ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,421 รายการ


หินทุบเปลือกไม้ Bark-cloth    เครื่องมือสำหรับทำเส้นใยยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่พบในภาคใต้ สวัสดีค่ะ กลับมาพบกับกลุ่มโบราณคดี   สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา  กันอีกครั้งนะคะ ในสัปดาห์นื้ทางกลุ่มฯ จะแนะนำทุกท่านให้รู้จักกับโบราณวัตถุประเภทเครื่องมือหินยุคก่อนประวัติศาสตร์ "หินทุบเปลือกไม้ " ที่มนุษย์นำมาใช้สำหรับทุบเปลือกไม้หรือพืชเพื่อนำเส้นใยมาใช้งานกันคะ ----------------------------------------------------------------------- เครื่องนุ่งห่มยุคก่อนประวัติศาสตร์           เชื่อกันว่ามนุษย์ในยุคแรกเริ่มยังไม่รู้จักการใช้เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม แต่ในเวลาต่อมาจึงเริ่มนำขนสัตว์ หนังสัตว์ ใบไม้ หญ้า เปลือกไม้ มาห่อหุ้มร่างกาย ซึ่งสิ่งของจากธรรมชาติเหล่านี้ช่วยสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย ห่อหุ้มผิวหนังจากอันตราย สร้างความสวยงาม รวมทั้งอาจตอบสนองในเรื่องความเชื่อหรือพิธีกรรมต่างๆในสังคม  เครื่องนุ่มห่มจากเส้นใยพืช           ในยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้น นอกเหนือจากหนังสัตว์และวัสดุตามธรรมชาติแล้ว มนุษย์ในยุคสมัยนี้ยังสามารถคิดค้นวิธีในการนำเส้นใยจากพืชมาถักทอเป็นเครื่องนุ่งห่มได้ โดยพืชที่สามารถให้เส้นใยได้นั้นได้แก่ พืชในตระกูลป่าน ปอ และลินิน สำหรับในประเทศไทยนั้นพบหลักฐานของการทอผ้าจากเส้นใยธรรมชาติบนเครื่องประดับและเครื่องมือสำริดที่พบในแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี และใบมีดเหล็กที่แหล่งโบราณคดีเนินอุโลก อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา หินทุบเปลือกไม้เครื่องมือสำหรับทำเส้นใย  เครื่องมือสำคัญอีกประเภทหนึ่งซึ่งสามารถใช้ในการเปลี่ยนสภาพของพืชให้เกิดเป็นเส้นใยได้นั้นก็คือ “หินทุบเปลือกไม้” หินเหล่านี้มักมีลักษณะเป็นแท่งหินขนาดเหมาะมือ ปลายด้านหนึ่งเป็นปลายตัดซึ่งปรากฏการขูดพื้นผิวหินให้เป็นเส้นตัดกันเป็นรูปตารางบนหน้าหิน การศึกษาเรื่อง The Origins of bark cloth production in Southeast Asia โดย Judith Cameron ได้นำเสนอการจำแนกรูปแบบของหินทุบเปลือกไม้ที่พบในจีนตอนใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้ ๗ รูปแบบ  หินทุบเปลือกไม้ในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  การสำรวจและการขุดค้นในปัจจุบัน มีรายงานการพบหินทุบเปลือกไม้ในภาคใต้ของประเทศจีน  เกาะไต้หวัน ฮ่องกง เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย  ทั้งนี้บทความเรื่อง The oldest bark cloth beater in southern China (Dingmo, Bubing basin,Guangxi) โดย Dawei Li และคณะ ได้ให้ข้อมูลผลการกำหนดอายุของหินทุบเปลือกไม้จากแหล่งโบราณคดีต่างๆไว้ดังนี้           ๑.แหล่งโบราณคดี Dingmo ในมณฑลกวางสี ประเทศจีน กำหนดอายุได้ราว ๗,๙๐๐ ปีมาแล้ว            ๒.แหล่งโบราณคดี Xiantouling บริเวณที่ราบปากแม่น้ำเพิร์ล ในมณฑลกว้างตุ้ง ประเทศจีน   กำหนดอายุได้ราว ๖,๖๐๐ ปีมาแล้ว            ๓.แหล่งโบราณคดีในเวียดนามกำหนดอายุได้ราว ๔,๕๐๐-๓,๕๐๐ ปีมาแล้ว            ๔.แหล่งโบราณคดี Arku Cave จังหวัดคากายัน เกาะลูซอน ฟิลิปปินส์  กำหนดอายุได้ราว ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว  หินทุบเปลือกไม้ที่พบในแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ในภาคใต้ของไทย  ในพื้นที่ภาคใต้ แม้จะยังไม่เคยพบหลักฐานการมีอยู่ของผ้าในยุคก่อนประวัติศาสตร์ แต่การสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดี ซึ่งได้พบหินทุบเปลือกไม้ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับทำเส้นใย ในแหล่งโบราณคดีอย่างน้อย ๖ แห่ง ในพื้นที่ ๔ จังหวัดคือ           ๑.เขาถ้ำเสือ ตำบลอ่าวลึกเหนือ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่           ๒.บางปากวง(เชิงเขาวง) ตำบลคลองฉนวน อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี           ๓.ถ้ำเบื้องแบบ ตำบลบ้านทำเนียบ อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี           ๔.เขาถ้ำพระ ตำบลที่วัง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช           ๕.เขาบ้านในค่าย ตำบลที่วัง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช           ๖.เพิงผาที่พักสงฆ์เขาน้ำหรา ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล     และสามารถระบุที่มาเพียงว่าพบในพื้นที่ภาคใต้จำนวน ๑ ชิ้น จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช      ทั้งนี้หากจำแนกหินทุบเปลือกไม้ที่พบในภาคใต้ตามรูปแบบที่ Judith Cameron เสนอไว้ก็จะพบว่า หินทุบเปลือกไม้ที่พบในภาคใต้ทั้งหมดซึ่งระบุแหล่งที่มาได้จัดอยู่ในรูปแบบที่ ๗ และมีเพียงชิ้นเดียวและไม่ระบุแหล่งที่มาจัดอยู่ในรูปแบบที่ ๕ +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ เรียบเรียงข้อมูลโดย นายสารัท ชลอสันติสกุล นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที ๑๑ สงขลา


องค์ความรู้ : ศิลปวัฒนธรรมและโบราณสถานในจังหวัดชลบุรี เรื่อง แหล่งโบราณคดี โคกพนมดี โคกพนมดี ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลท่าข้าม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เป็นเนินดินขนาดใหญ่กลางท้องนา ลักษณะคล้ายเกาะกลางทะเล จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ค้นพบ ไม่ว่าจะเป็น ขวานหินขัด หินลับ ภาชนะดินเผา เปลือกหอย เปลือกปู และ การค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ ทำให้สามารถสรุปได้ว่า ในอดีตโคกพนมดีเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณ ดำรงชีพด้วยทรัพยากรทางทะเลเป็นสำคัญ และเมื่อชุมชนขยายตัวขึ้นก็เริ่มทำการเกษตรและเพาะปลูก จัดทำโดย นางสาวปวรา หอมหวน นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา #หอสมุดแห่งชาติชลบุรี #สำนักศิลปากรที่5ปราจีนบุรี #กรมศิลปากร #กระทรวงวัฒนธรรม #โคกพนมดี #พนัสนิคม #เจ้าแม่โคกพนมดี #ชลบุรี                







องค์ความรู้คู่พิพิธภัณฑ์ ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด เรื่อง "ปราสาทเขมรในจังหวัดร้อยเอ็ดและโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้อง" ตอน : โบราณสถานดอนขุมเงิน (ปราสาทหินบ้านหนองคูน) เรียบเรียงโดย : นางสาวอโนชา ทับทิม ภัณฑารักษ์ชำนาญการ


