ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,510 รายการ


ชื่อเรื่อง                          หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 8  ฉบับที่ 525 (31 พ.ค. 2509) ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น สถานที่พิมพ์                สุพรรณบุรี สำนักพิมพ์                   มนัสการพิมพ์ ปีที่พิมพ์                        2509 ลักษณะวัสดุ                16 หน้า. : กว้าง 28 ซ.ม. ยาว 39 ซ.ม. ภาษา                             ไทย


ผิว เจริญลาภ (2446 – 2539)   นางผิว เจริญลาภ เกิดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2446 ที่บ้านเกาะกันเกรา ตำบลหนองเสม็ด อำเภอเมือง จังหวัดตราด บิดาชื่อ นายพาลี ชพานนท์ มารดาชื่อ นางวัน (เล็ก) ธรรมชาติ มีพี่น้อง 3 คน ดังนี้ 1.      นายเพ่ง ชพานนท์ 2.      นางพิศ ชพานนท์ 3.      นางผิว เจริญลาภ   ชีวิตครอบครัว นางผิว ได้สมรสกับนายชิง เจริญลาภ มีบุตรและธิดาด้วยกัน 11 คน ดังนี้ 1.      นางอบเชย จันทรศัพท์ 2.      นางอัญชัญ เปล่งวิทยา 3.      ด.ญ. รัชชู เจริญลาภ (ถึงแก่กรรมแต่เยาว์วัย) 4.      นายผลิผล เจริญลาภ (ถึงแก่กรรมแล้ว) 5.      นางอัจฉรา นาครทรรพ 6.      นายควรคิด เจริญลาภ 7.      นางสาวผ่องศรี เจริญลาภ 8.      ด.ช. วลัยลักษณ์ เจริญลาภ (ถึงแก่กรรมแต่เยาว์วัย เป็นฝาแฝดกับวราโรจน์) 9.      นายวราโรจน์ เจริญลาภ 10.  ด.ญ. วราภรณ์ เจริญลาภ (ถึงแก่กรรมแต่เยาว์วัย) 11.  นายสุรศักดิ์ เจริญลาภ           การถึงแก่กรรม นางผิว เจริญลาภ ได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 และถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2539 ณ โรงพยาบาลราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร รวมอายุได้ 92 ปี       ข้อมูลหนังสืออนุสรณ์งานศพ   บรรณานุกรม อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ (เป็นกรณีพิเศษ) นางผิว เจริญลาภ ณ เมรุวัดธาตุทอง กรุงเทพมหานคร วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2539.  ม.ป.ท.: ม.ป.พ.,      2539.   รายละเอียดเนื้อหา            บัญชีเครือญาตินางผิว (ชพานนท์) เจริญลาภ ตามประวัติพี่น้องจากมณฑลจันทบูรณ์ (จังหวัดจันทบุรี) มารับราชการและตั้งรกรากในเมืองตราด ได้แก่ ขุนหาญฯ และหลวงบรรเทาฯ เนื้อหาอื่นๆ ได้แก่ รวมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมงคล 38 ประการ และคำทำนายฝัน   เลขเรียกหนังสือ   ห 089.95911 อ234ผ สถานที่จัดเก็บ     ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี  


          พระยารักน้อยและพระยารักใหญ่ คือเศียรหุ่นหลวงพระราม-พระลักษณ์ อันเป็นงานแกะสลักจากไม้รัก ลงรักปิดทอง เขียนสี และประดับกระจกอย่างประณีตวิจิตรบรรจง ฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ซึ่งทรงแกะสลักขึ้นจากไม้รัก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ นายช่างใหญ่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เคยตรัสยกย่องเศียรหุ่นคู่นี้ไว้ว่า "งามไม่มีหน้าพระอื่นเสมอสอง”  ปัจจุบันเศียรหุ่นหลวงพระยารักใหญ่และพระยารักน้อย ได้รับการอนุรักษ์และจัดแสดง ณ หมู่พระวิมาน พระราชวังบวรสถานมงคล พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร        เศียรหุ่นพระยารักน้อย พระยารักใหญ่ สะท้อนถึงพระปรีชาสามารถเชิงช่างชั้นครูของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย นอกจากจะทรงเป็นศิลปินและกวีด้วยพระองค์เองแล้ว  ยังทรงอุปถัมภ์การดนตรีทั้งการสร้างเครื่องและการเล่น  ตลอดจนกวีในรัชสมัยของพระองค์เป็นอย่างดี ยุคนี้จึงถือเป็นยุคทองแห่งนาฏศิลป์ ศิลปกรรม  และวรรณกรรมอย่างแท้จริง  


รายละเอียด  ข้อพึงระวังและข้อควรรู้ สำหรับหน่วยงานในสังกัด



วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา เข้าร่วมกิจกรรมส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ "สุขสันต์ถ้วนหน้า เบิกฟ้าปีหนูทอง" พุทธศักราช ๒๕๖๓ ในการนี้สำนักฯได้จัดซุ้มอาหารเพื่อบริการให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม ณ โรงละครแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร


อยากทราบว่ารับนักศึกษาฝึกงานหรือเปล่าครับ ผมเรียน วัฒนธรรม สาขา ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณดคี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ครับ 


พบเครื่องถ้วยชามลายน้ำทอง มีพระบรมฉายาลักษณ์ ร.5 ที่กาน้ำ และจาน ไม่ทราบว่ามีจริงหรือไม่ เนื่องจากไม่เคยเห็นในหนังสือ รวมทั้งภาพใน Internet ขอทราบรายละเอียดด้วยครับ


แบบฟอร์มบัญชีส่งมอบเอกสารประกอบด้วย ๑. บัญชีส่งมอบหนังสือราชการอายุครบ ๒๐ ปี ๒. บัญชีหนังสือขอลำลาย หน่วยงานราชการทุกหน่วยงานสามารถดาวน์โหลดเพื่อนำไปใช้งานได้ หากมีข้อสงสัย ติดต่อได้ที่โทร. 045285522


วัสดุ สำริด แบบศิลปะ ศิลปะเขมรในประเทศไทย อายุสมัย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 สถานที่พบ ขุดพบที่บ้านมะอึ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด คุณวิชา ตระกูลการ มอบให้ ประทับยืน พระพักตร์เหลี่ยม พระนลาฏกว้าง พระขนงต่อเป็นปีกกา พระเนตรมองตรง พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์แย้มเป็นเส้นตรง สวมกระบังหน้าตกแต่งเป็นลวดลายกลีบขนาดเล็ก สวมมงกุฎทรงกรวยยอดมนไม่มีลวดลาย พระเศียรด้านหลังเป็นลายเส้นตรงคล้ายเส้นผม สวมกุณฑล กรองศอ พาหุรัด ทองกร ไม่สวมเสื้อ พระหัตถ์ทั้งสองถือดอกบัวยื่นออกมาด้านหน้าขนานกัน นุ่งผ้าเป็นริ้วยาวประมาณพระชงฆ์ คาดเข็มขัด ขอบผ้านุ่งเว้าลงบริเวณพระนาภี สันนิษฐานว่าเป็นนางปรัชญาปารมิตา


เครื่องหมายหยิน-หยาง                            สัญลักษณ์ประจำลัทธิเต๋า อันหมายถึง อำนาจที่มีบทบาทต่อกันของจักรวาลนักปราชญ์           ชาวจีนเชื่อว่า หยิน-หยาง เป็นตัวแทนของพลังแห่งจักรวาล ๒ ด้าน กล่าวกันว่า เครื่องหมายหยิน           และหยางนี้พัฒนามาจากปรากฎการณ์ทางธรรมชาติของจักรวาล                          สีดำคือ หยิน หมายถึง ดวงจันทร์ เป็นตัวแทนของการเต็มใจ รับหรือยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำ           เป็นพลังแห่งสตรีเพศ ความเยือกเย็น การหยุดนิ่ง การเคลื่อนลงต่ำ การเก็บรักษา การยับยั้ง                          ส่วนสีขาวคือ หยาง หมายถึง ดวงอาทิตย์ อันเป็นสัญลักษณ์ของพลังแห่งบุรุษเพศ           การเคลื่อนไหว ความกระตือรือร้น การเคลื่อนขึ้นไปด้านบน การเจริญเติบโต เจริญรุ่งเรือง ความร้อนแรง                          ดังนั้น สัญลักษณ์หยิน-หยาง จึงแทนความสมดุลของพลังในจักรวาล                              เมื่อพิจารณาถึงคุณสมบัติของอำนาจหยินและหยาง ไม่มีวันที่จะเหมือนกันได้ แต่เมื่อ             ทั้งสองรวมกันแล้วก็จะเกิดความสมดุล ความพอดี หากมีพลังหยินมากเกินไป ทุกสิ่งทุกอย่าง             จะสงบนิ่งมากเกินไปจนดูกลายเป็นความเฉื่อยชา และถ้ามีพลังด้านหยางมากเกินไป              ทุกสรรพสิ่งก็จะเปลี่ยนมาเป็นความก้าวร้าว ความรุนแรง ซึ่งจะทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นได้                           หยาง นั้นเปรียบได้กับ ผู้ชาย ส่วนหยินนั้นเป็น หญิง หยางไม่อาจเติบโตขึ้นได้หาก             ปราศจากหยิน และหยินเองก็ไม่อาจให้กำเนิดชีวิตใหม่ได้หากปราศจากหยาง                       โดยทั่วไปแล้วสัญลักษณ์หยิน-หยาง เป็นตัวแทนของปรากฏการณ์สวรรค์ตามความเชื่อ             ของชาวจีนโบราณ ซึ่งประกอบไปด้วยการโคจรของดวงอาทิตย์ ฤดูกาลทั้ง ๔ และปฏิทินจีน                          ข้อมูลจาก       หนังสือนัยแห่งสัญลักษณ์                                    http://www.oknation.net/blog/miharu/2008/01/22/entry-13              ภาพประกอบ                                    http://wowboom.blogspot.com/2011/03/yin-and-yang.html                                            http://www.khalong.com/amulet/index.php/pshop/viewshop/37                                    http://www.photonovice.com/    



กล่าวถึงการเสด็จประพาสหัวเมืองต่าง ๆ ในแหลมมลายู อาทิ เกาะพงัน เมืองสงขลา เมืองกลันตัน ตรังภานู สายบุรี นครศรีธรรมราช เป็นต้น เป็นการเสด็จประพาส 3 ครั้ง คือ เมื่อรัตนโกสินทรศก 117, 118 และ 119



black ribbon.