ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,735 รายการ
เลขทะเบียน : นพ.บ.230/7ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 48 หน้า ; 4 x 54.5 ซ.ม. : รักทึบ-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 112 (170-179) ผูก 7 (2565)หัวเรื่อง : ธมฺมปทวณฺณนา ธมฺมปทฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา(ธรรมบท) --เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.362/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 60 หน้า ; 5 x 55 ซ.ม. : ทองทึบ-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 140 (420-433) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : เจตนาเภท--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เกาะยอ
เป็นเกาะที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบสงขลา ห่างจากอำเภอเมืองสงขลาประมาณ ๑๕ กิโลเมตร มีความโดดเด่นทั้งความงามทางธรรมชาติ สถาปัตยกรรม วิถีชีวิตของผู้คนที่สงบและเรียบง่าย หัตถกรรมอันเลื่องชื่อเช่นผ้าเกาะยอ ความอุดมสมบูรณ์ทางอาหาร เช่น ผลไม้ อาหารทะเล ฯลฯ สมกับคำขวัญประจำเกาะที่ว่า “สมเด็จเจ้าเป็นศรี ผ้าทอดีล้ำค่า นานาผลไม้หวาน ถิ่นอาหารทะเล เสน่ห์สะพานติณฯ สถาบันทักษิณลือนาม งดงามเรือนไทย” สำหรับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของเกาะยอนั้นปรากฏหลักฐานชัดเจนในสมัยอยุธยาราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒ เป็นต้นมา โดยปรากฏภาพเกาะยอในแผนที่เมืองนครศรีธรรมราช จ.ศ.๙๗๗ (ราวพ.ศ.๒๑๕๘) และแผนที่เมืองสงขลาของมองซิเยอร์ เดอร์ ลามาร์ (Monsieur de la Mare) วิศวกรชาวฝรั่งเศสราว พ.ศ.๒๒๓๐
........................................................................................................................................
เส้นทางถีบจักรยานรอบเกาะยอ
สำหรับเส้นทางในวันนี้ ทางกลุ่มโบราณคดีขอนำเสนอ เส้นทางโบราณสถานวัดแหลมพ้อ - วัดโคกเปี้ยว - จุดชมวิวเกาะยอ - ศาลเจ้าไท้ก๋ง - โบราณสถานวัดท้ายยอ - วัดเขาบ่อ และขอแถมสถาบันทักษิณคดีศึกษา - เจดีย์บนเขากุฏิ (หากใจท่านนั้นยังไหว) ส่วนรายละเอียดแต่ละสถานที่นั้นจะบรรยายในแต่ละภาพค่ะ
เกาะยอเป็นเกาะที่เป็นมิตรกับนักปั่นจักรยาน เนื่องจากเป็นเกาะขนาดเล็กที่มีความเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน มีรถขนาดใหญ่ขับขี่ไม่มาก สุนัขในเกาะยอก็ค่อนข้างเป็นมิตรและถนนลาดยางตลอดสาย การปั่นจักรยานเกาะยอจึงมีความปลอดภัยมาก นอกจากนี้ยังมีคาเฟ่สวยๆ ของกินอร่อยๆให้นักถีบได้นั่งพักให้หายเหนื่อยกันอีกด้วย และอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาด คือ การถ่ายฟ้าและวิวของเกาะยอที่ไม่เคยเหมือนกันในแต่ละวัน ถือเป็นงานศิลปะชิ้นเอกที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ออกมาให้เราได้ชม แต่มีข้อควรระวังสักนิดหากเพื่อนๆปั่นจักรยานเพลินจนมืดค่ำ ควรจะติดไฟหน้าและท้ายรถจักรยานเพื่อความปลอดภัยในการปั่นนะคะ
วันนี้ (วันจันทร์ที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๕) เวลา ๑๓.๓๐ น. นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรม ศิลปากร เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลผลการแข่งขันสร้างสรรค์เกมมรดกวัฒนธรรม FIT Game Jam 2022 (Fine Arts Game Jam) ณ ห้องประชุม ชั้น ๕ กรมศิลปากร อาคารเทเวศร์ จากการที่กรมศิลปากร ได้รับรางวัลที่ ๕ ในการแข่งขันระดับโลก The Cultural Heritage Game Jam จากงาน Global Game Jam® (GGJ) ที่จัดขึ้น ณ สหรัฐอเมริกา กรมศิลปากร จึงร่วมกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา จัดการแข่งขันสร้างสรรค์เกมมรดกวัฒนธรรม FIT Game Jam 2022 (Fine Arts Game Jam) จากโจทย์ของกรมศิลปากร ภายใน ๔๘ ชั่วโมง เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้สร้างสรรค์ ผลงานด้านสื่อเกม จากฐานความรู้ด้านมรดกวัฒนธรรมของชาติ มีผู้สมัครร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น ๙๑ คน โดยแบ่งเป็นทีม รวม ๑๖ ทีม แข่งขันระหว่างวันที่ ๒ - ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๕ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมตัดสินผลการแข่งขันในวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ดังนี้ รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล ๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมโล่รางวัล ได้แก่ ทีม Siam Majestic รองชนะเลิศอันดับที่ ๑ เงินรางวัล ๑๒,๐๐๐ บาท พร้อมโล่รางวัล ได้แก่ ทีม Borrow time Tactic รองชนะเลิศอันดับที่ ๒ เงินรางวัล ๘,๐๐๐ บาท พร้อมโล่รางวัล ได้แก่ ทีม VR รางวัลขวัญใจ Gamer เงินรางวัล ๒,๐๐๐ บาท ได้แก่ ทีม Garuda Office รางวัล The Gamer Must go on มี ๒ รางวัล ๆ ละ ๒,๐๐๐ ได้แก่ ทีม Golden River Valley และทีม Sangkhalokและทุกทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันได้รับประกาศนียบัตร จากกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมด้วย การแข่งขันสร้างสรรค์เกมมรดกวัฒนธรรมในครั้งนี้ ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ อีกก้าวที่สำคัญ ของการนำ Soft Power ด้านวัฒนธรรม มาใช้เพื่อสร้างสรรค์ ตามวิสัยทัศน์ใหม่ของกระทรวงวัฒนธรรม คือ “วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์มีบทบาทนำในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย” โดยมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา และภาคเอกชน สืบสาน รักษาและต่อยอดงานศิลปวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืนสู่เยาวชนรุ่นต่อไป
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : สร้างทางเพื่อเดินรถโดยสาร --
ในสมัยก่อน ตามหัวเมืองต่างๆ เราจะพบว่า ความเจริญทั้งทางการปกครองและทางเศรษฐกิจ ย่อมจะต้องไปรวมศูนย์กันอยู่ที่เขตตัวเมืองอันเป็นศูนย์กลางของเมืองหรือจังหวัด ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามพื้นที่ชนบทห่างไกล หากมีธุระต้องติดต่อราชการหรือจับจ่ายใช้สอยซื้อขายสินค้า ก็จำเป็นที่จะต้องเดินทางเข้ามาในตัวเมือง ซึ่งแน่นอนว่าการเดินทางเข้าเมืองในสมัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หลายคนต้องเดินเท้าออกจากบ้านมาเป็นวันๆ บางครั้งต้องบุกป่าฝ่าดง ข้ามแม่น้ำลำธารหลายสายถึงจะเข้าเมืองได้ ด้วยเหตุที่ว่าไม่มีถนนที่ได้มาตรฐานที่จะช่วยให้การเดินทางสะดวกรวดเร็ว รวมถึงไม่มีรถโดยสารที่จะช่วยทุ่นเวลาและแรงกายในการเดินทางได้
จากเหตุผลดังกล่าวนี้ ในหลายพื้นที่จึงพบว่ามีเอกชนหลายรายที่ให้ความสนใจในการเปิดเส้นทางเดินรถเพื่อรับส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้าไปมาระหว่างตัวเมืองกับตำบลต่างๆ ที่อยู่ห่างไกล ซึ่งบางครั้งการที่จะได้มาซึ่งสัมปทานหรือสิทธิ์ในการเดินรถนั้น ผู้ประกอบการก็จำเป็นที่จะต้องสร้างถนนขึ้นเองด้วย ดังตัวอย่างในเอกสารจดหมายเหตุที่กล่าวถึงต่อไปนี้
ข้อมูลจากเอกสารจดหมายเหตุชุด เอกสารส่วนพระองค์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่อง สร้างทางเดินรถรับส่งคนโดยสาร จังหวัดลพบุรี สุพรรณบุรี จันทบุรี และอุตรดิตถ์ ระบุว่า เมื่อปี พ.ศ. 2471 หม่อมเจ้าดำรัสดำรงค์ เทวกุล เลขานุการเสนาบดีสภา ได้มีหนังสือกราบทูลพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ อภิรัฐมนตรีว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ถวายสำเนาหนังสือพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เอกชนสร้างทางถือสิทธิเดินรถรับจ้างบรรทุกสินค้าและส่งคนโดยสารในจังหวัดต่างๆ รวม 5 สาย ใน 4 จังหวัด หนึ่งในนั้นคือจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งมีขุนอำไพพานิช เป็นผู้ขอรับสัมปทานการเดินรถโดยสารระยะเวลา 15 ปี (ต่อมาได้รับการเสนอให้ขยายเวลาเป็น 20 ปี) โดยรับผิดชอบในการสร้างทางถมหินลูกรังจากสถานีรถไฟท่าเสา อำเภอบางโพ (อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ในปัจจุบัน) ผ่านตำบลต่างๆ ตามแม่น้ำน่านฝั่งตะวันตกไปจนถึงตำบลหาดงิ้ว เขตรอยต่อกับอำเภอท่าปลา
ในหนังสือพระราชทานพระบรมราชานุญาตสร้างทางและเดินรถฯ ได้ระบุถึงหน้าที่ของผู้รับอนุญาตในการสร้างบำรุงรักษาทางและเดินรถ และรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ในการสร้างทางตามมาตรฐานของกรมทาง เช่น เส้นรัศมีของทางเลี้ยวจะต้องยาวไม่ต่ำกว่า 100 เมตร ความลาดชันของทางต้องไม่เกินร้อยละ 5 การถมหินบนหลังทางจะต้องถมหนาอย่างน้อย 15 เซนติเมตรก่อนที่จะบดทับให้แน่น เป็นต้น รวมทั้งหากทางที่ก่อสร้างจำเป็นต้องข้ามลำน้ำหรือทางน้ำต่างๆ ผู้รับอนุญาตก็จะต้องก่อสร้างเอง โดยกรมทางจะเป็นผู้วางแบบและวิธีการก่อสร้างให้
โดยสรุปก็คือ การอนุญาตให้เอกชนสร้างทางพร้อมกับให้สิทธิ์ในการบริการรถโดยสารและขนส่งสินค้านี้ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะนอกจากเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของทางการในการช่วยให้ชาวบ้านได้มีเส้นทางในการเดินทางสัญจรที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นแล้ว แล้วยังเป็นการขยายระบบขนส่งสาธารณะไปยังพื้นที่ห่างไกล และเป็นตัวช่วยกระจายความเจริญจากตัวเมืองออกสู่ชนบทอีกด้วย
ผู้เขียน : นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)
เอกสารอ้างอิง:
สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารส่วนพระองค์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สบ.2.42/144 เรื่อง สร้างทางเดินรถรับส่งคนโดยสาร จังหวัดลพบุรี สุพรรณบุรี จันทบุรี และอุตรดิตถ์. [2 มิ.ย. 2471].
#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
ชื่อเรื่อง โรเมโอและจูเลียตผู้แต่ง เชกส์เปียร์ วิลเลียมประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ วรรณคดีอังกฤษเลขหมู่ 822.33 ช693รสถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ บรรณาคารปีที่พิมพ์ 2515ลักษณะวัสดุ 264 หน้าหัวเรื่อง ละครอังกฤษ เชกส์เปียร์ วิลเลียม มงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว,พระบาทสมเด็จพระภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึกโรเมโอและจูเลียตเป็นบทละครอังกฤษ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแปลและประพันธ์ขึ้นในภาษาไทย กล่าวถึงเรื่องราวคู่รักกลายเป็นวีระชนผู้ยอมเสียสละทุกสถานการณ์
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 42/7ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 32 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 54 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
วันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (วันยุทธหัตถี) และวันกองทัพไทย ตรงกับวันที่ 18 มกราคม ของทุกปี เป็นวันที่ระลึกถึงสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา จนได้รับชัยชนะ พระองค์เป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่และกล้าหาญ จึงถือว่าวันนี้เป็นวัน “กองทัพไทย” อีกด้วย
สงครามยุทธหัตถีในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2135 ในครั้งนั้นพระเจ้านันทบุเรงได้ให้พระมหาอุปราชายกทัพใหญ่มาตีกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทราบข่าวจึงยกทัพหลวงไปตั้งรับที่หนองสาหร่าย ซึ่งระหว่างที่การรบกำลังดำเนินอยู่นั้น ช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระเอกาทศรถ ก็ได้ไล่ล่าศัตรูไปจนออกนอกเขตแดน จนทำให้ทั้งสองพระองค์ตกไปอยู่ในวงล้อมของศัตรูโดยไม่รู้ตัว แต่ถึงแม้จะอยู่ในสภาวะเสียเปรียบ พระองค์ก็มีพระสติ ไม่หวั่นไหว และทรงแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ว่าทางที่จะรอดได้มีเพียงทางเดียวเท่านั้น คือเชิญพระมหาอุปราชาเสด็จมาทำยุทธหัตถี ในท้ายที่สุดพระองค์ก็สามารถกระทำยุทธหัตถีได้รับชัยชนะอย่างสมพระเกียรติ และนับตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีกองทัพใดกล้ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกเลย ทำให้ในสมัยนั้นไทยได้ขยายอาณาเขตไปอย่างกว้างขวางกว่าสมัยใดๆ
ซึ่งการทำยุทธหัตถีในครั้งนั้นถือว่าเป็นการทำยุทธหัตถีที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย และยังเป็นการรบบนบกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกด้วย เมื่อเสร็จสงครามยุทธหัตถีแล้ว สมเด็จพระนเรศวรมหาราช โปรดให้สร้างสถูปเป็นอนุสรณ์ไว้ที่ทุ่งหนองสาหร่าย ตำบลตระพังตรุ ตรงกับที่ทรงทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา เรียกกันว่า “เจดีย์ยุทธหัตถี”
ในการนี้กองทัพไทยจึงถือเอาวันที่พระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีมีชัยชนะต่อพระมหาอุปราชา เป็น "วันกองทัพไทย" เรียกกันอีกอย่างว่า "วันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" หรือ "วันยุทธหัตถี" เป็นวันรัฐพิธี แต่ไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ ทั้งนี้ แต่เดิมมีการระบุว่า วันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีมีชัยชนะต่อพระมหาอุปราชานั้น ตรงกับวันที่ 25 มกราคม ต่อมามีการคำนวณวันใหม่ จึงกำหนดให้วันที่ 18 มกราคม ของทุกปี เป็น "วันยุทธหัตถี" และเป็นวันรัฐพิธีแทนวันที่ 25 มกราคม โดยให้มีการวางพานพุ่มสักการะ แต่ไม่ถือเป็นวันหยุดราชการเช่นกัน
การที่มีการเปลี่ยนแปลงวันทั้งสองนั้น เนื่องจากเป็นการนับวันทางสุริยคติ ซึ่งคนปัจจุบันจะสามารถจำได้ง่ายมากกว่า และมีความเหมาะสมกว่า อีกทั้ง นายประเสริฐ ณ นคร ราชบัณฑิต ก็ได้คำนวณแล้ว พบว่าการนับวันทางจันทรคติของวันกระทำยุทธหัตถีเดิมที่ตรงกับวันจันทร์ เดือน 2 แรม 2 ค่ำ จุลศักราช 954 ที่กำหนดเป็นวันที่ 25 มกราคม นั้น คลาดเคลื่อน จึงได้มีการเปลี่ยนใหม่ให้ตรงกับความเป็นจริง คือ เป็นวันที่ 18 มกราคม ดังกล่าว ดังนั้น วันที่ 18 มกราคม จึงถือเป็น "วันยุทธหัตถี" หรือ "วันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช"
รัฐบาลได้ตระหนักถึงพระวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีต่อประเทศชาติ เพื่อเทิดทูนพระเกียรติยศให้ปรากฎ จึงได้ประกาศให้ถือวันที่ 25 มกราคมของทุกปีเป็นวันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และวันกองทัพไทย ได้ตั้งคณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชโดยครอบองค์สถูปมูลดินนั้นไว้ ที่สุพรรณบุรี เมื่อการก่อสร้างสำเร็จแล้ว คณะรัฐมนตรีโดยจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานเป็นงานรัฐพิธี ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชในวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2502
ต่อมาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้วันที่ 25 เมษายนของทุกปี เป็น "วันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” และเป็นวันรัฐพิธี แทนวันจันทร์ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 อันเป็นการนับทางจันทรคติ แต่ไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ และได้กำหนดใหม่ ให้วันที่ 18 มกราคม ของทุกปีเป็น "วันยุทธหัตถี” และเป็นวันรัฐพิธีแทนวันที่ 25 มกราคมของทุกปี