ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,684 รายการ

สงฺคีติกถา (ปถม-ปญฺจมสงฺคายนา)  ชบ.บ.101/1-5  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


เลขทะเบียน : นพ.บ.324/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 10 หน้า ; 4.5 x 57 ซ.ม. : ชาดทึบ-ทองทึบ-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 130  (329-337) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : ปญฺตปารมี (ปัญตปารมี)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


  ระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) (ด้านซ้ายมือ)พระสาทิสลักษณ์สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (ด้านขวามือ)           ชื่อผลงาน: พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) [พ.ศ. 2310 - 2367] / พระสาทิสลักษณ์สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า [พ.ศ. 2405 - 2498]        ศิลปิน: พระสรลักษณ์ลิขิต (มุ่ย จันทรลักษณ์) [พ.ศ. 2418 - 2501]        เทคนิค: จิตรกรรมสีน้ำมันบนผ้าใบ        ขนาด: กว้าง 100 ซม. สูง 200 ซม.        อายุสมัย:  รัตนโกสินทร์ (สมัยรัชกาลที่ 5)        รายละเอียดเพิ่มเติม: พระสรลักษณ์ลิขิต (มุ่ย จันทรลักษณ์) เป็นจิตรกรในราชสำนักและมหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ผู้มีความสนใจในการเขียนภาพเหมือนบุคคล ในเทคนิคสีน้ำมันแบบตะวันตก เป็นจิตรกรไทยคนแรกที่ได้รับทุนเล่าเรียนหลวงให้ไปศึกษาศิลปะยังต่างประเทศ ณ สถาบันวิจิตรศิลป์แห่งกรุงโรม อิตาลี เมื่อกลับมายังสยาม ได้เขียนภาพพระบรมสาทิสลักษณ์และพระสาทิสลักษณ์ของบูรพมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ไว้หลายพระองค์ โดยบางส่วน อาทิ พระบรมสาทิสลักษณ์ รัชกาลที่ 1 – 3 ตัวศิลปินอาจวาดขึ้นจากคำบอกเล่า เนื่องจากตัวศิลปินเองไม่เคยมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ขณะดำรงพระชนม์ชีพ และอาจจะอาศัยต้นแบบงานศิลปกรรมที่สร้างขึ้นก่อนหน้า เป็นแบบในการศึกษาเทียบเคียง อาทิ ประติมากรรมพระบรมรูป รัชกาลที่ 1 – 3 ประดิษฐาน ณ ปราสาทพระเทพบิดร พระบรมมหาราชวัง ซึ่งปั้นหล่อ โดย พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ (อธิบดีกรมช่างสิบหมู่ สมัยรัชกาลที่ 5)            Title: a portrait of HM King Phra Puttha Lerdla Napalai (Rama II) [1767 - 1824]& a portrait of HM Queen Sri Savarindira (Queen consort of HM King Rama V) [1862 - 1955]        Artist: Phra Soralak Likhit (Mui Chandralak, 1875 - 1958)         Technique: oil on canvas Size: 100 × 200 cm.        Period: Rattanakosin era, some years in the reign of King Chulalongkorn (Rama V)         Detail: Phra Soralak Likhit, a native Thai painter and a royal page in Siamese court in the reign of King Chulalongkorn (Rama V), he is the first Thai painter who granted a scholarship by His Majesty to study art abroad at L'Accademia di Belle Arti di Roma, Italy. When he returned to Siam, he painted several portraits of His Majesties and some members of the royal family. Some of these portraits such as portraits of HM King Rama I – III, an artist had to painted them according to oral testimony from elder courtesans because he never had a chance to witness the appearance of the passed away kings, and he might take an inspiration from earlier portrait sculptures of King Rama I – III sculpted by Prince Pradit Worakan (a chief of the royal artisan in the reign of King Rama V), enshrined at Prasat Phra Thep Bidon (hall of the ancestral kings), The Royal Grand Palace complex.



โบราณสถานปราสาทบ้านหนองขี้เหล็ก ตั้งอยู่บ้านหนองขี้เหล็ก ตำบลหนองขวาว อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ โดยอยู่ในพื้นที่นาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของบ้านหนองเหล็ก ห่างไปประมาณ 1 กิโลเมตร และอยู่ทางด้านทิศเหนือของปราสาทศีขรภูมิ ประมาณ 3 กิโลเมตร สภาพปัจจุบันถูกไถปรับพื้นที่เพื่อทำการเกษตร และนาข้าว เหลือเป็นเนินดินเตี้ยๆรูปทรงสี่เหลือมผืนผ้า สูงจากพื้นที่นาประมาณ 1.50 เมตร กว้าง 10 เมตร ยาวประมาณ 14 เมตร บริเวณโดยรอบเป็นที่นา จากการสำรวจพื้นที่ใกล้เคียงพบว่ามีบารายขนาดใหญ่ที่ปัจจุบันตื้นไปเกือบหมดแล้วอยู่ทางด้านตะวันออกห่างไปประมาณ 1 กิโลเมตร บนพื้นเนินดินพบชิ้นส่วนภาชนะดินเผาแบบเครื่องถ้วยเขมรกระจายอยู่เบาบางโดยทั่วไป และยังพบก้อนหินศิลาแลงที่ตัดเป็นก้อนสำหรับก่อสร้างอาคาร มีขนาดประมาณ 80X65X36 เซนติเมตร วางตัวกระจายอยู่ชายเนินด้านตะวันตกและทิศใต้แต่ไม่เรียงกันเป็นฐานอาคาร ก้อนศิลาแลงสี่เหลี่ยมกระจายอยู่ทางด้านทิศตะวันออกที่ถูกขยับมาวางทิ้งไว้ที่คันนาห่างออกจากเนินดินประมาณ 20 เมตร พบชิ้นส่วนแท่นหินบดยา 1 ชิ้นอยู่บนเนินดิน ไม่พบโบราณวัตถุอื่นในพื้นที่นาที่อยู่โดยรอบ แต่เดิมเป็นพื้นที่ป่า ต่อมาจับจองเป็นพื้นที่ทำการเกษตรและปรับพื้นที่เป็นที่นาเมื่อประมาณ 20 ปีมาแล้ว จึงมีการไถปรับพื้นที่ทำให้พื้นที่เนินดินหดเล็กลงเรื่องๆ ชาวบ้านเล่าว่า เท่าที่จำได้เดิมเนินดินนี้ มีขนาด 2 งาน เเต่ถูกไถปรับจนเหลือเท่าที่เห็นในปัจจุบัน ก้อนหินที่พบเกิดจากการไถและดุนมากองรวมกัน มีก้อนหินแลงบางส่วนนำไปไว้ที่วัดทุ่งสว่างนารุ่ง ตำบลนารุ่ง อำเภอศีขรภูมิ ที่อยู่ใกล้เคียงกัน แม้หลักฐานที่พบ จะมิได้มีความโดดเด่นมากนัก แต่หลักฐานที่พบเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ช่วยแสดงให้เห็นถึงร่องรอยปราสาทในวัฒนธรรมเขมร ในเขตพื้นที่อำเภอศีขรภูมิ ที่ไม่ได้แค่ปราสาทหลังใหญ่ๆ อย่าง ปราสาทศีขรภูมิ ปราสาทช่างปี่ (อโรคยศาล) ได้เป็นอย่างดี ข้อมูลโดย : นายกิตติพงษ์ สนเล็ก ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี


ชื่อผู้แต่ง          คลุ้ม วัชโรบล ชื่อเรื่อง           ประสบการณ์วิญญาณ เล่ม 2 ครั้งที่พิมพ์       พิมพ์ครั้งที่ ๒ สถานที่พิมพ์     กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์       องค์การค้าของคุรุสภา ปีที่พิมพ์          2518 จำนวนหน้า      140  หน้า รายละเอียด                         “ประสบการณ์วิญญาน” เล่ม 2  เป็นบทสนทนาระหว่างผู้เขียนเป็นผู้ถามและคนไข้เป็นผู้ตอบ  และเล่าเรื่อง ผู้เขียนได้พยายามรวบรวมหลักฐานไว้ทุกอย่างทุกประการ  เช่นการเขียนบันทึกเรื่องราว  ถ่ายรูป  ถ่ายภาพยนตร์  บันทึกเสียงและจดประวัติของคนไข้  และบางเรื่องได้อธิบายเพิ่มเติมให้ละเอียดขึ้น


ชื่อผู้แต่ง        - ชื่อเรื่อง         แบบเรียนภาษาไทย ครั้งที่พิมพ์      - สถานที่พิมพ์    - สำนักพิมพ์      - ปีที่พิมพ์         - จำนวนหน้า   ๑๐๐ หน้า หมายเหตุ        สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๕     (เนื้อหา)            อธิบายการสะกดคำศัพท์และการแต่งบทประพันธ์ประเภทโคลงฉันท์ กาพย์ กลอน โดยเฉพาะการแต่งบทประพันธ์ ประเภทโคลง คือ โคลง ๔ สุภาพ


#หนังสือชุดน่าอ่านหนังสือชุด หนูน้อยนักสำรวจ เปิดโลกการเรียนรู้ให้กับหนูน้อย ในเรื่องของสุสานอียิปต์โบราณ และภาพยนตร์ พร้อมไฟฉายวิเศษให้การอ่านสนุกยิ่งขึ้นอ่านได้ที่ห้องหนังสือเยาวชน หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่


          พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2544 นิยามความหมายของยาม นอกจากแปลว่า ช่วงเวลาแห่งวันแล้ว ยังมีความหมายว่า “คนเฝ้าสถานที่หรือระวังเหตุการณ์ตามกำหนดเวลา เช่น แขกยาม ไทยยาม คนยาม”     จากการศึกษาค้นคว้าข้อมูล พบเอกสารที่แสดงถึงคุณความดีของคนยามหอพระสมุด ได้กล่าวไว้ ดังนี้     “ว่าด้วยแขกแชเบอร์ โจวทุรี รับราชการรักษายามที่หอพระสมุดแห่งพระนคร ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2463 เป็นเวลาสามปีหกเดือน รักษาหน้าที่เรียบร้อยตลอด  มีความชอบพิเศษ 3 ครั้ง จับได้คนร้ายพยายามลักทรัพย์  สภานายกหอพระสมุดฯ ประทานรางวัล 1 ครั้ง ส่วนอีก 2 ครั้งไม่ได้ให้ จึงระบุความดีไว้ในหนังสือนี้ด้วย และลาจากหน้าที่รักษายามหอพระสมุด เพื่อกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเมืองบิดร จึงได้ทำหนังสือแสดงคุณความดี ฉบับนี้ไว้เป็นสำคัญ” ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2466”      ช่วงเวลานั้นแขกมาเป็นนายยามที่หอพระสมุดฯในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่เสมอ เช่น ในปีพ.ศ. 2460 มีคนยาม 3 คน ได้แก่ แขกสรัส (ชาติฮินดู แผลต้นนิ้วชี้ซ้าย) , แขกเชอดิเซ็ง (ชาติฮินดู  แผลที่จมูกข้างขวา) และแขกพรหมหลัด(ชาติฮินดู แผลหลังมือซ้าย) ทั้งสามได้เงินเดือนเดือนละ 24 บาท แต่ไม่พบข้อมูลของแขกโจวทุรี ในเอกสารอื่น ทราบแต่ว่าได้รับเงินเดือนเดือนละ 25 บาท จากเอกสารปี พ.ศ. 2464 มีนายยาม 1 คน คือ แขกเซอร์ดิเซง และ คนยาม 2 คน คือ แขกแชเบอร์โจวทุรี (ในต้นฉบับสะกด โจวุดรี) และแขกงังเงอบีซน ระบุได้เงินเดือนปีละ 300 บาท เฉลี่ยเดือนละ 25 บาท      แม้ว่าจะไม่ได้ทราบประวัติหรือรายละเอียดมากมายเกี่ยวกับแขกโจวทุรี แต่ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญที่ตนทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดด้วยความสุจริต นั่นคือเกียรติของตนเอง และทำให้ได้ตระหนักว่า ความดีไม่มีวันสูญหาย เอกสารยังปรากฏคุณความดีจนถึงทุกวันนี้ร่วมศตวรรษ ความดีจะเป็นนิรันดร์  ----------------------------------------------------------- ข้อมูลอ้างอิง ศธ 0701.6/220 ตัวอย่างแสดงคุณความดีของคนยามหอพระสมุดฯ ศธ 0701.6/189 ค่าใช้สอยต่างๆ พ.ศ.2464 ศธ 0701.6/107 ขอรับยกเว้นเงินค่าราชการ พ.ศ. 2460 -----------------------------------------------------------   เรียบเรียงข้อมูลโดย :  นายบารมี สมาธิปัญญา นักวิชาการเผยแพร่ สำนักหอสมุดแห่งชาติ  



           กรมศิลปากร โดยสำนักช่างสิบหมู่ จัดกิจกรรม Workshop การขึ้นรูปชิ้นงานจานและการเขียนสีใต้เคลือบ ในงานนิทรรศการพิเศษ “เซรามิกแห่งแหลมทองและแดนอาทิตย์อุทัย: สานตำนานสายใยไม่เสื่อมคลายในพาณิชยวัฒนธรรมโลก”           สำนักช่างสิบหมู่ ประกาศรายชื่อผู้เข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กชอป  เรื่อง “การขึ้นรูปด้วยมือ” และ “การเขียนสีใต้เคลือบ” โดยสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ในนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “เซรามิกแห่งแดนอาทิตย์อุทัย : สานตำนานสายใยไม่เสื่อมคลาย ในพาณิชยวัฒนธรรมโลก" ติดตามได้ทางเฟสบุุ๊ก สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร https://www.facebook.com/officeoftraditionalarts          ขอความร่วมมือผู้ร่วมกิจกรรมที่ลงทะเบียนไว้ล่วงหน้าตรวจสอบรายชื่อตนเอง และเดินทางมาในช่วงเวลาตามวันที่ลงทะเบียนไว้ ณ ห้องดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร ผู้สนใจยังสามารถลงทะเบียนร่วมกิจกรรม โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ทาง https://forms.gle/tkhjW58b4cHKupjKA          *ทั้งนี้ หากกิจกรรมในรอบนั้น ๆ มีผู้สมัครไม่ครบจำนวน ๓๐ คน จะเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมบริเวณหน้างาน



          สำนักหอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญร่วมโครงการรำลึกพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  การเสวนาเรื่อง "ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับวงดนตรี อ.ส.วันศุกร์" โดยสมาชิกวง "อ.ส.วันศุกร์" อ.นนท์ บูรณสมภพและ อ.สันทัด ตัณฑินันทน์ ดำเนินรายการโดย นายบุญศักดิ์ ปัญจสุนทร ในวันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2565 ณ ห้องจัดแสดง ชั้น 2 หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สำนักหอสมุดแห่งชาติ             ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2280-9856 หรือรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทาง Fcebook Live ของสำนักหอสมุดแห่งชาติ https://www.facebook.com/NationalLibraryThailand


ชื่อเรื่อง                                 สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                    25/6ประเภทวัสดุ/มีเดีย              คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                         40 หน้า : กว้าง 4.6 ซม. ยาว 55.8 ซม.หัวเรื่อง                                  พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


เจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูม...จากความคิดสร้างสรรค์ สู่หลักฐานชิ้นเอกแห่งสุโขทัย. เจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูม เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ หรือเจดีย์ทรงทะนาน เป็นชื่อที่เรียกตามลักษณะของยอดเจดีย์ เจดีย์ทรงนี้สันนิษฐานว่ามีวิวัฒนาการและการผสมผสานศิลปะจากหลายแหล่ง ถือได้ว่าเป็นเจดีย์ที่มีลักษณะเฉพาะของศิลปะสุโขทัย และเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมของสุโขทัยอย่างแท้จริง ซึ่งที่มาของเจดีย์ทรงนี้ได้มีนักวิชาการเสนอไว้หลากหลายทฤษฎี.ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม สันนิษฐานว่า เจดีย์ทรงนี้เกิดจากการพัฒนาและผสมผสานระหว่างศิลปะเขมรและศิลปะพุกามของพม่า โดยส่วนเรือนธาตุพัฒนามาจากเรือนธาตุของปราสาทเขมร ในส่วนขององค์ระฆังดัดแปลงมาจากเจดีย์ในศิลปะพุกามของพม่า โดยสันนิษฐานว่ามีอายุในช่วงกลางหรือปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 สอดคล้องกับข้อมูลจารึกที่พบ เช่นที่ เจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูมที่วัดอโสการาม มีจารึกที่กล่าวว่าสร้างในปี พ.ศ.1942 เป็นต้น .ศ.ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ เรียกเจดีย์ทรงนี้ว่า ปรางค์ยอดบัว ได้เสนอทฤษฎีที่ว่า เจดีย์ยอดดอกบัวตูมนี้ เกิดจากการผสมผสานระหว่างเจดีย์ยอดดอกบัวของชาวจีนที่ใช้สำหรับบรรจุอัฐิกับปรางค์ของไทย และได้กำหนดอายุไว้แตกต่างไปจากเดิมที่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 23 ในช่วงสมัยพระเจ้าท้ายสระ ซึ่งเป็นระยะที่ชาวจีนมีบทบาททางการเมืองในภูมิภาคนี้.ทั้งนี้ ในปัจจุบันนักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าเจดีย์ทรงยอดยอดบัวตูมนั้น เป็นการพัฒนาและผสมผสานระหว่างศิลปะเขมร ศิลปะล้านนา และศิลปะพุกามของพม่า ซึ่งเป็นแนวความคิดที่สามารถอธิบายที่มาของรูปแบบศิลปกรรมที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย และสอดคล้องกับลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่ปรากฏ.เจดีย์ทรงนี้สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงสมัยของพญาลิไท และแพร่หลายในเฉพาะช่วงที่สุโขทัยเรืองอำนาจ ซึ่งการกำหนดอายุของเจดีย์ยอดดอกบัวตูมนี้อ้างอิงจากจารึกวัดอโสการาม ซึ่งเป็นวัดที่มีเจดีย์ประธานเป็นเจดีย์ยอดดอกบัวตูม โดยพบจารึกที่ระบุปีที่สร้างวัดคือ พ.ศ.1942 และศิลาจารึกนครชุม กล่าวถึงพระมหาธรรมราชาลิไทเสด็จมาสร้างพระศรีมหาธาตุ วัดบรมธาตุนครชุม ซึ่งเจดีย์องค์เดิมนั้นเป็นเจดีย์ยอดดอกบัวตูม โดยเจดีย์ที่เห็นในปัจจุบันนั้นถูกสร้างครอบทับด้วยเจดีย์ทรงมอญ-พม่าในภายหลัง นำมาสู่การกำหนดอายุให้เจดีย์ทรงนี้ไว้ว่าเริ่มปรากฏอย่างช้าสุดคือในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 .เจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูมนี้พบแพร่หลายในเมืองที่ร่วมสมัยกับสุโขทัย ซึ่งเจดีย์ยอดดอกบัวตูมนี้ถือเป็นเจดีย์รูปแบบเฉพาะของสุโขทัย เป็นที่น่าสังเกตว่าเจดีย์ทรงนี้เป็นรูปแบบเจดีย์ที่พบในวัดที่มีขนาดใหญ่และสำคัญ อยู่ในระดับที่เจ้านายทรงสร้าง และถ้าหากพบเจดีย์รูปแบบนี้ที่เมืองใด แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์และบทบาททางการเมืองของสุโขทัยที่มีต่อเมืองเหล่านั้น ทั้งเมืองกำแพงเพชรและศรีสัชนาลัยที่พบเป็นจำนวนมาก ในส่วนของเมืองพิษณุโลก ตาก เพชรบูรณ์ น่าน สรรคบุรี ในปัจจุบันเหลือหลักฐานเพียงเมืองละหนึ่งองค์เท่านั้น  ทั้งนี้รวมถึงเมืองที่มีความสัมพันธ์ทางศาสนา เช่น เมืองเชียงใหม่ ซึ่งสันนิษฐานว่าแพร่ไปพร้อมกับพระเถระจากสุโขทัย ที่เดินทางไปเผยแพร่ศาสนา ราวพุทธศตวรรษที่ 20 ซึ่งได้ปรากฏภาพถ่ายเก่าของวัดสวนดอกก่อนการปฏิสังขรณ์ว่ามีเจดีย์ยอดดอกบัวตูมเป็นเจดีย์รายของวัด และนอกจากนี้ที่บริเวณสบแจ่ม ได้ปรากฏวัดพระเจ้าดำซึ่งเป็นวัดที่มีเจดีย์ยอดตัวบัวตูมเป็นเจดีย์ประธานของวัด เป็นหลักฐานสำคัญของศิลปะสุโขทัยแท้ที่ขึ้นมายังล้านนา และเจดีย์ยอดดอกบัวตูมยังเป็นเจดีย์ประธานของวัดอีกด้วย .เอกสารอ้างอิง1.ศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปกรรมโบราณในอาณาจักรสุโขทัย ประมวลศิลปกรรมโบราณเมืองสุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร พิษณุโลก. กรุงเทพฯ : หจก.เรือนแก้วการพิมพ์, 2561.2.ศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์.. เจดีย์ในประเทศไทย รูปแบบ พัฒนาการและพลังศรัทธา. นนทบุรี : เมืองโบราณ, 2560.3.ศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะล้านนา (ฉบับปรับปรุงใหม่). เอกสารคำสอน รายวิชา 310333 ศิลปะสุโขทัยและล้านนา และรายวิชา 317405 ศิลปะในประเทศไทยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19-21. ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. 2554. (อัดสำเนา)4.ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม. เจดีย์ ความเป็นมาและคำศัพท์เรียกองค์ประกอบเจดีย์ในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : มติชน, 2553.5.ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม. ศิลปะสุโขทัย. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2555.6.ศาสตราจารย์เกียรติคุณ สุรพล ดำริห์กุล. ประวัติศาสตร์และศิลปะสุโขทัย. นนทบุรี : เมืองโบราณ, 2562. #โบราณสถาน #อุทยานประวัติศาสตร์ #สุโขทัย #อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย


black ribbon.