ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,510 รายการ


         เศียรพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พบที่เจดีย์หมายเลข ๑๓ เมืองโบราณอู่ทอง ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องจัดแสดงเมืองโบราณอู่ทอง อาคารจัดแสดง ๒ ชั้น ๑ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง          ชิ้นส่วนเศียรรูปเคารพสำริด มีพระเกศาทรงชฎามกุฎ เป็นผมเกล้าทรงสูงโดยถักเป็นมวย และปล่อยเส้นผมตกลงมาบางส่วน ด้านหน้าของมวยผมมีรูปบุคคลนั่งอยู่ในท่าสมาธิแต่รายละเอียดค่อนข้างลบเลือน พระพักตร์ยาว พระขนงต่อเป็นเส้นคล้ายปีกกา พระเนตรทั้ง ๒ เหลือบต่ำ พระนาสิกยาว โด่งเป็นสัน พระโอษฐ์อวบอิ่ม พระหนุสั้น พระกรรณทั้ง ๒ ยาว รูปแบบทางศิลปกรรมของเศียรพระโพธิสัตว์นี้ มีความสัมพันธ์กับรูปแบบพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งพบเป็นจำนวนมากในศิลปะศรีวิชัย ที่เจริญอยู่บริเวณคาบสมุทรภาคใต้ของไทยในช่วงเวลาเดียวกันนั้น จึงกำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๕  หรือประมาณ ๑,๑๐๐ – ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว          เศียรประติมกรรมชิ้นดังกล่าวนี้ มีพระเกศาทรงทรงชฎามกุฎ ซึ่งมักปรากฏกับประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์ในศาสนาพุทธมหายาน และรูปนักบวชในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ประกอบกับรูปบุคคลที่อยู่ในท่านั่งสมาธิน่าจะหมายถึง พระพุทธเจ้าอมิตาภะ ซึ่งเป็น ๑ ในพระธยานิพุทธ ๕ พระองค์ ตามความเชื่อของพุทธศาสนามหายาน โดยพระพุทธเจ้าอมิตาภะจะปรากฏในรูปของพระพุทธเจ้าทำปางสมาธิ ดังนั้นสันนิษฐานว่าเศียรประติมากรรมชิ้นดังกล่าวคือรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เช่นเดียวกับประติมากรรมพระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ หรือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งพบในเมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี นอกจากนั้นยังมีการพบประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์ในเมืองโบราณวัฒนธรรมทวารวดีอีกหลายแห่ง เช่น เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี และเมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นต้น     เอกสารอ้างอิง กาญจนา การะเกตุ. “พระโพธิสัตว์ที่พบในเมืองโบราณสมัยทวารวดีที่ตั้งอยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก.” การค้นคว้าอิสระตามหลักสูตรปริญญาศิลปาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์  ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๔. เชษฐ์ ติงสัญชลี. ประวัติศาสตร์ศิลปะอินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. นนทบุรี : มิวเซียมเพรส, ๒๕๖๐.. ศิลปะไทย ภายใต้แรงบันดาลใจจากศิลปะอินเดียแบบปาละ. นนทบุรี : โรงพิมพ์มติชนปากเกร็ด, ๒๕๕๘. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. นนทบุรี : เมืองโบราณ, ๒๕๖๒.  


           พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ขอเชิญร่วมกิจกรรม Night at the Museum Festival 2023 ระหว่างวันที่ ๑๕ - ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๐๐ น. - ๒๐.๐๐ น. (จำหน่ายบัตรเข้าชมถึงเวลา ๑๙.๐๐ น.) ภายในบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พบกับกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ดังนี้            - งานออกร้านสินค้าต่าง ๆ            - เปิดตลาดอาร์ตทอย            - กาชาปอง “มังกรทอง” ชุดที่ ๑            - จิบชาชมวัง (สำรองที่นั่งล่วงหน้า)            - นำชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำ (ไม่ต้องจอง) วันละ ๒ รอบ                รอบที่ ๑ เวลา ๑๗.๐๐ น.  นำชมเป็นภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ โดยภัณฑารักษ์ เจ้าหน้าที่ และ National Museum Volunteers                รอบที่ ๒ เวลา ๑๘.๐๐ น.  นำชมเป็นภาษาไทย โดยภัณฑารักษ์และเจ้าหน้าที่ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. ๐ ๒๒๒๔ ๑๔๐๒, ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๓๓


19 ธันวาคม วันคล้ายวันประสูติ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์        พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระประวัติ  ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ แรม ๓ ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะโรง ตรงกับวันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๒๓ มีพระนามเมื่อแรกประสูติว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๒๘ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ นับเป็นพระองค์แรกที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาโหมด ธิดาเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ผู้บัญชาการทหารเรือวังหลวง        การศึกษา ทรงเข้าเป็นนักเรียนในโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ เมื่อมีพระชันษาได้ ๑๓ พรรษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ พร้อมกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยศักดิ์เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ทรงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายเรืออังกฤษ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ต่อจากนั้นทรงศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยทหารเรือ โรงเรียนปืนใหญ่ และโรงเรียนตอร์ปิโด จนได้เลื่อนยศเป็นเรือเอก รวมเวลาที่ทรงศึกษาอยู่ในราชนาวีอังกฤษ ๖ ปีเศษ      เมื่อทรงดำรงตำแหน่ง “เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ” ทรงแก้ไข ปรับปรุงการศึกษาระเบียบการในโรงเรียนนายเรือทุกอย่าง ทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายวิชาการ ให้รัดกุมทัดเทียมอารยประเทศ พระองค์ทรงพยายามทุกวิถีทางที่จะปรับปรุงกิจการด้านนี้ให้ก้าวหน้า จึงได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลรัชกาลที่ ๕ ขอพระราชทานที่ เพื่อตั้งเป็นโรงเรียนนายเรือ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินบริเวณพระราชวังเดิมให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๔๔๙ ทำให้กิจการทหารเรือมีรากฐานมั่งคงนับแต่นั้น และกองทัพเรือได้ยึดถือเอาวันดังกล่าวของทุกปีเป็นวัน “กองทัพเรือ”      ด้านการแพทย์แผนโบราณ ในขณะที่เสด็จในกรมฯ ได้ทรงออกจากประจำการชั่วคราว ระหว่างปี ๒๔๕๔ – ๒๔๕๙ ทรงเขียนตำรายาแผนโบราณลงในสมุดข่อยด้วย ฝีพระหัตถ์ของพระองค์เองโดยทรงตั้งชื่อตำรายาเล่มนี้ว่า “พระคัมภีร์อติสาระวรรค โบราณะกรรม และปัจจุบันนะกรรม” ซึ่งสมุดเล่มดังกล่าวปัจจุบันได้ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือสมุทรปราการ ด้านการรักษาพยาบาล พระองค์ทรงรักษาโรคภัยไข้เจ็บแก่คนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนจีน จนกระทั่งชาวจีนย่านสำเพ็งซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณเรียกพระองค์ท่านว่า “เตี่ย” ซึ่งต่อมาทหารเรือได้เรียกพระองค์ว่า “เสด็จเตี่ย” ขณะที่คนไข้ชาวไทยมักเรียกพระองค์ว่า “หมอพร”      หลังจากทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือได้ไม่นาน พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้กราบถวายบังคมลาเพื่อเสด็จออกไปรักษาพระองค์ ณ มณฑลสุราษฎร์ เป็นเวลา ๑ เดือน เนื่องจากประชวรด้วยโรคประจำพระองค์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้ประทับพักรักษาพระองค์อยู่ที่ตำบลหาดทรายรี อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร มณฑลสุราษฎร์ ระหว่างนั้นทรงประชวรด้วยพระโรคไข้หวัดใหญ่ พระอาการได้ทรุดลงอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ เวลา ๑๑ นาฬิกา ๔๐ นาที สิริพระชันษา ๔๒ พรรษา ๕ เดือน มีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง      ชาวชุมพรมีความเชื่อมั่นว่า พระวิญญาณของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงสถิตอยู่ ณ จังหวัดชุมพร ยามใดที่จังหวัดชุมพรประสบภัยพิบัติ พระวิญญาณของพระองค์จะทรงปกป้องคุ้มครองและขจัดปัดเป่าให้ผ่านพ้นไป พระองค์ทรงเป็นปูชนียบุคคลที่ชาวชุมพรเคารพสักการะ เป็นมิ่งขวัญกำลังใจของชาวชุมพร และพระองค์ทรงเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ โดยเฉพาะจังหวัดที่ติดกับชายทะเล จะมีศาลและอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์เป็นจำนวนมาก 


องค์ความรู้: สำนักหอสมุดแห่งชาติ เรื่อง: สโมสร ณ ตึกจักรพงษ์            พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทำหนังสือทูลถามพระองค์เจ้าธานีนิวัติ เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๔๗๕ เนื่องจากไม่ทราบข่าวหลังจากทรงประทานเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท เพื่อสร้างสโมสรให้แก่นักเรียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “ว่าตั้งต้นทำแล้วหรือยัง หากตั้งต้นแล้วเปิดใช้เมื่อใด” และได้ทูลตอบว่า ได้แจ้งไปยังเจ้าหน้าที่แล้วจะรายงานความคืบหน้า            สโมสรดังกล่าวนั้น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัติ ได้มอบหมายให้ พระสาโรชรัตนนิมมานก์ (สาโรช สุขยางค์) หัวหน้ากองสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร และหลวงวิศาลศิลปกรรม (เชื้อ ปัทมจินดา) ช่วยกันออกแบบจนแล้วเสร็จและเปิดอาคารเมื่อ ๒๖ พฤษภาคม ๒๔๗๖  พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ประทานเงินเพื่อสร้างสโมสรให้ครู อาจารย์ และนิสิต ให้พบปะสังสรรค์ และทำกิจกรรมร่วมกัน อีกทั้งสร้างตึกเป็นอนุสรณ์แห่งพระบิดา คือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ อีกทางหนึ่ง ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติฉบับพิเศษ ได้ลงภาพบรรยากาศ การใช้ทำกิจกรรมของนิสิต เช่น อ่านหนังสือ เล่นดนตรี หรือเล่นบิลเลียด ทำให้เห็นบรรยากาศน่าครึกครื้น และใช้ประโยชน์จากอาคารดังกล่าวได้อย่างภาคภูมิ ------------------------------------------------------------ ข้อมูลอ้างอิง ศธ.๑๐.๕/๑๒ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ขอทราบเรื่องการสร้างตึกสำหรับสโมสรนักเรียน  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับแนะนำเรื่องลูกเสือในประเทศอังกฤษ. พีรศรี โพวาทอง. ปฐมศตวรรษ จุฬาฯ สถาปัตยกรรม ๒๔๖๐-๒๕๖๐ เล่ม ๑. กรุงเทพฯ:  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๗. ทำความรู้จัก ตึกจักรพงษ์คลับเฮาส์ยุคแรกแห่งสยามประเทศกับกิจกรรมชวนน้องมัธยมเลาะรั้ว  จุฬาฯ ‘Happy Journey with BEM’ ทริป ๓ สถานีสามย่าน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓ ตุลาคม  ๒๕๖๖, จาก https://www.matichon.co.th/happy-journey.../news_3446965  “นิสสิตนิสิตตาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยุวชนผู้จะเป็นกำลังของประเทศในอนาคต.” ประชาชาติ.  ฉบับฉลองรอบปีที่ ๒ (๓ ตุลาคม ๒๔๗๗): ๒๒-๒๓. -------------------------------------------------- ผู้เรียบเรียง : นายบารมี สมาธิปัญญา นักวิชาการเผยแพร่ สำนักหอสมุดแห่งชาติ กราฟิก : นายชลิต ปรีชากุล นายช่างศิลปกรรม สำนักหอสมุดแห่งชาติ --------------------------------------------------  



อำพัน และ ศิริลักษณ์ ตัณฑวรรธนะ, ผู้รวบรวม.  พระราชประว้ติพระบาทสมเด็จพระปวเรนทราเมศ มหิศเรศรังสรรค์ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว.  พระนคร: โรงพิมพ์พานิชศุภผล,      2510.  (พิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสวันสมเด็จพระปิ่นเกล้า 7 มกราคม 2510).กล่าวถึงพระปรีชาสามารถด้านต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว จากบันทึกของเซอร์ยอน เบาริง และจากพระนิพนธ์เรื่อง ราชทูตไทยไปยุโรป ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ




ชื่อเรื่อง                     พระราชพงศาวดาร  ฉบับพระราชหัตถเลขาครั้งที่พิมพ์                 6ผู้แต่ง                       -ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากหมวดหมู่                   ประวัติศาสตร์ทวีปเอเชีย เลขหมู่                      959.303 พ375พตสถานที่พิมพ์               พระนครสำนักพิมพ์                 โรงพิมพ์ศิวพร ปีที่พิมพ์                    2511ลักษณะวัสดุ               950 หน้า หัวเรื่อง                     ไทย -- ประวัติศาสตร์ -- กรุงศรีอยุธยาภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึกเนื้อหากล่าวถึง ตำนานหนังสือพระราชพงศาวดาร, อธิบายเหตุการณ์เมื่อก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา, พงศาวดารสยามเมื่อก่อนพระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรีอยุธยา, ประวัติขอม, ประวัตไทย, ประวัติพม่า, พงศาวดารของพระเจ้าอู่ทอง, ประวัติอาณาจักรสุโขทัย, ประวัติอาณาจักรลานนาไทย, สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 1 กรุงรัตนโกสินทร์ ในจุลศักราช 1152 (พ.ศ.2333) จัดเป็นหนังสือสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ของไทย


คงเดช ประพัฒน์ทอง.  โบราณคดีประวัติศาสตร์.  กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2529.




โครงการศึกษาวิเคราะห์เพื่อการจัดทำต้นฉบับและการจัดพิมพ์หนังสือ "ลายพุดตานและลายใบเทศ" ในสมัยอยุธยาตอนปลายถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น(โครงการต่อเนื่อง 2 ปี ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557 - กันยายน 2558)ผู้เรียบเรียง นายนิยม กลิ่นบุปผาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านช่างศิลปกรรม


          วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร ตั้งอยู่ ณ แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร วัดอัปสรสวรรค์เดิมชื่อว่า"วัดหมู" อยู่ในกลุ่มวัดบริเวณปากคลองด่านมีวัดปากน้ำทางตอนเหนือและวัดนางชีทางตอนใต้ และวัดขุนจันทร์ที่อยู่คนละฟากฝั่งคลอง วัดส่วนใหญ่ในย่านนี้เป็นวัดที่มีมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยา ประกอบกับชุมชนละแวกนี้ก็มีการตั้งบ้านเรือนหนาแน่นมาตั้งแต่อดีต ตามประวัติกล่าวว่าสร้างโดย “จีนอู๋” แต่ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ขัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใด ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าจอมน้อย (สุหรานากง) ซึ่งเป็นพระธิดาของเจ้าพระยาพลเทพ (ฉิม) ได้สถาปนาวัดนี้ขึ้นมาใหม่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับอุปการะในการบูรณปฏิสังขรณ์ และพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดอัปสรสวรรค์” ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระฉันสมอมาประดิษฐานที่วัดด้วย ในหมายรับสั่งรัชกาลที่ ๓ จ.ศ. ๑๒๐๐ (พ.ศ. ๒๓๘๑) ทรงพระกรุณาให้มีพระราชพิธีเฉลิมฉลองวัดอัปสรสวรรค์           การจัดแผนผังของวัดอัปสรสวรรค์พบว่า มีการกำหนดผังโดยแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ เขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส และพื้นที่อเนกประสงค์ โดยเขตพุทธาวาสจะตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดด้านทิศตะวันออก ประกอบด้วยพระอุโบสถ พระวิหาร และพระมณฑปล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว นอกกำแพงแก้วมีพระปรางค์ใหญ่ ๑ องค์และศาลาท่าน้ำ ๒ หลัง ส่วนเขตสังฆาวาส โอบล้อมเขตพุทธาวาสทั้งสามด้าน ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็นที่ตั้งของศาลาการเปรียญ ๒ หลัง ทางด้านทิศเหนือเป็นที่ตั้งหอไตรและหอระฆัง ทางด้านทิศตะวันตกเคยเป็นสระน้ำก่อนปรับเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ ส่วนด้านทิศใต้เป็นศาลาสำหรับสวดอภิธรรมศพ            โบราณวัตถุสถานสำคัญ          พระอุโบสถ และพระวิหาร เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนแบบศิลปะในพระราชนิยมรัชกาลที่ ๓ หรือ ศิลปะแบบนอกอย่างตั้งขนานกัน  เป็นอาคารทรงโรงขนาด ๕ ห้องมีเสาพะไลและราวระเบียงประดับกระเบื้องปรุล้อมรอบ วางตัวอาคารในแนวตะวันออก – ตะวันตก หันหน้าอาคารไปทางด้านทิศตะวันออกสู่คลองด่าน ผนังของพระอุโบสถและพระวิหารเจาะช่องหน้าต่าง ๕ ช่องมีลายปูนปั้นเป็นกรอบซุ้มหน้าต่าง ส่วนผนังด้านสกัดหน้าและหลังทำประตูเข้า - ออก ด้านละ ๒ บาน มีบันไดทางขึ้น - ลง สู่ภายในอาคาร  หน้าบันพระอุโบสถตกแต่งด้วยงานปูนปั้นประดับด้วยเครื่องเคลือบเป็นรูปทิวทัศน์ในแบบศิลปะจีน ที่ประกอบด้วยรูปพระอาทิตย์ พระจันทร์ ภูเขาหิวเขา บุคคล สัตว์ ดอกไม้ ถะ(จดีย์ ศิลปะจีน) แม่น้ำ เป็นต้น ส่วนหน้าบันพระวิหารตกแต่งเป็นภาพทิวทัศน์ลายมงคลตามคติความเชื่อของชาวจีน โดยตรงกลางสันของจั่วเป็นรูปพระอาทิตย์ ถัดลงมาเป็นรูปนกแก้ว ๒ ตัวยืนอยู่เหนือก้อนเมฆ ถัดลงมาเป็นรูปไก่ที่ยืนอยู่บนภูเขามีเครื่องหมายหยิน - หยางสัญลักษณ์ในลัทธิเต๋า เลื่อนลงมาเป็นรูปทิวเขาที่ประดับด้วยถะ (เจดีย์จีน) มีรูปไก่ล้อมรอบด้วยลายดอกไม้และกิ่งผลไม้มงคล ด้านล่างตรงกลางจำลองเป็นรูปสระน้ำมีปลา ๒ ตัวในสระน้ำ           รูปพระอุโบสถ           ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานรูปอดีตพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์บนฐานชุกชีเดียวกัน จัดวางลดหลั่นเป็นทรงจอมสูง ที่ฐานของพระอดีตพุทธเจ้าแต่ละองค์จะมีป้ายจารึกนามของแต่ละพระอดีตพุทธเจ้าเริ่มตั้งแต่พระอดีตพุทธตันหังกโรซึ่งประดิษฐานอยู่บนยอดจอมลงมาเป็นลำดับจนถึงพระศากยโคดมซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ส่วนภายในพระวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหล่อปางมารวิชัย ๒ องค์ สูง ๓ ศอก หน้าตักกว้าง ๓ ศอก  ส่วนอีกองค์หนึ่งสูง ๕ ศอก หน้าตักกว้าง ๔ ศอก และมีรูปปั้นของนางสุขาดากำลังถวายข้าวมธุปายาส           อนึ่ง การทำรูปพระอดีตพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ เป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดอัปสรสวรรค์วรวิหารแห่งนี้น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับคติความเชื่อที่นิยมมากในกลุ่มชาวพม่าและมอญ ดังที่ปรากฏในงานจิตรกรรมฝาผนังรูปอดีตพระพุทธเจ้า ๒๘ องค์ ในวัดที่ชาวมอญสร้าง เช่น วัดชมพูเวก จ. นนทบุรี , วัดคงคาราม จ.