ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,681 รายการ
สำนักศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่ ร่วมกับ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย จะดำเนินการโครงการ "เพาะ กล้า รักษ์" กิจกรรม คืนธรรมชาติ ปลูกสัก รักษ์เชียงแสน เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๒ พรรษา ในวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๗ เวลา ๙.๐๐ น. เป็นต้นไป ณ บริเวณคูเมืองกำแพงเมืองเชียงแสน หน้าวัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย จึงขอเรียนเชิญท่านผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ ในวันและเวลาดังกล่าว
พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2463 ที่ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เป็นบุตรของรองอำมาตย์โทหลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) และนางวินิจทัณฑกรรม (ออด ติณสูลานนท์) เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวนพี่น้อง 8 คน
พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เข้ารับการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2469 ที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา หมายเลขประจำตัว 167 สำเร็จชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เมื่อปี พ.ศ.2478 เข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 7 - 8 แผนกวิทยาศาสตร์ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย หมายเลขประจำตัว 7587
พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ผ่านการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ณ โรงเรียนเท็ฆนิคทหารบก (ปัจจุบัน คือ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า) เมื่อปี พ.ศ.2481 โดยเข้ารับการศึกษาเป็นรุ่นที่ 5 มีเพื่อนร่วมรุ่น 55 นาย สำเร็จการศึกษาเมื่อปี พ.ศ.2484 ใช้เวลาเพียง 3 ปี ไม่ครบ 5 ปี ตามหลักสูตร เนื่องจากเกิดกรณีพิพาทระหว่างรัฐบาลไทยกับฝรั่งเศสขึ้น จึงจำเป็นต้องให้นักเรียนนายร้อยออกรับราชการก่อนกำหนด
พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เริ่มรับราชการเป็นผู้บังคับหมวด ประจำกรมรถรบ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2484 ปฏิบัติหน้าที่ ณ สมรภูมิรบปอยเปต ประเทศเขมร ในกรณีพิพาทในอินโดจีนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลฝรั่งเศส และได้รับแต่งตั้งให้เป็นว่าที่ร้อยตรี (รับกระบี่ในสนามรบ) เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2484
พ.ศ. 2485 - 2488 เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา จึงได้รับคำสั่งให้ไปประจำการเป็นกองหนุนของกองทัพพายัพ จังหวัดลำปาง ต่อมากองทัพเคลื่อนย้ายไปอยู่เชียงราย และได้รับคำสั่งให้ไปขึ้นอยู่กับกองพล.3 ที่เชียงตุง จนได้เลื่อนยศเป็น ร้อยเอก และเป็นผู้บังคับกองร้อยที่ลพบุรี
พ.ศ. 2489 - 2492 เป็นผู้บังคับกองร้อยที่ 2 กองพันที่ 1 กรมรถรบ ได้เข้าศึกษาเป็นนายทหารฝึกหัดราชการ โรงเรียนนายทหารม้า เมื่อจบการศึกษาได้กลับมารับตำแหน่งผู้บังคับกองร้อยเดิม และรักษาราชการผู้บังคับกองพันที่ 1 กรมรถรบ
1 กรกฎาคม 2492 ได้รับพระราชทานยศ "พันตรี"
พ.ศ. 2493 เป็นผู้บังคับกองร้อยที่ 3 กองพันทหารม้าที่ 4 จังหวัดอุตรดิตถ์ รองผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 4 และรองผู้บังคับการจังหวัดทหารบกอุตรดิตถ์อีกตำแหน่งหนึ่ง
พ.ศ. 2495 ได้รับทุนจากกองทัพบกโดยการสอบแข่งขันได้ไปศึกษาต่อที่ The United States Army Armor School รัฐเคนตักกี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา สำเร็จการศึกษาเมื่อต้นปี พ.ศ. 2497 กลับมารับราชการเป็นอาจารย์ในแผนกวิชายุทธวิธี กองการศึกษา โรงเรียนยานเกราะ กองพลน้อยทหารม้า (กรุงเทพฯ)
30 มกราคม 2497 ได้รับพระราชทานยศ "พันโท"
พ.ศ. 2497 - 2498 เป็นผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 5 กรมทหารม้าที่ 2 และเป็นอาจารย์หัวหน้าแผนกวิชาทหาร กองการศึกษา โรงเรียนยานเกราะ
1 มกราคม 2499 ได้รับพระราชทานยศ "พันเอก"
พ.ศ. 2501 เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการโรงเรียนทหารม้ายานเกราะ ศูนย์การทหารม้า จังหวัดสระบุรี เป็นรองผู้บัญชาการโรงเรียนทหารม้ายานเกราะ ศูนย์การทหารม้า
พ.ศ. 2506 เป็นรองผู้บัญชาการโรงเรียนทหารม้า ศูนย์การทหารม้า และเป็นรองผู้บังคับการจังหวัดทหารบก สระบุรี
