ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,470 รายการ




องค์ความรู้ : ศิลปวัฒนธรรมและโบราณสถานในจังหวัดชลบุรี เรื่อง จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดใหญ่อินทาราม วัดใหญ่อินทารามเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งของจังหวัดชลบุรี ทั้งด้านจิตรกรรมและสถาปัตยกรรม ภาพจิตรกรรมภายในพระอุโบสถส่วนใหญ่เขียนขึ้นใหม่ภายหลังการซ่อมแซม ภาพเดิมที่คงเหลือถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ และรัชกาลที่ ๔ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เคยเสด็จมาทอดพระเนตรและทรงตรัสว่า “ฝีมืองามมาก อย่าให้ใครมาซ่อมแซมเป็นอันขาด” โดยภาพจิตรกรรมเป็นภาพวรรณกรรมทางพุทธศาสนา คือ ภาพพุทธประวัติ ภาพชาดก และไตรภูมิ จัดทำโดย นางสาวชนกานต์ บุญประเสริฐ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพมหาวิทยาลัยบูรพา ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา #หอสมุดแห่งชาติชลบุรี #สำนักศิลปากรที่5ปราจีนบุรี #กรมศิลปากร #กระทรวงวัฒนธรรม #จิตรกรรมฝาผนัง #วัดใหญ่อินทาราม #ภาพพุทธประวัติ #ภาพชาดก #ไตรภูมิ #ชลบุรี               +4                



ชื่อเรื่อง                     นิไสอิติปิโส (นิไสอิติปิโส)     สพ.บ.                       414/1กประเภทวัสดุ/มีเดีย       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                   พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ               34 หน้า : กว้าง 4.9 ซม. ยาว 55.2 ซม.หัวเรื่อง                     พุทธศาสนา                              บทสวดมนต์ภาษา                       บาลี/ไทยอีสานบทคัดย่อ/บันทึกเป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


          คุ้ม โฮง หรือที่อยู่ของเจ้านายเมืองน่านส่วนใหญ่ตั้งอยู่บริเวณรอบคุ้มหลวง ซึ่งเป็นที่ประทับของเจ้าผู้ครองนครน่าน ต่อมาตกทอดสู่ทายาทโดยในปัจจุบันมีเพียงไม่กี่หลังที่ยังคงลักษณะของตัวอาคารเดิม บางหลังประโยชน์ใช้สอยเปลี่ยนไป หลายหลังถูกรื้อออกแล้วขายที่ดินให้แก่ส่วนราชการและเอกชน ในปัจจุบันหากเที่ยวชมบริเวณเมืองเก่าน่าน ยังสามารถชมความสวยงามของอาคารคุ้มที่ยังหลงเหลืออยู่ได้------------------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : Nan national Museum พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน https://www.facebook.com/NanNationalMuseum1987/posts/3553275231467892




          สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔           โลหะผสม           สูง ๕๖ เซนติเมตร           กรมศิลปากร ซื้อจากพิพิธภัณฑ์ของหม่อมเจ้าปิยะภักดีนาถ สุประดิษฐ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙           ปัจจุบันจัดแสดงใน พระที่นั่งวสันตพิมาน (ชั้นบน)           ชวาลา เครื่องตามประทีบแบบโบราณลักษณะคล้ายตะเกียง แต่ชวาลามีลักษณะต่างไปจากตะเกียง คือ ชวาลาทำฐานอย่างจานรอง และต่อตีนสูงขึ้นไปรับดวงตะเกียงยาวมาก  มีพวยสำหรับสอดไส้ใช้จุดตามไฟมากหลายพวยด้วยกัน  ชวาลา ๓ ไส้ ทำด้วยโลหะ ใช้งานโดยตั้งพื้นหรือแขวน ฐานเป็นจานรับขี้ไส้ มีหม้อก้นมนสำหรับใส่น้ำมัน และมีพวยสำหรับสอดไส้ติด ๓ พวย ปากหม้อทำฝาครอบเป็นจอมสูงขึ้นไป ตอนบนมีแป้นโลหะรูปสามเหลี่ยม ปลายสุดของแป้นแต่ละมุมเจาะรู สำหรับร้อยสายโซ่ยาว สายหนึ่งห้อยคีมคีบไส้ สายหนึ่งแขวนเหล็กเขี่ยไส้ และสายหนึ่งแขวนฝาสำหรับใช้ครอบดับดวงไฟ เหนือแป้นสามเหลี่ยมติดก้านโค้งปลายติดแผ่นโลหะรูปใบโพธิ์ ใช้บังลมพัดเปลวไฟ


กองโบราณคดีใต้น้ำนำข้อมูลที่ได้จากการขุดค้นแหล่งเรือจมเกาะคราม จังหวัดชลบุรี ระหว่างวันที่ 1 – 25 ธันวาคม 2564 มาแบ่งปันค่ะ แหล่งเรือจมเกาะครามนับเป็นจุดเริ่มต้นของงานโบราณคดีใต้น้ำ มีสำรวจและขุดค้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 จนถึงปัจจุบัน รวมเป็น 9 ครั้ง พบหลักฐานโครงสร้างเรือยาวประมาณ 30.50 เมตร ความกว้างยังไม่แน่ชัด จมอยู่ที่ระดับความลึกจากผิวน้ำทะเล 40 เมตร ในระวางเรือพบภาชนะดินเผาซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากแหล่งเตาศรีสัชนาลัย และเตาสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย แหล่งเตาแม่น้ำน้อย จังหวัดสิงห์บุรี แหล่งเตาบ้านบางปูน จังหวัดสุพรรณบุรี เครื่องถ้วยเวียดนาม จากแหล่งเตา Binh Dinh และเครื่องถ้วยจีน นอกจากนี้ยังพบข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชาวเรือ ครั้งนี้เราทำการขุดค้น ในพื้นที่ขนาด 8 x 2 เมตร พบเศษชิ้นส่วนภาชนะดินเผาจำนวนมาก พบหลักฐานเพิ่มเติมคือกลุ่มภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาบ้านบางปูน จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 3 ใบ กระปุกขนาดเล็ก จากเตาบ้านเกาะน้อย ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย แผ่นดินเผาทรงกลมจำนวน 3 ใบ และตุ้มน้ำหนักตราชั่ง 1 ชิ้น ผลจากการขุดค้นพบว่าเป็นส่วนท้องเรือ ยังไม่ใช่ส่วนหัวเรือ โดยในอนาคตจะทำการขุดค้นไปทางทิศเหนือเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ต่อไป จากการกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์และการศึกษาเปรียบเทียบโบราณวัตถุ แหล่งเรือเกาะคราม กำหนดอายุได้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 -20 สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเรือหลวงของสยาม เนื่องจากบรรทุกภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาภายในประเทศจำนวนมาก และคงจะอับปางลงในร่องน้ำครามระหว่างแล่นออกไปค้าขาย


หมอเจ้าฟ้า (ตอนที่ ๑)สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระราชโอรสองค์ที่ ๖๙ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์ที่ ๗ ในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ประสูติเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๔ มีพระนามเดิมว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช หลังพระราชพิธีโสกันต์ได้รับสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าต่างกรม มีพระนามตามพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ ทรงได้รับการศึกษาเบื้องต้นที่โรงเรียนราชกุมารในพระบรมมหาราชวัง ต่อมาเสด็จไปทรงศึกษาต่อที่โรงเรียนมัธยม Harrow ประเทศอังกฤษ ก่อนเสด็จไปทรงศึกษาวิชาทหารในประเทศเยอรมนี พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาได้รับพระยศเป็นนายเรือตรีและนายเรือโทในกองทัพเรือเยอรมนี เสด็จกลับสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวและเข้ารับราชการในกองทัพเรือสยาม จากนั้นได้กราบถวายบังคมทูลลาออกจากราชการกองทัพเรือ แล้วเสด็จไปทรงศึกษาวิชาแพทย์และสาธารณสุขศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมืองบอสตัน มลรัฐแมสซาชูเซตส์ และสถาบันเทคนิควิทยาแห่งแมสซาชูเซตส์ ด้วยทรงเห็นว่าการแพทย์และการสาธารณสุขของไทยในเวลานั้นยังล้าหลังอยู่มากระหว่างที่ทรงศึกษา พระองค์ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนากิจการแพทย์สยามควบคู่กันไป ได้แก่ การส่งนักเรียนแพทย์ไทยไปศึกษาวิชาการแพทย์สมัยใหม่ในต่างประเทศ จัดหาอาคารเรียน อาคารรับผู้ป่วย อาคารปฏิบัติงานทางการแพทย์ อุปกรณ์ที่จำเป็นทางการแพทย์ แต่งบประมาณที่รัฐบาลจัดให้ไม่เพียงพอ พระองค์จึงทรงประทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งยังทรงขอร้องพระบรมวงศานุวงศ์ร่วมบริจาคทุนทรัพย์ให้เป็นทุนการศึกษาหรือทุนสร้างอาคารสถานที่ นอกจากนี้ ยังทรงเจรจาติดต่อขอความร่วมมือและความช่วยเหลือในกิจการแพทย์กับมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ซึ่งผลสำเร็จในครั้งนั้นนับได้ว่าเป็นประโยชน์ต่อกิจการแพทย์สยามอย่างมากและสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงสำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตเกียรตินิยมและวิชาสาธารณสุขศาสตร์ ในพ.ศ. ๒๔๗๑ จึงเสด็จกลับสยาม เพื่อนำความรู้ทั้งทางการแพทย์และสาธารณสุขมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองผู้เรียบเรียง : นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์ นักจดหมายเหตุชำนาญการภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่อ้างอิง : ๑. รุ่งทิพย์ สุวรรณอภิชน. ๒๕๕๙. เจ้าดารารัศมี: พระศรีมิ่งเมืองเชียงใหม่. กรุงเทพมหานคร: เม็ดทรายพริ้นติ้ง.๒. ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. ๒๕๕๙. เจ้าฟ้า เจ้าชายในพระพุทธเจ้าหลวง. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มติชน.


หลุก เป็นภาษาล้านนา หมายถึง กังหันวิดน้ำ เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน สร้างด้วยไม้ไผ่ ลักษณะเป็นวงกลมขนาดใหญ่ มีแกนตรงกลางสร้างด้วยไม้แข็งทำเป็นรูปกงล้อ มีแผงไม้ไผ่อยู่รอบกงล้อเพื่อรับกระแสน้ำโดยรอบกงล้อจะมีกระบอกไม้ไผ่ผูกติดอยู่สำหรับใส่น้ำ เมื่อแผงไม้ไผ่ถูกกระแสน้ำพัด กงล้อที่มีแผงไม้ไผ่และมีกระบอกใส่น้ำจะตักน้ำเข้าในกระบอกไม้ไผ่ เมื่อหมุนขึ้นไปด้านบนสุด น้ำที่อยู่ในกระบอกด้านบนสุดจะเทลงมาในลำราง หลุกใช้ในการเกษตรกรรม เช่น การหมุนเพื่อสาวถังตักน้ำขึ้นจากบ่อ หมุนเพื่อวิดน้ำเข้านา มักใช้งานตามริมแม่น้ำใหญ่มีตลิ่งสูง ปัจจุบันหลุกไม่นิยมใช้อีกต่อไป เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่สิ้นเปลืองในการสร้าง และมีเทคโนโลยีที่มีความสะดวกเข้ามาทดแทน เช่น เครื่องสูบน้ำ แต่ยังปรากฏคำว่าหลุกอยู่ตามชื่อชุมชนที่เคยมีการใช้หลุกทำการเกษตรมาก่อน เช่น บ้านท่าหลุก ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่,บ้านท่าหลุก ตำบลหนองล่อง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน และบ้านหลุก ตำบลเหมืองง่า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูนผู้เรียบเรียง : นางสาวอริสรา คงประเสริฐ นักจดหมายเหตุภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่. ภาพส่วนบุคคล ชุดนายบุญเสริม สาตราภัยอ้างอิง :๑. มณี พยอมยงค์. ๒๕๔๖. สารพจนานุกรมล้านนา. เชียงใหม่: ดาวคอมพิวกราฟิก.๒. จักรพงษ์ คำบุญเรือง. ๒๕๖๒. หลุกวิดน้ำของคนล้านนา (Online). https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/105389, สืบค้นเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๔.๓. ชมรมฮักตั๋วเมือง สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ๒๕๖๑. ล้านนาคำเมือง : หลุก (Online). https://www.matichonweekly.com/column/article_102054, สืบค้นเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๔.


ทีฆชาณุสุตฺต (ทีฆชาณุสูตร)  ชบ.บ.68/1-1  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


เลขทะเบียน : นพ.บ.189/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  56 หน้า ; 4.5 x 54.5 ซ.ม. : ทองทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 107 (123-132) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : กจฺจายนมูล(มูลกิจจายนาม)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


black ribbon.