ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,726 รายการ

องค์ความรู้ : สำนักการสังคีต เรื่อง พุทธานุสติแห่งปวงศิลปิน มหรสพปูชนียปฏิมาทัสนานุตริยะแห่งกรมมหรสพ เรียบเรียงเนื่องในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปี การสร้างพระพุทธรูปให้แก่กรมมหรสพ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ พระพุทธรูป ถือเป็นปูชนียปฏิมาแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าศาสดาผู้ก่อตั้งพระพุทธศาสนา ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้เคารพบูชาและระลึกถึงพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคติการสร้างพระพุทธรูปถวายไว้ที่วัดเพื่อเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาและถวายเป็นพุทธบูชา รวมถึงนิยมสร้างพระพุทธรูปไว้ตามหน่วยงานราชการและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเป็นเครื่องเจริญพุทธานุสติเตือนใจให้ข้าราชการหรือบุคคลากรในหน่วยงานนั้น ๆ ปฏิบัติงานบนพื้นฐานของคุณธรรมจริยธรรมและดำเนินชีวิตตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอีกด้วย กลุ่มดุริยางค์ไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร เป็นหน่วยงานราชการหนึ่งที่มีพระพุทธรูปประดิษฐานไว้ให้ดุริยางคศิลปินและคีตศิลปินได้สักการบูชาและเป็นเครื่องเจริญพุทธานุสติเช่นกัน ซึ่งพระพุทธรูปที่ว่านี้ มีทั้งหมด ๓ องค์ ได้รับมอบมาแต่กรมพิณพาทย์หลวง สังกัดกรมมหรสพในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระพุทธรูปแต่ละองค์นั้นมีขนาด และรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไปดังนี้ องค์ที่ ๑ ซึ่งมีอายุครบรอบ ๑๐๐ ปี ในเดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ นี้ เป็นพระพุทธรูปหน้าตักกว้าง ๕ นิ้ว ปางมารวิชัย วัสดุทองสำริด พระพักตร์กลม พระรัศมีเป็นทรงดอกบัวตูม เม็ดพระศกใหญ่ ครองจีวรห่มเฉียง ปลายจีวรเป็นแบบเขี้ยวตะขาบยาวจรดพระนาภี ประทับนั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานบัวคว่ำ - บัวหงาย ฐานล่างเป็นฐานหน้ากระดาน ๖ เหลี่ยม ที่บริเวณด้านหน้าของฐานมีป้ายโลหะแกะสลักระบุข้อความและปีสร้างอย่างชัดเจนว่า “กรมพิณพาทย์หลวง สร้าง ธ,ค,พ,ศ, ๒๔๖๕” องค์ที่ ๒ หน้าตักกว้าง ๘ นิ้ว ปางสมาธิ วัสดุทองสำริด พระพักตร์รูปไข่ พระรัศมีเป็นทรงดอกบัวตูม เม็ดพระศกใหญ่ ครองจีวรห่มเฉียง ปลายจีวรเป็นแบบเขี้ยวตะขาบยาวจรดพระนาภี ประทับนั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานบัวคว่ำ - บัวหงาย ฐานล่างเป็นฐานหน้ากระดาน ๖ เหลี่ยม มีรอยบิ่นที่กลางฐาน ที่บริเวณด้านหน้าของฐานแกะสลักระบุข้อความและปีสร้างซึ่งเลขพุทธศักราชค่อนข้างเลือนลาง ระบุว่า “กรมพิณพาทย์หลวง สร้าง พุทธศักราช ๒๔๕๔” องค์ที่ ๓ หน้าตักกว้าง ๕ นิ้ว ปางมารวิชัย วัสดุทองสำริด พระพักตร์กลม พระรัศมีเป็นทรงเปลว สามารถถอดพระรัศมีได้ เม็ดพระศกใหญ่ ครองจีวรห่มเฉียง ปลายจีวรเป็นเขี้ยวตะขาบยาวจรดพระนาภี ประทับนั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานบัวคว่ำ-บัวหงาย ฐานล่างเป็นฐานหน้ากระดาน ๖ เหลี่ยม สำหรับพระพุทธรูปองค์ที่ ๓ นี้ ไม่มีจารึกหรือแผ่นป้ายโลหะแกะสลักระบุข้อความและปีสร้างแต่อย่างใด จากรูปแบบและลักษณะของพระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์นี้ สามารถสังเกตและพอสันนิษฐานได้ว่าเป็นฝีมือการสร้างของช่างบ้านช่างหล่อซึ่งคนโดยทั่วไปนิยมเรียกพระพุทธรูปที่สร้างด้วยฝีมือช่างบ้านช่างหล่อนี้ว่า“พระรัชกาล” อันเป็นพระพุทธรูปที่นิยมหล่อกันในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรดังที่ ณัฐพงษ์แมตสองได้อธิบายถึง พระรัชกาล ไว้ว่า พระรัชกาล เป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดเล็กถึงกลาง โดยมากมีขนาดหน้าตักกว้างอยู่ที่ ๕ - ๑๐ นิ้วนิยมสร้างราวสมัยรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๘ โดยฝีมือของช่างบ้านช่างหล่อฝั่งธนบุรี ซึ่งคนในยุคนั้นนิยมสั่งพระรัชกาลไว้บูชาตามบ้านเรือนหรือถวายวัด พุทธลักษณะเด่นของพระรัชกาลฝีมือช่างบ้านช่างหล่อนี้ คือการดึงเอกลักษณ์ความงามและศิลปะของพระพุทธรูปในแต่ละยุคแต่ละสมัยมารวมไว้ในองค์เดียวกัน ดังจะเห็นได้ว่าพระรัชกาลนั้นอาจมีการใช้ฐานแบบศิลปะพระพุทธรูปล้านนาในลักษณะฐานบัวคว่ำบัวหงายและมีเกสรบัว หรือที่เรียกกันว่า ฐานบัวแบบปาละ ส่วนพระพักตร์นั้นอาจเป็นแบบศิลปะล้านนาบ้าง ศิลปะสุโขทัยบ้าง ศิลปะรัตนโกสินทร์บ้าง ฯลฯ เป็นต้น (ณัฐพงษ์แมตสอง,สัมภาษณ์, ๒๗ กันยายน ๒๕๖๔) ข้อมูลและหลักฐานต่าง ๆ เกี่ยวกับการสร้างพระพุทธรูปให้แก่กรมมหรสพนี้นอกจากจารึกปีสร้างและข้อความตามปรากฏอยู่ที่ฐานพระพุทธรูปแล้ว ยังปรากฏหลักฐานเอกสารการสร้างอยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๓๙ หน้า ๓๓๑๘ วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๖๕แจ้งความกรมบัญชาการกลางมหาดเล็ก เรื่องสร้างพระพุทธรูปให้แก่กรมมหรศพ แจ้งความมา ณ วันที่ ๓๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๖๕ อีกด้วย ความว่า ด้วยได้รับรายงานกรมมหรศพว่า หุ้มแพร หลวงสรรเพลงสรวง ข้าราชการกรมพิณพาทย์หลวง ได้ชักชวนข้าราชการกรมมหรศพ สร้างพระพุทธรูปมอบให้เป็นสมบัติของกรมพิณพาทย์หลวง ๓ องค์ ๆ ที่หนึ่งมีขนาดหน้าตักกว้าง ๘ นิ้ว องค์ที่สองที่สามกว้าง ๕ นิ้ว กรมมหรศพได้รับพระพุทธรูปทั้ง ๓ นี้ไว้แล้ว กรมบัญชาการกลางมหาดเล็กขอขอบใจ หุ้มแพร หลวงสรรเพลงสรวงและข้าราชการกรมมหรศพ ที่ได้มีความเลื่อมใสศรัทธาจัดสร้างพระพุทธรูปไว้เปนสมบัติของกรมมหรศพเปนอย่างยิ่ง กับขออนุโมทนาในการกุศลนี้ด้วย (ราชกิจจานุเบกษา๓๙, ๒๔๖๕: ๓๓๑๘) จากข้อมูลที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษาฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงวัตถุประสงค์และที่มาของการสร้างพระพุทธรูปให้แก่กรมมหรสพไว้อย่างชัดเจนซึ่งมีความสอดคล้องกับจารึกแผ่นป้ายโลหะที่สลักระบุปีสร้างที่บริเวณฐานของพระพุทธรูป ดังจะได้อธิบายรายละเอียดดังนี้ ๑) พระพุทธรูปองค์ที่บริเวณด้านหน้าของฐานมีป้ายโลหะแกะสลักว่า “กรมพิณพาทย์หลวง สร้าง ธ,ค,พ,ศ, ๒๔๖๕”พระพุทธรูปองค์นี้สร้างแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๖๕และได้มอบให้กรมมหรสพในเดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๔๖๕ (การขึ้นศักราชใหม่ก่อนวันที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๘๔ นั้น แต่เดิมเริ่มนับวันที่ ๑ เมษายน เป็นวันขึ้นศักราชใหม่)ตามที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา ๒) พระพุทธรูปองค์ที่บริเวณด้านหน้าของฐานแกะสลักระบุข้อความและปีสร้างว่า “กรมพิณพาทย์หลวง สร้าง พุทธศักราช ๒๔๕๔”พระพุทธรูปองค์นี้สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างไว้ก่อนแล้วแต่เดิมในพุทธศักราช ๒๔๕๔ และได้นำมามอบให้กรมมหรสพในคราวเดียวกันนี้ ๓) พระพุทธรูปองค์ที่ไม่มีจารึกและแผ่นป้ายโลหะแกะสลักระบุข้อความและปีสร้างสำหรับพระพุทธรูปองค์นี้สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นและมอบให้กรมมหรสพในคราวเดียวกัน เนื่องด้วยขนาดหน้าตักของพระพุทธรูปองค์นี้ มีขนาดกว้าง ๕ นิ้ว ตรงตามที่ระบุไว้ในราชกิจจานุเบกษา จากการวิเคราะห์ที่ได้กล่าวมาข้างต้น จึงสันนิษฐานว่าพระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์ ที่ได้รับมอบมาจากกรมมหรสพและปัจจุบันอยู่ในการดูแลของกลุ่มดุริยางค์ไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร นั้น น่าจะเป็นพระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์ ตามที่ได้ระบุไว้ในราชกิจจานุเบกษาเรื่องแจ้งความกรมบัญชาการกลางมหาดเล็ก เรื่อง “สร้างพระพุทธรูปให้แก่กรมมหรศพ”ด้วยเหตุผลทั้งในเรื่องของขนาดหน้าตักกว้างของพระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์ ที่มีขนาดตรงตามที่ระบุไว้ในในราชกิจจานุเบกษา และรูปแบบการหล่อของพระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์ ที่มีลักษณะการหล่อแบบพระรัชกาลซึ่งเป็นลักษณะการหล่อพระพุทธรูปที่นิยมกันในช่วงพุทธศักราชตามที่ระบุไว้ที่ฐานพระพุทธรูปและในราชกิจจานุเบกษาฉบับดังกล่าว นอกจากนี้ นายปี๊บ คงลายทอง ศิลปินแห่งชาติ อดีตผู้อำนวยการกลุ่มดุริยางค์ไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ยังได้กล่าวถึงพระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์นี้ ไว้ว่า เห็นพระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์นี้ ตั้งแต่เข้ารับราชการที่กลุ่มดุริยางค์ไทย เข้าใจว่าเป็นพระพุทธรูปที่ได้รับมอบมาจากกรมมหรสพ โดยพระสรรเพลงสรวง (บัว กมลวาทิน) เป็นคนบอกบุญข้าราชการในสังกัดกรมมหรสพ ให้ร่วมกันหล่อพระถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ปี๊บ คงลายทอง, สัมภาษณ์, ๕ ตุลาคม ๒๕๖๔) สำหรับประวัติของผู้ที่ได้ชักชวนให้ข้าราชการในกรมมหรสพสร้างและมอบพระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์ ให้เป็นสมบัติของกรมพิณพาทย์หลวงนั้น คือพระสรรเพลงสรวง (บัว กมลวาทิน) ท่านเกิดเมื่อเดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๓๐ ที่ตำบลผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรของนายจันและนางพันเริ่มเรียนดนตรีตั้งแต่วัยเยาว์จากที่บ้านโดยเฉพาะซออู้นั้นสีได้ดีมาก เมื่ออายุได้ ๑๓ – ๑๔ ปี ได้มาเรียนหนังสืออยู่ที่วัดชนะสงคราม กรุงเทพมหานคร จนอายุ ๑๖ ปี จึงเข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ต่อมาได้ศึกษาการบรรเลงดนตรีไทยเพิ่มเติมกับพระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) จนสามารถเป่าปี่ได้ดี ทั้งปี่ใน ปี่นอกและปี่ชวา ส่วนการบรรเลงเครื่องสายนั้นสามารถสีซอด้วงและสีซออู้ได้ดี โดยเฉพาะซออู้นั้น มีฝีมือจนเป็นที่เลื่องลือไปถึงเขตพระราชฐานใน หากมีการบรรเลงหรือหัดเครื่องสายกันในวังจะต้องเชิญพระสรรเพลงสรวง (บัว กมลวาทิน) ไปเป็นครูผู้สอนหรือบรรเลงร่วมวงอยู่เสมอ ด้านชีวิตครอบครัวนั้น สมรสครั้งแรกกับนางสาวทับทิม มีบุตรด้วยกัน ๔ คน สมรสครั้งที่ ๒ กับหม่อมหลวงชลินทร์ ทินกร มีบุตรด้วยกัน ๓ คน ส่วนนามสกุล “กมลวาทิน” นั้น เป็นนามสกุลที่ได้รับพระราชจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยมีนามเดิมว่า “บัว” ในพุทธศักราช ๒๔๕๗ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น “ขุนสรรเพลงสรวง” และในปีเดียวกันนี้ ยังได้พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลามีตำแหน่ง “รองหุ้มแพร” อีกด้วย ในพุทธศักราช ๒๔๖๐ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงสรรเพลงสรวง” และในพุทธศักราช ๒๔๖๗ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระสรรเพลงสรวง” ซึ่งเป็นบรรดาศักดิ์สุดท้ายที่ได้รับพระราชทาน เมื่อสิ้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้วพระสรรเพลงสรวง (บัว กมลวาทิน) ยังคงรับราชการต่อมาและได้ทำหน้าที่เป่าปี่อยู่ในวงปี่พาทย์หลวง ในบั้นปลายชีวิตขณะเตรียมตัวไปทำหน้าที่เป่าปี่ชวาลงเรือในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคท่านได้ป่วยด้วยโรคริดสีดวงทวารและตกโลหิตเสียก่อน จึงต้องเข้ารับรักษาตัวที่โรงพยาบาลกลางและไม่นานจากนั้นได้ตกโลหิตอีกครั้งและมีโรคบาดทะยักแทรกจึงเป็นเหตุให้ถึงแก่กรรมลงเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๖๙ ณ บ้านถนนสามเสน รวมอายุได้ ๓๙ ปี ปัจจุบันพระพุทธรูปที่ได้รับมอบมาจากกรมมหรสพทั้ง ๓ องค์นั้น มีอายุนับตั้งแต่วันสร้างครบ ๑ ศตวรรษทุกองค์แล้ว ซึ่งถูกเก็บรักษาดูแลและประดิษฐานอยู่ที่กลุ่มดุริยางค์ไทยสำนักการสังคีต กรมศิลปากรโดยในทุกปีจะได้อัญเชิญไปประดิษฐานเป็นพระประธานในพิธีไหว้ครูดนตรีไทยของกลุ่มดุริยางค์ไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร การที่พระสรรเพลงสรวง (บัว กมลวาทิน) ได้ชักชวนข้าราชกรมมหรสพสร้างพระพุทธรูปและมอบไว้เป็นสมบัติของกรมมหรสพนี้แสดงให้เห็นถึงความเลื่อมใสและความศรัทธาของศิลปินดนตรีไทยในกรมมหรสพที่มีต่อพระพุทธศาสนาจึงสร้างพระพุทธรูปนี้ขึ้นไว้ เพื่อให้บรรดาศิลปินทั้งหลายเมื่อได้เห็นพระพุทธรูปแล้วสามารถพึงระลึกถึงพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อันจะส่งผลให้ศิลปินทั้งปวงเกิดความเจริญงอกงามทางสมาธิ สติปัญญาและจิตใจด้วยเหตุนี้พระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์ จึงถือเป็นปูชนียปฏิมาที่ควรค่าแก่การสักการบูชายิ่งของบรรดาดุริยางคศิลปินและคีตศิลปินมาเป็นเวลาถึง ๑๐๐ ปี นับตั้งแต่ยุคสร้างพระพุทธรูปและมอบให้กรมมหรสพ ในพุทธศักราช ๒๔๖๕ จนถึงยุคกลุ่มดุริยางค์ไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร พุทธศักราช ๒๕๖๕ในปัจจุบัน กล่าวได้ว่าพระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์นี้ คือ“พุทธานุสติแห่งปวงศิลปินมหรสพปูชนียปฏิมาทัสนานุตริยะแห่งกรมมหรสพ”โดยแท้ รายการอ้างอิง แจ้งความกรมบัญชาการกลางมหาดเล็ก เรื่องสร้างพระพุทธรูปให้แก่กรมมหรศพ. ราชกิจจานุเบกษา ๓๙ (๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๕): ๓๓๑๘. ณัฐพงษ์แมตสอง. ภัณฑารักษ์ชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ กรมศิลปากร.สัมภาษณ์, ๒๗ กันยายน ๒๕๖๔. ปี๊บ คงลายทอง. ศิลปินแห่งชาติ.สัมภาษณ์,๕ ตุลาคม ๒๕๖๔. เรียบเรียง : ดร. ธำมรงค์ บุญราช นักวิชาการละครและดนตรีปฏิบัติการ กลุ่มวิจัยและพัฒนาการสังคีต สำนักการสังคีต กรมศิลปากร


         จารึกเมืองพิมาย เป็นจารึกที่ได้มาจากเมืองพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เนื้อศิลาด้านที่ 2 หักหายไปทั้งหมด ด้านที่ 1 และ 3 เหลือเพียงครึ่งหนึ่ง ส่วนด้านที่ 4 สภาพสมบูรณ์ ข้อความในจารึก          - ด้านที่ 1 เริ่มต้นด้วยการกล่าวนมัสการพระพุทธเจ้า แล้วกล่าวสรรเสริญพระเจ้าชัยวรมันที่ 7           - ด้านที่ 2 ชำรุด ไม่สามารถอ่านจับใจความได้          - ด้านที่ 3 ข้อความซีกซ้ายชำรุด ข้อความซีกขวากล่าวถึงรายการสิ่งของที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระราชทาน เช่น โคภิกษา เสื้อผ้า เทียนไข น้ำมัน เนยใส ต้นบุนนาค ถั่ว การบูรสัตว์น้ำ (เหลือบ?/ปลิง?/ปลาไหล?) ดอกไม้ พริก ผักทอดยอด ใบไม้ ต้นไม้ จตุรเฉท ต้นมิตรเทวะ? น้ำผึ้ง           - ด้านที่ 4 กล่าวถึงสิ่งของที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระราชทาน ต่อจากด้านที่ 3 เช่น เสื้อ ภาชนะดีบุก ข้าวสาร กฤษณา(ดีปลี) ยางสนข้น ขี้ผึ้ง          จากนั้นมีการกล่าวห้ามไม่ให้มีการทำร้ายกัน หากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกลงโทษ ลงท้ายด้วยการถวายพระพรแด่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7           จารึกเมืองพิมายมีเนื้อข้อความคล้ายคลึงกับจารึกด่านประคำ จังหวัดบุรีรัมย์ จารึกปราสาทตาเมียนโตจ และจารึกปราสาท จังหวัดสุรินทร์เกือบทั้งหมด โดยจะมีส่วนที่แตกต่างกันอยู่บ้าง เช่น ของที่ถวาย สมุนไพร หรือจำนวนเจ้าหน้าที่ กลุ่มจารึกที่มีข้อความคล้ายกันนี้ จึงถูกเรียกว่า จารึกอโรคยศาลในอีกชื่อหนึ่ง มักพบตามศาสนสถานประเภทอโรคยศาล(สุคตาลัย) ซึ่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงมีพระบรมราชโองการให้สร้างขึ้นเพื่อรักษาประชาชนตามพระราชปณิธานของพระองค์ ดังปรากฏข้อความในจารึกอโรคยศาลว่า “โรคทางกายของปวงชนนี้ เป็นโรคทางใจที่เจ็บปวดยิ่ง แม้มิใช่ความทุกข์ของพระองค์เอง แต่ความทุกข์ของราษฎร์เปรียบเหมือนความทุกข์ของผู้ปกครอง”   ภาพ : จารึกเมืองพิมาย ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ หอสมุดแห่งชาติ ที่มาภาพ : ฐานข้อมูลจารึกแห่งประเทศ ศูนย์มานุษยวิทยาสินธร (องค์การมหาชน) กระทรวงวัฒนธรรม   อ้างอิงข้อมูล : 1.ฐานข้อมูลจารึกแห่งประเทศ ศูนย์มานุษยวิทยาสินธร (องค์การมหาชน) กระทรวงวัฒนธรรม 2. สมบัติ มั่งมีสุขศิริ. โรคและการเยียวยาในจารึกอาโรคยศาล. ในเอกสารการสัมมนาวิชาการเนื่องในวาระฉลอง อายุครบ 96 ปีของ ศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร เรื่อง “ภูมิปัญญาอาเซียน : เวชศาสตร์จารึกและเอกสารโบราณ”. ภาษา-จารึก ฉบับที่ 13. ภาควิชาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           38/4ประเภทวัดุ/มีเดีย                       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                              50 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 53 ซม.หัวเรื่อง                                        พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา




สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 133/4 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 169/4เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           22/6ประเภทวัดุ/มีเดีย                          คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                                30 หน้า : กว้าง 4.6 ซม. ยาว 54.5 ซม.หัวเรื่อง                                       พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           6/4ประเภทวัดุ/มีเดีย                       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                              30 หน้า : กว้าง 4.6 ซม. ยาว 56.5 ซม.หัวเรื่อง                                        พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


         กระเบื้องมุงหลังคาแบบมีร่อง สมัยทวารวดี          กระเบื้องมุงหลังคาแบบมีร่อง จัดแสดงห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง          กระเบื้องดินเผา กว้าง ๙.๕ เซนติเมตร ยาว ๑๓.๕ เซนติเมตร ชำรุดหักหายไปส่วนหนึ่ง มีรูปทรงสี่เหลี่ยม มีขอบมุมโค้งมนเล็กน้อย ผิวด้านบนมีร่องกว้างที่กึ่งกลางตามความยาวของกระเบื้อง ปลายข้างหนึ่งมีการเจาะรู  ๒ รู สันนิษฐานว่าใช้สำหรับประกอบกับสลักเดือย เพื่อยึดกับโครงสร้างหลังคาซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นระแนงไม้ ผิวด้านล่างแบนเรียบ เนื้อกระเบื้องค่อนข้างหยาบมีกรวดทรายและรูพรุนที่เกิดจากการผสมแกลบข้าวเข้าไปในเนื้อดิน สันนิษฐานว่าเพื่อช่วยในการถ่ายเทอากาศขณะเผาและช่วยไม่ให้กระเบื้องแตกง่าย เมื่อเผากระเบื้องแล้วแกลบข้าวเหล่านี้จะถูกเผาสลายไปกลายเป็นรูพรุน เนื้อกระเบื้องภายนอกเป็นสีส้ม ภายในเป็นสีดำ เนื่องจากเผาด้วยอุณหภูมิต่ำทำให้เนื้อกระเบื้องภายในสุกไม่ทั่วถึง การผสมแกลบลงในเนื้อดินและเผาด้วยอุณหภูมิต่ำนี้ยังพบในอิฐสมัยทวารวดีด้วย            นอกจากกระเบื้องชิ้นนี้แล้ว ยังพบชิ้นส่วนที่สันนิษฐานว่าเป็นกระเบื้องมุงหลังคาแบบมีร่องจากการขุดแต่งโบราณสถานหมายเลข ๑๔ (บ้านศรีสรรเพชญ์ ๓) อีกจำนวนหนึ่งด้วย นอกจากนี้ที่โบราณสถานแห่งนี้ยังพบกระเบื้องมุงหลังคาอีก ๒ รูปแบบ ได้แก่ กระเบื้องมุงหลังคาแบบแผ่นเรียบมีรู และกระเบื้องมุงหลังคาแบบลอน แสดงถึงความหลากหลายของรูปแบบกระเบื้องมุงหลังคาในสมัยทวารวดี อนึ่ง นอกจากหลักฐานทางโบราณคดีดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังพบหลักฐานทางเอกสารที่กล่าวถึงกระเบื้องมุงหลังคาในสมัยทวารวดี ได้แก่ จดหมายเหตุทงเตี่ยน ซึ่งเป็นเอกสารจีนที่รวบรวบขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ มีเนื้อหาที่กล่าวถึงดินแดนโถวเหอ (นักวิชาการสันนิษฐานว่าน่าจะตรงกับคำว่า “โถโลโปตี” ที่หมายถึง “ทวารวดี”) ซึ่งเป็นที่รู้จักในสมัยราชวงศ์สุย (ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒) ว่ามีบ้านเรือนหรือวังของกษัตริย์ที่มีหลายชั้นและมีการใช้กระเบื้องมุงหลังคาด้วย          แม้กระเบื้องชิ้นนี้จะอยู่ในสภาพชำรุด แต่ก็เป็นหลักฐานกระเบื้องมุงหลังคารูปแบบหนึ่งที่ชาวพื้นเมืองสมัยทวารวดีใช้สำหรับมุงหลังคาซึ่งมีโครงสร้างเป็นเครื่องไม้ และยังแสดงถึงเทคนิคการผลิตกระเบื้องมุงหลังคาของช่างพื้นเมืองสมัยทวารวดีด้วย กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๖ หรือประมาณ ๑,๐๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว    เอกสารอ้างอิง  เด่นดาว ศิลปานนท์. โบราณสถานบ้านศรีสรรเพชญ์ ๓ ปริศนาวิหารถ้ำเมืองอู่ทอง. กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์, ๒๕๕๙. สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง. “กระเบื้องดินเผาสมัยทวารวดี : ข้อมูลใหม่จากการขุดค้นที่เมืองนครปฐมโบราณ”. หน้าจั่ว ว่าด้วยประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม และสถาปัตยกรรมไทย. ๙ (กันยายน ๒๕๕๕ – สิงหาคม ๒๕๕๖), ๓๐๒ – ๓๑๔.


ชื่อผู้แต่ง                  - ชื่อเรื่อง                   พระไตรลักษณ์ ครั้งที่พิมพ์               - สถานที่พิมพ์             - สำนักพิมพ์               - ปีที่พิมพ์                  - จำนวนหน้า              ๑๑๒   หน้า หมายเหตุ                สด.๐๑๗ หนังสือสมุดไทยดำ อักษรไทย ภาษาไทย เส้นหรดาล (เนื้อหา)                  อธิบายธรรมะซึ่งเป็นคติสอนใจโดยการหยิบยกเอาคาถาสุภาษิตในภาษาบาลีมาแต่งเป็นกาพย์แล้วอธิบายขยายความตามหลักพุทธศาสนา


          กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน “ปักหมุดเที่ยวแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่บ้านเชียง” วิทยากร นางสาวกนกวลี สุริยะธรรม ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ผู้ดำเนินรายการ นายสิทธิพร บุปผา นักวิชาการเผยแพร่ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖ ตั้งแต่เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๑.๔๕ น.            ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร


จดหมายเหตุ : พระอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ณ น้ำตกพลิ้ว ครั้นสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ในรัชกาลที่ ๕ เสด็จทิวงคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเกล้าอยู่หัว ได้สร้างพระอนุสาวรีย์ขึ้นหลายแห่งเพื่อเป็นที่ระลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ซึ่งมีลักษณะรูปลักษณ์แตกต่างกันไป โดยแต่ละที่ที่สร้างจะเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ เคยตามเสด็จและโปรดปรานเป็นพิเศษ หนึ่งในนั้นคือ น้ำตกพลิ้ว จังหวัดจันทบุรี เอกสารจดหมายเหตุชุดแผนกมหาดไทย จังหวัดจันทบุรี ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี มีหนังสือโต้ตอบเกี่ยวกับการสอบถามประวัติของพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ในช่วง พ.ศ. 2502 ซึ่งพบว่าพระอนุสาวรีย์ชำรุดทรุดโทรมและไม่ทราบประวัติความเป็นมา กระทรวงมหาดไทยได้รับแจ้งจากสำนักราชเลขาธิการ โดยหม่อมเจ้าเกียรติประวัติ เกษมสันต์ ขอให้ช่วยสอบประวัติของพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ น้ำตกพลิ้ว ซึ่งได้สอบถามไปแล้วยังสำนักพระราชวังแต่ไม่ทราบข้อมูล กระทรวงมหาดไทยจึงแจ้งมายังผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี (สมัยนั้นคือหม่อมเจ้าทองคำเปลว ทองใหญ่) เพื่อให้ดำเนินการสอบประวัติและให้รายงานแจ้งกระทรวงมหาดไทยต่อไป ลักษณะของอนุสาวรีย์ ที่น้ำตกพลิ้ว มีลักษณะเป็นรูปทรงปิรามิดพร้อมคำจารึก มูลเหตุที่สร้างเป็นทรงปิรามิดด้วยดำริของรัชกาลที่ 5 ที่ว่า “ทำรูปอื่นอาจไม่คงทนถาวร เพราะตั้งอยู่กลางป่าเขาลำเนาไพร อันไม่มีผู้ดูแล ฉะนั้นเมื่อปิรามิดของอียิปต์ ยืนยงคงทนอยู่ได้ฉันใด ปิรามิดน้อยนี้ก็จะยืนยงคงทนอยู่เช่นกัน ณ ท่ามกลางป่าเขาและเสียงไหลรินของธารพลิ้ว” รายงานประวัติของพระอนุสาวรีย์ โดยหม่อมเจ้าทองคำเปลว ทองใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย มีการบรรยายถึงประวัติความเป็นมา รูปลักษณะ และข้อความในจารึก ความดังเอกสาร เรียบเรียง อดิศร สุพรธรรม นักจดหมายเหตุชำนาญการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี เอกสารอ้างอิง หอจดหมายเหตุแห่งชาติจันทบุรี. จบ 1.1.1.6/39 เอกสารกระทรวงมหาดไทย ชุดจังหวัดจันทบุรี เรื่องพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ (4 สิงหาคม – 6 ตุลาคม 2502)


เลขทะเบียน : นพ.บ.467/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 28 หน้า ; 4 x 55 ซ.ม. : ทองทึบ-ชาดทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 160  (174-182) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : พระธรรมนับชาติ--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.605/2                  ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 36 หน้า ; 4 x 53.5 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดา มีฉลากไม้ชื่อชุด : มัดที่ 194  (408-415) ผูก 2 (2566)หัวเรื่อง : พระธัมมสังคิณี--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


-บรรพแถลง บรรพแถลง หรือ บันแถลง เป็นซุ้มขนาดเล็กซึ่งเป็นรูปสัญลักษณ์ของอาคารหรือชั้นวิมานของเทวดา และมีการสลักหรือปั้นรูปเทวดาสถิตอยู่ภายในซุ้มนั้น บรรพแถลงมักพบได้ในสถาปัตยกรรมดังนี้ - ปราสาทขอม - ปรางค์ - มณฑป - บุษบก สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป หรือเจดีย์ขนาดเล็ก และมีเรือนยอดด้านบน ในปราสาทวัฒนธรรมเขมร บรรพแถลงเริ่มปรากฏขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ เพื่อใช้ประดับบนชั้นวิมานของหลังคาซ้อนชั้นของปราสาท และเสื่อมความนิยมไปในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ช่วงศิลปะบายนซึ่งนิยมสร้างใบหน้าบุคคลขนาดใหญ่แทนหลังคาแบบซ้อนชั้น ทำให้ไม่เหลือที่ว่างไว้เพื่อประดับบรรพแถลง สำหรับบรรพแถลงสามารถแบ่งได้เป็นสองส่วนคือ “บรรพแถลงประจำมุม” ซึ่งประดับอยู่ที่มุมรองของปราสาท โดยอยู่ขนาบทั้งสองข้างของนาคปัก หรือปราสาทจำลองตรงมุมหลัก และ“บรรพแถลงประจำทิศ” ซึ่งประดับอยู่เหนือ ซุ้มหน้าบันในแต่ละชั้นวิมานของปราสาทประธานทั้งสี่ทิศ บรรพแถลงของปราสาทสด๊กก๊อกธม สำหรับปราสาทสด๊กก๊อกธมพบหลักฐานของบรรพแถลงตามมุมของชั้นวิมาน โดยพบเพียงส่วนฐานและประติมากรรมส่วนล่าง แท่งหินจั่วรูปสามเหลี่ยมปักอยู่ด้านหน้าซุ้มบัญชรของชั้นเชิงบาตร สันนิษฐานว่าเป็นรูปลักษณ์ของวิมานจึงสลักภาพเทพต่างๆไว้ด้วย บรรพแถลงที่ปราสาทสด๊กก๊อกธม สลักเป็นรูปเทพธิดา อ้างอิง - กรมศิลปากร. สำนักโบราณคดี. (2550). ศัพทานุกรมโบราณคดี. กรุงเทพฯ: สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร : หน้า 271. - กรมศิลปากร. (2565). ปราสาทสด๊กก๊อกธม: อุทยานประวัติศาสตร์ ณ ชายแดนตะวันออก. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์ : หน้า 322. - สรศักดิ์ จันทร์วัฒนกุล, การกลายรูปจากอาคารจำลอง-นาคปัก- บรรพแถลงของปราสาทในศิลปะขอมมาเป็นกลีบขนุนของปรางค์ในศิลปะไทย (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตบัณฑิต สาขาวิชาสถาประวัติศาสตร์ศิลปะ ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร) หน้า 11,31. - บรรพแถลงรูปพระไภษัชยคุ. Access 25 April 2023. www.finearts.go.th/promotion/view/26146บรรพแถลงรูปพระไภษัชยคุรุ ที่มาภาพ ภาพที่ 1 (ที่มา: https://www.finearts.go.th/promotion/view/26146บรรพแถลงรูปพระไภษัชยคุรุ) ภาพที่ 2 ที่มา: https://www.facebook.com/photo/?fbid=5212953952075999&set=pcb.5212967228741338) ภาพที่ 3 (ที่มา: http://virtualhistoricalpark.finearts.go.th/phimai/index.php/th/คลังข้อมูล.html?layout=edit&id=143) ภาพที่ 4 (ที่มา: https://www.finearts.go.th/ratchaburimuseum/view/2160021600-ปราสาทเขาโล้น---โบราณวัตถุชิ้นเด่นและการกำหนดอายุ) ภาพที่ 5 (ที่มา: https://www.finearts.go.th/promotion/view/26146บรรพแถลงรูปพระไภษัชยคุรุ) ภาพที่ 6 (ที่มา: https://www.finearts.go.th/promotion/view/26146บรรพแถลงรูปพระไภษัชยคุรุ) ภาพที่ 7 (ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Bayon#/media/File:Bayon_0759_(277                                 ความรู้สึกทั้งหมด 3535      


black ribbon.