ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,443 รายการ
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 155/1เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)
มงฺคลตฺถทีปนี (มงฺคลตฺถทีปนีเผด็จ) ชบ.บ 181/14เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : อุทาหรณ์สอนใจชาย -- บทบาทของหนังสือพิมพ์ในอดีต นอกเหนือจากการนำเสนอข่าว วิพากษ์วิจารณ์ และให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนแล้ว ยังรวมไปถึงการเตือนบรรดาผู้อ่านให้ระมัดระวังภัยจากมิจฉาชีพที่อาจทำให้สูญเสียทรัพย์สินของมีค่าของตนได้ มิจฉาชีพในสมัยก่อนมีหลายรูปแบบ รูปแบบหนึ่งก็คือ มิจฉาชีพในคราบของหญิงสาวที่ทำให้ชายอกสามศอกที่หลงเสน่ห์ต้องมาเสียใจในภายหลัง ดังตัวอย่างบทความข่าวที่ปรากฏในเอกสารจดหมายเหตุชุดกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 7 กระทรวงมหาดไทย . บทความข่าวชิ้นหนึ่งเรื่อง “อยากหนุ่มจงระวังสาว” ในหนังสือพิมพ์ศรีกรุง ฉบับวันที่ 25 มกราคม 2472 (นับตามปฏิทินปัจจุบันคือ พ.ศ. 2473) เล่าเรื่องราวของชายสองคนพี่น้องที่โดยสารรถไฟจากสถานีอุตรดิตถ์จะมากรุงเทพฯ พอถึงสถานีปากน้ำโพ ทั้งคู่ได้พบกับหญิงสาวสวยสองราย ฝ่ายชายสอบถามทั้งคู่ได้ความว่าจะลงไปกรุงเทพฯ เช่นกัน จึงชวนฝ่ายหญิงมานั่งด้วยกันเผื่อว่าถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็จะได้ช่วยเหลือกัน จากนั้นทั้ง 4 คนได้สนทนากันจนเป็นที่พอใจ เมื่อขบวนรถไฟมาหยุดที่สถานีบ้านภาชี หญิงสาวขอลงไปซื้อของรับประทาน และบอกฝากสัมภาระไว้ แต่ชายหนุ่มอาสาว่าจะเป็นผู้ลงไปซื้อให้แทน ฝ่ายหญิงเห็นเป็นโอกาสเหมาะจึงฉวยเอาเสื้อนอกแพรของฝ่ายชายลงจากรถแล้วหลบหนีไป ชายทั้งสองกว่าจะทราบเรื่องก็ไล่ติดตามไม่ทันเพราะรถออกเสียแล้ว สุดท้ายทั้งคู่จึงมาถึงกรุงเทพฯ โดยเหลือแค่ผ้าม่วงที่นุ่งอยู่คนละผืนและหมวกคนละใบเท่านั้น ส่วนของมึค่าเช่น หีบใส่บุหรี่ และเงินรวมกว่า 30 บาท ได้อันตรธานไปพร้อมกับเสื้อนอกด้วยฝีมือของหญิงสาวที่พวกเขาเอาอกเอาใจนั่นเอง. เรื่องนี้จึงนับเป็นอุทาหรณ์อย่างยิ่งสำหรับผู้ชายที่จะต้องระวังมิจฉาชีพในรูปแบบนี้ให้มากๆ ซึ่งในตอนท้ายของบทความทำให้เราทราบว่าผู้หญิงที่หากินในลักษณะนี้มีปรากฏอยู่เนืองๆ แล้วตั้งแต่สมัยนั้น และเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะต้องตรวจตราจับกุมไม่ให้มิจฉาชีพเหล่านี้ย่ามใจกระทำผิดต่อไปได้.ผู้เขียน: นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 7 กระทรวงมหาดไทย ร.7 ม 26.5 ก/35 เรื่อง จังหวัดอุตรดิตถ์ [ 12 มิ.ย. 2471 – 7 มี.ค. 2472 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
การสูบยาด้วยกล้อง: วัฒนธรรมร่วมในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงค้นคว้าและเรียบเรียง: กุลวดี สมัครไทย นักโบราณคดีชำนาญการARTWORK: ทรัพย์อนันต์ ซื่อสัตย์ นักวิชาการวัฒนธรรม* ปรับปรุงและดัดแปลงจากการนำเสนอบทความเรื่อง “การแพร่กระจายของวัฒนธรรมล้านช้างในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง: กรณีศึกษาจากกล้องยาสูบดินเผา” เผยแพร่ใน “วิจัยวิจักขณ์” การนำเสนอผลงานวิชาการของกรมศิลปากร วันที่ 30 มกราคม 2566 ณ หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร
เลขทะเบียน : นพ.บ.419/3ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 46 หน้า ; 4 x 54 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา มีฉลากไม้ชื่อชุด : มัดที่ 149 (86-89) ผูก 3 (2566)หัวเรื่อง : สังฮอมธาตุ--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.558/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 36 หน้า ; 3.5 x 49 ซ.ม. : ชาดทึบ-รักทึบ-ลานดิบ-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 182 (311-323) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : ปุณณนาคกุมาร--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
องค์ความรู้ : อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
เรื่อง : คติมงคลความอุดมสมบูรณ์ ณ ปราสาทพนมรุ้ง
ในสมัยโบราณ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ทรัพยากรทางธรรมชาติถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตและแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของถิ่นฐานบ้านเมืองนั้นๆ เป็นต้นว่ามีฟ้าฝนที่ดีตกต้องตามฤดูการ มีการทำนาได้ข้าวปลาธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ผู้คนในเมืองนั้นจึงอยู่ดีกินดีมีความสุขไม่อดอยากยากแค้น ผู้คนจึงให้ความสำคัญกับธรรมชาติ และแสดงออกผ่านคติความเชื่อการเคารพนอบน้อมต่อธรรมชาติ บูชาฟ้าฝน ภูเขาป่าไม้ สายน้ำต่างๆ ต่อมาเมื่อศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูและพุทธศาสนาจากอินเดียแพร่เข้ามา ได้มีการยอมรับนับถือและยังคงให้ความสำคัญกับธรรมชาติ โดยถือเป็นศิริมงคลที่จะนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ ผ่านทางเทพเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือที่เชื่อว่าสามารถดลบันดาลประทานพรความอุดมสมบูรณ์เหล่านั้นได้ ดังนั้นคติความอุดมสมบูรณ์จึงปรากฏตามศาสนสถานต่างๆ เช่นเดียวกับที่ปราสาทพนมรุ้ง ซึ่งสร้างขึ้นเนื่องในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ลัทธิวะนิกาย อันมีพระศิวะมหาเทพเป็นเทพเจ้าสูงสุด
การสร้างเทวาลัยถวายองค์พระศิวะเหนือยอดเขาพนมรุ้ง โดยมีผังปราสาทประธานอยู่ใจกลางเพื่อประดิษฐานองค์ศิวลึงค์ภายในห้องครรภคฤหะ แสดงถึงคติการให้กำเนิดของทุกสรรพสิ่งบนโลกและจักรวาล ก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ และยังมีภาพสลักประดับสถาปัตยกรรม ณ ปราสาทพนมรุ้ง ตัวอย่างภาพสลักที่เสาติดผนังซุ้มประตูมณฑปปราสาทพนมรุ้งด้านทิศตะวันออก แสดงถึงพิธีกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับการเกษตรกรรมและความอุดมสมบูรณ์ ที่เรียกว่า “พิธีปูราณะธัณยกา” ปรากฏภาพสตรีสูงศักดิ์ยืนอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใช้มือซ้ายเหนี่ยวกิ่งไม้ มือขวายื่นไปคล้ายจะหยิบหรือหว่านธัญพืชในพานที่สาวบริวารนั่งถือถวาย มีฤาษีกำลังสวดประกอบพิธีกรรม ซึ่งคาดว่าภาพนี้อาจแสดงถึงพิธีกรรมการเพาะปลูกการทำเกษตรกรรมเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี เช่นเดียวกับพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ในปัจจุบัน นอกจากนี้ปราสาทพนมรุ้งยังพบประติมากรรมรูป พระวรุณ เทพเจ้าแห่งสายฝน เทพผู้รักษาทิศตะวันตก สลักอยู่ที่บรรพแถลงประดับชั้นเรือนยอดปราสาทพนมรุ้งและที่แท่นลูกบาศก์หินทราย ที่หน้าบันชั้นลดปราสาทประธานพนมรุ้งยังพบภาพสลักพิธีกรรมมีบุคคลเทินหม้อน้ำมงคลหรือที่เรียกว่ากลศ เป็นหม้อใส่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ลักษณะคล้ายแจกันใส่น้ำและดอกบัว สัญลักษณ์ของความเจริญงอกงามและความเป็นอมตะด้วย ส่วนภาพสลักที่เป็นสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ ที่สำคัญอีกประการ คือ ภาพสลักดอกบัวแปดกลีบ ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก ยังแสดงถึงมีความบริสุทธิ์หลุดพ้น นอกจากนี้ยังเป็นสัญลักษณ์แผนผังศูนย์กลางจักรวาล โดยมีกลีบบัวแปดกลีบเปรียบดั่งทิศทั้งแปดล้อมรอบเขาพระสุเมรุนั่นเอง ที่ปราสาทพนมรุ้งพบทั้งแผ่นทองคำสลักลายดอกบัวแปดกลีบ ภาพสลักใจกลางสะพานนาคราช และภาพสลักนูนต่ำบนแท่นลูกบาศก์หินทรายเทพประจำทิศ ซึ่งลายดอกบัวเหล่านี้เป็นกลีบดอกบัวหลวงมีฝักเกสรอยู่กึ่งกลางดอก นอกจากนี้ยังพบภาพสลักดอกบัวขาบและบัวกุมุท ซึ่งเป็นพันธ์บัวสายชนิดหนึ่ง และลายดอกไม้พันธุ์พฤกษาต่างๆ สลักเป็นลายประดับที่ปราสาทประธานพนมรุ้งด้วย
ที่ปลายกรอบหน้าบันปราสาทพนมรุ้งและสะพานนาคราชชั้นที่ 2 และ3 จะพบว่ามีการสลักสวดลายเป็นมกรคายนาค และบางที่นาคยังคายพวงอุบะเพชรพลอยออกมาอีกด้วย ซึ่งมกรมีคติมาแต่อินเดีย เป็นสัตว์ในเทพนิยายอาศัยในทะเลลึก แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ มกรคายนาคออกมา ซึ่งนาคเป็นสัญลักษณ์ของสายน้ำ และนาคที่คายพวงอุบะดอกไม้และเพชรพลอยออกมาก็เพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างยิ่งเพื่อให้สถานที่นั้นเกิดแต่ความเป็นมงคลและอำนวยพรให้ผู้ที่เขามาภายในเทวาลัยได้รับแต่ความเป็นศิริมงคลความอุมดมสมบูรณ์อย่างไม่สิ้นสุดนั้นเอง
จากตัวอย่างเรื่องราวของสัญลักษณ์แห่งความอุมดสมบูรณ์และความเป็นสิริมงคลจากปราสาทพนมรุ้งนั้น แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้คนในยุคสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี เป็นต้นว่ามีสังคมเกษตรกรรม มีคติความเชื่ออันเกี่ยวเนื่องกับธรรมชาติ ซึ่งแม้ในปัจจุบัน ก็ยังมีคติความเชื่อและพิธีกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับความอุดมสมบูรณ์อยู่ จะเห็นได้จากงานพระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญของราชสำนักไทย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่เกษตรกรและประชาชนทุกหมู่เหล่า และในแต่ละภูมิภาคก็มีความเชื่อพิธีกรรมแตกต่างกันไป เช่นพิธีแรกนาดูฤกษ์ยามก่อนไถนาครั้งแรก พิธีทำขวัญข้าว พิธีเสี่ยงทายฟ้าฝนและการเซ่นไหว้บวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในช่วงฤดูทำนาเพื่อขอให้ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาลและบังเกิดแต่ความอุดมสมบูรณ์นั่นเอง
เรียบเรียงโดย: นายสุทธินันท์ พรหมชัย นักโบราณคดี อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
เอกสารอ้างอิง:
สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์, หม่อมราชวงศ์. ปราสาทพนมรุ้ง ศาสนบรรพตที่งดงามที่สุดในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่
๕. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๔๙.
พิสิฐ เจริญวงศ์ และคณะ. ปราสาทพนมรุ้ง. พิมพ์ครั้งที่ ๕. บุรีรัมย์: โรงพิมพ์วินัย, ๒๕๔¬๘.
สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร. ศัพทานุกรมโบราณคดี. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์, ๒๕๕๐.
