ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,454 รายการ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ชวนกันมาออกแบบพวงกุญแจและแม่เหล็กสุดเก๋ จากแผ่นพลาสติกหดในรูปแบบของตัวเอง! ในงานวันศิลป์ พีระศรี ปีนี้ มาร่วมสนุกใน WORKSHOP Shrink Plastic Keychains & Magnets วันที่ 15 กันยายน 2568 กิจกรรมแบ่งเป็น 2 รอบ ได้แก่ รอบ 1 เวลา 10.00 - 11.00 น. (จำนวนจำกัด 20 ท่าน) รอบ 2 เวลา 11.00 - 12.00 น. (จำนวนจำกัด 20 ท่าน) ลงทะเบียนหน้างาน ฟรี!
_______________________________________
Silpa Bhirasri Day – Join us for a fun WORKSHOP: Shrink Plastic Keychains & Magnets
Create your own unique keychains and magnets from shrink plastic sheets!
15 September | 10:00–12:00
The National Gallery of Thailand
The workshop is divided into 2 rounds:
Round 1: 10:00–11:00 AM (Limited to 20 participants)
Round 2: 11:00 AM–12:00 PM (Limited to 20 participants)
On-site registration available – Free!
อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ขอเชิญชม Mini Light & Sound “วิมายะนาฏการ” การแสดงแสง สี เสียง อันวิจิตรบรรจง ณ อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ที่จะพาคุณย้อนเวลากลับไปสัมผัสตำนานอันทรงคุณค่า จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครราชสีมา ในวันที่ 24 มกราคม 2569 เวลา 16.00 - 20.00 น. ณ อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย จังหวัดนครราชสีมา ผู้ที่สนใจชมการแสดงสามารถลงทะเบียนผ่าน QR Code ในโปสเตอร์ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 4421 3030, 0 4421 3666 Facebook : ททท.สำนักงานนครราชสีมา TAT Nakhonratchasima https://www.facebook.com/TATNakhonratchasima
กรมศิลปากรขอเชิญศิลปินเพลงส่งผลงานร่วมประกวด “เพชรในเพลง” เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2569
กรมศิลปากร โดยสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ขอเชิญชวนศิลปินผู้ประพันธ์เพลงและผู้ขับร้อง ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดเพลง “เพชรในเพลง” เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2569 ตั้งแต่บัดนี้ถึง 30 เมษายน 2569 ติดตามรายละเอียดได้ทางเฟสบุ๊ก เพจ “เพชรในเพลง กรมศิลปากร” : facebook.com/pechtnaipleng
นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า กรมศิลปากร ได้จัดการประกวดเพลง “เพชรในเพลง” เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ เพื่อยกย่องบุคคลในวงการเพลงผู้มีผลงานดีเด่นด้านการใช้ภาษาไทย และสนับสนุนให้มีการสร้างสรรค์ผลงานเพลงที่มีคุณภาพทั้งด้านการประพันธ์คำร้องและการขับร้อง ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 23 แบ่งการประกวดออกเป็น รางวัลผู้ประพันธ์คำร้อง “ใช้ภาษาไทยดีเด่น” มี 2 ประเภท ได้แก่ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยสากล ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง และรางวัลผู้ขับร้องเพลง “ใช้ภาษาไทยดีเด่น” มี 4 ประเภท ได้แก่ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลชาย ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลหญิง ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งหญิง คณะกรรมการตัดสินประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทยและคีตศิลป์ ทั้งนี้ ผู้ชนะการประกวดแต่ละประเภท จะได้รับพระคเณศของกรมศิลปากร พร้อมเงินรางวัล 15,000 บาท สำหรับรางวัลชนะเลิศ และ 10,000 บาท สำหรับรางวัลรองชนะเลิศ โดยจะมีพิธีมอบรางวัลในงานวันภาษาไทยแห่งชาติ 29 กรกฎาคม 2569
ผู้สนใจสามารถส่งผลงานด้วยตนเอง หรือไปรษณีย์ลงทะเบียน ได้ที่ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ (การประกวดเพชรในเพลง) ชั้น 6 อาคารกรมศิลปากร เทเวศร์ เลขที่ 81/1 ถนนศรีอยุธยา แขวง วชิร
พยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300 หรือส่งทางอีเมล finearts.thai@gmail.com กำหนดส่งผลงานเพลงเข้าร่วมประกวดได้ ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 ติดตามรายละเอียดและหลักเกณฑ์การส่งผลงานเพลงเข้าร่วมประกวดได้จากประกาศกรมศิลปากร เรื่อง การประกวดเพลง (เพชรในเพลง) เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2569 ดาวน์โหลดได้ที่ http://bit.ly/4jFt7Wr หรือเว็บไซต์กรมศิลปากร www.finearts.go.th สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางอีเมล thailit@finearts.go.th หรือ finearts.thai@gmail.com หรือเฟซบุ๊กเพจ “เพชรในเพลง กรมศิลปากร” https://www.facebook.com/pechtnaipleng
“ดอกเปาเซียง” (宝相花 / Bao Xiang Hua) เป็นชื่อเรียกลวดลายดอกไม้ประดิษฐ์ในศิลปะจีน โดยเกิดจากการนำรูปลักษณ์ของดอกบัวและดอกโบตั๋นมาผสมผสานกัน มีความหมายถึงความศักดิ์สิทธิ์ ความเป็นสิริมงคลและความสุข ดอกเปาเซียงปรากฏในงานศิลปกรรมจีนสมัยราชวงศ์เว่ย (พุทธศตวรรษที่ ๘ – ๙) และราชวงศ์จิ้น (พุทธศตวรรษที่ ๙ – ๑๐) เป็นต้นมา เชื่อว่าการได้เห็นดอกเปาเซียงเหมือนกับได้พบพระพักตร์พระพุทธองค์ หรือได้พบกับทิพยสมบัติอันนิรันดร และนับตั้งแต่ราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถังเป็นต้นมา ลวดลายดอกเปาเซียงได้ถูกนำมาตกแต่งในงานพุทธศิลป์กันอย่างแพร่หลาย สืบต่อมาในสมัยราชวงศ์ซ่งเริ่มมีการประดับดอกเปาเซียงร่วมกับดอกไม้อื่น ๆ เช่น ดอกโบตั๋น ดอกเบญจมาศ หรือลายกลีบบัวมีไส้ ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งของดอกเปาเซียง ลายดอกเปาเซียง ลายดอกโบตั๋น และลายดอกบัว มีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกันแต่แตกต่างกัน ดังนี้ ดอกเปาเซียงเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นภายหลังในวัฒนธรรมพุทธศาสนาของจีน กลีบดอกยาวซ้อนกันและหยัก ส่วนปลายกลีบเช่นเดียวกับดอกโบตั๋น รูปทรงของดอกจะสูงกว่าดอกโบตั๋น ถ้าทำเกสร ๆ จะมีขนาดใหญ่และชูสูงขึ้น รูปทรงเกสรเหมือนเกสรบัวหรือใช้สัญลักษณ์มงคลอื่นแทน เช่น เห็ดหลินจือ ลายสร้อยไข่มุก รูปขวดที่ส่วนปลายหยักโค้ง เป็นต้น ส่วนดอกโบตั๋นเป็นดอกไม้ที่มีกลีบซ้อนกันเป็นพุ่ม รูปทรงกลมมน มีเกสรจับกันเป็นกลุ่มขนาดเล็กหรือบางครั้งกลีบดอกจะกลบเกสรจนมองไม่เห็น ต้นโบตั๋นจะเป็นไม้พุ่มผลัดใบขนาดเล็ก มีกิ่งก้านขดพันเกี่ยวกันไปมา ขณะที่ดอกบัวนิยมทำอยู่ในรูปดอกบัวตูมหรือดอกบัวที่มีกลีบแหลม ไม่ทำหยักปลายกลีบ งานพุทธศิลป์ของเมืองศรีสัชนาลัยที่นำลวดลายดอกเปาเซียงมาประดับได้แก่ ภาพจิตรกรรมฝาผนังเจดีย์ประจำด้าน หมายเลข ๓๓ วัดเจดีย์เจ็ดแถว ซึ่งในภาพมีดอกเปาเซียงสองดอกปรากฏอยู่ข้างเศียรเทวดา และใช้สีกลีบดอกตามที่พระสุตตันตปิฎกได้บรรยายไว้ว่านางภัททาเทพธิดาประดับมาลัยดอกมรฑารพไว้บนศีรษะ ดอกมณฑารพนั้นมีสีเขียว เหลือง ดำ หงสบาท (แสด) และสีแดง เครื่องปั้นดินเผาเมืองศรีสัชนาลัยมีการนำดอกเปาเซียงเขียนประดับก้นภาชนะ ทำเป็นดอกเดี่ยวที่มีขนาดใหญ่ เกสรตรงกลางมีขนาดใหญ่คล้ายขวด กลีบดอกยาวและส่วนปลายหยัก เมื่อถูกนำมาประดับในภาชนะใส่อาหาร สะท้อนถึงความปรารถนาที่จะให้มีอาหารอุดมสมบูรณ์เอกสารอ้างอิงLIU SHUWEN. “ดอกโบตั๋น ดอกไม้มงคลจีนในงานศิลปะไทย.” ศิลปกรรมบูรพา ๒๓, ๑ (มกราคม-มิถุนายน ๒๕๖๓): ๕๒ - ๖๖.ฉัตรลดา สินธุสอน. “ดอกเปาเซียง: พุทธศิลป์จีนคลี่คลายสู่ศิลปะสุโขทัยและล้านนา.” ศิลปากร ๖๘, ๒ (มีนาคม – เมษายน ๒๕๖๘): ๗๕-๘๕.สันติ เล็กสุขุม. ความสัมพันธ์จีน - ไทย โยงใยในลวดลายประดับ. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๕๐.
'ตามหา "ดวงจันทร์" ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่' จันทรคราสผ่านไป แต่ “พระจันทร์กับกระต่าย” ของล้านนายังรอให้ทุกคนมาตามหาอยู่ที่นี่ มีให้ชมแบบใกล้ ๆ ตลอดปี ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ คุณจะได้เห็นพระจันทร์เก่าแก่ที่สุดดวงหนึ่งในล้านนา พร้อมกระต่ายน้อยที่อยู่คู่ดวงจันทร์มาช้านาน บอกเลยว่าได้ฟีลอบอุ่น ขลัง และโรแมนติกไม่แพ้การเงยหน้ามองท้องฟ้าแน่นอน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เปิดให้บริการวันพุธ - วันอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์-วันอังคาร)เวลา 9.00 น. - 16.00 น.
จ
จำเนียร มุกดาสนิท
ธ
ธีระ บุญศิริ
บ
นาวาเอกบุญเกิน มุกดาสนิท
ป
ประกวด กิตติมานนท์
พ
ศาสตราจารย์นายแพทย์ หลวงพรหมทัตตเวที
พระมหารัชชมังคลาจารย์ (นิทฺเทสกเถร เทศ วิทยานุกรณ์)
ม
มังคุด สมบูรณ์
ร
ราตรี บุญศิริ
เริ่ม วิสมล
ศ
ศิริ บำรุงทรัพย์
ส
สำลี เกิดลาภผล
สุเทพ ตันติเวชวุฒิกุล (ตั้งเกียรติ)
สุรพล สุริยะกำพล
เสน่ห์ ชาญด้วยกิจ
หมวดที่ ๓ การขออนุญาตพิมพ์หนังสือจำหน่าย
๑๙. หนังสือและเอกสารซึ่งกรมศิลปากรมีลิขสิทธิ์อยู่ หรือได้รับมอบอำนาจให้ดำเนิการเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ หรือหนังสือวิชาการที่หน่วยงานต่าง ๆ ในกรมศิลปากรค้นคว้าเรียบเรียงขึ้น ตามสาขางานที่หน่วยงาน นั้นๆ เกี่ยวข้องรับผิดชอบดำเนินการอยู่ ผู้ใดจะขออนุญาตพิมพ์จำหน่ายเพื่อประโยชน์ในการค้า กรมศิลปากรยินดีอนุญาตให้พิมพ์ได้ เว้นไว้แต่หนังสือและเอกสารที่ควรสงวนไว้เป็นความลับ ไม่ควรนำออกตีพิมพ์เผยแพร่ในปัจจุบัน หรือหนังสือที่กรมศิลปากรมีโครงการดำเนินงานอย่างอื่นไว้แล้ว ให้ผู้ขออนุญาตพิมพ์จำหน่ายทำหนังสือพร้อมแจ้งจำนวนพิมพ์ถึงผู้อำนวยการหรือหัวหน้ากองที่รับผิดชอบ ซึ่งจะนำเสนออธิบดีกรมศิลปากรเพื่ออนุญาต เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ผู้ขออนุญาตต้องทำสัญญา ไว้กับกรมศิลปากร แล้วจึงรับต้นฉบับไปจัดพิมพ์จำหน่ายได้
ถ้าผู้ขออนุญาตไม่มาทำสัญญากับกรมศิลปากร และมิได้แจ้งข้อขัดข้องให้ทราบภายใน ๓๐ วัน หลังจากวันที่ได้รับอนุญาต ถือว่าสละสิทธิ์ กรมศิลปากรอาจจะอนุญาตให้ผู้อื่นจัดพิมพ์จำหน่ายต่อไปได้
การอนุญาตให้พิมพ์จำหน่าย หมายความว่า อนุญาตเพียงครั้งเดียว ตามจำนวนที่ระบุไว้ในหนังสืออนุญาต และสัญญาถ้าจะพิมพ์ขึ้นใหม่ ต้องได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากรทุกคราวไป
๒๐. หนังสือที่กรมศิลปากรอนุญาต ให้พิมพ์จำหน่าย ต้องมีคำนำเป็นหลักฐานในการอนุญาต ซึ่งผู้ขออนุญาตต้องตีพิมพ์ไว้เป็นเบื้องต้นของหนังสือ
๒๑. ผู้ขออนุญาตพิมพ์จำหน่าย ต้องขออนุญาตพิมพ์ครั้งหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๓,๐๐๐ เล่ม และต้องจ่าย ผลประโยชน์ให้กรมศิลปากร ดังนี้
ก. ถ้าขออนุญาตพิมพ์หนังสือ ๓,๐๐๐ เล่ม ให้จ่ายหนังสือ ๑๐๐ เล่ม และจ่ายเงินร้อยละ ๑๐ ของราคาบนปก คูณด้วยจำนวนเล่มหนังสือที่พิมพ์
ข. ถ้าขออนุญาตพิมพ์ ๔,๐๐๐ เล่ม ให้จ่ายหนังสือ ๑๐๐ เล่ม และจ่ายเงินร้อยละ ๘ ของราคาบนปก คูณด้วยจำนวนเล่มหนังสือที่พิมพ์
ค. ถ้าขออนุญาตพิมพ์หนังสือ ๕,๐๐๐ เล่ม ให้จ่ายหนังสือ ๑๐๐ เล่ม และจ่ายเงินร้อยละ ๗ ของราคาบนปก คูณด้วยจำนวนเล่มหนังสือที่พิมพ์
ง. ถ้าขออนุญาตพิมพ์หนังสือ ๖,๐๐๐ เล่ม ให้จ่ายหนังสือ ๑๐๐ เล่ม และจ่ายเงินร้อยละ ๖ ของราคาบนปก คูณด้วยจำนวนเล่มหนังสือที่พิมพ์
จ. ถ้าขออนุญาตพิมพ์หนังสือ ๑๐,๐๐๐ เล่ม ให้จ่ายหนังสือ ๑๐๐ เล่ม และจ่ายเงินร้อยละ ๗ ของราคาบนปก คูณด้วยจำนวนเล่มที่พิมพ์
๒๒. และกรมศิลปากรจะสงวนระยะเวลาไม่อนุญาตให้ผู้อื่นพิมพ์หนังสือ เรื่องเดียวกันนั้นออกจำหน่ายอีก ภายในระยะเวลาดังนี้
ก. ถ้าขออนุญาตพิมพ์ครั้งละ ๖,๐๐๐ เล่มขึ้นไป จะสงวนระยะเวลาไว้ ๑ ปี
ข. ถ้าขออนุญาตพิมพ์ครั้งละ ๑๐,๐๐๐ เล่มขึ้นไป จะสงวนระยะเวลาไว้ ๒ ปี ทั้งนี้นับแต่ วันที่ลงนามในข้อตกลงหรือสัญญากับกรมศิลปากร
๒๓. ให้ผู้ขออนุญาตพิมพ์หนังสือจำหน่าย จ่ายเงินผลประโยชน์ให้แก่กรม ศิลปากรในวันที่ทำสัญญา
๒๔. ห้ามผู้ขออนุญาตพิมพ์หนังสือจำหน่ายตีพิมพ์ข้อความอื่นต่อเติม จากต้นฉบับของกรมศิลปากร และจะต้องส่งใบพิสูจน์อักษรให้เจ้าหน้าที่ของกรม ศิลปากรผู้รับผิดชอบตรวจแก้และสิ่งตีพิมพ์ทั้งหมด ถ้าปรากฏว่าตอนใดเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบไม่ได้ตรวจหรือตรวจแก้แล้ว แต่ยังไม่ได้สั่งตีพิมพ์ ผู้ขออนุญาตพิมพ์นำไปพิมพ์เองโดยพลการ ถ้ามีข้อความผิดตกบกพร่องมาก กรมศิลปากรจะ ไม่ยอมให้วางจำหน่ายจนกว่า จะได้มีการแก้ไขใหม่ให้ถูกต้อง
๒๕. ผู้ขออนุญาตพิมพ์จำหน่าย ต้องนำแบบปกไปให้ผู้อำนวยการกอง หัวหน้ากองหรือผู้แทนที่รับผิดชอบ ในการจัดพิมพ์หนังสือนั้น ตรวจพิจารณาเห็นชอบ และอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเสียก่อน จึงจะตีพิมพ์ได้
ถ้าผู้อำนวยการกอง หัวหน้ากอง หรือผู้แทนรับผิดชอบในการจัดพิมพ์ ไม่เห็นชอบกับลวดลายหรือสี หรือข้อความบนปกที่ผู้ขออนุญาตออกแบบมา จะให้ แก้ไขใหม่ตามที่เห็นสมควรก็ได้
๒๖. ข้อขัดแย้งต่าง ๆ อันอาจเกิดขึ้นระหว่าง ผู้ขออนุญาตจัดพิมพ์จำหน่ายกับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ในการจัดพิมพ์ ให้นำเสนออธิบดีกรมศิลปากรเป็น ผู้พิจาณาชี้ขาด
๒๗. ให้ผู้อำนวยการกอง หรือหัวหน้ากองที่เป็นผู้จัดให้ทำต้นฉบับหนังสือ หรือเอกสาร หรือได้รับ มอบอำนาจให้อนุญาตลิขสิทธิ์พิมพ์จำหน่าย เป็นเจ้าหน้าที่รับผิดชอบรักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้
ระเบียบนี้ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๒ เดือน กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๑
การอ่านออกเสียงลายเส้นลายมือนี้หรือสาระ
วันอังคารที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา จัดโครงการบริหารจัดการทรัพย์สินทางศิลปวัฒนธรรม ตาม พรบ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ เรื่อง การทรัพย์สินทางศิลปวัฒนธรรมของชาติกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ณ ห้องประชุม สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา และศึกษาดูงานโบราณสถานเมืองพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา