ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,577 รายการ

องค์ความรู้ "พระพุทธเจ้าหลวงกับเมืองกำแพงเพชร" "วันปิยมหาราช" ตรงกับวันที่ ๒๓ ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๕ แห่งราชวงศ์จักรี  โดยคำว่า "ปิยมหาราช" แปลว่า "พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน" ภาพถ่ายที่นำมาให้ชมนี้ ได้แก่ พระบรมฉายาลักษณ์, ภาพครั้งที่พระองค์เสด็จประพาสต้น ครั้งที่ ๒  ที่เมืองกำแพงเพชร พุทธศักราช ๒๔๔๙ และเสด็จทอดพระเนตรเทวสถานในกำแพงเมือง ซึ่งพบกลุ่มเทวรูปสำริดโบราณ อันเป็นสถานที่ซึ่งเทวรูปพระอิศวรเคยประดิษฐานก่อนถูกลักลอบตัดพระเศียร และพระกร และกำลังจะถูกส่งออกนอกประเทศ แต่กงสุลเยอรมัน ได้ยึดอายัดไว้ก่อน พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะซ่อมแซมขึ้นใหม่ เก็บรักษาและจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ก่อนที่จะนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร ตั้งแต่ปี ๒๕๑๔ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระปิยมหาราชข้าพระพุทธเจ้า ข้าราชการและเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัยกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม(บทความโดย นางสาวเบญจวรรณ จันทราช หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร)


แบบตราสัญลักษณ์ครบรอบ ๑๑๕ ปี แห่งการสถาปนากรมศิลปากร ผู้ออกแบบ : นายเกรียงกมล นาคบางแก้ว นายช่างศิลปกรรมชำนาญงาน กลุ่มงานศิลปประยุกต์ กลุ่มศิลปประยุกต์และเครื่องเคลือบดินเผา สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร #กลุ่มงานศิลปประยุกต์ #สำนักช่างสิบหมู่ #กรมศิลปากร


สำนักการสังคีต กรมศิลปากรขอเชิญชมการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอนจองถนน - ยกรบวันเสาร์ที่ ๒๓ และ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๔.๐๐ น. ณ โรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก จังหวัดสุพรรณบุรีนำแสดงโดย ศิลปินสำนักการสังคีตกำกับการแสดงโดย ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ศิลปินแห่งชาติอำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีตเปิดจำหน่ายบัตรในวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๙บัตรราคา ๒๐๐, ๑๕๐, ๑๐๐ และ ๖๐ บาทสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร ๐๓๕ ๕๓๕ ๑๑๔, ๑๑๖





ชื่อเรื่อง                          หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 8  ฉบับที่ 521 (3 พ.ค. 2509) ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น สถานที่พิมพ์                สุพรรณบุรี สำนักพิมพ์                   มนัสการพิมพ์ ปีที่พิมพ์                        2509 ลักษณะวัสดุ                16 หน้า. : กว้าง 28 ซ.ม. ยาว 39 ซ.ม. ภาษา                             ไทย


การเดินทางท่องเที่ยวตามโบราณสถาน หรือแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในประเทศไทย หลายคนอาจเคยสังเกตเห็นตัวอักษรย่อหรือพระปรมาภิไธยย่อที่ถูกสลักจารึกไว้ตามผาหินหรือก้อนหินในสถานที่ต่างๆ รอยจารึกเหล่านี้มิได้เป็นเพียงแค่ร่องรอยขีดเขียนทั่วไป หากแต่เป็น “รอยจารึกพระปรมาภิไธยย่อ” ที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นหลักฐานสำคัญที่บอกเล่าเส้นทางประวัติศาสตร์การเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ในอดีต อักษรพระปรมาภิไธยย่อ หมายถึง การย่อพระปรมาภิไธยซึ่งเป็นพระนามของพระมหากษัตริย์ที่ปรากฏจารึกในพระสุพรรณบัฏหลังจากที่ได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว โดยเป็นการย่อพระปรมาภิไธยให้เหลือเพียง 3 ตัวอักษร ส่วนมากมักใช้ในพระราชลัญจกรสัญลักษณ์ประจำพระองค์ และตราสัญลักษณ์งานพระราชพิธี และงานเฉลิมพระเกียรติในโอกาสสำคัญต่างๆ ตัวอย่างอักษรพระปรมาภิไธยย่อ เช่น รัชกาลที่ 5 มีพระอักษรพระปรมาภิไธยว่า “จ.ป.ร.” มาจากคำว่า “มหาจุฬาลงกรณ์ปรมราชาธิราช” รัชกาลที่ 9 มีอักษรพระปรมาภิไธยว่า “ภ.ป.ร.” มาจากคำว่า “มหาภูมิพลอดุลยเดชปรมราชาธิราช” เป็นต้น ในอดีตการเสด็จพระราชดำเนินไปยังหัวเมืองตามภูมิภาคต่างๆ หรือสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น น้ำตก ถ้ำ หรือยอดเขา ถือเป็นการเดินทางที่ยากลำบากและใช้เวลานาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปตรวจราชการ ทรงเยี่ยมราษฎร และทอดพระเนตรภูมิประเทศในสถานที่ต่างๆ เมื่อเสด็จถึงสถานที่สำคัญ พระองค์มักจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จารึกพระปรมาภิไธยย่อ พร้อมด้วยปีศักราช ไว้เป็นอนุสรณ์สถานแห่งการเสด็จถึง รอยจารึกเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนลายพระหัตถ์แห่งกาลเวลาที่บันทึกความทรงจำของแผ่นดิน สะท้อนให้เห็นถึงพระราชปณิธานในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข และความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพสกนิกรในท้องถิ่นนั้นๆ กรมศิลปากรได้รวบรวมอักษรพระปรมาภิไธยและอักษรพระปรมาภิไธยย่อในเบื้องต้นที่พบจากภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ของประเทศไทย พบว่ามีด้วยกันทั้งสิ้นรวม 30 แห่ง ได้แก่ ภาคกลาง จำนวน 11 แห่ง ภาคตะวันออก จำนวน 5 แห่ง และภาคใต้ จำนวน 14 แห่ง รอยจากรึกที่มีความโดดเด่น เช่น รอยจารึกกลุ่มอักษรพระปรมาภิไธยย่อ ที่พบ ณ วัดคูหาสวรรค์ จังหวัดพัทลุง กลุ่มอักษรพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และพระนาม ณ วัดพระพุทธฉาย จังหวัดสระบุรี กลุ่มอักษรพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และพระนาม ณ วัดสุวรรณคูหา (วัดถ้ำ) จังหวัดพังงา และกลุ่มอักษรพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย พระนาม ตัวเลข และตัวอักษรต่างๆ ที่ได้จารึกไว้บริเวณ น้ำตกธารเสด็จ น้ำตกธารประพาส และน้ำตกธารประเวศ ณ เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 10 แห่ง รอยจารึกพระปรมาภิไธยย่อนี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และควรค่าแก่การอนุรักษ์ เพราะนอกจากจะบอกเล่าเส้นทางประวัติศาสตร์การเสด็จพระราชดำเนินแล้ว ยังเป็นจุดเชื่อมโยงความรู้สึกภาคภูมิใจของคนในท้องถิ่นที่ครั้งหนึ่งแผ่นดินอันเป็นที่รักเคยได้รับการเสด็จประพาส อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันด้วยกาลเวลาที่ล่วงเลย รอยจารึกบางแห่งเริ่มเลือนหายไปตามธรรมชาติ หรือบางครั้งอาจได้รับความเสียหายจากน้ำมือมนุษย์ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดังนั้น การช่วยกันสอดส่องดูแล เคารพ และไม่ขีดเขียนทับหรือทำลายโบราณสถาน จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนในการช่วยกันรักษา “รอยจารึกพระปรมาภิไธยย่อ” ให้อยู่คู่แผ่นดิน และเป็นอักษรแห่งความทรงจำที่ทรงคุณค่าตลอดไป   ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ พระปรมาภิไธยที่พบในประเทศไทย.  กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2554.   เรียบเรียงโดย    นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร บรรณารักษ์ชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี กรมศิลปากร


บันทึกของแอนน์ แฟร้งค์ หรือ The Diary of a Young Girl เป็นผลงานบันทึกส่วนบุคคลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในฐานะวรรณกรรมและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของสงครามโลกครั้งที่สอง สมุดบันทึกเล่มเล็กที่เขียนขึ้นโดย แอนน์ แฟร้งค์ เด็กหญิงวัยเพียง 13 ปี ได้บันทึกเรื่องราวของชีวิตท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่สอง ถ่ายทอดทั้งความหวาดกลัว ความหวัง ความรัก ความขัดแย้ง และความฝันผ่านมุมมองของผู้ที่ประสบเหตุจากสงครามโดยตรง สมุดบันทึกเล่มนี้มีคุณค่าในฐานะแหล่งข้อมูลชั้นต้นที่ช่วยให้คนรุ่นหลังเข้าใจผลกระทบจากสงครามในมิติของชีวิตมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง             แอนน์ แฟร้งค์  แอนน์ แฟร้งค์ และครอบครัว            แอนน์ แฟร้งค์ (Anne Frank) เป็นเด็กหญิงเชื้อสายยิวชาวเยอรมัน เกิดเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 1929 ณ เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ภายหลังครอบครัวได้อพยพไปยังกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อหลีกหนีนโยบายต่อต้านชาวยิวของพรรคนาซี เมื่อกองทัพเยอรมันเข้ายึดครองเนเธอร์แลนด์ใน ค.ศ. 1940 ชีวิตของชาวยิวถูกจำกัดสิทธิอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 1942 ครอบครัวแฟร้งค์ได้ตัดสินใจหลบซ่อนในห้องลับเหนืออาคารสำนักงานของบริษัท บนถนนปรินเซินครัคต์ และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลานานกว่า 2 ปี ระหว่างการหลบซ่อน แอนน์ได้บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ลงในสมุดบันทึกปกผ้าตาสก๊อตสีแดงสลับขาว ซึ่งได้รับเป็นของขวัญวันเกิดเมื่ออายุครบ 13 ปี ไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะเข้ามาหลบซ่อนในห้องลับ แอนน์มักใช้เวลาช่วงบ่ายในการเขียนบันทึกหรือเรียนสิ่งต่างๆ ที่เธอสนใจอยู่เสมอ ในสมุดบันทึกเต็มไปด้วยเรื่องราวและความรู้สึกของเธอ เรื่องความรักที่เกิดขึ้นอย่างลับๆ ในห้องใต้หลังคา การวิพากษ์วิจารณ์คนในห้องลับ ความคิดของเธอต่อโลกใบนี้ เรื่องที่เธอตกตะกอนได้ในแต่ละวัน รวมถึงนิทานอีก 34 เรื่อง นิยายที่เขียนค้างไว้ และประโยคประทับใจจากหนังสือที่เธออ่าน เธอก็บันทึกมันลงไว้ในนั้นด้วยเช่นกัน            จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นใน ค.ศ. 1944 เมื่อแอนน์ได้ลักลอบฟังประกาศทางวิทยุจากช่อง Radio Oranje ซึ่ง ฟริทซ์ โบลเคสแตง (Frits Bolkestein) รัฐมนตรีชาวดัตช์ที่หลบหนีไปลอนดอนได้เชิญชวนให้ประชาชนชาวดัตช์เก็บรักษาบันทึกและเอกสารเกี่ยวกับสงครามไว้เป็นหลักฐานในอนาคต เพื่อบอกเล่าสิ่งที่ชาวดัตช์เผชิญให้โลกได้รับรู้ แอนน์จึงเริ่มปรับปรุงต้นฉบับใหม่ให้เป็นงานเขียนเชิงบันทึกด้วยความหวังว่าจะตีพิมพ์เป็นหนังสือหลังสงครามสิ้นสุดลง โดยเธอตั้งชื่อเรื่องว่า Het Achterhuis หรือ The Secret Annex ที่แปลว่า ห้องลับส่วนต่อเติม งานเขียนชิ้นนี้ไม่มีตอนจบ บันทึกหน้าสุดท้ายของแอนน์ลงวันที่ไว้เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 1944 ซึ่งเป็น 3 วันก่อนที่เธอจะถูกจับกุม ภายหลังจากนั้นแอนน์ถูกส่งไปยังค่ายกักกันเอาชวิทซ์เพื่อใช้แรงงาน และเสียชีวิตในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1945 ด้วยโรคไข้รากสาดใหญ่ที่ระบาดในค่ายกักกัน                บันทึกของแอนน์ แฟร้งค์ ฉบับพิมพ์ภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ หลังสงครามสิ้นสุดลง อ๊อตโต้ แฟร้งค์ ผู้เป็นพ่อพยายามตามหาครอบครัวของเขา แต่ก็พบว่าทุกคนได้จากไปแล้ว และเขาเองเป็นคนเดียวจากห้องลับนั้นที่รอดชีวิต มีป กีส์ (Miep Gies) ผู้ช่วยคนสนิทที่คอยช่วยเหลือครอบครัวแฟร้งค์ตอนหลบซ่อน ได้เก็บข้าวของของแอนน์เอาไว้ และนำมาส่งคืนให้กับอ๊อตโต้ เขาจึงได้อ่านบันทึกของแอนน์เป็นครั้งแรก และตัดสินใจทำให้ความฝันครั้งสุดท้ายของลูกสาวเป็นจริงด้วยการตีพิมพ์เป็นหนังสือ บันทึกของแอนน์ตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในปี 1947 สองปีหลังเธอจากไป และปัจจุบันได้แปลเป็นภาษาต่างๆ มากกว่า 70 ภาษา ภายหลังมีการนำไปดัดแปลงเป็นทั้งภาพยนตร์ ละครเวที พอดแคสต์ ที่ทำให้ผู้คนได้ฟังเรื่องเล่าของแอนน์อย่างแพร่หลาย               สมุดบันทึกและงานเขียนอื่นๆ ของแอนน์ แฟร้งค์ คุณค่าของบันทึกของแอนน์ แฟร้งค์ มิได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นหนังสือขายดี หากยังได้รับการยอมรับในฐานะ “มรดกเอกสาร” (Documentary Heritage) ที่มีคุณค่าต่อมนุษยชาติ โดยใน ค.ศ. 2009 ต้นฉบับบันทึกได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์เอกสารสำคัญที่สะท้อนความทรงจำร่วมของโลก การขึ้นทะเบียนครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสมุดบันทึกส่วนตัวของเด็กหญิงคนหนึ่งสามารถก้าวข้ามขอบเขตของวรรณกรรมไปสู่การเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ช่วยให้คนรุ่นหลังเข้าใจผลกระทบของสงครามการละเมิดสิทธิมนุษยชน และคุณค่าของสันติภาพ   ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ บันทึกลับของ “แอนน์ แฟรงค์” เด็กหญิงที่ยังคงมีหวัง แม้สงครามจะโหดร้าย.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 9 กรกฎาคม 2569,  จาก https://becommon.co/life/writer-room-anne-frank แฟร้งค์, แอนน์.  บันทึกลับ ของ แอนน์ แฟร้งค์ (ฉบับสมบูรณ์).  กรุงเทพฯ: ผีเสื้อ, 2542. Diaries of Anne Frank.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 9 กรกฎาคม 2569, จาก https://www.unesco.org/en/memory-world/diaries-anne-frank   เรียบเรียงโดย    นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร  บรรณารักษ์ชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี  สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี กรมศิลปากร           



ในดวงใจนิรันดร์: Nai Duang Chai Niran(Still on My Mind)  เพลงพระราช นิพนธ์ลำดับที่ 37           เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 37 ทรงพระราชนิพนธ์ในพุทธศักราช 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์คำร้องเป็นภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เองเป็นเพลงแรก ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร ประพันธ์คำร้องภาษาไทยถวาย   Royal Composition Number 37           The thirty-seventh royal musical composition was written in 1965. It was the first tune to which His Majesty wrote the English lyrics himself. He later asked Professor Dr. Prasert Na Nagara to write the Thai lyrics.


วันจันทร์ที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๓ นางชุติมา จันทร์เทศ ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา เข้าร่วมประชุมคณะทำงานกลั่นกรองและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารภายในบริเวณขอบเขตพื้นที่เมืองเก่านครราชสีมา ครั้งที่ ๑/๒๕๖๓ ณ ห้องประชุมมูลนิธิท้าวสุรนารี ชั้น ๑ ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา โดยมีนายสมเกียรติ วิริยะกุลนันท์ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในการประชุม


                                                      เทศกาลศิลปะเทียนนานาชาติ จากศิลปิน 9 ชาติ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 20 กรกฎาคม ถึง 5 สิงหาคม 2555 พบศิลปินชาวต่าง จาก 9 ประเทศ ที่มาแกะสลักเทียนในบริเวณสนาม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี (เรียงจากศิลปินคนซ้ายไปทางขวา)  1. Mr. Om khattri  ศิลปินจากประเทศเนปาล ผลงานการแกะสลัก คือ  ความสงบ  2. Mr. Surachart Palasak ศิลปินจากประเทศไทย ผลงานที่แกะสลัก คือ ความงอกงามแห่งศรัทธา 3. Mr. Oleksandr Matsiuk ศิลปินจากประเทศยูเครน ผลงานการแกะสลัก คือ สตรีกับตะวัน 4. Mr. Ayla Turan ศิลปินจากประเทศตุรกี ผลงานการแกะสลัก คือ หอคอยลึกลับ 5. Mr. Hou Lien Chin ศิลปินจากประเทศไต้หวัน ผลงานการแกะสลัก คือ ซับซ้อน 1 6. Miss Susanne Paucker ศิลปินจากประเทศเยอรมันนี ผลงานการแกะสลัก คือ แปลงร่าง 7. Mr. Bogdan Adrian Lefter ศิลปินจากประเทศโรมาเนีย ผลงานการแกะสลัก คือ ดวงดาวแห่งชีวิต 8. Mr. Fabian Rucco ศิลปินจากประเทศอาเจนติน่า ผลงานการแกะสลัก คือ บินอย่างไร  9. Mr. Yoshinori  Ishihara ศิลปินจากประเทศญี่ปุ่น ผลงานการแกะสลัก คือ ฟุโดเมียวโอ หรือ พระอจลนาถ





black ribbon.