สวัสดิ์ จันทนี. นิทานชาวไร่ เล่ม ๖. กรุงเทพฯ: ศึกษาภัณฑ์พาณิชย์, ๒๕๑๕.
นิทานชาวไร่เป็นการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ทั้งเก่าและใหม่ พร้อมเกร็ดประวัติของผู้เล่าแทรกเข้าไปด้วย และยังสอดแทรกสาระ ความรู้ ความสนุกและน่าติดตามเรื่องราวต่างๆ
สำนักหอสมุดแห่งชาติขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่านสำหรับเด็ก "Kids Inspiration" ปีที่ 6 ครั้งที่ 5 ในหัวข้อ "แทนคำบอกรักด้วยการ์ดวันแม่" ในวันที่ 9 สิงหาคม 2566 เวลา 10.00 - 12.00 น. ณ ห้องหนังสือเด็กและเยาวชน ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักหอสมุดแห่งชาติ และยังสามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook Live ของหอสมุดแห่งชาติ NationalLibraryThailand ได้ในวันและเวลาดังกล่าว
งานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้แพร่ขยายออกไปทั่วพระราชอาณาจักร มีศูนย์ฝึกงานใหญ่หลายแห่ง เช่น สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต กรุงเทพมหานคร ที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และที่บ้านกุดนาขาม อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร ราษฎรได้รับประโยชน์จากโครงการของมูลนิธิอย่างมาก ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ รัฐบาลจึงได้จัดตั้ง “กองศิลปาชีพ” ขึ้นในสำนักราชเลขาธิการ เป็นหน่วยงานรองรับและสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ
เมื่อผลงานของสมาชิกมูลนิธิเพิ่มมากขึ้น พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดหาตลาดโดยการจำหน่ายในโอกาสสำคัญ ณ “ร้านจิตรลดา” ซึ่งเป็นศูนย์กลางจำหน่ายสินค้าศิลปาชีพหลายสาขา และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงาน “ศิลป์แผ่นดิน” ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมผลงาน นอกจากนี้พระองค์ยังทรงนำงานชิ้นเอกไปเผยแพร่ให้นานาประเทศได้รู้จักฝีมือของชาวไทยด้วยพระองค์เองหลายครั้ง ยังผลให้ชาวต่างประเทศประจักษ์ในคุณค่า ความงาม และความประณีตของศิลปหัตถกรรมไทย ต่างชื่นชมฝีมือสร้างสรรค์งานศิลปะของชาวไทย นับว่างานศิลปาชีพได้สร้างรายได้ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตราษฎรในชนบทได้เป็นอย่างดี
เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๓ รัฐบาลยกฐานะ “โรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา” พระราชวังดุสิต ขึ้นเป็น “สถาบันสิริกิติ์” ด้วยตระหนักในศักยภาพที่สร้างสรรค์งานศิลปะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชาติอย่างยั่งยืนหลายมิติ และเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในมหามงคลสมัยทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา
ต่อมา เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ คณะรัฐมนตรีมีมติน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “อัคราภิรักษศิลปิน” หมายความว่า “ศิลปินยิ่งใหญ่ผู้ปกปักรักษางานศิลปะ” เฉลิมพระเกียรติให้ปรากฏไว้คู่กับ “อัครศิลปิน” ซึ่งหมายความว่า “ผู้มีศิลปะอันเลอเลิศ” ซึ่งเป็นพระราชสมัญญาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้วยตระหนักว่าทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมแก่ราษฎร สนองพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผดุงความร่มเย็นเป็นสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ บำรุงงานช่าง ซึ่งเป็นศิลป์แผ่นดินให้ธำรงอยู่คู่ชาติไทย
อ้างอิง :
(๑) คณะกรรมการจัดทำหนังสือจดหมายเหตุงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๕. จดหมายเหตุเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๕. ปทุมธานี : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช, ๒๕๕๘.
(๒) คณะกรรมการฝ่ายจัดทำหนังสือจดหมายเหตุงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๙. จดหมายเหตุงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๙. กรุงเทพฯ : กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๖๑.
(๓) คณะอนุกรรมการจัดทำหนังสือจดหมายเหตุงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ. จดหมายเหตุเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๗. กรุงเทพฯ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร, ๒๕๔๘.
#เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
#พระราชประวัติ
#จดหมายเหตุ
ผู้สนใจสามารถสืบค้นเอกสารจดหมายเหตุเพิ่มเติมได้ที่
https://archives.nat.go.th/Home/
หรือสนใจสั่งซื้อหนังสือออนไลน์ที่
https://shorturl.asia/nQ5WZ
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : วิบากกรรมหลังน้ำท่วม -- ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2472 เกิดเหตุการณ์อุทกภัยขึ้นที่จังหวัดแพร่ สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนไปเป็นจำนวนมาก รวมถึงทรัพย์สินของทางราชการด้วย ซึ่งข้อมูลจากเอกสารจดหมายเหตุ ชุดกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 7 กระทรวงมหาดไทย ได้ปรากฏรายงานข่าวชิ้นหนึ่งจากหนังสือพิมพ์บางกอกการเมือง ฉบับวันที่ 3 ตุลาคม 2472 กล่าวถึงความเดือดร้อนของประชาชนและข้าราชการในจังหวัดแพร่หลังจากเหตุการณ์อุทกภัยในหลายๆ เรื่อง ซึ่งเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่อาจไม่ปรากฏในเอกสารใดๆ ของทางราชการ- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - ตำรวจยกของหาย นายโกระซิง แขกซึ่งเปิดร้านขายผ้าติดกับสถานีตำรวจ เล่าให้ฟังว่า วันที่น้ำท่วม เขาและภรรยาขนของหนีน้ำไม่ทัน หมออิสุมิ หมอชาวญี่ปุ่นที่อยู่บ้านตรงข้ามรู้สึกสงสาร จึงแนะนำให้ไปขอแรงตำรวจมาช่วยขนของไปไว้บนสถานีตำรวจ ตำรวจก็มาขนของไปเกือบหมดร้าน แต่เมื่อนายโกระซิงไปตรวจดูพบว่าของหายไปส่วนหนึ่ง เหลืออยู่เกือบไม่ถึงครึ่ง มูลค่าประมาณสามพันบาทเศษ เจ้าตัวถึงกับร้องไห้ด้วยความเสียใจ พลางต่อว่าหมออิสุมิว่าไม่น่าแนะนำจนทำให้เสียหาย วันต่อมาข่าวเรื่องนี้เริ่มแพร่สะพัดไปมากขึ้น ตำรวจคนหนึ่งได้มาต่อว่าแขกโกระซิง หมออิสุมิได้ยินจึงมาแก้แทนว่าตำรวจขนไปจริงๆ ตำรวจผู้นั้นก็พูดไม่ออก ที่สุดแล้วผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งให้มีการสอบสวนในเรื่องนี้ แต่รายงานข่าวชิ้นนี้ไม่ได้บอกว่าผลสุดท้ายแล้วจบลงอย่างไร - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - เงินเรียกเก็บไม่ผ่อนผัน ผลจากน้ำท่วมคราวนี้ ทำให้ราษฎรจังหวัดแพร่ได้ความเดือดร้อนอย่างมาก ทั้งบ้านเรือนเสียหาย วัวควายที่เลี้ยงไว้ก็ล้มตายหรือลอยพัดไปกับน้ำ ส่งผลให้มีขอทานมากขึ้น และการที่ราษฎรได้รับความเสียหายจนต้องสิ้นเนื้อประดาตัวนี้ ย่อมส่งผลต่อการเก็บเงินรัชชูปการ หรือเงินที่ทางราชการเรียกเก็บจากชายฉกรรจ์ทุกคนที่มีอายุระหว่าง 18 - 60 ปีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยสมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพ (ในขณะนั้นคือพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ – ผู้เขียน) ทรงถามผู้ว่าราชการจังหวัดเกี่ยวกับประมาณการความเสียหายจากอุทกภัย ผู้ว่าฯ ได้ทูลรายงานว่าเสียหายประมาณ 50,007 บาท และเสนอว่าไม่ควรผ่อนผันเงินรัชชูปการ แต่แล้วก็เกิดความขัดแย้งกับผู้ใต้บังคับบัญชาขึ้น เนื่องจากนายอำเภอสูงเม่นรายงานประมาณการว่าเสียหายเกือบครึ่งของในเวียง และเสนอให้ผ่อนผัน ผู้ว่าฯ จึงเรียกนายอำเภอมาให้ลดค่าเสียหายลง นายอำเภอยืนยันว่าไม่แก้ไข เพราะสำรวจข้อมูลมาตามจริง ที่สุดแล้วสมุหเทศาภิบาลจึงทรงให้ผ่อนผันเงินรัชชูปการทั้งจังหวัดเป็นเวลา 3 เดือน- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - ข้าราชการหัวหมุน ไม่เพียงแต่ราษฎรทั่วไปเท่านั้นที่เดือดร้อนจากปัญหาอุทกภัย ข้าราชการเองก็วุ่นวายไม่แพ้กัน เนื่องจากต้องทำรายงานชี้แจงตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดว่าทรัพย์สินของทางราชการเสียหายหรือไม่ นอกจากนี้ในช่วงวันทำการแรกๆ หลังจากน้ำท่วม เจ้าหน้าที่ต้องนำเอกสาร เงินตราและธนบัตรออกมาผึ่งแดดให้แห้ง มีเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด เคราะห์ดีที่ธนบัตรในคลังไม่เปื่อยยุ่ย แต่ก็มีการเผากระดาษกองมหึมาซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นเอกสารที่เสียหายจากน้ำท่วม โดยเผากันทั้งวันทั้งคืน ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์อุทกภัยเมื่อเกือบร้อยปีก่อน ซึ่งแม้ว่าเรื่องราวเหล่านี้จะมีที่มาจากบทความในหนังสือพิมพ์ แต่ก็ช่วยให้เห็นภาพของวิถีชีวิต สภาพสังคมและเศรษฐกิจ และการปฏิบัติตนของข้าราชการในยุคนั้นว่าเป็นอย่างไร ซึ่งผู้ค้นคว้าสามารถนำไปเชื่อมโยงกับเอกสารจดหมายเหตุชุดอื่นๆ ที่กล่าวถึงเหตุการณ์นี้เพื่อเติมเต็มข้อมูลทางประวัติศาสตร์ได้ผู้เขียน: นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 7 กระทรวงมหาดไทย ร.7 ม. 26.5 ก/49 เรื่อง จังหวัดแพร่ [ 27 ส.ค. 2471 – 22 พ.ย. 2472 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
องค์ความรู้ ส่งเสริมการอ่านผ่านออนไลน์
เรื่อง “น้อมรำลึกในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระมหากรุณาธิคุณต่อชาวจันท์”
แม้กาลเวลาจะผ่านเนิ่นนานไปหลายปี แต่เชื่อว่ายังไม่มีใครลืมพระผู้ให้ พระผู้เป็นศูนย์รวมดวงใจของคนทั้งชาติ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระองค์จะเป็นพระผู้สถิตอยู่ในดวงใจของคนเมืองจันท์และคนไทยทุกคนตราบนิรันดร์
เหตุการณ์ที่ยังคงจดจำไปอีกนาน เพราะนำมาซึ่งความวิปโยคของคนไทยทั้งชาติ ถึงแม้จะเป็นเพียงความทรงจำ แต่ก็เป็นความทรงจำที่มิรู้ลืม
ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ปีพุทธศักราช ๒๕๕๙ พสกนิกรที่รักในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพล อดุลยเดชฯ (พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร) ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ต่างเดินทางมาที่โรงพยาบาลศิริราชกันอย่างเนืองแน่นหลังจากได้ทราบข่าวทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจที่พระอาการประชวร ของพระองค์ท่านทรุดลง ทุกคนต่างมารวมจิตรวมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ส่งกำลังใจ หวังให้อาการพระประชวรของพระองค์ทุเลาลง
นับตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับรักษาพระอาการ พระโรคไข้หวัดและพระปัปผาสะอักเสบ ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ตลอดมา แต่พระอาการประชวรได้ทรุดหนักลงตามลำดับ
พสกนิกรทุกหมู่เหล่าที่มาเฝ้ารอคอยที่โรงพยาบาลศิริราช ต่างสวมใส่เสื้อสีชมพูและอธิษฐานขอพรให้พระอาการประชวรของพระองค์ดีขึ้น จนผู้คนล้นหลามแน่นโรงพยาบาลในวันที่ ๑๓ ตุลาคม ช่วยกันส่งกำลังใจเพื่อให้พระอาการประชวรดีขึ้น ในวันนั้นมีกระแสข่าวว่าพระองค์เสด็จสวรรคต ผู้คนต่างไม่เชื่อว่าเป็นความจริง ต่างภาวนาอย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย
แต่แล้วคำอธิษฐานของหลายคนที่หวังให้ศูนย์รวมดวงใจ ได้คงอยู่เป็นมิ่งขวัญจะไม่เป็นผล เหมือนสายฟ้าฟาดผ่าเปรี้ยงลงมากลางใจ เมื่อโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจออกแถลงการณ์ถึงข่าวการเสด็จสวรรคตของพระองค์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เวลา ๑๕:๕๒ น. สิริพระชนมพรรษา ๘๘ พรรษา ๓๑๓ วัน
เสียงร้องระงมร่ำไห้ คร่ำครวญ ของประชาชนในโรงพยาบาล และที่ติดตามทางจอโทรทัศน์ ดังไปทั่วประหนึ่งว่าน้ำตาจะท่วมท้นแผ่นดิน เพราะคนที่รักมาจากไป ต่อแต่นี้ไม่มีอีกแล้วสำหรับพระเจ้าอยู่หัวอันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์นั้นยิ่งใหญ่สุดที่จะพรรณนา
ชาวจันทบุรีเองต่างรักและอาลัยพระองค์ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ที่พระราชทานคลองภักดีรำไพ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองจันท์ นับเป็นโครงการในพระราชดำริสุดท้ายที่พระราชทานแก่ชาวจันท์ก่อนที่จะเสด็จสวรรคต
คงไม่มีใครรู้ว่าช่วงเวลาที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่เมืองจันท์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้มีเครื่องบินลำหนึ่งบินอยู่เหนือน่านฟ้าจันทบุรี เพื่อสำรวจอุทกภัยครั้งนี้ และเครื่องบินลำนี้ได้เป็นที่มาของการสร้างคลองภักดีรำไพ มีใครรู้บ้างว่าผู้ที่อยู๋ในเครื่องบิน ลำนี้เป็นใคร คำตอบคงอยู่ที่ใจของชาวจันท์
เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ มีพระราชดำริกับคณะมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ณ วังไกลกังวล สรุปความได้ว่า
“จังหวัดจันทบุรีประสบปัญหาอุทกภัยเนื่องจากมีถนน ๓ สาย ขวางกั้นเส้นทางน้ำ วิธีแก้ไข คือ ต้องไปสำรวจดูว่า น้ำผันมาจากทางไหน แล้วหาช่องระบายน้ำให้สอดคล้องกัน”
ต่อมา เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ มีพระราชดำริกับนายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการบริหารสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สรุปบางส่วนได้ ดังนี้
“...พื้นที่จังหวัดจันทบุรี ระยอง และชลบุรี เป็นที่เป็นเขาอยู่ใกล้ชายหาด ฝนก็พอ แต่การจัดเก็บทำได้ยากเนื่องจากพื้นที่จากเขาที่ลาดลงมาถึงชายฝั่งนั้น ทำให้น้ำไหลเร็วเก็บไว้ลำบาก น้ำมานองท่วมตามแนวถนน หากช่วงฤดูฝนระบายน้ำทิ้งทะเล แก้ปัญหาน้ำท่วมก็จะขาดน้ำในฤดูแล้ง...” ทรงรับสั่ง “ให้ศึกษาหาแนวทางแก้ไขจัดการน้ำให้พอดี” และทรงย้ำเรื่อง “การประสานความร่วมมือกัน”
นี่คือที่มาของคลองภักดีรำไพ คลองนี้ที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระราชทานแก่ชาวจันทบุรี
นอกจากนี้ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ยังได้เสด็จพระราชดำเนินมายังจันทบุรี เพื่อประกอบพระราชกรณียกิจถึง ๖ ครั้ง เป็นที่ปลาบปลื้มแก่พสกนิกรชาวจันท์ยิ่งนัก
ชาวจันทบุรีต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสำคัญหลายโครงการให้กับประชาชนในพื้นที่ อาทิ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ศูนย์พัฒนาไม้ผลตามพระราชดำริ รวมถึงโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรี (คลองภักดีรำไพ) จึงทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจและความตั้งมั่นของ
ชาวจันทบุรี ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของในหลวงรัชกาลที่ ๙
ผู้เขียน : นายประพนธ์ รอบรู้
นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี