผสานกับลวดลายพรรณพฤกษาในรูปแบบศิลปะล้านนา และลายกวางเหลียวหลังและลายมังกรแบบศิลปะจีนที่ปรากฏอยู่บนฝาหีบ อย่างไรก็ดีภาพเล่าเรื่องสุภมิตตชาดกบนหีบพระธรรมชิ้นนี้มีการเขียนอักษรธรรมล้านนาเพื่อบอกชื่อตัวละคร และเหตุการณ์ในฉากนั้น ๆ ไว้ด้วย สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมและความแพร่หลายของวรรณกรรมพระพุทธศาสนาจากอิทธิพลของปัญญาสชาดกอันมีเนื้อหาครบรส สนุกสนาน และมีคติธรรมมากมายว่าด้วยการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ผู้ปรารถนาบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ค้นคว้า/เรียบเรียง นายนนทวัชร์ ไกรสกุล ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เอกสารประกอบการเรียบเรียงเชียงใหม่ปัณณาสชาดก (ภาค 1). กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2541.ธณิกานต์ วรธรรมานนท์ และศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี. โบราณวัตถุและศิลปวัตถุชิ้นสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่. เชียงใหม่: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ, ม.ป.ป.ธวัช ปุณโณทก. รายงานการศึกษาค้นคว้าวรรณคดีโคราช สุภมิต-เกสินี. กรุงเทพฯ: หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมการฝึกหัดครู, 2519.ปัญญาสชาดก. กรุงเทพฯ: อาทรการพิมพ์, 2552. (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานออกเมรุพระราชทานเพลิงศพพระธรรมสิทธาจารย์ (หนู ถาวโร ป.ธ.5) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่)พระอธิการกฤษดา สุทฺธิญาโณ (เรืองศิลป์). ศึกษาอิทธิพลของปัญญาสชาดกที่มีต่อสังคมไทย. วิทยานิพนธ์ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2561.
จังหวัดปราจีนบุรี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครนายก จับมือกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี สำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี กรมศิลปากร พร้อมด้วยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี หอการค้าจังหวัดปราจีนบุรี YEC จังหวัดปราจีนบุรี พิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร และพิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ ขอเชิญชวนทุกท่านมาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ในยามค่ำคืน “PRACHINBURI” Night at the Museum ปีที่ ๔ “คเณศจตุรถี พิพิธทัศนา พญาครุฑาคืนถิ่น” ในวันที่ ๑๘ - ๒๐ กันยายน ๒๕๖๙ เวลา ๑๕.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย
- Soft Opening วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๙
- พิธีเปิด ในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๙เข้าชมพิพิธภัณฑ์ฟรี เนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทย (๑๙ กันยายน)
- การเปิดตัว “ครุฑสำริด (ครุฑยอดธง)” โบราณวัตถุชิ้นสำคัญ พบจากเมืองโบราณศรีมโหสถ นำกลับมาจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี เป็นการถาวร พร้อมนิทรรศการพิเศษ เรื่อง“ครุฑยอดธง คืนถิ่น - ตามรอยพญาครุฑา จากเวหาสู่บาดาล” และกิจกรรม สะสมตราประทับเป็นที่ระลึก
- สักการะพระพิฆเนศ องค์เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย อายุกว่า ๑,๔๐๐ ปี ในช่วงเวลาเทศกาล "คเณศจตุรถี"
- ชมนิทรรศการจากพิพิธภัณฑ์เครือข่าย ได้แก่ พิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร และพิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ (พิพิธภัณฑ์ตะเกียง)
- กิจกรรมจาก ททท. สำนักงานนครนายก สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี โรงเรียนดนตรี กีฬา สเก็ตโซโฟน Sk8xophone Music Academy
- Museum Tour นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี เรียนรู้ประวัติศาสตร์ โบราณคดีภาคตะวันออก
- Museum Art Showcase ชมผลงานของศิลปินที่สร้างสรรค์จากโบราณวัตถุ ณ บริเวณโถงอาคารพิพิธภัณฑ์ ศิลปินร่วมแสดงงาน ได้แก่ Little Turtle Studio, Munkky studio, นางสาวปิ่นฉัตร บุญชด นักศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีพระเจ้าเกล้า เจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง และผลงานนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
- Museum Workshop สร้างสรรค์ผลงาน D.I.Y จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี - ร้านสินค้าสร้างสรรค์ Art Toys, งาน Craft, และงาน Handmade จากศิลปินและผู้ประกอบการ
- Tour One Day Trip นักโบราณคดีพาเที่ยวขมโบราณสถานสระมรกต สระแก้ว และภูมิภูเบศร และเดินทางกลับมาชมนิทรรศการภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี
- ตลาดย้อนยุค ทวารดี บูธอาหาร และเครื่องดื่มจากผู้ประกอบการหลากหลาย เพลิดเพลินกับการแสดง และกิจกรรมต่าง ๆ อีกมากมาย
- พิเศษ !! รับของที่ระลึกจาก ททท. สำนักงานนครนายก และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี (จำนวนจำกัด)
ทั้งนี้ *วันที่ ๑๘ และ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๙ เข้าชมนิทรรศการภายในอาคาร มีค่าใช้จ่าย สอบถามเพิ่มเติม Facebook : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี https://www.facebook.com/prachinburimuseum โทร. ๐ ๓๗๒๑ ๑๕๘๖
ผู้แต่ง : จำปา เยื้องเจริญ, เทิม มีเต็ม และคงเดช ประพัฒน์ทองปีที่พิมพ์ : ม.ป.ป. สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) กรมศิลปากร จัดดำเนินการแก้ไข และปรับปรุง วิเคราะห์ศิลาจารึก ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย และอาณาจักรล้านนานี้ให้ถูกต้องสมบูรณ์กว่าฉบับที่เคยตีพิมพ์มาแล้วก่อนหน้านี้ และได้นำเอาเรื่องจารึกที่พบในเขตจังหวัดลำพูน ถึงแม้จะรักษาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย มารวมตีพิมพ์เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้ผู้ที่สนใจ สามารถเข้าถึงเรื่องราวเกี่ยวจารึกสมัยอาณาจักรหริภุญไชยได้ครบถ้วน เพื่อเป็นการเผยแพร่การศึกษาประวัติศาสตร์และอารยะธรรมไทยภาคเหนือต่อไป
วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๑ นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ได้นำข้าราชการ ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ในจังหวัดจันทบุรี ร่วมแต่งกายชุดไทย ร่วมพิธีเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งถือเป็นวันอนุรักษ์มรดกไทย
โดยกิจกรรมในภาคเช้าเป็นพิธีทำบุญพระสงฆ์จำนวน ๑๐ รูป และมีการลงนามถวายพระพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยพลเรือตรี นพดล ปัญญาโฉม รองผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด เป็นประธานกล่าวถวายราชสดุดี
ต่อมานายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการซึ่งจัดโดยหน่วยงานในสังกัดกรมศิลปากรประกอบด้วยหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี จันทบุรี, กองโบราณคดีใต้น้ำ และหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี โดยหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรีได้จัดทำชุดนิทรรศการชุด "บรรพโบราณสร้าง ปริวงศ์วานจันท์สืบสาน"
ในช่วงค่ำ นายวิทูรัช ศรีนาม เป็นประธานในพิธีถวายราชสดุดี และถวายพระพรชัยมงคลต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ โดยมีการจัดแสดงการประกวดการแต่งกายด้วยผ้าไทย และตลาดพื้นบ้านจากสภาวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี
พิพิธิภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง สมเด็จพระนารายณ์: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/pranarai
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพและสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ได้ทรงรวบรวมโบราณวัตถุที่พบในจังหวัดลพบุรี และจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุที่พระที่นั่งจันทรพิศาลภายในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เปิดให้เข้าชมเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2467 และได้ประกาศเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ เมื่อ พ.ศ. 2504
ข้อมูลเฉพาะที่บอกลักษณะเด่นและลักษณะเฉพาะที่มีในนิทรรศการจัดแสดง
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ นับว่ามีการจัดแสดงนิทรรศการโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่มีลักษณะเด่น โดยสามารถบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของเมืองลพบุรี ตั้งแต่อดีตต่อเนื่องจวบจนปัจจุบันได้อย่างลงตัว ด้วยพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของเมืองลพบุรีที่มีการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (ประมาณ 3,500 ปีมาแล้ว) และเข้ามาสู่สมัยประวัติศาสตร์ คือศิลปะทวารวดี ศิลปะลพบุรี ศิลปะอยุธยา ศิลปะรัตนโกสินทร์ จนถึงวิถี ผู้คน ตัวตน คนลพบุรี นักท่องเที่ยวสามารถศึกษาข้อมูลในอดีตโดยผ่านการลำดับเรื่องของโบราณวัตถุที่จัดแสดง ซึ่งสะท้อนพัฒนาการในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ ภาษา ศาสนา ความเชื่อ เทคโนโลยีการดำรงชีวิต การติดต่อเชื่อมโยงทางด้านการค้า วัฒนธรรมกับดินแดน อื่นๆ รวมทั้งความงามทางศิลปะของประติมากรรม สถาปัตยกรรม ที่ส่งผ่านตามยุคสมัยได้อย่างลงตัว
การจัดแสดงนิทรรศการทางประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระนารายณ์ นับว่าเป็นข้อมูลที่สร้างความสนใจให้กับผู้เข้าชมเป็นจำนวนมากด้วยพระราชกรณียกิจที่สำคัญในด้านการเมืองการปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สถาปัตยกรรมและสิ่งก่อสร้าง ที่เป็นโบราณสถานที่บอกเล่าเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ได้เป็นอย่างดี