ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,443 รายการ
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฐาน)อย.บ. 121/5
หมวดหมู่ พุทธศาสนาประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 26 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 56.5 ซม.
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
ทุเรียน: History
“ทุเรียน” ไม่ได้เป็นเพียงผลไม้เมืองร้อนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้านกลิ่นและรสชาติเท่านั้น หากแต่ยังเป็นผลไม้ที่มีเรื่องราวการเดินทางอันยาวนานและน่าสนใจ จากถิ่นกำเนิดในแถบหมู่เกาะบอร์เนียว และได้แพร่กระจายไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งมีทั้งบันทึกและข้อสันนิษฐานหลากหลายเกี่ยวกับเส้นทางการเข้ามาของพืชผลชนิดนี้ในดินแดนสยาม
ทุเรียนเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทย มีข้อสันนิษฐานหลักอยู่สองแนวทางเกี่ยวกับการเข้ามาของทุเรียน แนวทางแรก เชื่อว่าทุเรียนเริ่มเข้ามาทางกรุงเทพฯ ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อครั้งเสด็จไปตีเมืองมะริดและตะนาวศรีของพม่า และได้นำเมล็ดทุเรียนกลับมาปลูกที่กรุงเทพฯ ในขากลับ ส่วนแนวทางที่สอง ซึ่งได้รับการยอมรับมากขึ้นในเชิงภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ระบุว่าทุเรียนเข้ามาทางภาคใต้ของไทย ผ่านเส้นทางการค้าทางเรือ
ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีบันทึกของคณะราชทูตจากฝรั่งเศสที่นำโดยเมอร์ซิเออร์ เดอลาลูแบร์ ได้กล่าวถึงทุเรียนไว้อย่างชัดเจนได้ตีพิมพ์เป็นภาษาฝรั่งเศส เมื่อปีพ.ศ. 2336 แสดงให้เห็นว่ามีการปลูกทุเรียนในภาคกลางก่อนยุครัตนโกสินทร์อย่างแน่นอน แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าเข้ามาได้อย่างไรหรือผ่านช่องทางใดก็ตาม
สำหรับทุเรียนที่ปลูกในจังหวัดจันทบุรีนั้น มีความเชื่อว่าพันธุ์ดั้งเดิมที่เริ่มปลูกกันนั้น ได้มาจากทุเรียนพื้นเมืองทางภาคใต้ของไทย
จากพระราชนิพนธ์เรื่อง เสด็จประพาสจันทบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2419 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงบันทึกไว้ว่าขณะนั้น การทำสวนผลไม้ยังไม่แพร่หลายนัก สินค้าหลักที่ชาวบ้านให้ความสนใจคือ การขุดพลอย หากระวาน หารง หาไม้กฤษณา รวมถึงการปลูกอ้อยและยาสูบ มากกว่าจะเป็นการทำสวนผลไม้แบบจริงจัง ต่อมาเมื่อการคมนาคมในพื้นที่มีความสะดวกมากขึ้น จึงเริ่มมีการนำพันธุ์ทุเรียนจากกรุงเทพฯ เข้ามาปลูกในจันทบุรี โดยบุคคลสำคัญในท้องถิ่น เช่น ข้าราชการหรือคหบดีในยุคนั้น
หนึ่งในบุคคลที่มีบทบาทสำคัญคือ พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) เกิดที่ตำบลท่าเรือจ้าง ตลาดใต้ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี เป็นนายแพทย์ประจำพระองค์ในรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 หลังเกษียณราชการ ท่านได้กลับมาทำสวนที่บ้านเกิด และเป็นผู้ตัดถนนจากหลังโรงสีนายหวานผ่านช่องเขาสระบาป และเขาไม้แก้ว เข้าไปบริเวณหลังเขาสระบาป กลายเป็นพื้นที่สวนผลไม้ขนาดใหญ่หลายสวน ของจังหวัดจันทบุรีมาจนถึงปัจจุบัน หากใครเคยอ่านหนังสือที่ท่านเขียน จะพบว่าท่านเป็นผู้แนะนำว่าทุเรียนจะเจริญเติบโตได้ดีในจังหวัดจันทบุรี และจะสร้างรายได้มหาศาลให้แก่ชาวบ้านในอนาคตอย่างแน่นอน
แม้ทุเรียนจะมีต้นกำเนิดอยู่ห่างไกลจากจันทบุรี แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์และความตั้งใจของผู้คนในพื้นที่ ทุเรียนจึงสามารถเติบโตได้ดีและกลายเป็นผลไม้สำคัญของท้องถิ่น นับตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของการทำสวน จนถึงปัจจุบันที่จันทบุรีเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตทุเรียนคุณภาพของประเทศ เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ความพยายาม และการปรับตัวของชาวสวน ที่ช่วยกันยกระดับให้ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทั้งในด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของจังหวัดอย่างแท้จริง
สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
กรมส่งเสริมการเกษตร. สำนักพัฒนาเกษตรกร. ผลิตภัณฑ์ทุเรียน. กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักพัฒนาเกษตรกร, 2547.
บรรณ บูรณะชนบท. สวนทุเรียน. พิมพ์ครั้งที่ 6. นนทบุรี: ฐานเกษตรกรรม, 2542.
วัลลภ ยกสมาคม, บรรณาธิการ. คู่มือการปลูกทุเรียน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โครงการหนังสือเกษตรชุมชน, (ม.ป.ป.).
สุ่น สุนทรเวช. ตำรายาไทย และ การทำสวนผลไม้. สืบค้นเมื่อ 3 มิถุนายน 2568, จาก https://archive.org/details/unset00002423_a2o1
เรียบเรียงโดย นางสาวทิพวรรณ จันทร์ปัญญา บรรณารักษ์ปฏิบัติการ
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี กรมศิลปากร
ชื่อเรื่อง สงฺคีติกถา (สองปิฎก)สพ.บ. 1/1ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 24 หน้า : กว้าง 4.2 ซม. ยาว 56 ซม.หัวเรื่อง สังคายนา พระธรรมวินัยภาษา บาลี/ไทยอีสานบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ไม่มีไม้ประกับ ได้รับมอบมาจากนางสุดา วงษ์พันธุ์
สไว สุทธิพิทักษ์. ประวัติศาสตร์ลัทธิเศรษฐกิจ. พิมพ์ครั้งที่ 4. พระนคร : โรงพิมพ์บรรณาคม, 2514 ก่อนจะมาเป็นประวัติศาตร์ลัทธิเศรษฐกิจ เกิดจากผู้เขียนได้รวบรวมคำถาม - คำตอบ วิชาลัทธิเศรษฐกิจของม.วิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ในการเรียนระดับปริญญาตรีเพื่อใช้เป็นคู่มือในการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นและสำหรับเพื่อนๆเล่มที่จัดพิมพ์ครั้งที่ 4 จัดทำเป็นเนื้อหาเรื่องราวจำนวน 3 หัวข้อดังนี้ 1. ลัทธิเศรษฐกิจสมัยนั้น 2. ลัทธิเมอคันติลิสม์ 3. ลัทธิลิเบรัลหรืออินดิวิดูอาลิสม์ 4. ลัทธิสเตตโซเซียลลิสม์ 5. ลัทธิโปรเตคชั่นนิสม์ 6. โซเซียลลิลส์และคำถามข้อสอบระดับปริญญาตรีและระดับปริญญาโท
เลขทะเบียน : นพ.บ.697/12ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 24 หน้า ; 4 x 57 ซ.ม. : รักทึบ-ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 220 (227-242) ผูก 12 (2568)หัวเรื่อง : ขฺทกนิกายฎฺฐกถา--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.772/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 52 หน้า ; 4.5 x 55 ซ.ม. : ทองทึบ-ลานดิบ-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 238 (417-423) ผูก 1 (2568)หัวเรื่อง : มหานิปาต--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชื่อเรื่อง : 100 ปี บ้านตลาดสามย่าน (พ.ศ. 2451 – 2551) เมืองแกลง
หัวเรื่อง : แกลง -- ประวัติศาสตร์
แกลง -- ความเป็นอยู่และประเพณี
บ้านตลาดสามย่าน
คำค้น : -
รายละเอียด : -
ผู้แต่ง : เทศบาลตำบลเมืองแกลง
แหล่งที่มา : หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
หน่วยงานที่รับผิดชอบ/ โรงพิมพ์/ สำนักพิมพ์ : เทศบาลตำบลเมืองแกลง
ปีที่พิมพ์ : 2552
วันที่เผยแพร่ : 1 สิงหาคม 2568
ผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน : -
ลิขสิทธิ์ : เทศบาลตำบลเมืองแกลง
รูปแบบ : PDF.
ภาษา : ภาษาไทย
ประเภททรัพยากร : หนังสือท้องถิ่น
ตัวบ่งชี้ : -
รายละเอียดเนื้อหา : หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นในโอกาสครบรอบ 100 ปีของการย้ายเมืองแกลง จากบ้านหนทางเกวียน (แถววัดโพธิ์ทองพุทธาราม) มาตั้งอยู่ที่บ้านตลาดสามย่าน ในปี พ.ศ. 2551 เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของเมืองแกลงตลอด 100 ปีที่ผ่านมา ทั้งด้านการปกครอง การใช้ชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และอัตลักษณ์ของชุมชน โดยใช้ภาพถ่ายเก่าเป็นสื่อในการเล่าเรื่อง เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นและเข้าใจบรรยากาศของเมืองแกลงในอดีต
เลขทะเบียน : น. 68 บ. 79730 จบ. (ร)
เลขหมู่ : ท.
959.32503
ก889ร
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย ขอเชิญชวนผู้ปกครอง พาลูกหลานมาเรียนรู้และร่วมสนุกในช่วงปิดเทอมนี้ กับกิจกรรม "สนุกคิดสร้างสรรค์ ตามรอยวิถีชาวนาไทย" ที่สืบสานวิถีชาวนาไทยแบบสร้างสรรค์ กิจกรรมมีตลอดเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2568 พบกับกิจกรรมพิเศษที่ห้ามพลาด! ระบายสีถุงผ้า, ดินน้ำมันปั้นโมเดล วิถีชาวนา, ม้าก้านกล้วย, ต่อจิ๊กซอว์ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00 - 16.00 น. (หยุดวันนักขัตฤกษ์)
มาเติมเต็มวันว่างให้มีค่า ได้ทั้งความรู้และความสุขกันได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย จังหวัดสุพรรณบุรี สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3553 6116 Facebook: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย สุพรรณบุรี Thai Farmers National Museum https://www.facebook.com/ThaiFarmersNationalMuseum
สาระอีสาน นำเสนอและเผยแพร่เกร็ดความรู้ต่าง ๆ จากข้อมูลท้องถิ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและหนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน และรวมถึงหนังสืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีให้บริการอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา สำหรับวันนี้นำเสนอเรื่อง สากมอง เทคนิคการตำข้าวของชาวอีสานในอดีต เรียบเรียงโดย นางสาวกุลริศา รัชตะวุฒิ นักภาษาโบราณ เนื้อหามีดังนี้
การตำข้าวเป็นวิธีดั้งเดิมในการแยกเปลือกข้าวออกจากเมล็ดข้าว อุปกรณ์ในการตำข้าวประกอบด้วย #ครกมอง (ครกกระเดื่อง) สากมอง กระด้งฝัด เขิง (ตะแกรง) และกระบุงหรือตะกร้า เมื่อครั้งที่ยังไม่มีโรงสีข้าว ชาวอีสานรวมถึงชาวล้านนาในอดีตใช้วิธีการตำข้าวเปลือกให้เป็นข้าวสารเพื่อนำไปบริโภค ซึ่งเป็นอีกภูมิปัญญาหนึ่งของชาวอีสาน
สากมอง คือสากไม้ที่ทำมาจากไม้เนื้อแข็งใช้ตำข้าวเปลือกให้เป็นข้าวสาร สากมอง มี 3 ชนิด ได้แก่ 1. สากตำ มีความประมาณ 20-30 นิ้ว มีขนาดเล็กที่สุด ใช้ตำข้าวครั้งแรก 2. สากต่าว มีขนาดกลาง ใช้ตำข้าวครั้งที่สอง และ 3. สากซ้อม มีขนาดใหญ่ที่สุด ใช้ตำข้าวครั้งที่สาม
การตำข้าวมี 3 ขั้นตอนโดยเรียกชื่อขั้นตอนต่าง ๆ เรียงตามชื่อสากที่ตำดังนี้ ขั้นตอนที่หนึ่ง เรียกว่า ขั้นตำ ใช้สากตำโดยจะตำเปลือกข้าวประมาณร้อยละ 70 ให้หลุดออกจากเมล็ดแล้วตักข้าวออกจากครกนำไปฝัดด้วยกระด้งฝัด แยกแกลบออกแล้วนำไปตำขั้นที่สอง คือ ขั้นต่าว ในขั้นตอนที่สองใช้สากต่าว ตำเปลือกข้าวประมาณร้อยละ 80 ให้หลุดออกจากเมล็ดแล้วตักข้าวออกจากครกนำไปฝัดด้วยกระด้งฝัด แยกแกลบออกอีกครั้งแล้วนำไปตำขั้นตอนที่สาม คือ ขั้นซ้อม ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย ใช้สากซ้อมในการตำเพื่อให้ข้าวกล้องเป็นข้าวสาร ตำเปลือกข้าวประมาณร้อยละ 95-99 แล้วตักข้าวออกจากครก นำไปร่อนด้วยเขิง เพื่อแยกรำอ่อนและปลายข้าวออกจากข้าวสาร หลังจากนั้นนำข้าวที่ร่อนไปฝัดอีกครั้งเพื่อแยกกากข้าวออกจากข้าวสาร
เคล็ดลับในการตำข้าวให้ได้เมล็ดข้าวสวยนั้นขึ้นอยู่กับจังหวะการตำข้าว ซึ่งในปัจจุบันเนื่องด้วยเทคโนโลยีและสังคมที่พัฒนาทันสมัย ทำให้เทคนิคการตำข้าวแบบดั้งเดิมถูกแทนที่โดยใช้เครื่องจักรจากโรงสีข้าว เพื่อความสะดวก ประหยัดเวลา และง่ายต่อการแยกเปลือกข้าวออกจากเมล็ดข้าวกว่าการใช้คน
บรรณานุกรม
พิชญ์ สมพอง. “สากมอง.” สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน. 13. (2542): 4558-4559.
สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดสระแก้ว. ภูมิปัญญาชาวบ้านและเทคโนโลยีท้องถิ่น การทำมาหากิน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 14 มกราคม 2568, จาก https://www.opsmoac.go.th/sakaeo-local_wisdom-preview...
โรงเรียนบ้านหนองไผ่. ครกตำข้าว. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 14 มกราคม 2568, จาก http://bannongphi.ac.th/data_46764
วิหารศรีธรรมาโศกราช สร้างขึ้นในช่วงสมัยอยุธยาตอนปลาย (ประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 22 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 23) โดยวิหารนี้เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนขนาดเล็ก มีขนาดกว้าง 7.29 เมตร สูง 9.95 เมตร และยาว 9.45 เมตร ตั้งอยู่ใกล้กับวิหารพระแอด โครงสร้างด้านบนของวิหารมีหลังคาจั่วสองชั้นที่แกะสลักด้วยไม้ ด้านหน้าของวิหารมีประตู 2 บานที่ตกแต่งด้วยปูนปั้นสีขาวอย่างงดงาม เช่นเดียวกับหน้าต่างทั้งสองด้านที่ตกแต่งด้วยปูนปั้นสีขาวเช่นกัน ที่ด้านหลังของวิหารมีเจดีย์ทรงระฆังขนาดเล็ก ซึ่งถอดแบบมาจากพระบรมธาตุเจดีย์ โดยเจดีย์นี้ตั้งอยู่บนฐานยกสูง มีบันไดที่ด้านทิศใต้ใช้สำหรับขึ้นไปถึงตัวเจดีย์
ชั้นบนของเจดีย์มีทางเดินแคบ ๆ สำหรับเวียนประทักษิณ โดยมีครุฑปูนปั้นประดับอยู่ที่มุมทั้ง 4 ด้านในวิหารมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่ประดับด้วยอัญมณี ซึ่งแต่เดิมประดิษฐานอยู่ในวิหารโพธิ์ลังกา ทางด้านทิศเหนือของวัด ต่อมาพระพุทธรูปองค์นี้ถูกย้ายมาประดิษฐานเป็นพระประธานในวิหารแห่งนี้ และได้รับการขนานนามว่า พระศรีธรรมาโศกราช เพื่อเป็นเกียรติแก่พระเจ้าศรีธรรมโศกราชผู้เป็นปฐมกษัตริย์และผู้ก่อตั้งวัดพระมหาธาตุและนครศรีธรรมราช ตามที่ระบุไว้ในพงศาวดารท้องถิ่น วิหารแห่งนี้สร้างขึ้นโดยนายสามจอม ข้าราชการผู้ดูแลรายชื่อเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในวัด
วิหารศรีธรรมาโศกราชแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนด้านหน้าประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ทรงเครื่องใหญ่อย่างกษัตริย์ของพระเจ้าศรีธรรมโศกราช ผู้ได้รับการเทิดทูนเป็นเทวราชา ส่วนด้านหลังของวิหารเป็นที่บรรจุอัฐิของตระกูล ณ นคร ซึ่งเป็นผู้ปกครองนครศรีธรรมราชในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ (ปลายพุทธศตวรรษที่ 23 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 24)
การก่อสร้างวิหารและพระพุทธรูปนี้เกิดขึ้นจากศรัทธาอันลึกซึ้งต่อพระเจ้าศรีธรรมโศกราชผู้ก่อตั้งอาณาจักรนครศรีธรรมราช และความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับพระพุทธศาสนา ทำให้วิหารแห่งนี้กลายเป็นสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงเจตนารมณ์ในการเสริมสร้างและเผยแผ่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา โดยมีพระภิกษุและฆราวาสประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเป็นประจำทุกวัน
สารคดีเชิงข่าว “วังหน้าแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” ตอนที่ ๔ ฝีมือช่างผ่านความวิจิตรด้านศิลปวัฒนธรรม ออกอากาศช่วงข่าวภาคค่ำ ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘
ฝีมือเชิงช่างไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก โดยเฉพาะงานด้านศิลปวัฒนธรรม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร คือแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่รวบรวมสมบัติของชาติไว้มากมาย โดยเฉพาะภายในโรงราชรถที่จัดแสดงเครื่องใช้ในงานพระเมรุ
http://virtualhistoricalpark.finearts.go.th/sithep
เมืองโบราณศรีเทพ ตั้งอยู่ที่ตำบลศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ จัดอยู่ในบริเวณเขตที่สูง ภาคกลางอันเป็นจุดเชื่อมโยงเครือข่ายของการแลกเปลี่ยนสินค้า เส้นทางการค้าและ วัฒนธรรมระหว่างพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีความสำคัญมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายต่อเนื่องจน ถึงวัฒนธรรมเขมรโบราณ (พุทธศตวรรษที่ 8-18) เมืองใน ผังเมืองค่อนข้างกลม มีพื้นที่ประมาณ 1.87 ตารางกิโลเมตร (1,300 ไร่) ภายในตัวเมืองมี ภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลอนลูกคลื่น มีโบราณสถานกระจายตัวอยู่ 48 แห่ง ที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาและ ศาสนาฮินดู มีรูปแบบศิลปกรรมในวัฒนธรรมทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 12-16) และวัฒนธรรมเขมรโบราณ (พุทธศตวรรษที่ 16-18) ซึ่งมีโบราณสถานที่สำคัญและมีขนาดใหญ่ ได้แก่ เขาคลังใน ปรางค์ศรีเทพ และ ปรางค์สองพี่น้อง ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางเมืองค่อนไปทางทิศตะวันตก นอกจากนี้ยังมีสระน้ำโบราณทั้งขนาดใหญ่ และเล็กอีกจำนวนกว่า 70 แห่ง เมืองนอก ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเมืองใน มีพื้นที่ประมาณ 2.83 ตารางกิโลเมตร (1,589ไร่) ผังเมืองค่อนข้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมน ภายในตัวเมืองสำรวจพบโบราณสถาน จำนวน 64 แห่ง มีสระน้ำโบราณจำนวนมาก นอกคูเมืองกำแพงเมืองโบราณยังมีการสำรวจพบโบราณสถานอีกจำนวน 50 แห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางทิศเหนือของเมือง ที่สำคัญ ได้แก่ เขาคลังนอก ปรางค์ฤๅษี กลุ่มเขาคลังสระแก้ว และสระแก้ว สระน้ำโบราณขนาดใหญ่ ส่วนทางด้านทิศตะวันตกนอกเมืองโบราณศรีเทพห่างออกไปประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของ “เขาถมอรัตน์” ภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ที่มีรูปลักษณ์เฉพาะ ซึ่งใช้เป็นจุดสังเกตใน การเดินทางที่สำคัญมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยบริเวณเชิงเขาเป็นแหล่งผลิตเครื่องมือและกำไลหิน ที่สำคัญ ต่อมาในสมัยทวารวดีได้มีการดัดแปลงถ้ำหินปูนที่ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของภูเขาให้ เป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาแบบมหายาน กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 14