ราชบุรี และวัดไทรอารีรักษ์ จ.ราชบุรี เป็นต้น รูปอดีตพระพุทธเจ้าเหล่านี้ไม่ค่อยพบรูปแบบการสร้างพระประธานเช่นนี้ตามพระอุโบสถทั่วไป อันแสดงให้เห็นถึงการคิดค้นรูปแบบใหม่อย่างแท้จริงในสมันรัชกาลที่ ๓ ตลอดจนการสร้างพระอดีตพุทธเจ้านี้เป็นพระราชประสงค์หนึ่งของรัชกาลที่ ๓ ในการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายแด่พระราชวงศ์ตามคติพระโพธิสัตว์ ดังมีหลักฐานระบุในพระราชปุจฉาเมื่อ พ.ศ.๒๓๘๘ นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับพระราชประเพณีในการสร้างวัดของพระมหากษัตริย์ในอดีต ทั้งเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติยศให้กับเจ้าจอมน้อยผู้ปฏิสังขรณ์วัดด้วย         หอพระไตรปิฎก สันนิษฐานว่าหอพระไตรปิฎกนี้ได้รับการสถาปนาขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓  สร้างอยู่กลางสระน้ำตามแบบอย่างของหอไตรในสมัยโบราณ และน่าจะเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในกรุงรัตนโกสินทร์ที่ยังรักษารูปแบบไว้ได้เป็นอย่างดี จัดเป็นอาคารแบบไทยประเพณี หลังคาทรงจั่วลดชั้นหน้าบัน เรือนของหอไตรมีระเบียงกั้นพนักล้อมทั้งสี่ด้านมีเฉลียงรอบ และมีหลังคาพาไลคลุมโดยรอบ ส่วนของผนังเรือนด้านหน้ามีประตูทางเข้าที่มีซุ้มประตูทรงบรรพแถลง ผนังด้านข้างเป็นหน้าต่าง ๒ ช่อง ประดับซุ้มทรงปราสาหยอด ซึ่งซุ้มหน้าต่างทรงปราสาทยอดประดับตกแต่งด้วยเครื่องไม้กึ่งลอยตัววิจิตรงดงามอย่างมาก งานประดับตกแต่งที่สำคัญที่ได้รับการยกย่องคือ การประดับกระจกเกรียบหลากสีเต็มพื้นที่ฝาผนังและเสาระเบียง เป็นลายดอกไม้สี่กลีบในกรอบสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน เป็นหอไตรอย่างไทยประเพณีที่มีความงามเป็นเอกลักษณ์หาได้ยาก และน่าจะเหลือเพียงหลังเดียวในกรุงรัตนโกสินทร์  สำหรับภายในมีงานจิตรกรรมฝาผนังเขียนที่คอสองเป็นเรื่องทศชาติ        รูปหอพระไตรปิฎก           มณฑปประดิษฐานพระปางฉันสมอ (องค์จำลอง) มณฑปเป็นอาคารทรงปราสาทยอด มีส่วนฐานสิงห์ยกสูง ส่วนเรือนธาตุเป็นช่องโปร่งแบบบุษบกสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป ด้านหน้ามีบันไดทางขึ้นเข้าไปภายในได้ พระฉันสมอซึ่งประดิษฐานในมณฑป กล่าวกันว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอัญเชิญมาจากเวียงจันทน์พร้อมกับพระบางและพระแซกคำ  สำหรับพระปางฉันสมอนั้นในพุทธประวัติคือตอนพระพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุขสัปดาห์ที่ ๗ ซึ่งทรงรับผลสมอจากพระอินทร์  ศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ กล่าว่า จากพุทธศิลป์ซึ่งผสมผสานศิลปะล้านนาแต่ครองจีวรแบบพระพุทธรูปจีนรวมทั้งการแสดงปางรับผลสมอไม่เคยปรากฏในศิลปะล้านมาและศิลปะล้านช้างจึงน่าจะเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นใหม่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๕ แล้ว           กรมศิลปากร ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๔ ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๒๐  


ชื่อผู้แต่ง        พระราชวรญาณมุนี (เปลี่ยน ปุณฺโณ ป.๙ ) ชื่อเรื่อง         วจนานุกรม สมาสท้อง เล่ม ๒ พิมพ์ครั้งที่     -         สถานที่พิมพ์   พระนคร สำนักพิมพ์     โรงพิมพ์การศาสนา ปีที่พิมพ์       ๒๕๑๒ จำนวนหน้า    ๑๑๓ หน้า รายละเอียด     หนังสือที่จัดพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระเทพญาณเวที (ฦา ยติกเถร) เจ้าอาวาสวัดบูรณศิริมาตยารามเป็นหนังสือรวมคำศัพท์สมาสท้องที่วิเคราะห์แล้วทั้งสิ้น ๑,๒๐๐ คำศัพท์ แบ่งเป็น ๔ เล่มๆละ ๓๐๐ ศัพท์ เล่มนี้เป็นเล่ม ๒ ตั้งแต่อักษร ค-ธ เพื่อใช้เป็นคู่มือสำหรับนักเรียนพระปริยัติธรรม แผนกบาลี


black ribbon.