ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,668 รายการ
นอกจาก กู่บ้านกุดยาง แล้ว ในเขตพื้นที่ อำเภอบำเหน็จณรงค์ ยังพบร่องรอยหลักฐานการมีอยู่ของปราสาทในวัฒนธรรมเขมรอีกหลายแห่ง อาทิ โบราณสถานปรางค์บ้านตาล โบราณสถานสบน้ำมัน ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของกู่บ้านหัวสระ ห่างไปประมาณ 4 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร ร่องรอยของกู่บ้านกุดยาง ปรากฏให้เห็นเฉพาะส่วนฐานของสิ่งก่อสร้าง จากหลักฐานพบว่า กู่บ้านหัวสระ มีปราสาทประธานหลังเดียว หันด้านหน้าไปทางตะวันออก ก่อสร้างด้วยศิลาแลงและหินทราย ส่วนฐานชั้นล่างสุดถูกฝังจมอยู่ใต้ดินทั้งหมด ไม่เห็นรูปทรงที่ชัดเจนและไม่สามารถตรวจสอบขนาดความกว้าง – ความยาวได้ บนผิวดินพบร่องรอยของหินทรายสีแดงที่วางเรียงเป็นกรอบส่วนฐานของชั้นเรือนธาตุของปราสาท แผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพิ่มมุม ขนาดกว้าง – ยาว ด้านละประมาณ 4.30 เมตร ทางด้านตะวันออกที่ตำแหน่งประตูทางเข้า พบร่องรอยของหินกรอบประตูและเสาประดับกรอบประตู ทั้ง 2 ข้าง นอกจากนี้ที่ทางด้านตะวันออก ยังพบหลักฐานหินทรายสีแดงวางเรียงเป็นกรอบฐานของห้องมุข ขนาดกว้าง 2.50 เมตร ยื่นออกมากจากฐานของปราสาท ระยะ 1.50 เมตร เหนือจากส่วนฐานขึ้นไปซึ่งตามรูปแบบแล้วจะเป็นส่วนเรือนธาตุและชั้นยอดของปราสาท พังทลายลงหมดแล้ว ด้านทิศตะวันออกของกู่บ้านหัวสระ ระยะทางประมาณ 140 เมตร ปรากฏบารายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 150 เมตร ยาว 220 เมตร ปัจจุบันได้รับการขุดลอกและปรับปรุงแล้ว มีการใช้ประโยชน์ในการเก็บกักน้ำ จากรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่พบและวัสดุที่นำมาใช้สร้างปราสาท จึงสันนิษฐานว่ากู่บ้านหัวสระมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18 นอกจาก กู่บ้านกุดยาง แล้ว ในเขตพื้นที่ อำเภอบำเหน็จณรงค์ ยังพบร่องรอยหลักฐานการมีอยู่ของปราสาทในวัฒนธรรมเขมรอีกหลายแห่ง อาทิ โบราณสถานปรางค์บ้านตาล โบราณสถานสบน้ำมัน ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของกู่บ้านหัวสระ ห่างไปประมาณ ๔ กิโลเมตร และ ๑๐ กิโลเมตร --------------------------------------------------------------ข้อมูลโดย นายนภสินธุ์ บุญล้อม นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา--------------------------------------------------------------
ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 13. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2509. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 13 นี้ รวมเรื่องราวต่างๆ ไว้ 3 เรื่อง ได้แก่ เรื่องตำนานวังหน้า เทศนาบวรราชประวัติ และเรื่องพระนามเจ้านายในพระราชวังบวร
หอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญชวนร่วมกิจกรรมประกวดภาพถ่าย "แต่งชุดไทยชมตู้ลายทอง" เพื่อลุ้นรับ "หนังสือตู้ลายทอง ภาค ๑ (สมัยอยุธยาและสมัยธนบุรี)" จำนวน ๑๐ รางวัล เพียงถ่ายภาพตัวท่านในชุดไทยย้อนยุคกับตู้ลายทองที่จัดแสดงภายในนิทรรศการตู้ลายทอง และนิทรรศการเหรียญที่ระลึกในสมัยรัชกาลที่ ๕ ณ อาคารถาวรวัตถุ (ตึกแดง) กติกาในการร่วมประกวด มีดังต่อไปนี้ -เป็นบุคคลทั่วไป ไม่จำจัดเพศ อายุ -ผู้เข้าประกวดต้องกด Like แฟนเพจของหอสมุดแห่งชาติและส่งผลงานด้วยการโพสต์รูปจำนวน ๑ ภาพ บนหน้าบัญชีเฟซบุ๊กของท่าน พร้อมระบุชื่อ-สกุล ตามด้วย #แต่งชุดไทยชมตู้ลายทอง #หอสมุดแห่งชาติ #กรมศิลปากร พร้อมเปิดโพสต์นั้นให้เป็นสาธารณะ จากนั้น Capture โพสต์ภาพถ่ายที่จะส่งเข้าประกวด และนำมา comment ในโพสต์นี้ เพื่อยืนยันการเข้าร่วมประกวด -ภาพที่ส่งเข้าประกวดต้องเป็นภาพของตัวท่านแต่งกายด้วยชุดไทยย้อนยุค ถ่ายกับตู้ลายทองที่จัดแสดงภายในนิทรรศการตู้ลายทอง และนิทรรศการเหรียญที่ระลึกในสมัยรัชกาลที่ ๕ ณ อาคารถาวรวัตถุ (ตึกแดง) โดยโพสต์เพียง ๑ ภาพ ต่อ ๑ โพสต์ ต่อ ๑ บัญชี -ภาพที่ส่งเข้าประกวดต้องเป็นภาพต้นฉบับและต้องไม่ปรากฏลายน้ำ เครดิตภาพ ตัวอักษรหรือกราฟิกใด ๆ บนภาพถ่าย และห้ามเว้นขอบภาพเป็นสีขาว และ/หรือสีใด ๆ -ภาพที่ส่งเข้าประกวดห้ามเปลี่ยนแปลงและต่อเติมภาพด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้เกินจากความเป็นจริง แต่สามารถตกแต่งด้วยคอมพิวเตอร์ได้บ้าง เช่น การปรับสี และแสง เพื่อให้ภาพถ่ายมีความสมบูรณ์มากขึ้น -ส่งผลงานเข้าประกวดได้ ตั้งแต่วันนี้ - วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๔ -ผลตัดสินการประกวดภาพถ่ายจะประกาศภายในวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๔ -ผู้ที่ได้รับรางวัลสามารถดูผลการประกวดได้จากเฟซบุ๊กแฟนเพจของหอสมุดแห่งชาติ โดยหอสมุดแห่งชาติจะทำการติดต่อท่านผ่านทาง Inbox ภายหลังประกาศผลแล้ว -เกณฑ์การตัดสิน/การให้คะแนน จะพิจารณาจากคำตัดสินของคณะกรรมการจากกรมศิลปากร จำนวน ๕ ท่าน -การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด ผู้สนใจร่วมกิจกรรมประกวดภาพถ่าย "แต่งชุดไทยชมตู้ลายทอง" สามารถสอบถาม หรือ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ เฟสบุ๊กแฟนเพจ : National Library of Thailand ตามลิ้งนี้ www.facebook.com
ชื่อผลงาน: จิตรกรรมประกอบโคลงพระราชพงศาวดาร
ศิลปิน: ไม่ปรากฏนาม
เทคนิค: จิตรกรรมสีฝุ่นบนแผ่นไม้
ขนาด: กว้าง 70 ซม. สูง 48 ซม.
อายุสมัย: รัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 5 พุทธศักราช 2430
รายละเอียดเพิ่มเติม: พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการประกวดแต่งโคลงประกอบพระราชพงศาวดาร และเขียนภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ประกอบโคลง ในงานพระเมรุสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ พุทธศักราช 2430 งานจิตรกรรมชิ้นนี้ เป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเด่นของภาพชุดโคลงพงศาวดาร ซึ่งถ่ายทอดเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ตอน เพลิงไหม้พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เนื่องจากเหตุฟ้าผ่า ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) เมื่อพุทธศักราช 2332
Title: illustrated chronicle painting with poetry
Artist: anonymous
Technique: tempera on wooden panel
Size: 70 × 48 cm.
Period: Rattanakosin era, 1887 in the reign of King Chulalongkorn (Rama V)
Detail: His Majesty King Chulalongkorn (Rama V) ordered to ran a painting competition as illustrations for the royal Thai chronicle, in a memorable event upon the royal cremation ceremony for His Majesty’s child in 1887. One of these paintings which considered a remarkable piece, depicted a historical event of a fire incident at Amarindara Bishek Throne Hall in The Royal Grand Palace complex as an effect of a lightning strike, occurred in 1789 in the reign of Somdej Phra Puttha Yodfah (King Rama I).
ชื่อเรื่อง สทฺทนีติ (สิททาวิมาลา)สพ.บ. 281/1ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 38 หน้า : กว้าง 5.5 ซ.ม. ยาว 58.6 ซ.ม. หัวเรื่อง พุทธศาสนา บทคัดย่อ/บันทึกเป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจากวัดบ้านหมี่ ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
ชื่อเรื่อง บทสวดมนต์ (มหาสมัยสูตร)
สพ.บ. 331/1ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 38 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา—บทสวดมนต์
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
เลขทะเบียน : นพ.บ.182/5กห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 38 หน้า ; 4.5 x 54.5 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 104 (101-109) ผูก 5ก (2565)หัวเรื่อง : แปดหมื่นสี่พันธ์ขันธ์ --เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
มงฺคลตฺถทีปนี (มงฺคลตฺถทีปนี เผด็จมงคลสูตร)
ชบ.บ.88ก/1-13
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
มหานิปาตวณฺณนา(เวสฺสนฺตรชาตก) ชาตกฎฺฐกถา ขุทฺทกนิกายฎฺฐกถา (มทฺรี-นครกัณฑ์)
ชบ.บ.106ข/1-11ก
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
เลขทะเบียน : นพ.บ.346/1กห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 26 หน้า ; 4.5 x 57.5 ซ.ม. : ทองทึบ-ชาดทึบ-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 134 (370-377) ผูก 1ก (2565)หัวเรื่อง : นิพฺพานสุตฺต (นิพพานสูตร)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
โบราณสถานบนเขาดีสลัก (วัดเขาดีสลัก) ตั้งอยู่ในตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ห่างจากเมืองโบราณอู่ทองไปทางทิศเหนือประมาณ ๑๑ กิโลเมตร บนเขาดีสลักเป็นที่ตั้งของโบราณสถานสำคัญ ดังนี้
๑. เจดีย์ทรงระฆัง ตั้งอยู่บนยอดเขา ปัจจุบันพังทลายเหลือแต่ส่วนฐานซึ่งได้รับการบูรณะแล้ว รูปแบบของเจดีย์องค์นี้ เป็นเจดีย์ทรงระฆังก่ออิฐสอปูน ตั้งอยู่บนลานหินในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ลานหินนี้ก่อด้วยหินปูนธรรมชาติเพื่อปรับพื้นที่ก่อนการสร้างเจดีย์ มีบันไดขนาดใหญ่ทางด้านทิศตะวันออก และบันไดขนาดเล็กทางด้านทิศตะวันตก การปรับพื้นที่ด้วยหินธรรมชาติพบอยู่ทั่วไปสำหรับการสร้างศาสนสถานบนภูเขา ในพื้นที่ใกล้เคียงพบการก่อหินปูนปรับพื้นที่ในลักษณะเดียวกันนี้ ได้แก่ เจดีย์บนเขาทำเทียมใกล้เมืองโบราณอู่ทอง และโบราณสถานบนยอดเขาวงศ์ วัดเขาวงศ์ ตำบลพลับพลาไชย อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี
การกำหนดอายุเจดีย์องค์นี้จากรูปแบบของส่วนฐาน ซึ่งประกอบด้วย ฐานบัวคว่ำ-บัวหงาย ในผังสี่เหลี่ยมรองรับฐานบัวคว่ำบัวหงายในผังกลม อันเป็นรูปแบบของเจดีย์ทรงระฆังในศิลปะอยุธยา ทำให้สันนิษฐานได้ว่าส่วนที่หักหายไปน่าจะประกอบด้วย มาลัยเถา องค์ระฆัง บัลลังก์ ก้านฉัตร ปล้องไฉน และปลียอด ตามลำดับ รูปแบบดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับเจดีย์บนเขาทำเทียม จึงสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในช่วงระยะเวลาเดียวกัน ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ (ประมาณ ๔๐๐ – ๕๐๐ ปีมาแล้ว)
อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินงานทางโบราณคดีพบว่า เจดีย์องค์นี้ก่อด้วยอิฐสมัยอยุธยาแทรกด้วยอิฐสมัยทวารวดีเล็กน้อย จึงอาจเป็นไปได้ว่า เดิมเคยเป็นที่ตั้งของเจดีย์สมัยทวารวดีที่ถูกซ่อมแซมในสมัยอยุธยาจนไม่เหลือรูปแบบดั้งเดิม หรืออาจเป็นเจดีย์สมัยอยุธยาที่นำอิฐสมัยทวารวดีจากพื้นที่ใกล้เคียงมาใช้ในการก่อสร้างก็เป็นได้
๒. รอยพระพุทธบาท ประดิษฐานอยู่ในมณฑปบริเวณไหล่เขา สลักจากหินทรายเป็นประติมากรรมแบบนูนต่ำ ไม่ใช่รอยพระพุทธบาทที่สลักเป็นหลุมลึกลงไปแบบรอยเท้ากดประทับ ดังนั้น รอยพระพุทธบาทนี้จึงไม่มีเรื่องราวหรือตำนานว่าด้วยการเสด็จมาประทับของพระพุทธเจ้า แต่เป็นรอยพระพุทธบาทที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงพระพุทธเจ้า ซึ่งจัดเป็นอุเทสิกเจดีย์รูปแบบหนึ่ง
สำหรับลวดลายที่ปรากฏบนรอยพระพุทธบาท ได้แก่ ลายมงคล ๑๐๘ ประการ ในกรอบวงกลมเต็มฝ่าพระบาท นักวิชาการส่วนใหญ่สันนิษฐานว่าเป็นรอยพระพุทธบาทศิลปะทวารวดีตอนปลาย ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะเขมรโบราณ กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗
ทั้งนี้ จากรูปแบบการสลักลายในกรอบวงกลมเต็มฝ่าพระบาท ชวนให้นึกถึงการจัดวางลายในกรอบตารางของรอยพระพุทธบาทในศิลปะสุโขทัย - อยุธยา ซึ่งเมื่อพิจารณาจากระบบการจัดวางลายมงคล รูปแบบของลายในกรอบวงกลม และลายกระหนกที่นิ้วพระบาท เป็นรูปแบบของรอยพระพุทธบาทในศิลปะอยุธยา ซึ่งอาจจะสร้างขึ้นพร้อมกับเจดีย์บนยอดเขาในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ ก็เป็นได้
หลักฐานทางศิลปกรรมที่หลงเหลืออยู่บนเขาดีสลัก แสดงให้เห็นว่า ภูเขาแห่งนี้มีความสำคัญอย่างมากในสมัยอยุธยา เนื่องจากมีการสร้างเจดีย์บนยอดเขา รอยพระพุทธบาท และยังพบพระพุทธรูปหินทรายสมัยอยุธยาอีกจำนวนหนึ่ง อนึ่ง การสร้างเจดีย์บนยอดเขา นอกจากจะทำหน้าที่เป็นหมุดหมาย (Land Mark) ของการเดินทางระหว่างบ้านเมืองหรือชุมชนแล้ว ยังเป็นหมุดหมายที่แสดงความเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากภูเขาแห่งนี้เป็นสถานที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทด้วย
บรรณานุกรม
กรมศิลปากร. "วัดเขาดีสลัก", ฐานข้อมูลระบบภูมิสารสนเทศแหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของกรมศิลปากร เข้าถึงจาก http://gis.finearts.go.th/fineart/ เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๔
กรมศิลปากร. โบราณวิทยาเรื่องเมืองอู่ทอง. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศิวพร, ๒๕๒๙.
นันทนา ชุติวงศ์. รอยพระพุทธบาทในศิลปะเอเซียใต้และเอเชียอาคเนย์. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๓๓.
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. เจดีย์ในประเทศไทย รูปแบบ พัฒนาการและพลังศรัทธา. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๖๐.
สันติ เล็กสุขุม, ศิลปะอยุธยา: งานช่างหลวงแห่งแผ่นดิน, กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๑๕๔๒.
ชื่อผู้แต่ง มงกุฎเกล้า , สมเด็จพระ
ชื่อเรื่อง บทละคอนร้อง เรื่อง ศกุนตลา
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ
ปีที่พิมพ์ ๒๕๑๒
จำนวนหน้า ๑๒๐ หน้า
หมายเหตุ พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง (เทียบ อัศวรักษ์)
เรื่อง ศกุนตลา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเป็น บทละคอนรำสำนวนหนึ่งและบทละคอนร้องหรือบทละคอนดึกดำบรรพ์อีกสำนวนหนึ่งในฉบับบทละคอนรำนั้น
วันเสาร์ที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๕ เวลา ๐๙.๐๐ น. นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในกิจกรรมจิตอาสากรมศิลปากร ภายใต้ชื่อ "กรมศิลป์อาสา ปลูกต้นกล้าทำความดี" ครั้งที่ ๒/๒๕๖๕ บำรุงรักษาตู้พระธรรม ตามหลักวิชาการอนุรักษ์ ในการนี้นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ ผู้ทรงคุณวุฒิกรมศิลปากร นางรักชนก โคจรานนท์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง และนางนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พร้อมด้วยข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร และประชาชนผู้สนใจร่วมกันทำความสะอาด บำรุงรักษา ตู้พระธรรม พระพุทธรูปและโบราณวัตถุ ด้วยอุปกรณ์และวิธีการที่ถูกต้องตามหลักวิชาการอนุรักษ์ฯ ณ พิพิธภัณฑ์วิหารหลวง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