พ.ศ. 2509 - 2510 เข้าศึกษาในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นที่ 9 (ยศพันเอก) เดินทางไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น และเกาหลี
1 ตุลาคม 2511 ได้รับพระราชทานยศ "พลตรี" และให้ดำรงตำแหน่ง "ผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า" และ "ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกสระบุรี" พ.ศ. 2512 เป็นองครักษ์เวร เป็นนายทหารพิเศษประจำกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์
1 ตุลาคม 2516 เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 จังหวัดสกลนคร
1 ตุลาคม 2517 ได้รับพระราชทานยศ "พลโท" และดำรงตำแหน่ง "แม่ทัพภาคที่ 2" พ.ศ. 2518 เป็นราชองครักษ์พิเศษ
1 ตุลาคม 2520 ได้รับพระราชทานยศ "พลเอก" และดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ทั่วไปฝ่ายทหาร
พ.ศ. 2521 เป็นผู้บัญชาการทหารบก จนเกษียณอายุราชการ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2523 และคณะรัฐมนตรีได้มีมติต่ออายุราชการอีก 1 ปี 26 สิงหาคม 2524 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้อำลาการรับราชการทหาร
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2523 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นับเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 16 ของประเทศไทย ก่อนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เริ่มรับราชการทางการเมืองโดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นวฺุฒิสมาชิก เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2511 เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2515 เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน2520 และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 22พฤษภาคม 2522 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ 3 มีนาคม 2523 จนถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2531 รวมทั้งสิ้น 3 ครั้ง มีคณะรัฐมนตรีทั้งหมด 5 ชุด รวมเวลาทั้งสิ้น 8 ปี 5 เดือน หลังจากการปฏิเสธการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2531 ต่อมาเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2531 ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศยกย่อง พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ไว้ในฐานะรัฐบุรุษ และเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2541 จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นประธานองคมนตรีในสมัยรัชกาลที่ 9 จนถึง วันที่ 13 ตุลาคม 2559 จากนั้นดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม - 1 ธันวาคม 2559 และดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรี ในสมัยรัชกาลที่ 10 ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2559 ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม 2562 เวลา 9 นาฬิกา 9 นาที สิริอายุ 99 ปี
ตึกถาวรวัตถุ ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดขึ้นเนื่องในโอกาส 100 ปี แห่งการสวรรคตของพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 23 ตุลาคม พ.ศ. 2553 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 5 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์
ตึกถาวรวัตถุ ซึ่งตึกนี้สร้างขึ้นตามพระราชประสงค์ระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงใช้เป็นพระที่นั่งทรงธรรมในการพระเมรุของพระองค์เอง ก่อสร้างแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 6 จากนั้น พระราชทานเป็นที่ตั้งของหอสมุด วชิรญาณสำหรับพระนคร เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 7 คงให้ใช้เป็นที่เก็บหนังสือตัวพิมพ์ข่าว พระราชทานนามใหม่ว่า หอพระสมุดวชิราวุธ ปัจจุบันเป็นอาคารนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
กำเนิดอาคารถาวรวัตถุ อาคารถาวรวัตถุ หรือตึกแดง ตั้งอยู่ฝั่งทิศตะวันตกของสนามหลวง ด้านหน้าวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นด้วยพระราชประสงค์ 2 ประการ
ประการแรก เพื่อให้เป็นที่เล่าเรียนของพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย หลังจากที่ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งมหาธาตุวิทยาลัยขึ้น ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2432 แต่ยังขาดสถานที่เรียนอันเหมาะสม จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเสนาสนะสำหรับพระสงฆ์ขึ้น ประการที่สอง ประจวบกับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ.2437 โดยพระราชประเพณีจะต้องสร้างพระเมรุมาศขนาดใหญ่ ตามพระเกียรติยศขึ้นที่ท้องสนามหลวง พระองค์มีพระราชดำริว่า เป็นการสิ้นเปลืองพระราชทรัพย์ในการสร้างสิ่งที่ไม่ได้เป็นถาวรวัตถุ เพราะสร้างใช้งานชั่วคราว เสร็จงานแล้วก็รื้อทิ้ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้อำนวยการสร้างอาคารตึกถาวรวัตถุขึ้น ณ บริเวณกุฏิสงฆ์วัดมหาธาตุด้านทิศตะวันออก ลักษณะอาคารเป็นยอดปรางค์ 3 ยอด เพื่อเป็นที่อัญเชิญพระบรมศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร มาประดิษฐานบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุประทาน เมื่อการบำเพ็ญพระราชกุศลนั้นแล้วจะได้ถวายอาคารนี้ให้เป็นสังฆิกเสนาสนะสำหรับมหาธาตุวิทยาลัยต่อไป แต่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จในรัชกาลของพระองค์ (เพราะสวรรคตก่อน) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อจนเสร็จ แล้วพระราชทานให้เป็นที่ตั้งหอพระสมุดสำหรับพระนคร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2459 สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ตึกถาวรวัตถุนั้น ทรงให้ใช้เป็นที่เก็บหนังสือตัวพิมพ์ ทรงพระราชทานนามใหม่ว่า หอพระสมุดวชิรญาณ ต่อมาและเป็นอาคารหอสมุดแห่งชาติ จนกระทั่งได้ย้ายหอสมุดแห่งชาติไปตั้งที่แห่งใหม่ที่ท่าวาสุกรี เมื่อ พ.ศ. 2508 ตึกถาวรวัตถุยังเป็นที่ตั้งสำนักงานราชบัณฑิตยสถานต่อ จนกระทั่งสำนักงานย้ายไปอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ตึกนี้ไม่มีการใช้งานอื่นใด กรมศิลปากร สมัยนายเกรียงไกร สัมปัชชลิต เป็นอธิบดี ได้ปรับปรุงเพื่อเป็นที่จัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจในรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นที่องค์ยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนเอกสารในการปฏิรูปประเทศของรัชกาลที่ 5 เป็นมรดกโลก
สื่อมัลติมีเดีย:
ต่อไป >
วันที่ ๑๙ - ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ จัดโครงการเผยแพร่ความรู้ประวัติศาสตร์โบราณคดีและศิลปวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๓ ณ พิพิธภัณฑ์ชุมชนช่างปี่ ตำบลช่างปี่ อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ โดยได้รับเกียรติจากท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายไกรสร กองฉลาด เป็นประธานในพิธี โดยมีหน่วยงานราชการ นักเรียน และชาวบ้านชุมชนช่างปี่ เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้
สำนักงาน ก.พ.ร. ได้พัฒนาเกณฑ์การประเมินสถานะของหน่วยงานภาครัฐในการเป็นระบบราชการ 4.0 (PMQA 4.0) ขึ้น เพื่อเป็นกรอบในการพัฒนาองค์การสู่การเป็นระบบราชการ 4.0 และนำไปส่งเสริม เพื่อการยกระดับหน่วยงานภาครัฐสู่การเป็นระบบราชการ 4.0 และเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและแรงจูงใจให้กับหน่วยงานที่มุ่งมั่นพัฒนาสู่การเป็นระบบราชการ 4.0
สำนักงาน ก.พ.ร. ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบราชการให้เป็นระบบราชการที่ยึดหลักธรรมภิบาล เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน (Good Governance for BetterLife) ได้จัดให้มีการมอบ “รางวัลคุณภาพการให้บริการประชาชน” ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ 29 มกราคม 2547เพื่อเชิดชูเกียรติและเป็นขวัญกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่ดำเนินการปรับปรุงการให้บริการโดยการลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการได้ตามมาตรฐานที่กำหนด ต่อมาในปี พ.ศ. 2555 รางวัลคุณภาพการให้บริการประชาชน ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “รางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติ” และในปี พ.ศ. 2560คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในการประชุมครั้งที่ 3/2560 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2560 ได้มีมติเห็นชอบให้มี “รางวัลเลิศรัฐ” (Public Sector Excellence Awards : PSEA) และให้ปรับรางวัลต่าง ๆ ของสำนักงาน ก.พ.ร. เป็นสาขาภายใต้รางวัลเลิศรัฐ โดยรางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติ ปรับเป็น “รางวัลเลิศรัฐสาขาบริการภาครัฐ” ต่อเนื่องมาในปี พ.ศ. 2562 คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ มีมติให้ปรับปรุงประเภทรางวัลที่มอบให้แก่ส่วนราชการ เพื่อให้รางวัลเลิศรัฐเป็นรางวัลที่แสดงถึงความเป็นเลิศในแต่ละสาขาประกอบด้วย (1) รางวัลเลิศรัฐ เป็นรางวัลสูงสุดที่มอบให้กับหน่วยงานที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขการพิจารณาประกอบด้วย รางวัลเลิศรัฐยอดเยี่ยม มอบให้กับหน่วยงานที่ได้รับรางวัลระดับดีเด่น ครบทั้ง 3 สาขา ในปีเดียวกัน และรางวัลเลิศรัฐสาขา (Best of the Best) มอบให้กับหน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่นในสาขานั้นๆ โดยเรียกชื่อว่า “รางวัลเลิศรัฐ สาขา….” และ (2) รางวัลรายสาขา ได้แก่ รางวัลบริการภาครัฐรางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม และรางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐรางวัลบริการภาครัฐ จึงเป็นรางวัลที่แสดงให้เห็นว่าผลการทำงานของหน่วยงานของรัฐเป็นที่ยอมรับ และเป็นสิ่งยืนยันความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการว่าสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพสามารถเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่หน่วยงานอื่น ๆ ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบการให้บริการและระบบการบริหารของหน่วยงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
***บรรณานุกรม***
หนังสือหายาก
พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารีเถระ). ตำนานสวดมนต์ สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์ในงานฉลองตราพระอุปัชฌายะ พระครูอุดมวิชากร วัดกำแพง อ.เมือง จ.ชลบุรี. พระนคร : โรงพิมพ์อาศรมอักษร, ๒๕๐๒.
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศ สาธารณรัฐประชาชน จีน
๑. ชื่อโครงการ
7th International Exposition of Museum and Relevant Produce And Technologies
๒. วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อนำนิทรรศการไปร่วมจัดแสดง
๒.๒ เข้าร่วมประชุมของสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ICOM ASPAC
๓. กำหนดเวลา
วันที่ ๑๓-๒๐ กันยายน ๒๕๕๙
๔. สถานที่
เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน
๕. หน่วยงานผู้จัด
Chinese Museum Association, ICOM China
๖. หน่วยงานสนับสนุน
ICOM
๗. กิจกรรม
๗.๑ Exhibition
๗.๒ Meeting
๘. คณะผู้แทนไทย
นางสาวนิชนันท์ กลางวิชัย ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กาญจนาภิเษก สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
๙.๑ . Round Table เรื่อง การทบทวนวาระการประชุมที่จัดขึ้นที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
๑. Introduction
๑.๑ การปกป้องและการเผยแพร่ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ Protection and promotion of cultural and natural diversity.
๑.๒ บทบาทของพิพิธภัณฑสถานในฐานะพื้นที่ทางวัฒนธรรมสำหรับการแลกเปลี่ยน การสนทนา การเรียนรู้ การถกเถียง และ การอบรม Museums as space for cultural transmission, intercultural dialogue, learning, discussion and training.
๑.๓ สมาชิกต่างตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องและเผยแพร่พิพิธภัณฑสถานและการสะสมวัตถุ ด้วยการมีส่วนร่วมในการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านการสงวนรักษาและการปกป้องมรดก การปกป้องและเผยแพร่วัฒนธรรมที่หลากหลาย การแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ การพัฒนานโยบายทางการศึกษา ความร่วมมือด้านสังคมและการเรียนรู้ตลอดชีวิต และ การพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์และเศรษฐกิจการท่องเที่ยว Member states aware to the importance of the protection and promotion of museums and collections so that they are partners in sustainable development through the preservation and protection of heritage, the protection and promotion of cultural diversity, the transmission of scientific knowledge, the development of education policy, lifelong learning and social cohesion, and the development of the creative industries and the tourist economy.
๒. คำนิยาม และ ความหลากหลายของพิพิธภัณฑสถาน
(Definition and diversity of museum)
๒.๑ นิยามของพิพิธภัณฑสถาน คือ สถาบันที่มีความมั่นคง ไม่แสวงหากำไร เปิดตัวสู่สาธารณชน เพื่อบริการและพัฒนาแก่สังคม ผ่านงานศึกษาวิจัย การสื่อสาร และ การจัดนิทรรศการมรดกที่จับตั้งได้และจับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อการศึกษา การเรียนและความเพลิดเพลิน (The term museum is defined as “a non-profit, permanent institution in the service of society and its development, open to the public, which acquires, researches, communicates and exhibits the tangible and intangible heritage of humanity and it environment for the purpose of education, study and enjoyment)
๒.๒ นิยามของการสะสมวัตถุ หมายถึง การรวบรวมทรัพย์สินทางธรรมชาติ และวัฒนธรรม จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ในอดีตและปัจจุบัน The term collection is defined as “an assemblage of natural and cultural properties, tangible and intangible, past and present”
๒.๓ นิยามของคำว่า มรดก หมายถึง คุณค่าและการแสดงออก ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ที่มนุษย์เลือกสรรเพื่อการบ่งบอกถึงความมีตัวตน การเป็นเจ้าของ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอัตลักษณ์ ความเชื่อ ความรู้และประเพณี สภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิต นำไปสู่การปกป้องและปรับปรุงให้ดีขึ้นในรุ่นปัจจุบัน ส่งทอดต่อไปให้แก่รุ่นในอนาคต The term heritage is defined as a set of tangible and intangible values, and expression that people select and identify, independently of ownership, as a reflection and expression of their identities, beliefs, knowledge and tradition, and living environment, deserving of protection and enhancement by contemporary generations and transmission to future generation.
๓. หน้าที่หลักของพิพิธภัณฑสถาน คือ การสงวนรักษา การศึกษาวิจัย การสื่อสารและ การให้การศึกษา Primary function of museums is preservation, research, communication and education.
๔. บทความสำหรับบทบาทพิพิธภัณฑสถานต่อสังคม (Issue for museum in society)
- Globalization: Member states should promote the safeguarding of the diversity and identity that characterize museums and collections without diminishing the museums’ role in the globalized world.
- Museum relations with the economy and quality of life: Member states should recognize that museums can be economic actors in society and contribute to income-generating activities. Moreover, they participate in the tourism economy and with productive projects contributing to the quality of life of the communities and regions in which they are located.
- Social role: museums should be places that are open to all and committed to physical and cultural access to all, including disadvantaged groups. They can constitute space for reflection and debate on historical, social, cultural and scientific issue. Museum should also foster respect for human rights and gender equality. Member states should encourage museums to fulfill all of these roles.
- Museums and information and communication technologies (ICTs): Member states should support museums to share and related knowledge and ensure that museums have the means to have access to these technologies when they are judged necessary to improve their primary function.
นอกจากนี้การประชุมยังได้มีการเน้นย้ำถึงว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานด้านพิพิธภัณฑ์ ซึ่งในโลกปัจจุบัน การพัฒนาพิพิธภัณฑ์ควรเป็นแนวทางที่เน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมไปถึงการสร้างพิพิธภัณฑ์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต และเน้นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการจัดประชุม การแลกเปลี่ยนความรู้ หรือการพัฒนาทักษะต่างๆ ให้กับประเทศในกลุ่มสมาชิก
และยังมีการนำเสนอการดำเนินงานของประเทศสมาชิกจากประเทศต่างๆ เช่น ประเทศจีนที่หันมาเน้นด้านการอนุรักษ์โบราณวัตถุ และตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุ เพื่อจะได้นำกลับสู่แหล่งที่มาได้อย่างถูกต้อง ประเทศบราซิลที่เน้นการสร้างร่วมมือและแลกเปลี่ยนความรู้กับพิพิธภัณฑ์ต่างๆในประเทศ รวมไปถึงการร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ประเทศเกาหลีใต้ ที่เน้นการสร้างคน การสร้างทักษะ และการใช้ Media ต่างๆ ในงานพิพิธภัณฑ์ ประเทศเนปาลที่เน้นเรื่องของ Museum in conflict prevention ประเทศอเมริกาที่กล่าวถึงกิจกรรมต่างๆที่จะเกิดขึ้นในช่วง ๒๐๑๖-๒๐๒๐ ประเทศอียิปต์ที่เน้นย้ำถึงการทำตามกฎของยูเนสโก และประเทศอิตาลีที่ให้ความสำคัญกับการส่งต่อความรู้จากพิพิธภัณฑ์ไปสู่เด็กๆ เน้น School Museum ที่ให้ความรู้กับครูและเด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับมหาวิทยาลัยและให้ความสำคัญกับโบราณสถาน
การประชุมครั้งนี้ ได้สรุปถึงสาระสำคัญไว้ว่า การให้ความสำคัญกับ Human Right จะเป็นการช่วยคนให้ก้าวข้ามกำแพงวัฒนธรรมและสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรมใหม่ร่วมกัน ซึ่งการที่ศึกษาผู้คน ก็คือการศึกษาวัฒนธรรมนั่นเอง และทำไมถึงต้องเน้นย้ำและให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และรักษามรดกทางวัฒนธรรม เพราะสิ่งนี้คือการส่งต่อให้คนรุ่นต่อๆ ไป
๙.๒ นิทรรศการ “Museums and Relevant Products and Technologies Exposition”
เป็นนิทรรศการที่เน้นเกี่ยวกับเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ มารองรับงานด้านพิพิธภัณฑ์ โดยมีตัวแทนจากพิพิธภัณฑ์ต่างๆในประเทศจีน และบริษัทเอกชน มาร่วมจัดแสดงและนำเสนอผลงาน โดยวัตถุประสงค์หลักของนิทรรศการ คือ การนำเทคโนโลยี โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต มารวมกับงานด้านวัฒนธรรม ในประเด็นต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่องานด้านพิพิธภัณฑ์และโบราณคดี
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
๑๐.๑ กรมศิลปากรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานด้านพิพิธภัณฑ์ ควรมีแผนงานสำหรับการเข้าร่วมกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดรับมุมมองและนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับนำมาพัฒนางานที่เกี่ยวข้องกับพิพิธภัณฑ์ของไทย
๑๐.๒ ควรมีการสนับสนุนและส่งเสริมด้านการพัฒนาบุคลากร ทั้งนี้ในส่วนของ ICOMS มีทุนสำหรับการพัฒนาบุคลากรของสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นสมาชิกของ ICOMS ในการสมัครดังกล่าว ซึ่งการอบรมจะมีขึ้นปีละ ๒ ครั้ง ในช่วงเดือนเมษายนและพฤศจิกายน
๑๐.๓ มีการแลกเปลี่ยนความรู้และข้อคิดเห็น ซึ่งจากการเข้าร่วมงานดังกล่าว ประเทศปากีสถาน มีโครงการจะจัดงานสัมมนา ที่มีหัวข้อเรื่องเกี่ยวกับ South East Asia จึงอยากเชิญตัวแทนจากไทยเข้าร่วมงานดังกล่าว และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ของจีน จะจัดงานประชุมระดับนานาชาติ จึงอยากเชิญตัวแทนจากไทยที่เกี่ยวข้องกับสายงานด้านพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์เข้าร่วมงานดังกล่าวเช่นกัน ติดต่อคุณ LIU XUAN Administrative Office Associate Professor หน่วยงาน China Research Institute For Science Popularization E-mail: liuxuan@cast.org.cn
เลขทะเบียน : นพ.บ.5/4ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 52 หน้า ; 5 x 55 ซ.ม. : รักทึบ-ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา มีฉลากบอกชื่อคัมภีร์ 1 แผ่นชื่อชุด : มัดที่ 3 (20-32) ผูก 4หัวเรื่อง : ศัพท์วินัยกิจ--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม