ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,375 รายการ
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.35/1-5 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
โบราณสถานปราสาทบ้านพลวง ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านพลวง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ปราสาทบ้านพลวงเป็นปราสาทก่อด้วยหินทราย ซึ่งเหลือแต่เพียงเรือนธาตุ ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ล้อมรอบด้วยคูน้ำรูปตัวยู (U) เว้นทางเข้าด้านทิศตะวันออก ถัดไปทางด้านทิศตะวันออก ประมาณ 100 เมตร มีบารายขนาดใหญ่ ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของปราสาทบ้านพลวง มีลักษณะคล้ายกับปรางค์น้อย ของปราสาทพนมรุ้ง และปราสาทเขาปลายบัด 1 จังหวัดบุรีรัมย์ จากการกำหนดอายุปราสาทบ้านพลวง กำหนดให้มีอายุอยู่ในช่วง ครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 16 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 17 โดยกำหนดอายุจากรูปแบบศิลปกรรมที่พบ ซึ่งตรงกับศิลปะเขมรแบบบาปวน ภาพสลักหน้าบัน ด้านทิศตะวันออก ของปราสาทประธาน ซึ่ง สลักภาพเล่าเรื่อง กฤษณาวตาร ตอน พระกฤษณะยกเขาโควรรธนะ ประทับยืนเหนือหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัย กรอบซุ้มหน้าบันสลักเป็นลำตัวนาค 2 ตัว หันหลังชนกัน โดยเศียรนาคอยู่ที่มุมล่างซ้ายเเละขวา เเละปลายหางนาคอยู่ที่ส่วนยอด พระกฤษณะ เป็น อวตารที่ 8 ของ พระนารายณ์ ซึ่งรู้จักกันทั่วไปว่า “กฤษณาวตาร” และเป็นบุคคลสำคัญของเรื่อง มหาภารตะ ภาพสลักในตอนนี้ เป็นเหตุการณ์ตอนวัยรุ่น ซึ่งพระกฤษณะพยายามโน้มน้าวให้คนเลี้ยงโค เลิกบวงสรวงบูชาพระอินทร์ เเละให้ไปบูชาภูเขาโควรรธนะแทน ทำให้พระอินทร์โกรธและ บันดาลให้เกิดพายุฝนตกหนักตลอดทั้ง 7 วัน 7 คืน เพื่อเป็นการลงโทษ แต่พระกฤษณะใช้นิ้วยกภูเขาโควรรธนะขึ้น เพื่อกำบังฝูงคนเลี้ยงโคเอาไว้ ตลอด 7 วัน 7 คืน กระทั่งท้ายที่สุด พระอินทร์ยอมพ่ายแพ้ กลุ่มคนเลี้ยงโคก็หันมานับถือเขาโควรรธนะแทนพระอินทร์ในเวลาต่อมา บริเวณใต้หน้าบัน ยังปรากฏภาพสลักทับหลังพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ซึ่งเป็นเทพประจำทิศตะวันออก โดยองค์ประกอบภาพสลัก ประกอบด้วยพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ อยู่ในซุ้มเรือนแก้ว เหนือหน้ากาล คายท่อนพวงมาลัย มีใบไม้ตั้งขึ้นและตกลง แถวด้านบนสลักเป็นรูปโยคี ฝั่งละ 3 ตน โดยความพิเศษอยู่ที่ช้างเอราวัณ ซึ่งเป็นช้างเศียรเดียว คล้ายกับที่พบ ณ ปราสาทปรางค์กู่ อำเภอปรางค์กู่ ปราสาทตาเล็ง อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ---------------------------------------------เรียบเรียงโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา---------------------------------------------
นาเกลือเมืองปัตตานี
แหล่งผลิตเกลือสมุทรบนคาบสมุทรมลายู
นาเกลือบนคาบสมุทรมลายู
นอกจากแหล่งผลิตเกลือที่จังหวัดสมุทรสาครแล้ว ปัตตานีเป็นเมืองเดียวในแหลมมลายูที่สามารถผลิตเกลือได้ และสามารถส่งเกลือเป็นสินค้าออกที่สำคัญ ในพ.ศ.๒๔๓๙ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จตรวจราชการหัวเมืองปักษ์ใต้ ทรงบันทึกเรื่องเกลือปัตตานี ไว้ว่า
“...ในเมืองตานีมีนาเกลือแห่งเดียวตลอดแหลมมลายู สินค้าเกลือเมืองตานีขายได้อย่างแพงถึงเกวียนละ ๑๖ เหรียญ ขายตลอดออกไปจนสิงคโปร์และเกาะหมาก...”
