ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,629 รายการ

เลขทะเบียน : นพ.บ.771/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 12 หน้า ; 4 x 56 ซ.ม. : ทองทึบ-ลานดิบ-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 238 (417-423) ผูก 1 (2568)หัวเรื่อง : ฉลองบวชเณร--เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน  นม.บ.13/4ก


        วันเสาร์ที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๘ เวลา ๐๗.๐๐ น. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดงานพิธีบวงสรวงอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (องค์ใหม่) ประดิษฐานบนแท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ ณ บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา โดยมี นายไชยา พรหมา รองประธานสภาคนที่ ๑ เป็นประธานในพิธีบวงสรวง, พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว., นายชวนหลีก หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่านพรรคเพื่อไทย, น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ  พร้อมด้วยบุคลากรของกรมศิลปากร ประกอบด้วย นางเสริมกิจ ชัยมงคล รองอธิบดีกรมศิลปากร, นายสมควร อุ่มตระกูล (อดีตผู้อำนวยการสำนักช่างสิบหมู่), นายสุรัฐกิจ พีรพงศ์ศิลป (อดีตผู้อำนวยการสำนักช่างสิบหมู่), นายภราดร เชิดชู ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านประติมากรรม, นายอติ กองสุข ผู้อำนวยการกลุ่มประติมากรรม และนายประสงค์ คงอ้น หัวหน้ากลุ่มเทคโนโลยีการหล่อ โดยการดำเนินงานอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสง่างามสมพระเกียรติ


                   สาระอีสาน นำเสนอและเผยแพร่เกร็ดความรู้ต่าง ๆ จากข้อมูลท้องถิ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและหนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน และรวมถึงหนังสืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีให้บริการอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา สำหรับวันนี้นำเสนอเรื่อง เงินตราโบราณ ที่ใช้ในภาคอีสาน ได้แก่ เงินฮ้อย เงินฮาง เงินลาด และเงินตู้ เรียบเรียงโดย นางสาวกุลริศา รัชตะวุฒิ นักภาษาโบราณ เนื้อหามีดังนี้                      ในยุคสมัยก่อนกรุงธนบุรีดินแดนในภาคอีสานของไทยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านช้างคู่กับอาณาจักรล้านนา และอาณาจักรสุโขทัย ด้วยอาณาจักรล้านช้างมีความเจริญรุ่งเรืองได้แผ่ขยายอาณาเขตไปอย่างกว้างขวาง ได้ปกครองดินแดนสองฝั่งโขง จึงมีปฏิสัมพันธ์ทางการค้าขายและคมนาคมกับอาณาจักรหรือดินแดนใกล้เคียง และได้รับเอาเงินตราจากดินแดนใกล้เคียงเข้ามาใช้ร่วมด้วย                      ในดินแดนภาคอีสานนั้นก็ใช้เงินตราเหมือนกับหัวเมืองต่าง ๆ ในอาณาจักรล้านช้าง โดยใช้เงินแท่ง(แท่งเงิน)เป็นเงินตราสากลที่ใช้แลกเปลี่ยนสินค้า และยังมีเงินตราที่ใช้ในอาณาจักรล้านช้างอีกหลายชนิด                      ต่อมาหลังยุคสมัยกรุงธนบุรีมีการหล่อแท่งเงินให้มีน้ำหนักมาตรฐานเดียวกัน เรียกว่า เงินตู้ และ เงินฮาง (เงินแท่ง) หล่อจากเนื้อเงินบริสุทธิ์ เป็นเงินที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในหัวเมืองลุ่มแม่น้ำโขง ส่วนหัวเมืองอีสานได้มีการหล่อเงินเพิ่มอีก 2 ชนิด ได้แก่ เงินฮ้อย และเงินลาด เป็นเนื้อผสมมีราคาค่างวดต่ำกว่า นอกจากนี้ยังรับเงินพดด้วงของภาคกลางมาใช้แลกเปลี่ยนซื้อขายด้วย จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการปฏิรูปการเงินการคลังใหม่ได้ยกเลิกเงินพดด้วง และมีการก่อตั้งโรงกษาปณ์เพื่อผลิตเหรียญกษาปณ์แทน เงินตราในภาคอีสานจึงเปลี่ยนมาใช้เงินตราที่ผลิตจากโรงกษาปณ์จนถึงปัจจุบัน   บรรณานุกรม มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 3. กรุงเทพฯ: มูลนิธิ, 2542. สมศักดิ์ ฤทธิ์ภักดี. ฮ้อย ลาด ฮาง เฮือ ตู้ : อัตลักษณ์แห่งเงินตราอีสานของไทย. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 7 มกราคม 2568, จาก http://coinmuseum.treasury.go.th/.../article... หนุ่มบางโพ. เงินฮาง-เงินฮ้อย เงินตราโบราณที่ใช้กันในภาคอีสาน และลุ่มแม่น้ำโขง. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 7 มกราคม 2568, จาก https://www.silpa-mag.com/history/article_92723 อุดม บัวศรี. เงินตราอีสาน. ขอนแก่น: ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, 2551.


วิหารหลวง เป็นพระอุโบสถของวัดพระมหาธาตุ มีขนาดกว้าง 16.60 เมตร ยาว 56.00 เมตร  และสูง 22.02 เมตร ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระบรมธาตุเจดีย์ พระอุโบสถแห่งนี้ล้อมรอบด้วยกำแพงเตี้ยรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า การขุดค้นทางโบราณคดีที่ฐานรากของกำแพงเหล่านี้แสดงผล TL ว่ามีอายุราว พ.ศ. 1952 - 1959, 1967 - 2017 และ 1976 - 2026 ซึ่งบ่งชี้ว่ากำแพงของวิหารนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 ตรงกับสมัยอยุธยาตอนต้น           อาคารนี้เดิมเป็นวิหารที่มีเจดีย์สูง 14 เมตร โดยมีมณฑปซ้อนอยู่ด้านบน (Kerdsiri 2017) ภายในมณฑปแต่ละด้าน มีพระพุทธรูป 8 องค์ รวมทั้งพระพุทธรูปประธานอีกด้านละ 1 องค์ รวมเป็นพระพุทธรูป 36 องค์ จัดเรียงเป็นแบบแผนผังมัณฑละ แนวแกนของยอดมณฑปสอดรับกับพระบรมธาตุเจดีย์และวิหารโพธิ์ลังกาในทิศเหนือ – ใต้ ตามที่ปรากฏในตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งบ่งชี้ว่าวิหารนี้เคยเป็นมณฑปครอบเจดีย์           ใน พ.ศ. 2319 เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงแต่งตั้งพระเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) ขึ้นเป็นเจ้าเมือง ได้ใช้พระวิหารหลวงเป็นสถานที่ประกอบพิธี มีข้อความตอนหนึ่งในสำเนากฎแต่งตั้งว่า  “อีกประการหนึ่งควรตรวจตราดูพระพุทธรูป พระสถูป พระเจดีย์ พระศรีมหาโพธิ์ พระวิหาร  การเปรียญในวัดวาอาราม หากชำรุดปรักหักพังเศร้าหมองอยู่นั้น ควรซ่อมแปลงทำนุบำรุงปฏิสังขรณ์ขึ้นให้รุ่งเรือง ก็จะเป็นบุญแห่งอาตมภาพสืบไป”           ใน พ.ศ. 2354 เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัด) ได้กราบถวานบังคมลาออกจากตำแหน่ง   เพราะเหตุชราภาพ รัชกาลที่ 2 จึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) เป็นเจ้าเมืองแทน ครั้น พ.ศ. 2364 เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ได้ขอพระราชทานความช่วยเหลือไปยังราชธานี รัชกาลที่ 2 ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ ผู้สำเร็จราชการกรมพระกลาโหม เป็นแม่กองบูรณะปฏิสังขรณ์ โดยมีกรมการเมืองมาร่วมก่อสร้างถึง 13 กรม เช่น กรมปลัด กรมยกกระบัตร กรมมหาดไทย กรมคลัง กรมนา กรมวัง และกรมสรรพากร เป็นต้น โดยได้รื้อถอนมณฑปพระพุทธปฏิมาที่ชำรุด แล้วสร้างเป็นวิหารหลังใหญ่ตามแบบสถาปัตยกรรมอยุธยา ลักษณะเด่นอยู่ที่เสาพาไลซึ่งเอนสอบเข้าหาตัวอาคาร ทำหน้าที่รับหลังคาปีกนก ส่วนที่ตีนเสาและหัวเสาแต่ละเสามีกลีบบัวยาวเรียกว่าบัวแวง  อีกประการหนึ่งคือหน้าบันของวิหารซึ่งตกแต่งด้วยแผ่นไม้ ด้านตะวันออกเป็นรูปพระอินทร์ ทรงช้างเอราวัณ ส่วนด้านตะวันตกเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ ส่วนภายในสร้างเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยขนาดใหญ่บนฐานเดิมของมณฑป ซึ่งเป็นตำแหน่งระนาบเดียวกับพระบรมธาตุเจดีย์ และต้นพระศรีมหาโพธิ์ แล้วเฉลิมพระนามว่า พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช           อนึ่ง เมื่อ พ.ศ. 2550 มีการสร้างนพรัตน์สังวาลสวมพระพุทธรูปองค์นี้ ในการนี้กรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบ ใช้งบประมาณ 6,441,975 บาท เป็นเงินของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร 4,000,000 บาท และเงินบริจาคของประชาชน 2,421,975 บาท สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด ราชการ (บวร) โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จมาทรงประดับนพรัตน์สังวาลเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552           วิหารหลวงเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมพุทธที่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดและสถาปัตยกรรมของอยุธยามาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 22 ตลอดเวลาที่ผ่านมาได้มีการปรับให้เหมาะสมกับยุคสมัย โดยมีการสร้างเสมารอบวิหารเพื่อกำหนดเขตอุโบสถให้ชัดเจน วิหารนี้มีหน้าที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ การอำนวยความสะดวกในการประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น การอุปสมบทและพิธีกรรมทางสงฆ์ และการใช้สถานที่จัดพิธีทางโลก เช่น พิธีแต่งตั้งเจ้าเมือง พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา และพิธีส่งท้ายปีเก่าแบบโบราณ           การอุปสมบทในอุโบสถวัดพระมหาธาตุถือเป็นมงคลยิ่ง ความเชื่อนี้แพร่หลายในคาบสมุทรมาลายู  ทำให้ครอบครัวชาวไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย โดยเฉพาะจากรัฐเกดะห์ กลันตัน และปะลิส นำบุตรหลานมาบรรพชาที่นี่ก่อนวันเข้าพรรษาในแต่ละปี


