ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,505 รายการ
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฐาน)อย.บ. 105/4ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 20 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 54.9 ซม.หัวเรื่อง พระไตรปิฎกบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ธรรมอีสาน ฉบับล่องชาด มีไม้ประกับ
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฐาน)อย.บ. 69/6หมวดหมู่ พุทธศาสนาประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 46 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 55 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับล่องชาด ไม้ประกับธรรมดา ได้รับจาก วัดประดู่ทรงธรรม จ.พระนครศรีอยุธยา
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฐาน)อย.บ. 121/4
หมวดหมู่ พุทธศาสนาประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 28 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 56.5 ซม.
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
ชื่อเรื่อง ธรรมดาสอนโลก (ธรรมดาสอนโลก)ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 28 หน้า : กว้าง 4.8 ซม. ยาว 56 ซม.หัวเรื่อง นิทานเทศนาภาษา บาลี/ไทยอีสานบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี/ไทยอีสาน ฉบับลานดิบ ได้รับมอบจากนางสุดา วงษ์พันธุ์
ทรงชัย เจตะบุตร. ประวัติพระบาทเขาลูกช้าง. 2495. จัดพิมพ์โดยคณะกรรมการจัดงานนมัสการพระพุทธบาทเขาลูกช้าง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี หนังสือที่ระลึกงานเนื้อหารายได้บำรุงปฏิสังขรณ์พระพุทธบาทเขาลูกช้าง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เนื้อหาประกอบด้วยประวัติพระพุทธบาทเขาลูกช้างรายนามคณะกรรมการจัดงานนมัสการพระพุทธบาทเขาลูกช้าง ปี พ.ศ.2495 และผู้สนับสนุนการจัดพิมพ์ฟหนังสือ
เลขทะเบียน : นพ.บ.697/11ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 44 หน้า ; 4 x 55 ซ.ม. : รักทึบ-ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 220 (227-242) ผูก 11 (2568)หัวเรื่อง : ขฺทกนิกายฎฺฐกถา--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.771/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 12 หน้า ; 4 x 56 ซ.ม. : ทองทึบ-ลานดิบ-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 238 (417-423) ผูก 1 (2568)หัวเรื่อง : ฉลองบวชเณร--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
วันเสาร์ที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๘ เวลา ๐๗.๐๐ น. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดงานพิธีบวงสรวงอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (องค์ใหม่) ประดิษฐานบนแท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ ณ บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา
โดยมี นายไชยา พรหมา รองประธานสภาคนที่ ๑ เป็นประธานในพิธีบวงสรวง, พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว., นายชวนหลีก หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่านพรรคเพื่อไทย, น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ
พร้อมด้วยบุคลากรของกรมศิลปากร ประกอบด้วย นางเสริมกิจ ชัยมงคล รองอธิบดีกรมศิลปากร, นายสมควร อุ่มตระกูล (อดีตผู้อำนวยการสำนักช่างสิบหมู่), นายสุรัฐกิจ พีรพงศ์ศิลป (อดีตผู้อำนวยการสำนักช่างสิบหมู่), นายภราดร เชิดชู ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านประติมากรรม, นายอติ กองสุข ผู้อำนวยการกลุ่มประติมากรรม และนายประสงค์ คงอ้น หัวหน้ากลุ่มเทคโนโลยีการหล่อ โดยการดำเนินงานอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสง่างามสมพระเกียรติ
สาระอีสาน นำเสนอและเผยแพร่เกร็ดความรู้ต่าง ๆ จากข้อมูลท้องถิ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและหนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน และรวมถึงหนังสืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีให้บริการอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา สำหรับวันนี้นำเสนอเรื่อง เงินตราโบราณ ที่ใช้ในภาคอีสาน ได้แก่ เงินฮ้อย เงินฮาง เงินลาด และเงินตู้ เรียบเรียงโดย นางสาวกุลริศา รัชตะวุฒิ นักภาษาโบราณ เนื้อหามีดังนี้
ในยุคสมัยก่อนกรุงธนบุรีดินแดนในภาคอีสานของไทยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านช้างคู่กับอาณาจักรล้านนา และอาณาจักรสุโขทัย ด้วยอาณาจักรล้านช้างมีความเจริญรุ่งเรืองได้แผ่ขยายอาณาเขตไปอย่างกว้างขวาง ได้ปกครองดินแดนสองฝั่งโขง จึงมีปฏิสัมพันธ์ทางการค้าขายและคมนาคมกับอาณาจักรหรือดินแดนใกล้เคียง และได้รับเอาเงินตราจากดินแดนใกล้เคียงเข้ามาใช้ร่วมด้วย
ในดินแดนภาคอีสานนั้นก็ใช้เงินตราเหมือนกับหัวเมืองต่าง ๆ ในอาณาจักรล้านช้าง โดยใช้เงินแท่ง(แท่งเงิน)เป็นเงินตราสากลที่ใช้แลกเปลี่ยนสินค้า และยังมีเงินตราที่ใช้ในอาณาจักรล้านช้างอีกหลายชนิด
ต่อมาหลังยุคสมัยกรุงธนบุรีมีการหล่อแท่งเงินให้มีน้ำหนักมาตรฐานเดียวกัน เรียกว่า เงินตู้ และ เงินฮาง (เงินแท่ง) หล่อจากเนื้อเงินบริสุทธิ์ เป็นเงินที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในหัวเมืองลุ่มแม่น้ำโขง ส่วนหัวเมืองอีสานได้มีการหล่อเงินเพิ่มอีก 2 ชนิด ได้แก่ เงินฮ้อย และเงินลาด เป็นเนื้อผสมมีราคาค่างวดต่ำกว่า นอกจากนี้ยังรับเงินพดด้วงของภาคกลางมาใช้แลกเปลี่ยนซื้อขายด้วย จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการปฏิรูปการเงินการคลังใหม่ได้ยกเลิกเงินพดด้วง และมีการก่อตั้งโรงกษาปณ์เพื่อผลิตเหรียญกษาปณ์แทน เงินตราในภาคอีสานจึงเปลี่ยนมาใช้เงินตราที่ผลิตจากโรงกษาปณ์จนถึงปัจจุบัน
บรรณานุกรม
มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 3. กรุงเทพฯ: มูลนิธิ, 2542.
สมศักดิ์ ฤทธิ์ภักดี. ฮ้อย ลาด ฮาง เฮือ ตู้ : อัตลักษณ์แห่งเงินตราอีสานของไทย. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 7 มกราคม 2568, จาก http://coinmuseum.treasury.go.th/.../article...
หนุ่มบางโพ. เงินฮาง-เงินฮ้อย เงินตราโบราณที่ใช้กันในภาคอีสาน และลุ่มแม่น้ำโขง. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 7 มกราคม 2568, จาก https://www.silpa-mag.com/history/article_92723
อุดม บัวศรี. เงินตราอีสาน. ขอนแก่น: ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, 2551.
วิหารหลวง เป็นพระอุโบสถของวัดพระมหาธาตุ มีขนาดกว้าง 16.60 เมตร ยาว 56.00 เมตร และสูง 22.02 เมตร ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระบรมธาตุเจดีย์ พระอุโบสถแห่งนี้ล้อมรอบด้วยกำแพงเตี้ยรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า การขุดค้นทางโบราณคดีที่ฐานรากของกำแพงเหล่านี้แสดงผล TL ว่ามีอายุราว พ.ศ. 1952 - 1959, 1967 - 2017 และ 1976 - 2026 ซึ่งบ่งชี้ว่ากำแพงของวิหารนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 ตรงกับสมัยอยุธยาตอนต้น
อาคารนี้เดิมเป็นวิหารที่มีเจดีย์สูง 14 เมตร โดยมีมณฑปซ้อนอยู่ด้านบน (Kerdsiri 2017) ภายในมณฑปแต่ละด้าน มีพระพุทธรูป 8 องค์ รวมทั้งพระพุทธรูปประธานอีกด้านละ 1 องค์ รวมเป็นพระพุทธรูป 36 องค์ จัดเรียงเป็นแบบแผนผังมัณฑละ แนวแกนของยอดมณฑปสอดรับกับพระบรมธาตุเจดีย์และวิหารโพธิ์ลังกาในทิศเหนือ – ใต้ ตามที่ปรากฏในตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งบ่งชี้ว่าวิหารนี้เคยเป็นมณฑปครอบเจดีย์
ใน พ.ศ. 2319 เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงแต่งตั้งพระเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) ขึ้นเป็นเจ้าเมือง ได้ใช้พระวิหารหลวงเป็นสถานที่ประกอบพิธี มีข้อความตอนหนึ่งในสำเนากฎแต่งตั้งว่า “อีกประการหนึ่งควรตรวจตราดูพระพุทธรูป พระสถูป พระเจดีย์ พระศรีมหาโพธิ์ พระวิหาร การเปรียญในวัดวาอาราม หากชำรุดปรักหักพังเศร้าหมองอยู่นั้น ควรซ่อมแปลงทำนุบำรุงปฏิสังขรณ์ขึ้นให้รุ่งเรือง ก็จะเป็นบุญแห่งอาตมภาพสืบไป”
ใน พ.ศ. 2354 เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัด) ได้กราบถวานบังคมลาออกจากตำแหน่ง เพราะเหตุชราภาพ รัชกาลที่ 2 จึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) เป็นเจ้าเมืองแทน ครั้น พ.ศ. 2364 เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ได้ขอพระราชทานความช่วยเหลือไปยังราชธานี รัชกาลที่ 2 ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ ผู้สำเร็จราชการกรมพระกลาโหม เป็นแม่กองบูรณะปฏิสังขรณ์ โดยมีกรมการเมืองมาร่วมก่อสร้างถึง 13 กรม เช่น กรมปลัด กรมยกกระบัตร กรมมหาดไทย กรมคลัง กรมนา กรมวัง และกรมสรรพากร เป็นต้น โดยได้รื้อถอนมณฑปพระพุทธปฏิมาที่ชำรุด แล้วสร้างเป็นวิหารหลังใหญ่ตามแบบสถาปัตยกรรมอยุธยา ลักษณะเด่นอยู่ที่เสาพาไลซึ่งเอนสอบเข้าหาตัวอาคาร ทำหน้าที่รับหลังคาปีกนก ส่วนที่ตีนเสาและหัวเสาแต่ละเสามีกลีบบัวยาวเรียกว่าบัวแวง อีกประการหนึ่งคือหน้าบันของวิหารซึ่งตกแต่งด้วยแผ่นไม้ ด้านตะวันออกเป็นรูปพระอินทร์ ทรงช้างเอราวัณ ส่วนด้านตะวันตกเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ ส่วนภายในสร้างเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยขนาดใหญ่บนฐานเดิมของมณฑป ซึ่งเป็นตำแหน่งระนาบเดียวกับพระบรมธาตุเจดีย์ และต้นพระศรีมหาโพธิ์ แล้วเฉลิมพระนามว่า พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช
อนึ่ง เมื่อ พ.ศ. 2550 มีการสร้างนพรัตน์สังวาลสวมพระพุทธรูปองค์นี้ ในการนี้กรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบ ใช้งบประมาณ 6,441,975 บาท เป็นเงินของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร 4,000,000 บาท และเงินบริจาคของประชาชน 2,421,975 บาท สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด ราชการ (บวร) โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จมาทรงประดับนพรัตน์สังวาลเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552
วิหารหลวงเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมพุทธที่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดและสถาปัตยกรรมของอยุธยามาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 22 ตลอดเวลาที่ผ่านมาได้มีการปรับให้เหมาะสมกับยุคสมัย โดยมีการสร้างเสมารอบวิหารเพื่อกำหนดเขตอุโบสถให้ชัดเจน วิหารนี้มีหน้าที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ การอำนวยความสะดวกในการประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น การอุปสมบทและพิธีกรรมทางสงฆ์ และการใช้สถานที่จัดพิธีทางโลก เช่น พิธีแต่งตั้งเจ้าเมือง พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา และพิธีส่งท้ายปีเก่าแบบโบราณ
การอุปสมบทในอุโบสถวัดพระมหาธาตุถือเป็นมงคลยิ่ง ความเชื่อนี้แพร่หลายในคาบสมุทรมาลายู ทำให้ครอบครัวชาวไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย โดยเฉพาะจากรัฐเกดะห์ กลันตัน และปะลิส นำบุตรหลานมาบรรพชาที่นี่ก่อนวันเข้าพรรษาในแต่ละปี