         โลหะผสม         สูง ๕๑ เซนติเมตร         ซินโยเสตโย กงสุลสยามที่เมืองฟลอเรนซ์ ถวายสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อคราวเสด็จไปยุโรป พ.ศ. ๒๔๗๓ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทาน         ปัจจุบันจัดแสดงใน พระที่นั่งวสันตพิมาน (ชั้นบน)         ชวาลา เครื่องตามประทีบแบบโบราณลักษณะคล้ายตะเกียง แต่ชวาลามีลักษณะต่างไปจากตะเกียง คือ ชวาลาทำฐานอย่างจานรอง และต่อตีนสูงขึ้นไปรับดวงตะเกียงยาวมาก  มีพวยสำหรับสอดไส้ใช้จุดตามไฟมากหลายพวยด้วยกัน          ชวาลา ๓ ไส้ ทำด้วยโลหะ ใช้งานโดยตั้งพื้นหรือแขวน มีหม้อก้นมนสำหรับใส่น้ำมัน และมีพวยสำหรับสอดไส้ติด ๓ พวย ชวาลาลักษณะนี้  นิยมใช้กันในกรุงเทพฯ สืบต่อกันจนถึงสมัยใช้น้ำมันก๊าด เดิมเชื่อกันว่าเป็นชวาลามาจากจีน แต่เมื่อสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จไปยุโรป พ.ศ. ๒๔๗๓ ทรงพบชวาลาแบบนี้ที่ประเทศอิตาลีว่า เป็นแบบของตะวันตก  ตั้งแต่สมัยโรมัน และยังมีตัวอย่างปรากฏอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์จำนวนมาก


ชื่อเรื่อง                                อสีติมหาสาวกนิพฺพาน (พระอสีติมหาสาวกนิพพาน) สพ.บ.                                  265/3ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           62 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 58 ซม.หัวเรื่อง                                 พุทธสาวก--ชีวประวัติ                                           สงฆ์--ชีวประวัติ บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ  ได้รับบริจาคมาจากวัดทุ่งอุทุมพร ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี



หมอเจ้าฟ้า (ตอนที่ ๒)เมื่อสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงสำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรและวิชาสาธารณสุขศาสตร์แล้ว ทรงตั้งพระทัยที่จะนำความรู้มาใช้ประโยชน์ด้วยการเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาล การวิจัยเรื่องเชื้อโรค การสำรวจความเป็นอยู่ของประชาชนในแง่สุขาภิบาล ซึ่งทรงปฏิบัติให้สอดคล้องกับงานพัฒนากิจการแพทย์สยามของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ผู้บัญชาการโรงเรียนแพทยาลัย ทั้งยังทรงช่วยจัดการเรื่องการศึกษาวิชาแพทย์ให้เจริญขึ้น การยกฐานะพื้นความรู้ของนักเรียนแพทย์จากชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ขึ้นเป็นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๘ และทรงสอนนักเรียนแพทย์ด้วยพระองค์เองในวิชากายวิภาคศาสตร์เปรียบเทียบ (Comparative Vertebrate Anatomy)อย่างไรก็ตาม ด้วยฐานันดรศักดิ์ของพระองค์ทำให้เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติงานทางการแพทย์ เนื่องจากประเพณีปฏิบัติบางประการของราชสำนัก จึงแจ้งพระประสงค์ที่จะเสด็จไปทำงานในหน้าที่แพทย์ประจำโรงพยาบาลแมคคอร์มิค จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว นายแพทย์เอ็ดวิน ซี.คอร์ท ผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็ตอบรับด้วยความยินดี วันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๒ เสด็จไปทรงงานเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลแมคคอร์มิค ทรงปฏิบัติหน้าที่แพทย์อย่างเต็มพระกำลัง พระจริยวัตรที่ทรงปฏิบัติกับคนไข้ โดยทรงแสดงออกถึงความเอาพระทัยใส่ ดูแลและให้ความเห็นใจในความทุกข์ร้อนของผู้ป่วยและญาติ ทำให้ทรงเป็นที่ประทับใจของชาวเชียงใหม่ในสมัยนั้น และเรียกพระองค์ว่า “หมอเจ้าฟ้า”วันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ เสด็จกลับกรุงเทพมหานคร ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงษาภิมุข เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช ทรงประชวรด้วยโรคฝีเป็นพิษและโรคพระวักกะ (ไต) พิการ และสิ้นพระชนม์ ในวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๒ด้วยทรงปฏิบัติพระภารกิจในการวางรากฐานและสร้างคุณูปการแก่วงการแพทย์ให้เจริญก้าวหน้า บุคลากรทางการแพทย์จึงถวายพระสมัญญาว่า “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย” นอกจากนี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ร่วมใจกันสร้างพระราชานุสาวรีย์ขึ้น ณ โรงพยาบาลศิริราช โดยมอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการสร้าง ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เป็นผู้ควบคุม เพื่อน้อมเกล้าถวายและเฉลิมพระเกียรติคุณ ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินในพิธีเปิดพระราชานุสาวรีย์ เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ และในวันที่ ๒๔ กันยายน  ปีเดียวกันนี้ นักศึกษาแพทย์ได้ริเริ่มจัดงานเนื่องในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ โดยมีพิธีวางพวงมาลา ถวายบังคมพระรูป อ่านคำสดุดีพระเกียรติ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ คณะแพทยศาสตร์พร้อมด้วยศิริราชพยาบาล ได้มีความเห็นว่าควรยึดถือวันที่ ๒๔ กันยายนของทุกปี เป็นวันที่น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่มีต่อการแพทย์และสาธารณสุขไทย โดยใช้ชื่อว่า “วันมหิดล” ซึ่งงานวันมหิดลได้จัดขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรก ในวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๙ โดยจัดพิธีสงฆ์ ทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหารเช้า และการนำพวงมาลาสักการะพระราชานุสาวรีย์ผู้เรียบเรียง : นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์ นักจดหมายเหตุ ชำนาญการภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่อ้างอิง : ๑. รุ่งทิพย์ สุวรรณอภิชน. ๒๕๕๙. เจ้าดารารัศมี: พระศรีมิ่งเมืองเชียงใหม่. กรุงเทพมหานคร: เม็ดทรายพริ้นติ้ง.๒. ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. ๒๕๕๙. เจ้าฟ้า เจ้าชายในพระพุทธเจ้าหลวง. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มติชน.


ข้อง       เครื่องจักสานชนิดหนึ่ง สานด้วยไม้ไผ่ มีลักษณะปากแคบคล้ายคอหม้อดิน มีฝาปิดเปิดคือ ฝาข้อง ทำจากกะลามะพร้าว แล้วสานด้วยไม้ไผ่ทำเป็นรูปกรวย ปลายกรวยแหลมปล่อยเป็นซี่ไม้ไว้เรียกว่า งาแซง ข้อง ใช้สำหรับใส่สัตว์น้ำ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ข้องมีหลายลักษณะ เช่น       ข้องยืน ลักษณะคล้ายโอ่งน้ำหรือทรงกระบอก ก้นข้องสานเป็นรูปสี่เหลี่ยม ตัวข้องกลมป่องตรงกลาง แล้วบานออกที่ปากคล้ายปากแตร       ข้องนอนหรือข้องเป็ด รูปทรงเป็นแนวนอน ตัวข้องรูปร่างคล้ายตัวเป็ด ปลายปากข้องหงายขึ้นด้านบน มักไม่ค่อยสะพายติดตัวขณะหาปลา แต่มักใช้วางไว้ในเรือ หรือริมตลิ่ง เป็นต้น       ข้องลอย ใช้ลอยน้ำในการจับปลา มักใช้ข้องยืมหรือข้องนอนมัดตืดลูกบวบ ทำด้วยกระบอกไม้ไผ่สองท่อน มัดขนาบกันให้ลอยน้ำได้ แล้วผูกเชือกมัดติดเอวภาพ : พิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดเกตการามอ้างอิง : สนม ครุฑเมือง.๒๕๓๔.สารานุกรมของใช้พื้นบ้านไทยในอดีต.กรุงเทพฯ : บริษัท ต้นอ้อ จำกัด


โลกธมฺมสุตฺต (โลกธมฺมสูตร)  ชบ.บ.69/1-1  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


black ribbon.