นาเกลือเมืองปัตตานีสมัยโบราณ
ปรากฏหลักฐานว่านาเกลือเมืองปัตตานีได้ประกอบกิจการมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ แล้ว โดยสยาเราะห์ เกอราจาอัน มลายู ปัตตานี(ตำนานเมืองปัตตานี) กล่าวถึงปัญหาของการทำนาเกลือในสมัยราชินีบีรู ซึ่งเกิดจากผลกระทบจากการขุดคลองเตอมางันซึ่งราชินีฮิเยาห์สั่งให้ขุดขึ้น ไว้ตอนหนึ่งว่า
“...น้ำในคลองกรือเซะกลายเป็นน้ำจืดจึงเป็นเหตุในนาเกลือตรงชายทะเลไม่สามารถเป็นเกลือได้ เพราะน้ำลดความเค็มลง รายาบีรูจึงมีกระแสรับสั่งให้สร้างเขื่อนกั้นน้ำที่ไหลมาจากด้านเหนือ...”
นาเกลือเมืองปัตตานีสมัยรัชกาลที่ ๕
บันทึกความทรงจำของคณะสำรวจมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ที่บริเวณรัฐมลายูตอนเหนือใน ค.ศ.๑๘๙๙ (พ.ศ.๒๔๔๒) โดย ดับเบิ้ลยู ดับเบิ้ลยู สกีต (W.W.Skeat M.A.) กล่าวถึงเรื่องราวการทำนาเกลือที่เมืองปัตตานี ไว้ตอนหนึ่งว่า
“...ในปีหนึ่งการทำนาเกลือทำได้แค่แปดเดือนเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วชาวมลายูทั้งหญิงและชายจะมีอาชีพนี้ อย่างไรก็ตามมีชาวสยามและชาวจีนเป็นผู้รับจ้างทำงานในนาเกลือด้วย เมื่อเสร็จสิ้นการทำนาเกลือแล้ว ฤดูฝนจะมาถึง ผู้มีอาชีพทำนาเกลือก็จะกลับไปทำนาข้าวต่อไป คนงานส่วนมากแล้วมีนาเกลือเป็นของตนเอง แต่บางคนก็มารับจ้างในแต่ฤดูไป ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินประมาณ ๑๐ เหรียญต่อระยะการทำงาน ๘ เดือน กล่าวกันว่ารายาแห่งปัตตานีจะหักเอาครึ่งหนึ่งของกำไรของนาเกลือแต่ละแห่ง แต่ถ้าคนทำนาตั้งแต่สองหรือสามคนขึ้นไปเข้าหุ้นกันทำ รายาจะเก็บเอาแค่ ๑ ส่วนของส่วนแบ่งสำหรับ ๑ คนเท่านั้น ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของนาเกลือจะได้รับการดูแลจากผู้ปกครองนาเกลือที่เรียกกันว่า เมคอง(Me Khong) ซึ่งสามารถจะรับผิดชอบแทนรายาได้...”
เกลือหวานปัตตานี
“เกลือหวานปัตตานี” หรือที่เรียกกันในภาษาท้องถิ่นว่า “ฆาแฆ ตานิง มานิฮฺ” นั้นเป็นคำเปรียบเปรย และยกย่องคุณสมบัติของเกลือจากเมืองปัตตานี ว่าเป็นเกลือมีรสเค็มที่แตกต่างและไม่เหมือนเกลือจากแหล่งอื่นใด โดยมีคุณสมบัติพิเศษในการนำไปหมักปลาทำบูดู ทำปลาแห้ง ดองผักผลไม้ และแม้แต่ดองสะตอ ซึ่งจะทำให้อาหารต่างๆมีรสชาติที่กลมกล่อมและไม่ออกรสเค็มรสขม เหมือนกับการใช้เกลือจากแหล่งผลิตอื่นๆ
นาเกลือปัตตานีในปัจจุบัน
ในปัจจุบันนาเกลือของปัตตานีอยู่ในพื้นที่ริมทะเลในเขตตำบลบานา ตันหยงลุโล๊ะ และบาราโหม อำเภอเมืองปัตตานี แต่ก็มีพื้นที่นาเกลือลดลงจากในอดีตโดยพื้นที่บางส่วนได้เปลี่ยนสภาพเป็นนากุ้ง ที่อยู่อาศัย และเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรม
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เรียบเรียงโดย นายสารัท ชลอสันติสกุล นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา
กราฟิกโดย นางสาวนันธ์ทิกา นิชรานนท์
องค์ความรู้ : ศิลปวัฒนธรรมและโบราณสถานในจังหวัดชลบุรี
เรื่อง เขาชะอางค์ ถ้ำที่น่าพิศวง
เขาชะอางค์ ตั้งอยู่ที่อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี เป็นดินแดนทางประวัติศาสตร์คาดว่ามีอายุราว 7,000 ถึง 10,000 ปี หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ อาทิเช่น ภาชนะดินเผา โครงกระดูกมนุษย์โบราณ เป็นต้น พื้นที่บริเวณเทือกเขาชะอางค์เป็นเขตรอยต่อของ 4 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แต่ ระยอง จันทบุรี ฉะเชิงเทรา และชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าที่สำคัญและมีถ้ำที่สวยงามมากมาย กลุ่มถ้ำที่สำคัญของเขาชะอางค์มีด้วยกัน 3 ถ้ำ คือ ถ้ำเขาชะอางค์ทรงเครื่อง ถ้ำเขาชะอางค์โอน และถ้ำเขาชะอางค์ 5 ยอด
ภาพประกอบ : ผู้จัดการออนไลน์. 2562. เที่ยวละไมใกล้กรุง ชมถ้ำเขาชะอางค์-ดูลิงแสมเล่นน้ำ สุดประทับใจที่ชลบุรี [ออนไลน์]. เข้าถึงเมื่อ 21 เมษายน 2564. เข้าถึงจาก https://mgronline.com/travel/detail/9620000026132
: ภาณุพงศ์ อนันต์ชัยพัทธนา. แหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ตามคำขวัญของอำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี. [ออนไลน์]. เข้าถึงเมื่อ 21 เมษายน 2564. เข้าถึงจาก http://www.panupong.org/03borthong.html
#หอสมุดแห่งชาติชลบุรี #สำนักศิลปากรที่5ปราจีนบุรี #กรมศิลปากร #กระทรวงวัฒนธรรม #เขาชะอางค์ #ถ้ำเขาชะอางค์ทรงเครื่อง #ถ้ำเขาชะอางค์โอน #ถ้ำเขาชะอางค์5ยอด #อำเภอบ่อทอง #ชลบุรี
ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี กรมศิลปากร ได้ดำเนินโครงการบูรณะศาลาการเปรียญวัดบ้านไร่ ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี สืบเนื่องจากการตรวจสอบโบราณสถานของเจ้าหน้าที่พบว่าศาลาการเปรียญ (หลังเก่า) ของวัดบ้านไร่ มีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก ประกอบกับพื้นที่รอบเป็นลานจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งเชื่อมโยงโบราณสถาน กับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนชาวลาวเวียง เพื่อให้โบราณสถานอันทรงคุณค่าของท้องถิ่นแห่งนี้กลับมามีประโยชน์ใช้สอย เป็นจุดศูนย์รวมของชาวบ้านในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา หรือการดำเนินกิจกรรมทางสังคมเหมือนดังเช่นในอดีต จึงมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการเสริมความมั่นคง บูรณะซ่อมแซม และอนุรักษ์รูปแบบทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมของศาลาการเปรียญ (หลังเก่า) วัดบ้านไร่ โดยใช้เทคนิควิธีการก่อสร้างตามหลักฐานดั้งเดิมที่ปรากฎอยู่
ศาลาการเปรียญ (หลังเก่า) หรือ “ศาลา ๑๐๐ ปี” ของวัดบ้านไร่ ตามประวัติจากคำบอกเล่า กล่าวว่า พระครูอุเทศธรรมนิวิฐ (ขุน จนฺโท) อดีตท่านเจ้าอาวาส (พ.ศ.๒๔๗๐-๒๕๐๗) ร่วมกับพระสงฆ์ และชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธาทำการก่อสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๗๕ ลักษณะเป็นอาคารโถงโครงสร้างไม้ ยกพื้น ใต้ถุนสูง ผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางตัวตามแนวแกนทิศตะวันออก-ตะวันตก ขนาดความกว้าง ๑๒.๔๐ เมตร ความยาว ๒๖.๕๐ เมตร ด้านหน้าตั้งอยู่ทางทิศใต้ มีชานพักและบันไดตรงกึ่งกลาง เสาศาลาเป็นเสาไม้ขนาดเส้น ผ่านศูนย์กลาง ๓๒ - ๕๒ เซนติเมตร จำนวน ๓๔ ต้น หลังคาเครื่องไม้ทรงจั่วมีพาไลโดยรอบ มุงกระเบื้องซีเมนต์แบบหางแหลมไม่เคลือบ หน้าจั่วเป็นแผงไม้กระดานตีบังใบแนวตั้งไม่มีลวดลาย เครื่องลำยอง ช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์คอนกรีตหล่อพิมพ์ ช่อฟ้าทำเป็นรูปคล้ายแว่นแก้วหรือแว่นเทียน ใบระกา และหางหงส์ตกแต่งเป็นลายกนกและลายกระจังแบบพื้นถิ่น ส่วนโถงประธานของศาลาการเปรียญปูพื้นด้วยแผ่นไม้กระดาน ด้านทิศเหนือตลอดแนวเสาพาไลยกระดับพื้นขึ้นเป็นอาสน์สงฆ์
ศาลาการเปรียญ (หลังเก่า) วัดบ้านไร่ นอกจากใช้ประโยชน์เพื่อเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม
ทางศาสนาในวันธรรมสวนะหรือวาระพิเศษทางศาสนา เช่น เทศน์มหาชาติ บุญเดือนสี่ หรือกิจกรรมสำคัญต่างๆ แล้ว ยังเคยถูกใช้เป็นอาคารเรียนของโรงเรียนบ้านไร่ เปิดสอนตั้งแต่ระดับ ป.เตรียม ไปจนถึงชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๗
ซึ่งห้องเรียนในแต่ละระดับชั้นจะแบ่งกันด้วยช่วงเสาของศาลา ก่อนที่จะมีการย้ายโรงเรียนออกไปตั้งยังสถานที่แห่งใหม่ ดังนั้นจึงเป็นสถานศึกษาในวัยเยาว์ของผู้อาวุโสชาวบ้านไร่หลายๆ ท่าน
ภายหลังจากการบูรณะโบราณสถานแล้วเสร็จ “ศาลา ๑๐๐ ปี” ของวัดบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ได้กลับมามีสภาพมั่นคงแข็งแรง งดงาม และเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความทรงจำในวิถีชีวิตวันวานของชาวบ้านไร่ ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน และโบราณสถานแห่งนี้จะดำรงไว้ซึ่งความเป็นศูนย์กลางในการสืบทอดภูมิปัญหา และมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชุมชนสืบต่อไปอีกยาวนาน
นายเดชา สุดสวาท นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ / เรียบเรียง
นายพรชัย นาคทอง นายช่างโยธาปฏิบัติงาน และบริษัท ชาญรุ่งโรจน์ จำกัด /ถ่ายภาพ
กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการ ไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน “smart museum” เที่ยวทิพย์พิพิธภัณฑ์ วิทยากรโดย นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร, นางวัญญา ประคำทอง ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม และนางนิภา สังคนาคินทร์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ดำเนินรายการโดย นางวิรยาร์ ชำนาญพล ผู้อำนวยการกลุ่มระบบสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม ในวันอาทิตย์ที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๔ เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร และ Youtube Live : กรมศิลปากร
โลหะผสม
สูง ๓๙.๕ เซนติเมตร
กรมศิลปากร ซื้อจากพิพิธภัณฑ์ของหม่อมเจ้าปิยะภักดีนาถ สุประดิษฐ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙
ปัจจุบันจัดแสดงใน พระที่นั่งวสันตพิมาน (ชั้นบน)
ชวาลา เครื่องตามประทีบแบบโบราณลักษณะคล้ายตะเกียง แต่ชวาลามีลักษณะต่างไปจากตะเกียง คือ ชวาลาทำฐานอย่างจานรอง และต่อตีนสูงขึ้นไปรับดวงตะเกียงยาวมาก มีพวยสำหรับสอดไส้ใช้จุดตามไฟมากหลายพวยด้วยกัน
ในโคลงโลกนิติ มีบทที่กล่าวถึงชวาลา คือ
เรือนใดย่ำค่ำเข้า สนธยา
ปราศจากไฟชวาลา มืดกลุ้ม
เรือนนั้นดั่งมรณา นฤชีพ
อันตรายจักหุ้ม ห่อนได้จำเริญฯ
แปลความว่า “บ้านเรือนใด เมื่อถึงเวลา ๑๘.๐๐ น. เวลาโพล้เพล้พลบค่ำ ไม่มีแสงไฟจาก “ชวาลา” คือตะเกียง หรือโคมไฟ อาศัยอยู่กันมืดมิด บ้านหลังนั้นเหมือนไม่มีชีวิต อันตรายก็จะมาปกคลุม หาความเจริญรุ่งเรืองไม่ได้เลย
ชวาลา ๕ ไส้ ทำด้วยโลหะ ใช้งานโดยตั้งพื้น ฐานล่างมีจานรองต่อตีนขาตั้งขึ้นรับดวงตะเกียง ซึ่งทำเป็นชามก้นลึกใช้บรรจุน้ำมัน ไม่มีฝาปิด มีพวยสำหรับพาดไส้ด้ายดิบ ๕ พวย อันเป็นที่มาของชื่อ “ชวาลา ๕ ไส้”
เงี้ยวปล้นเมืองเชียงแสนในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริปรับปรุงการปกครองทั่วพระราชอาณาจักร เพื่อดึงอำนาจรัฐเข้าสู่ศูนย์กลางมากขึ้น ซึ่งการปฏิรูปการปกครองดังกล่าว ทำให้ราษฎรในดินแดนล้านนาหรือมณฑลพายัพเกิดความไม่พอใจ เนื่องจากการถูกเกณฑ์แรงงานและการจัดเก็บภาษีระบบใหม่ รวมถึงบรรดาเจ้านายที่สูญเสียอำนาจไปเรื่อย ๆ ได้สนับสนุนพวกเงี้ยวให้ก่อกบฏ และในส่วนของพวกเงี้ยวเองก็มีความไม่พอใจสยามจากสนธิสัญญาเบาว์ริงที่ห้ามคนในบังคับของอังกฤษมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย รวมถึงการตัดไม้เพื่อสร้างบ้านหรือวัดในราชอาณาจักรสยาม หากเงี้ยวคนใดไม่มีหนังสือรับรองว่าเป็นคนในบังคับของอังกฤษก็ถือว่าเป็นคนของสยามและต้องเสียภาษีแทนการเกณฑ์แรงงาน ๔ บาทต่อปี เงี้ยวบางพวกอาศัยอยู่ในสยามมานานแต่ต้องการได้สิทธิพิเศษบางประการจากอังกฤษ จึงเข้าไปเป็นคนในบังคับของอังกฤษ เมื่อสยามบังคับใช้กฎหมายตามสนธิสัญญาดังกล่าวอย่างเคร่งครัด พวกเงี้ยวเหล่านี้จึงต้องเสียสิทธิสภาพจากสยามไปโดยปริยาย จึงก่อให้เกิดความไม่พอใจขึ้นโดยเฉพาะเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน จนนำไปสู่เหตุการณ์กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ พ.ศ. ๒๔๔๕ และได้ลุกลามไปในพื้นที่อื่น ๆ ด้วย เมืองเชียงแสนเป็นอีกเมืองหนึ่งที่ถูกพวกเงี้ยวก่อการจลาจล เอกสารจดหมายเหตุที่กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าว พบได้จากเอกสารรายงานสถานการณ์ของพระยาอุตรกิจพิจารณ์ ข้าหลวงประจำเมืองเชียงใหม่ ได้แก่ ใบบอก โทรเลข ร่างจดหมาย ซึ่งส่งถึงเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าพระยาสุรสีห์วิศิษฐ์ศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) ข้าหลวงใหญ่ มณฑลพายัพ เสนาบดีมหาดไทย กรุงเทพ และเจ้าคุณยอดเมืองขวาง โดยในระยะนั้นมีโจรกลุ่มของพระยาศรีสองเมือง กับสล่าทุ เมืองอ๊อต นำกองกำลังเข้าตีเมืองเชียงแสน วางเพลิงที่ว่าการแขวงและบ้านเรือนราษฎร และมีแผนบุกเมืองเชียงราย แต่พระยาราชเดชดำรง (น้อย ไชยวงศ์) ญาติพี่น้อง แคว่น (กำนัน) แก่บ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) และราษฎร ออกมาป้องกันเมืองไว้ได้ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ หัวหน้าพวกเงี้ยว คือ สล่าทุ เมืองอ๊อตและสล่าป๊อกถูกยิงตาย พวกเงี้ยวที่เหลือจึงถูกขับไล่ไปหมด พระยาอุตรกิจพิจารณ์จึงขอประทานรางวัลให้แก่บุคคลที่ช่วยเหลือการปราบปรามพวกเงี้ยวเพื่อเป็นบำเหน็จรางวัลแห่งความกล้าหาญผู้เรียบเรียง : นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์ นักจดหมายเหตุชำนาญการอ้างอิง :๑. หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่. เอกสารรายงานการก่อจลาจลของเงี้ยวเมืองเชียงราย.๒. นิตยสารศิลปวัฒนธรรม. ๒๕๖๔. การปฏิรูปมณฑลพายัพของสยาม บีบบังคับให้เงี้ยวก่อกบฏ เมื่อ พ.ศ. 2445? (Online). https://www.silpa-mag.com/history/article_28848, สืบค้นเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๔.๓. เชียงใหม่นิวส์. ๒๕๖๑. “พระยารัตนาณาเขตร์” (น้อยเมืองไชย) เจ้าเมืองเชียงรายองค์สุดท้ายที่ถูกลืม (Online). https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/870910/, สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๔๔. สิริเดชะกุล. ๒๕๕๗. ย้อนรอยอาณาจักรเมืองเชียงแสน (Online). https://m.facebook.com/.../a.450220515.../548206211962945..., สืบค้นเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๔.