จัดทำโดย : หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ปีที่พิมพ์ :สถานที่พิมพ์ : เชัยงใหม่สำนักพิมพ์ : หจก. วนิดาการพิมพ์ เชียงใหม่     บรรณานิทัศน์หนังสือ พระบาทสมเด็จและพระราชกรณียกิจ อันเป็นการรวบรวมรายชื่อหนังสือที่กล่าวถึงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร อย่างเป็นระบบระเบียบ เพื่อสะดวกแก่ผู้สนใจค้นคว้าในเรื่องดังกล่าว 


สารคดีเชิงข่าว “วังหน้าแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” ตอนที่ ๕ เตรียมปรับปรุงฉากในโรงละครแห่งชาติ  ออกอากาศช่วงข่าวภาคค่ำ ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๘   โรงละครแห่งชาติ เตรียมปรับปรุงฉากให้ทันสมัยมากขึ้น เพื่อสร้างอรรถรสความบันเทิงแก่ผู้ชม หลังได้งบประมาณจากโครงการอนุรักษ์และพัฒน­าพระราชวังบวรสถานมงคล


http://virtualhistoricalpark.finearts.go.th/ayutthaya        อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เป็นหน่วยงานที่ดูแลรักษาโบราณสถานในพื้นที่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นที่ตั้งของอดีตราชธานีอันยิ่งใหญ่ คือ กรุงศรีอยุธยา ประกอบไปด้วยพื้นที่เกาะเมืองที่มีแม่น้ำล้อมรอบ 3 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี รวมทั้งพื้นที่โดยรอบเกาะเมือง อันประกอบไปด้วยโบราณสถานประเภทพระราชวัง ศาสนสถาน สะพานโบราณ ย่านการค้าโบราณ รวมทั้งร่องรอยชุมชนชาวต่างชาติ โดยมีโบราณสถานไม่ต่ำกว่า 300 แห่ง        กรุงศรีอยุธยาเริ่มมีบทบาทตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 19 จากหลักฐานระบุว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ หรือพระเจ้าอู่ทอง ได้สถาปนากรุงศรีอยุธยาใน พุทธศักราช 1893 ต่อมาอาณาจักรอยุธยาได้ขยายดินแดนออกไปตามลุ่มแม่น้ำต่างๆรวมทั้งดินแดนชายฝั่งทะเลทางทิศใต้ มีกษัตริย์ปกครองทั้งหมด 34 พระองค์ จนกระทั้งสิ้นสุดลงจากการรุกรานโดยอาณาจักรข้างเคียงในปี พุทธศักราช 2310 ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าตากสินจะทรงเปลี่ยนศูนย์กลางเมืองใหม่ไปอยู่ที่กรุงธนบุรี ทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นอาณาจักรที่มีอายุยืนยาวถึง 417 ปี จนกระทั่งสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ        ให้สงวนที่ดินภายในเกาะเมืองให้เป็นสาธารณะสมบัติ และทรงโปรดให้พระยาโบราณราชธานินทร์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า ดำเนินการขุดแต่งพื้นที่พระราชวังโบราณ ถือเป็นการเริ่มต้นการอนุรักษ์พื้นที่พระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากรเริ่มเข้ามาสำรวจขึ้นทะเบียนโบราณสถานสำคัญของอยุธยาตั้งแต่ พุทธศักราช 2478 จนถึง พุทธศักราช 2499 จึงเริ่มบูรณะโบราณสถานสำคัญ เช่น วิหารพระมงคลบพิตร วัดพระศรีสรรเพชญ์ และมีการจัดตั้งโครงการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ในปี พุทธศักราช 2525 เพื่อดูแลรักษาพื้นที่โบราณสถานพระนครศรีอยุธยาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง        จนกระทั่ง วันที่ 13 ธันวาคม พุทธศักราช 2434 พื้นที่โบราณสถานสำคัญของอยุธยา ได้ถูกประกาศให้เป็นแหล่งมรดกโลกในชื่อ “นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา” โดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO)        ปัจจุบัน พื้นที่นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและโบราณสถานต่างๆ ในเขตเมืองอยุธยา ได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากร เป็นหน่วยงานหลักในการดูแลรักษาพื้นที่


เว็ปไซต์หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก กาญจนบุรี: www.finearts.go.th/kanchanaburilibrary   เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๑ เป็นปีมหามงคลสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภุมิพลอดุลยเดช รัชการที่ ๙    ทรงปกครองแผ่นดินยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่ปรากฎในประวัติศาสตร์ชาติไทย ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อครั้งดำรงตำ่แหน่งนายกรัฐมนตรีมีำดำริเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่พสกนิกรของพระองค์ท่านจะำได้แสดงถึงความจงรกภักดีต่อพระองค์ ด้วยการจัดสร้างอนุสรณ์สถาน เพื่อถวายเป็นราชสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในพิธีรัชมังคลาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๓๑ ซึ่งไม่มีสถานที่ใดที่จะเหมาะสมเท่ากับการจัดสร้างหอสมุดให้เป็นศูนย์กลางการรวบรวมเอกสาร ความรู้ ศิลปวัฒนธรรม เพื่อประโยชน์แก่สาธารณชนทั่วไป ทุกเพศ ทุกวัย ได้ใช้เป็นแหล่งเสริมสร้างการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ตลอดจนเพื่อประโยชน์แก่สถาบันการศึกษาต่างๆ หน่วยราชการ และเอกชนทั่วไปได้เป็นอย่างดี จึงหมอบหมายให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในดำเนินการ ร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย ในการจัดหาทุนก่อสร้างหอสมุดแห่งชาติประจำภาคขึ้น 2 แห่ง คือ ทางภาคเหนือ และภาคตะวันออก โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาติให้ใช้ชื่อว่า "หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่"  และ   "หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี" และมอบให้กรมศิลปกรรับผิดชอบดำเนินการต่อไป         จากความร่วมมือร่วมใจของประชาชนชาวไทยทั่วทุกสารทิศที่ได้ร่วมกันบริจากเงินเพื่อสมทบทุนเป็นค่าก็สร้างหอสมุดดังกล่าว ในอันที่จะตอบสนองพระกรุณาธิคุณที่พระองค์มีต่อพสกนิกรชาวไทยทำให้การก่อสร้างอาคารทั้ง ๒ แห่งดังกล่าว สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ อีกทั้งมีเงินบริจากเหลืออยู่ ๑๓ ล้านพิเศษ ซึ่ง  ฯพณฯ  องคมนตรีและรัฐบุรุษ เห็นสมควรให้จัดตั้งหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษกอีก ๑ แห่งทางภาคตะวันตก คือ ที่จังหวัดกาญจนบุรี บทบาทหน้าที่ ๑.  เป็นแหล่งการศึกษาค้นคว้าวิจัย โดยการให้บริการหนังสือ สิ่งพิมพ์ และโสตทัศนวัสดุต่างๆ ๒.  อนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของชาติ โดยการเก็บสงวนรักษาและรวบรวมหนังสือ สิ่งพิมพ์ในท้องถิ่น และที่สำคัญคือ หนังสือไทยโบราณ ไว้ให้ครบถ้วน ๓.  เป็นศุนย์เผยแพร่ข่าวสารทางวิชาการ และงานด้านบรรณารักษศาสตร์ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมในท้องถิ่นนั้นๆ ๔.  เป็นศูนย์ประสานงานสรนิเทศทางวิชาการแห่งชาติ



เชิญชวนประชาชนผู้สนใจศึกษาค้นคว้าข้อมูลได้ที่ หอสมุดปิยมหาราชรฦก ตั้งอยู่ที่อาคารถาวรวัตถุ ถนนหน้าพระธาตุ เขตพระนคร ซึ่งกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้ปรับปรุงอาคารถาวรวัตถุ จัดตั้งเป็นหอสมุด “ปิยมหาราชรฦก” เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสร้างความเจริญนานัปการให้แก่ประเทศไทย และเป็นศูนย์ข้อมูลการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แบ่งเป็น ๓ ห้อง คือ ห้องให้บริการหนังสือใหม่ เป็นหนังสือเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จัดพิมพ์ขึ้นใหม่ ห้องบริการหนังสือหายาก รวมหนังสือที่จัดพิมพ์ในสมัยรัชกาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๖ และรัชกาลที่ ๗ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้แก่ พระราชนิพนธ์ที่จัดพิมพ์ครั้งแรก หนังสือของ หอพระสมุดวชิรญาณ ราชกิจจานุเบกษา สมุดไทย และเอกสารทรงบริหารราชการแผ่นดิน ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก เป็นต้น และ ห้องบริการระบบสืบค้นข้อมูลและสื่อโสตทัศน์ ให้บริการ D-Library การสืบค้นฐานข้อมูลห้องสมุดอัตโนมัติ และการสืบค้นฐานข้อมูลพระปิยมหาราชจากคอมพิวเตอร์สืบค้นข้อมูลและคอมพิวเตอร์ทัชสกรีน หอสมุด ปิยมหาราชรฦก เปิดให้บริการวันพุธ ถึงวันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๓๐ น.


เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2561 เวลา 14.00 น. นางประนอม คลังทอง รองอธิบดีกรมศิลปากร ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ โดยมีนายสุพจน์ พรหมมาโนช ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ และคณะข้าราชการ เจ้าหน้าที่สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ให้การต้อนรับ พร้อมทั้งประชุมติดตามผลการดำเนินงานและการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานในสังกัด ได้แก่ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเชียงใหม่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย ลำพูน และหอจดหมายเหตุแห่งชาติฯพะเยา




พบเครื่องถ้วยชามลายน้ำทอง มีพระบรมฉายาลักษณ์ ร.5 ที่กาน้ำ และจาน ไม่ทราบว่ามีจริงหรือไม่ เนื่องจากไม่เคยเห็นในหนังสือ รวมทั้งภาพใน Internet ขอทราบรายละเอียดด้วยครับ


พระชัยเมืองนครราชสีมา สถานที่เก็บรักษา  ห้องศิลปะอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร                 พระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งสมาธิราบบนฐานเตี้ย พระบาทขวาทับพระบาทซ้าย ครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิยาวสอดอยู่ใต้ชายรัดประคด พระพักตร์สี่เหลี่ยม พระเนตรเบิกกว้าง กรอบพระพักตร์มีไรพระศกสองเส้น ขมวดพระเกศาเล็ก พระรัศมีทำเป็นรูปคล้ายหม้อน้ำ แบบศิลปะที่เรียกกันว่า “พระพุทธรูปอู่ทอง ๒” มีจารึกอักษรขอม ภาษาบาลี รูปแบบอักษรประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ ที่องค์พระโดยรอบ                 ด้านหน้า : ที่พระอังสกุฏด้านซ้ายจารึกตัวอักษร จ ที่พระนลาฏจารึกตัวอักษร ภ ที่พระศอจารึกตัวอักษร ก ที่พระอังสกุฎด้านขาวจารึกตัวอักษร ส                 คำว่า จะ ภะ กะ สะ โบราณเรียกว่า คาถากาสลัก ในคัมภีร์วชิรสารัตถสังคหะ แต่งโดยท่านรัตนปัญญาเถระ ให้ความหมายไว้ว่ากำเนิดจากพระพุทธธรรม มงคลสูงสุด ๓๘ ประการ อักษรแต่ละตัวย่อจากพุทธสุภาษิต ดังนี้                 จ  ย่อมาจาก  จช ทุชฺชนส˚สคฺค◦  จงหลีกเลี่ยงการคบคนพาล                 ภ  ย่อมาจาก  ภช สาธุสมาคม◦  จงคบหาสมาคมกับคนดี                 ก  ย่อมาจาก  กร ปุญฺญมโหรตฺต◦  จงทำความดีทุกวัน ทุกคืน ทุกลมหายใจ                 ส  ย่อมาจาก  สร นิจฺจมนิจฺจต◦  จงระลึกถึงความไม่เที่ยง ความไม่แน่นอนของสิ่งทั้งปวงตามธรรมชามติ                 ที่พระอุระด้านซ้ายและขวา                 แถวที่ ๑ จารึกอักษร ๖ ตัว คือ อุ ก ส ถ สา ร◦                 แถวที่ ๒ จารึกอักษร ๗ ตัว คือ พ ก อุ ก ผ สา ร◦                 แถวที่ ๓ จารึกอักษร ๓ ตัว คือ อิ สวา สุ                 ย่อมาจาก อิติปิโส ภควา, สวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม, สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ หัวใจพระรัตนตรัย พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ                 ด้านซ้าย : พระพาหาด้านซ้าย จารึกอักษร ๔ ตัว คือ น ม พ ท พระพาหาด้านขวา จารึกอักษร ๔ ตัว คือ จ พ ก ส                 ด้านหลัง : ตามแนวสังฆาฏิตั้งแต่พระอังสกุฏด้านซ้ายลงมา จารึกอักษร ๕ ตัว คือ น โม พุทฺ ธา ย                 คำว่า “นโม พุทฺธาย” นั้น เป็นคาถาพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ จารึกย่อนามพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ที่ทรงอุบัติในภัทรกัลป์นี้ คือ                 น  หมายถึง พระกกุสันโธ ใช้เขียนแทนอาโปธาตุ ธาตุน้ำ มีกำลัง ๑๒                 โม  หมายถึง พระโกนาคม ใช้เขียนแทนปฐวีธาตุ ธาตุดิน มีกำลัง ๒๑                 พุท  หมายถึง พระกัสสปะ ใช้เขียนแทนเตโชธาตุ ธาตุไป มีกำลัง ๖                 ธา  หมายถึง พระสมณะโคดม ใช้เขียนแทน วาโยธาตุ ธาตุลม มีกำลัง ๗                 ย  หมายถึง พระศรีอารยเมตไตรย ใช้เขียนแทนอากาศธาตุ มีกำลัง ๑๐                 เมื่อรวมกำลังธาตุทั้ง ๕ ก็จะเป็นคุณพระพุทธเจ้า ๕๖ การที่ใช้นามของพระพุทธเจ้าเขียนเป็นพระคาถาในยันต์ของพระเกจิอาจารย์แต่ละองค์จึงนิยมคำว่า “นะ โม พุท ธา ยะ” มาใช้เป็นพระคาถา และเรียกว่าคาถาพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ หรือแม่ธาตุใหญ่ มีพุทธคุณเหนือยันต์ทั้งปวงรวมทั้งมีความเชื่อสืบต่อกันว่า ผู้ใดที่ท่องหรือบริกรรมพระคาถาบทนี้ด้วยจิตอันสงบและมั่นคงแล้วจะมีพุทธคุณคุ้มครองครอบจักรวาล                 พระชัยบางครั้งเขียนว่า “พระไชย” เป็นพระพุทธรูปสำคัญมาแต่บรรพกาล ปรากฏในพระราชพงศาวดารตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช นามพระชัยมีความหมายว่า ชัยชนะ เนื่องด้วยแต่เดิมมีความมุ่งหมายเพื่ออัญเชิญไปในกองทัพยามออกศึกสงครามเพื่อชัยชนะ สร้างเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีความหมายว่า ปราบมารได้ชัยชนะ นอกจากนี้ใช้ตั้งในการพระราชพิธีต่างๆ เรียกว่าพระชัยพิธี สำหรับขจัดอุปสรรคอำนวยให้การพิธีสำเร็จผล


black ribbon.