ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,510 รายการ

        กรมศิลปากร โดยสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ขอเชิญรับชมการถ่ายทอดสด Facebook Live การเสวนาทางวิชาการ เรื่อง "พุทธไทย ๆ : พุทธศาสนาไทยในกระแสความเปลี่ยนแปลง" ในวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 – 16.30 น. พบกับการบรรยายและการเสวนา 4 หัวข้อ ได้แก่ เรื่อง ”อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของพุทธศาสนาไทย” โดยศาสตราจารย์ ดร.สมภาร พรมทา เรื่อง “พุทธศาสนากับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย” โดยศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ เรื่อง “มองพุทธศาสนาไทยผ่านมิติทางเศรษฐศาสตร์” โดยรองศาสตราจารย์ ดร.ณดา จันทร์สม และเรื่อง “พหุวัฒนธรรมกับพุทธศาสนาไทย” โดย พระครูธรรมรัต, พระมหาขุนพล สมจิตฺโต และนายวิจักขณ์ พานิช สามารถรับชมผ่านทาง Facebook : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม https://www.facebook.com/FineArtsDept 


#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่“มหาอารามตามพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก”พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก เป็นวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาที่แพร่หลายในดินแดนล้านนาและดินแดนล้านช้าง สันนิษฐานว่าถูกประพันธ์ขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 19-20 ในดินแดนล้านนา และเผยแผ่ไปยังดินแดนล้านช้างในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ใน พ.ศ.2058 อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเผยแผ่ไปยังดินแดนล้านช้าง แต่เนื้อหาและสถานที่ที่ถูกล่าวถึงยังคงเป็นสถานที่ในดินแดนล้านนา ซึ่งเป็นต้นฉบับของวรรณกรรมเรื่องนี้ นอกจากนี้พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกปรากฏต้นฉบับใบลานที่คัดลอกต่อ ๆ มาหลายฉบับ เช่น ตำนานพระเจ้าเลียบโลกฉบับวัดกู่คำ จังหวัดเชียงใหม่  ตำนานพระเจ้าเลียบโลกฉบับวัดเวียง อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง  พุทธตำนานฉบับวัดเชียงมั่น จังหวัดเชียงใหม่  ตำนานพุทธเลียบโลกฉบับวัดดอนปิน อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนพุทธตำนานฝั่งล้านช้าง เช่น พระเจ้าเลียบโลกฉบับวัดบ้านแสนยาง อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี และพระเจ้าเยี่ยมโลกฉบับวัดโพธิ์ตก จังหวัดขอนแก่น เป็นต้นเรื่องราวในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก กล่าวถึงการเสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ในดินแดนล้านนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนี้ยังทรงประทับรอยพระพุทธบาท ประทานพระเกศาธาตุ และพยากรณ์บ้านเมืองต่าง ๆ เช่น เมืองหริภุญไชย (ลำพูน) เมืองนันทบุรี (น่าน) เมืองพระยาว (พะเยา) ลัมพกัปปนคร (ลำปาง) และนครพิงค์เชียงใหม่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงสถานที่ต่าง ๆ ในดินแดนล้านนา ซึ่งล้วนแต่เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดเวไนยสัตว์ เช่น บ้านชีชาง (เวียงกุมกาม) อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เมืองยวม ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ดอยอ่างสลุง ในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ดอยแจ้ขุม ในพื้นที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เป็นต้นพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก มีการกล่าวถึงนครพิงค์เชียงใหม่และมหาอารามในเมืองเขียงใหม่ว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่บนดอยคำหลวง (ปัจจุบันคือดอยคำ ตำบลแม่เหี้ย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่) เหล่าเทวดาทูลขอให้พระองค์ประทับรอยพระพุทธบาท พระองค์จึงเสด็จไปทางทิศตะวันออกพบก้อนหินงามก้อนหนึ่ง ทรงประทับรอยพระพุทธบาทและทรงรำพึงว่า ภายภาคหน้าจะเกิดเป็นมหานครขนาดใหญ่ เป็นที่อยู่แห่งกษัตริย์และคนทั้งหลาย พระศาสนาจะรุ่งเรืองในเมืองนี้ และเกิดมีมหาอารามขนาดใหญ่จำนวน 8 แห่ง ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ทรงพบชีม่าน (นักบวชพม่า) 2 รูป นุ่งผ้าน่าเกลียด ครั้นเห็นพระพุทธองค์เสด็จมาก็อภิวาทและเอาบาตรถวาย 2 ลูก พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ท่านนุ่งผ้าน่าเกลียด ไม่เหมาะแก่สมณสารูป” ชีม่านทั้งสองเกิดความละอายจึงสละเพศนักบวชนั้นและทูลขอบวชต่อพระพุทธเจ้า พระองค์จึงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่ชีม่านทั้ง 2 และทรงพยากรณ์ว่า ด้วยเหตุนี้ภายภาคหน้าสถานที่นี้จะเป็นเมืองชื่อว่า อภินวนคร หรือเวียงเชียงใหม่ ส่วนมหาอารามทั้ง 8 ในนครแห่งนี้ ประกอบด้วย บุปผาราม เวฬุวันอาราม บุพพาราม อโศการาม พีชอาราม สังฆาราม นันทอาราม และโชติอาราม แต่ละแห่งจะได้ประดิษฐานพระเกศาธาตุแห่งละองค์++ บุปผาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับโคนต้นบุนนาคต้นหนึ่ง มีคนแก่ 2 คน ปลูกต้นบุนนาค เพื่อนำดอกไปขาย ครั้นเห็นพระพุทธเจ้าจึงนำดอกบุนนาคมาถวายพระองค์ พระองค์ทรงตรัสพยากรณ์ว่า ภายภาคหน้าจะมีการสร้างอารามขนาดใหญ่นามว่า บุปผาราม (วัดสวนดอกไม้) จากนั้นพระเจ้าอโศกราชทูลขอพระเกศาธาตุ พระองค์จึงประทานให้ และบรรจุไว้ในบุปผาราม ปัจจุบันบุปผาราม คือ วัดสวนดอก สร้างขึ้นสมัยพญากือนา เมื่อ พ.ศ.1915 เพื่อเป็นที่พำนักจำพรรษาของพระสุมนเถระที่อาราธนาจากเมืองสุโขทัย ++ เวฬุวันอาราม หรือ ป่าเวฬุนาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ของบุปผาราม) ทรงประทับนั่งที่โคนไม้หกกอหนึ่ง แล้วทรงพยากรณ์ว่า ในภายภาคหน้าสถานที่นี้จะได้ชื่อว่า ป่าเวฬุนาราม และพระเจ้าอโศกราชทูลขอพระเกศาธาตุบรรจุไว้ ณ ที่นั้น จึงได้ชื่อว่า เวฬุวันวัดป่าหก ปัจจุบันเวฬุวันอาราม คือ วัดกู่เต้า ปรากฏชื่อในพงศาวดารโยนกและตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ว่า “เวฬุวันกู่เต้า” ใน พ.ศ.2035 และถูกกล่าวถึงอีกครั้งใน พ.ศ.2305 ว่ากองทัพพม่าเข้ามาตั้งทัพบริเวณแห่งนี้++ บุพพาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ของเวฬุวันอาราม) ทรงประทับนั่งและทรงพยากรณ์ว่า ภายภาคหน้าจะมีคนมาสร้างอารามขนาดใหญ่นามว่า “วัดบุพพาราม” ตามที่ตั้งทางทิศตะวันออก จากนั้นพระเจ้าอโศกราชทูลขอพระเกศาธาตุองค์หนึ่งประดิษฐานไว้ที่นี่ จากนั้นจึงได้ชื่อว่าวัดบุพพาราม ปัจจุบันวัดบุพพารามตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏหลักฐานในชินกาลมาลีปกรณ์ว่าสร้างขึ้นในสมัยพญาเมืองแก้ว ใน พ.ศ.2040++ อโศการาม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จไปทางทิศตะวันตก (ของบุพพาราม) มีชาวลวะ 2 คน ยิงวัวเถื่อนเอาเนื้อมาย่าง และนำถวายแด่พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเสวยและพยากรณ์ว่า ต่อไปภายหน้าจะมีคนมาสร้างอารามนามว่า อโศการาม จากนั้นพระเจ้าอโศกราชทูลขอพระเกศาธาตุอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ยังสถานที่นี้และได้ชื่อว่า วัดอโศการาม ปัจจุบันวัดอโศการาม คือ วัดป่าแดงหลวง (ร้าง) พงศาวดารโยนกกล่าวว่า พญาติโลกราชสร้างสถูปแห่งนี้ไว้เพื่อบรรจุพระอัฐิของพญาสามฝั่งแกนผู้เป็นพระราชบิดา ในพ.ศ.1980 และชินกาลมาลีปกรณ์กล่าวว่า วัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาลังกาสายใหม่ หรือนิกายป่าแดง ซึ่งพญาติโลกราชทรงเป็นผู้อุปถัมภ์++ พีชอาราม  กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปทางทิศใต้ (ของอโศการาม) ประทับอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง มีลวะ 2 คน นำมะม่วงมาถวายแด่พระพุทธเจ้า จากนั้นก็มีลวะทั้งหลายนำมะปราง มะขุน (ส้มซ่า) และข้าวซ้อมมือมาถวาย พร้อมทั้งนำส้มป่อยและน้ำหอมมาถวายเพื่อสรงและล้างพระหัตถ์ จากนั้นพระองค์ทรงเทศนาแก่พวกลวะตลอด 3 วัน 3 คืน และทรงพยากรณ์ว่า ภายภาคหน้าจะมีคนมาสร้างอารามนามว่า พีชอาราม และพระเจ้าอโศกราชทูลขอพระเกศาธาตุประดิษฐานไว้ยังสถานที่นี้ด้วย ปัจจุบันพีชอาราม คือ วัดหลวงศรีเกิด ซึ่งจารึกอัญเชิญพระเจ้าแข้งคมเข้าเวียงสมัยพระเจ้ากาวิละ กล่าวถึงชื่อ วัดหลวงโพธิรุกขพิชชาราม อันเป็นที่อยู่ของพระมหาสมเด็จนนทาวิริยวังโส สันนิษฐานว่าคือวัดศรีเกิด ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระเจ้าแข้งคม++ สังฆาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ของพีชอาราม)  ทรงประทับยังที่แห่งหนึ่ง มีนักบวชม่าน 7 รูป มานอนพำนักอยู่ที่นั่น ครั้นเห็นพระพระพุทธเจ้าเสด็จมาก็ถวายอภิวาท พระองค์จึงทรงพยากรณ์ว่า ภายภาคหน้าสถานที่นี้จะมีผู้มาสร้างอารามนามว่า สังฆาราม และพระเจ้าอโศกราชก็ทูลขอพระเกศาธาตุหนึ่งองค์ประดิษฐานไว้ยังสถานที่นี้ด้วย ปัจจุบันสังฆาราม คือ วัดเชียงมั่น ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยพญามังรายเมื่อครั้งแรกสร้างเมืองเชียงใหม่ และสร้างเจดีย์องค์ใหม่ใน พ.ศ.2014 สมัยพญาติโลกราช++ นันทอาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ของสังฆาราม) ลวะคนหนึ่งเห็นพระพุทธองค์เสด็จมาจึงรีบปลูกกระท่อมใหญ่หลังหนึ่งเพื่อให้พระองค์ประทับ พระองค์ก็ทรงเมตตาประทับอยู่ในกระท่อมนั้น 1 คืน แล้วตรัสพยากรณ์ว่า ตถาคตอยู่สถานที่นี้ด้วยความสำราญ ต่อไปภายหน้าจะมีผู้มาสร้างอารามขึ้นชื่อว่า นันทอาราม และพระเจ้าอโศกราชก็ทูลขอพระเกศาธาตุประดิษฐานไว้ยังสถานที่นี้ด้วย ปัจจุบันนันทอาราม หรือวัดนันทาราม ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองเชียงใหม่ ++ โชติอาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งมีลวะอาราธนานิมนต์พระพุทธเจ้าไปยังบ้านของตน เมื่อไปถึง ลวะผู้นั้นเกิดศรัทธาอย่างยิ่งจึงฝังค้างฉัตร ธงแผ่นผ้าถวายเป็นพุทธบูชา จากนั้นมีชีม่านรูปหนึ่งอายุ 120 ปี เห็นพระพุทธองค์จึงเปลื้องผ้าสไบจุดไฟถวายเป็นพุทธบูชา พระพุทธองค์จึงทรงพยากรณ์ว่า ภายภาคหน้าจะมีผู้คนมาสร้างอารามขนาดใหญ่นามว่า โชติอาราม และพระเจ้าอโศกราชก็ทูลขอพระเกศาธาตุบรรจุไว้ในกระบอกไม้ซาง ใส่ในผอบทองคำใหญ่ 7 กำมือ ลวะทั้งหลายขุดหลุมลึก 400 ศอก บรรจุในก้นหลุมและเอาสมบัติถมใส่เป็นจำนวนมาก และพระอินทร์ก็ทรงเนรมิตจักรยนตร์ป้องกันไว้ และก่อสถูปครอบไว้สูง 300 ศอก และทรงพยากรณ์ต่อว่า เมื่อตถาคตนิพพานลงแล้วจึงเอาธาตุอุ้งมือข้างขวามาประดิษฐานไว้ยังสถานที่นี้ด้วย ปัจจุบันโชติอาราม คือ วัดเจดีย์หลวง ซึ่งถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยพญาแสนเมืองมา ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 20ดังนั้นมหาอารามทั้ง 8 แห่งที่ปรากฏในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก จึงเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของเมืองเชียงใหม่ที่มีการประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าในอารามต่าง ๆ รวมถึงยังเป็นสถานที่ที่พระองค์เคยเสด็จมาด้วยพระองค์และมีพุทธพยากรณ์ถึงสถานที่นั้น ๆ ด้วยเหตุนี้ทำให้พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกเป็นเสมือนเครื่องมือตอกย้ำการมีตัวตนจริงของพระพุทธเจ้า พระบรมสารีริกธาตุ รอยพระพุทธบาท และอารามสำคัญค้นคว้า/เรียบเรียง  นายนนทวัชร์ ไกรสกุล  ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เอกสารประกอบการเรียบเรียงกตัญญู ชูชื่น. พระเจ้าเลียบโลกฉบับล้านนา: บทวิเคราะห์ (วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกภาษาไทย ภาควิชาภาษาตะวันออก บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2525).เธียรชาย อักษรดิษฐ์. ตำนานพระเจ้าเลียบโลก: การศึกษาพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรมล้านนา (โครงการวิจัยย่อยในกรอบของโครงการวิจัยเขตเศรษฐกิจวัฒนธรรมภาคเหนือตอนบน ทุนเมธีวิจัยอาวุโส สกว. และทุนสนับสนุนฝ่ายชุมชนและสังคม สกว. ประจำปี 2548).พระยาประชากิจกรจักร. พงศาวดารโยนก. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: คลังวิทยา, 2507.พระรัตนปัญญาเถระ. ชินกาลมาลีปกรณ์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มิตรนภาการพิมพ์, 2510.พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก. เชียงใหม่: โรงพิมพ์นันทพันธ์, 2553. (พิมพ์เนื่องในงานพิธีกฐินพระราชทาน ณ วัดพระธาตุหริภุญไชย วรมหาวิหาร ลำพูน วันที่ 31 ตุลาคม 2553 และในวโรกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจริญพระชนมายุครบ 83 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2553)ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะล้านนา. กรุงเทพฯ: มติชน, 2556.สุรพล ดำริห์กุล. ประวัติศาสตร์และศิลปะล้านนา. นนทบุรี: เมืองโบราณ, 2561.ฮันส์ เพนธ์, พรรณเพ็ญ เครือไทย และศรีเลา เกษพรหม. ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 2 จารึกพระเจ้ากาวิละ พ.ศ.2334-2357. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2541.


พระมหารัชชมังคลาจารย์ (นิทฺเทสกเถร เทศ วิทยานุกรณ์) (2429 – 2510) พระมหารัชชมังคลาจารย์ (นิทฺเทสกเถร เทศ วิทยานุกรณ์) มีนามเดิมว่า เทศ วิทยานุกรณ์ เกิดเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2429 ที่บ้านนาซา ตำบลปากน้ำประแส อำเภอแกลง จังหวัดระยอง บิดาชื่อ นายหมื่นศิรินรา (อ่อง วิทยานุกรณ์) มารดาชื่อ นางศิรินรา (กรอง วิทยานุกรณ์) มีพี่น้อง 6 คน คือ 1.      นายแถว วิทยานุกรณ์ 2.      นางถิว ราญรอน 3.      นางละม้าย วงศ์แววดี 4.      นางละเมียด กสิกรรม 5.      นางระเบียบ การุณ 6.      นางวาย วิทยานุกรณ์   การศึกษาก่อนอุปสมบท เริ่มศึกษาวิชาหนังสือว่าด้วยการอ่านและการเขียนกับบิดา ต่อมาราว พ.ศ. 2439 - 2440 ไปเรียนหนังสือกับพระครูสังฆการบูรพทิศ (เคลิ้ม) เจ้าอาวาสวัดสมมติเทพฐาปนาราม (วัดแหลมสน) ผู้เป็นลุง พ.ศ. 2441 ได้มาอยู่ที่วัดรังษีสุทธาวาส พระนคร ต่อมาป่วยเป็นไข้จึงกลับไปพักรักษาตัวที่อำเภอแกลง พ.ศ. 2442 เมื่อหายป่วยดีแล้ว ได้เข้าเรียนหนังสือไทยและสอบไล่ได้ชั้นมูล 1-2-3 ที่โรงเรียนวัดโพธิทอง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง พ.ศ. 2443 – 2444 มาอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร พระนคร กับพระสุคุณคณาภรณ์ (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์) ศึกษาและสอบได้ประโยคประถม 1-2-3-4 ที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร พ.ศ. 2445 เรียนและสอบประโยค 1 ได้ที่โรงเรียนสายสวลีภิรมย์ (โรงเลี้ยงเด็ก) พ.ศ. 2446 - 2447 เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวัดสุทัศนเทพวราราม และสอบประโยค 2 ได้ที่โรงเรียนวัดราชบูรณะ เป็นอันจบการศึกษาในสมัยนั้น   การอุปสมบท เมื่ออายุครบอุปสมบทแล้ว ได้อุปสมบทเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2449 ณ พัทธสีมาวัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภกและทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ และพระญาณวราภรณ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์             ผลงานและคุณูปการที่สำคัญ เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้ตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรมจนแปลหนังสือได้ และปฏิบัติหน้าที่เป็นเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส รวมถึงงานสำคัญของคณะสงฆ์อย่างต่อเนื่อง เช่น เป็นเลขานุการพิเศษเกี่ยวกับการเปิดสอบธรรมสนามหลวงกรรมการฝึกอบรมพระนวกะ กรรมการวัดบวรนิเวศวิหาร บรรณารักษ์ห้องสมุดมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เป็นเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เป็นผู้ช่วยตรวจการคณะสงฆ์มณฑลพายัพและมณฑลมหาราช เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นกรรมการที่ปรึกษาศาสนสมบัติ เป็นต้น   ตำแหน่งทางคณะสงฆ์และสมณศักดิ์ พ.ศ. 2451     เป็นพระครูสมุห์ พ.ศ. 2454      เป็นพระครูอเนกสาวัน พ.ศ. 2456      เป็นพระครูวินัยธรรม ฐานานุกรมในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า                    กรมพระยาวชิรญาณวโรรสทั้ง 3 ตำแหน่ง พ.ศ. 2457      เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ “พระครูพุทธมนต์ปรีชา” พ.ศ. 2460     เป็นพระครูเจ้าอาวาสพระอารามหลวงที่ “พระครูวิบูลย์ศีลขันธ์” พ.ศ. 2471     เป็นพระราชาคณะสามัญที่ “พระเนกขัมมมุนี” พ.ศ. 2474     เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ “พระรัชชมงคลมุนี พรหมจารีพรต นิวิฏฐ์กฤตยาทร ยติคณิสสร บวรสังฆารามคามวาสี” พ.ศ. 2494     เป็นพระราชาคณะชั้นเทพในราชทินนามเดิม พ.ศ. 2498     เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมในราชทินนามเดิม พ.ศ. 2503     เป็นพระราชาคณะเทียบรองสมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามสัญญาบัตรว่า “พระมหารัชชมังคลาจารย์ วิมลญาณอุดม พรหมจารีพรตนิวิฏฐ์ สาสนพิพิธคุณาภรณ์ ยติคณิสสร บวรสังฆารามคามวาสี” พ.ศ. 2506     เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามจารึกในหิรัณยบัฏว่า “พระมหารัชชมังคลาจารย์ วิมลญาณอุดม พรหมจารีพรตนิวิฏฐ์ พุทธศาสนกฤตยาทร ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆารามคามวาสี”                               การมรณภาพ  พระมหารัชชมังคลาจารย์ เริ่มมีสุขภาพร่างกายทรุดโทรมตั้งแต่ พ.ศ. 2507 และได้ผ่าตัดเนื้องอกในทางเดินปัสสาวะ เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2510 แต่อาการยังคงไม่ดีขึ้น และได้มรณภาพเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2510 ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า รวมอายุได้ 80 ปี และมีพรรษาได้ 61 พรรษา     ข้อมูลหนังสืออนุสรณ์งานศพ บรรณานุกรม ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา และกรมศิลปากร.  ประวัติสุนทรภู่.  พระนคร: โรงพิมพ์กรมสารบรรณทหารเรือ, 2510.   รายละเอียดเนื้อหา  รายงานตรวจการคณะสงฆ์ ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส   เลขเรียกหนังสือ   ห 294.309 ว151รพ สถานที่จัดเก็บ     ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี




พิพิธิภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง พระพุทธชินราช: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/phraphutachinarat      "พระพุทธชินราช"  ถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีความสำคัญของต่อชาวพิษณุโลก เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองยึดเหนี่ยวจิตใจ และเป็นพระพุทธรูปสำคัญของประเทศไทย ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือ วัดใหญ่ ใน อ.เมือง จ.พิษณุโลก เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์  สถาปัตยกรรม มีศิลปะอันงดงามประดิษฐ์ตามวิหารสำคัญ อันได้แก่ วิหารพระพุทธชินราช วิหารพระพุทธชินสีห์ และวิหารพระศรีศาสดา      ประวัติพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช แต่เดิมเป็นพิพิธภัณฑสถานที่อยู่ในความดูแลของวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร  ต่อมากรมศิลปากรได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2504




เผยแพร่เมื่อ 6 ธ.ค. 2012 สารคดีเอกลักษณ์ไทย ชุด พิพิธภัณฑ์ไทย ตอน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สตูล


เชิญร่วมกิจกรรมสันทนาการเนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ปี ๒๕๕๖ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น ไม่เสียค่าใช้จ่าย


เครื่องดนตรีกันตรึม กันตรึม “กันตรึม” เป็นเพลงพื้นบ้านนิยมกันมากในจังหวัดสุรินทร์ เนื้อเพลงกันตรึมใช้ภาษาเขมรขับร้อง กันตรึมถือเป็นแม่บทของเพลงพื้นบ้าน และการละเล่นพื้นบ้านอื่นๆ ของจังหวัดสุรินทร์ ประวัติความเป็นมา ประวัติการเล่นกันตรึมไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัดว่ามีมาตั้งแต่เมื่อใด ลักษณะของเพลงกันตรึมเป็นเพลงปฏิพากย์คล้ายๆ เพลงฉ่อย เพลงเรือ หรือลำตัด จะแตกต่างที่เนื้อร้องกันตรึมเป็นภาษาเขมร ดนตรีบรรเลงประกอบ คือ กลองโทน(สก็วล) และซอ(สุกัญญา สุจฉายา ๒๕๒๕ : ๘) เหมือนกับประเทศกัมพูชา วงดนตรีกันตรึมมีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของชาวสุรินทร์มาแต่อดีต ไม่ว่าจะเป็นงานพิธีแบบใดๆ เช่น งานแต่งงาน งานศพ งานพิธีกรรมต่างๆ หรือใช้บรรเลงในพิธีเซ่นสรวงบูชา ทรงเจ้าเข้าผี เป็นต้น งานพิธีต่างๆ ของกลุ่มชาวไทยเขมรส่วนมากมักจะใช้วงกันตรึมบรรเลงยืนพื้นตลอดงาน ปัจจุบันกันตรึมใช้เป็นการละเล่นเพื่อความบันเทิงโดยทั่วไป มีการสืบทอดตามแบบการละเล่นพื้นบ้านแบบรุ่นสู่รุ่น คือ เมื่อผู้เล่นกันตรึมคณะเดิมชราภาพ หรือย้ายถิ่นที่อยู่ ก็จะถ่ายทอดให้แก่ผู้สนใจเพื่อสานต่อ(สงบ บุญคล้อย ๒๕๒๒ : ๘) วิวัฒนาการของเพลงกันตรึม ๑. ได้รับอิทธิพลมาจากเพลงปฏิพากย์ของเขมร ในประเทศกัมพูชา ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับเพลงปฏิพากย์ภาคกลางของประเทศไทยทั้งโครงสร้างของเพลง วิธีการแสดง และเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบ ได้แก่ กลองโทน ซอ และใช้การปรบมือเข้าจังหวะ เพลงปฏิพากย์ที่เล่นกันในประเทศกัมพูชาจะมีเพลงปรบเกอย เพลงอายัย เพลงอมตูก และเจรียงต่างๆ เป็นต้น (สุกัญญา สุจฉายา ๒๕๒๕ : ๘) ๒. วิวัฒนาการจากการใช้กลอง(สก็วล) ซึ่งเสียงตีกลองจะดัง “โจ๊ะกันตรึม ตรึม” จึงได้นำเสียงที่ดังนั้นมาตั้งเป็นชื่อวงดนตรี เรียกว่า “กันตรึม” การเล่นกันตรึมจะมีผู้ร้องทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ผู้แสดงจะร้อง และรำไปด้วย เป็นการรำให้เข้ากับจังหวะดนตรี ท่ารำไม่มีแบบแผนตายตัว ปัจจุบันคณะกันตรึมบางคณะที่ยังเล่นอยู่ก็มีแบบการรำที่ไม่แน่นอน เนื่องจากกันตรึมไม่เน้นทางด้านการรำ แต่จะเน้นที่ความไพเราะของเสียงร้อง และความสนุกสนานของท่วงทำนองเพลงกันตรึมที่มีหลากหลายมากกว่า เครื่องดนตรี เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการเล่นกันตรึม ประกอบด้วย กลองกันตรึม(สก็วล) ๒ ลูก ซอ(ตรัว) ๑ คัน ปี่อ้อ ๑ เลา ขลุ่ย ๑ เลา ฉิ่ง กรับ และฉาบ อย่างละ ๑ คู่ แต่ถ้ามีเครื่องดนตรีไม่ครบก็อาจจะอนุโลมใช้เครื่องดนตรีเพียง ๔ อย่าง คือ กลองกันตรึม ๑ ลูก ซอ ๑ คัน ฉิ่ง และฉาบ อย่างละ ๑ คู่ ในปัจจุบัน วงกันตรึมบางคณะได้นำเอาเครื่องดนตรีสากลมาใช้ เช่น กลองชุด กีตาร์ และไวโอลิน เพื่อปรับให้เข้ากับสภาพการเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนไปตามความนิยมของผู้ชม การแต่งกาย การแต่งกายทั้งของนักดนตรีและนักร้องชายหญิงไม่มีแบบแผนกฎเกณฑ์ที่แน่นอน จะแตกต่างตามความสะดวกสบาย ทันสมัยและถูกใจผู้ชม เช่น หญิงนุ่งผ้าไหมพื้นเมือง เสื้อแขนกระบอก ห่มสไบเฉียง ชายนุ่งโจงกระเบน เสื้อคอกลมแขนสั้น ผ้าไหมคาดเอว และมีผ้าขาวม้าไหมพาดไหล่ทั้งสองข้าง โดยชายผ้าทั้งสองจะห้อยอยู่ทางด้านหลัง ผู้เล่นและโอกาสที่ใช้เล่น การเล่นกันตรึม ใช้ผู้เล่นประมาณ ๖ – ๘ คน ผู้ร้องเป็นชายและหญิง อาจจะมี ๑ – ๒ คู่ หรือชาย ๑ คน หญิง ๒ – ๓ คน แต่โดยทั่วไปนิยมให้มีชาย ๒ คน หญิง ๒ คน การเล่นกันตรึมจะเล่นในโอกาสต่างๆ ทั้งในโอกาสเฉลิมฉลอง งานมงคล เช่น งานแต่งงาน งานโกนจุก งานบวชนาค เทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ และลอยกระทง เป็นต้น หรืองานอวมงคล นอกจากนี้ยังใช้เล่นในพิธีกรรมเกี่ยวกับความเชื่อพื้นบ้าน วิธีเล่นกันตรึม วงกันตรึมจะเล่นที่ไหน ก่อนเริ่มการแสดงจะต้องมีพิธีไหว้ครูเพื่อเป็นสิริมงคล ทั้งผู้ดูและผู้เล่น เมื่อไหว้ครูเสร็จก็จะเริ่มบรรเลงเพลง เป็นการโหมโรงเพื่อปลุกใจให้ผู้ดูรู้สึกตื่นเต้น และผู้แสดงก็จะได้เตรียมตัว จากนั้นจะเริ่มแสดง โดยเริ่มบทไหว้ครูตามธรรมเนียมโบราณดั้งเดิม วิธีการร้องจะขับร้องโต้ตอบกันระหว่างชาย หญิง มีการรำประกอบการร้อง ไม่ต้องใช้ลูกคู่ช่วยร้องรับบทเพลง บทเพลงกันตรึม บทเพลงกันตรึมไม่มีเนื้อร้องเป็นการเฉพาะ แต่มักคิดคำกลอนให้เหมาะสมกับงานที่เล่น หรือใช้บทร้องเก่าๆ ที่จดจำกันมามีประมาณ ๒๒๘ ทำนองเพลง ไม่มีใครสามารถจดจำได้ทั้งหมด เพราะไม่มีการจดบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มีเพียงการจดจำต่อๆ กันมาเท่านั้น การแบ่งประเภทบทเพลงกันตรึม ๑. บทเพลงชั้นสูงหรือเพลงครู เป็นบทที่มีความไพเราะ สูงศักดิ์ ทำนองเพลงอ่อนหวานกินใจ แสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ เช่น เพลงสวายจุมเวื้อด ร่ำเป็อย – จองได มโหรี และเพลงเซร้ยสะเดิง เป็นต้น ๒. บทเพลงสำหรับขบวนแห่ มีทำนองครึกครื้นสนุกสนาน มีการฟ้อนรำประกอบการขับร้อง มีหลายทำนอง เช่น รำพาย ซมโปง ตร็อบตุม และเกาะเบอรมแบง เป็นต้น ๓. บทเพลงเบ็ดเตล็ดต่างๆ เป็นบทเพลงที่มีทำนองรวดเร็ว เร่งเร้า ให้ความสนุกสนาน ใช้เป็นบทขับร้องในโอกาสทั่วๆ ไป เช่น เกี้ยวพาราสี สั่งสอน สู่ขวัญ และรำพึงรำพัน เป็นต้น ทำนองเพลงจะมีหลายทำนอง เช่น อมตูก กัจปกาซาปาดาน กันเตรยโมเวยงูดตึก กะโน้ปติงต้อง และมลบโดง เป็นต้น ๔. บทเพลงประยุกต์ เป็นบทเพลงที่ใช้ทำนองเพลงลูกทุ่งเข้ามาประยุกต์เป็นทำนองเพลงกันตรึม เช่น ดิสโก้กันตรึม สัญญาประยุกต์ และเตียแขมประยุกต์ เป็นต้น




  ที่ตั้ง  บ้านศรีดงบัง  ตำบลจอมพระ อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์   อายุสมัย  อายุราวพุทธศตวรรษที่  ๑๘   รายละเอียด                  ปราสาทจอมพระเป็นอโรคยศาลหรือศาสนสถานพยาบาลแห่งหนึ่ง ในจำนวนหลายร้อยแห่งที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ โปรดให้สร้างขึ้นราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เนื่องจากพระองค์ทรงนับถือพระพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน และทรงสนับสนุนให้ประชาชนของพระองค์นับถือศาสนานี้ด้วย ทำให้สิ่งก่อสร้างทางสถาปัตยกรรมของวัฒนธรรมเขมรที่เคยมีขนาดใหญ่โต เนื่องในศาสนาฮินดูเปลี่ยนไปเป็นสิ่งก่อสร้างที่มุ่งเน้นที่การสร้างกุศลเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนของพระองค์ ตามหลักของศาสนาพุทธ             จากหลักฐานต่างๆ และจารึกที่สร้างไว้ตามอโรคยศาลนั้น ทำให้ทราบว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ทรงโปรดให้สร้างอโรคยศาลหรือโรงพยาบาลขึ้นไว้ตามเมืองต่างๆ ทั่วพระราชอาณาเขต  โดยมอบให้เจ้าเมืองเป็นผู้ดูแล พร้อมทั้งจัดหาแพทย์ พยาบาล และยารักษาโรค ไว้เพื่อแจกจ่ายรักษาประชาชนผู้เจ็บป่วย             อโรคยศาลทุกแห่งมีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมคล้ายคลึงกัน คือ ปราสาทประธาน ๑ องค์ ตั้งอยู่ตรงกลาง ด้านหน้าขวามีวิหาร ๑ หลัง ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว และด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือนอกกำแพงแก้วมีสระน้ำขนาดเล็กรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ๑ สระ             ปราสาทจอมพระ มีปราสาทประธาน ๑ องค์ ก่อด้วยศิลาแลง แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม  มีประตูทางเข้าออกอยู่ทางทิศตะวันออก หน้าประตูมีมุขยื่น ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปราสาทประธานมีบรรณาลัย ๑ หลัง ก่อด้วยศิลาแลงแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีประตูทางเข้าออกอยู่ทางทิศตะวันตก ทั้งหมดล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วก่อด้วยศิลาแลง เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า บริเวณด้านทิศตะวันออกมีซุ้มประตูรูปกากบาท ที่ผนังประตูมีช่องหน้าต่าง ๑ ช่อง  นอกเขตกำแพงแก้วมีสระน้ำ ๒ สระ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของปราสาท จากการขุดแต่งของกรมศิลปากร พบโบราณวัตถุที่สำคัญ คือ พระวัชระสัตว์ และ เศียรพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร             ปัจจุบันปราสาทจอมพระยังไม่ได้ทำการบูรณะ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ไม่เก็บค่าเข้าชม   การเดินทาง จากสุรินทร์ถนนสุรินทร์ – จอมพระ ทางหลวงหมายเลข ๒๑๔ ระยะทาง ๒๘.๖ กิโลเมตร  



          เป็นเรื่องราวกล่าวถึงมนุษย์ในสมัยดึกดำบรรพ์ เมื่อครั้งยังไม่รู้จักจดเอาไว้เป็นหนังสือ หนทางที่จะทราบเรื่องราวสมัยก่อนประวัติศาสตร์จึงอยู่ที่การศึกษา ให้รู้จักใช้ สังเกต พิจารณาลักษณะของวัตถุที่ขุดค้นพบ แล้ววินิจฉัยลงข้อสันนิษฐานหาเหตุผลแวดล้อมประกอบกับวัตถุที่ขุดค้นได้ วิธีที่นักปราชญ์ชาวตะวันตกใช้เป็นแนวทาง แนวพิจารณาหาความรู้ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงอธิบายไว้ในหนังสือเล่มนี้อย่างชัดเจน


รายงานบัญชีงบทดลองและเอกสารประกอบงบทดลอง สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา (เดือนสิงหาคม ๒๕๖๑)


black ribbon.