จัดทำโดย : หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ปีที่พิมพ์ :สถานที่พิมพ์ : เชัยงใหม่สำนักพิมพ์ : หจก. วนิดาการพิมพ์ เชียงใหม่ บรรณานิทัศน์หนังสือ พระบาทสมเด็จและพระราชกรณียกิจ อันเป็นการรวบรวมรายชื่อหนังสือที่กล่าวถึงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร อย่างเป็นระบบระเบียบ เพื่อสะดวกแก่ผู้สนใจค้นคว้าในเรื่องดังกล่าว
สารคดีเชิงข่าว “วังหน้าแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” ตอนที่ ๕ เตรียมปรับปรุงฉากในโรงละครแห่งชาติ ออกอากาศช่วงข่าวภาคค่ำ ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๘
โรงละครแห่งชาติ เตรียมปรับปรุงฉากให้ทันสมัยมากขึ้น เพื่อสร้างอรรถรสความบันเทิงแก่ผู้ชม หลังได้งบประมาณจากโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพระราชวังบวรสถานมงคล
http://virtualhistoricalpark.finearts.go.th/ayutthaya
อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เป็นหน่วยงานที่ดูแลรักษาโบราณสถานในพื้นที่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นที่ตั้งของอดีตราชธานีอันยิ่งใหญ่ คือ กรุงศรีอยุธยา ประกอบไปด้วยพื้นที่เกาะเมืองที่มีแม่น้ำล้อมรอบ 3 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี รวมทั้งพื้นที่โดยรอบเกาะเมือง อันประกอบไปด้วยโบราณสถานประเภทพระราชวัง ศาสนสถาน สะพานโบราณ ย่านการค้าโบราณ รวมทั้งร่องรอยชุมชนชาวต่างชาติ โดยมีโบราณสถานไม่ต่ำกว่า 300 แห่ง
กรุงศรีอยุธยาเริ่มมีบทบาทตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 19 จากหลักฐานระบุว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ หรือพระเจ้าอู่ทอง ได้สถาปนากรุงศรีอยุธยาใน พุทธศักราช 1893 ต่อมาอาณาจักรอยุธยาได้ขยายดินแดนออกไปตามลุ่มแม่น้ำต่างๆรวมทั้งดินแดนชายฝั่งทะเลทางทิศใต้ มีกษัตริย์ปกครองทั้งหมด 34 พระองค์ จนกระทั้งสิ้นสุดลงจากการรุกรานโดยอาณาจักรข้างเคียงในปี พุทธศักราช 2310 ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าตากสินจะทรงเปลี่ยนศูนย์กลางเมืองใหม่ไปอยู่ที่กรุงธนบุรี ทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นอาณาจักรที่มีอายุยืนยาวถึง 417 ปี จนกระทั่งสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ
ให้สงวนที่ดินภายในเกาะเมืองให้เป็นสาธารณะสมบัติ และทรงโปรดให้พระยาโบราณราชธานินทร์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า ดำเนินการขุดแต่งพื้นที่พระราชวังโบราณ ถือเป็นการเริ่มต้นการอนุรักษ์พื้นที่พระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากรเริ่มเข้ามาสำรวจขึ้นทะเบียนโบราณสถานสำคัญของอยุธยาตั้งแต่ พุทธศักราช 2478 จนถึง พุทธศักราช 2499 จึงเริ่มบูรณะโบราณสถานสำคัญ เช่น วิหารพระมงคลบพิตร วัดพระศรีสรรเพชญ์ และมีการจัดตั้งโครงการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ในปี พุทธศักราช 2525 เพื่อดูแลรักษาพื้นที่โบราณสถานพระนครศรีอยุธยาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
จนกระทั่ง วันที่ 13 ธันวาคม พุทธศักราช 2434 พื้นที่โบราณสถานสำคัญของอยุธยา ได้ถูกประกาศให้เป็นแหล่งมรดกโลกในชื่อ “นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา” โดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO)
ปัจจุบัน พื้นที่นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและโบราณสถานต่างๆ ในเขตเมืองอยุธยา ได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากร เป็นหน่วยงานหลักในการดูแลรักษาพื้นที่