ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,743 รายการ
สำนักช่างสิบหมู่ ร่วมกับกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้ดำเนินการอนุรักษ์บานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นในประเทศไทย วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม วาระที่ ๓ ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๖๔ – พ.ศ. ๒๕๖๘ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการอนุรักษ์ฯ แล้วเสร็จติดประกอบคืนบานไม้ไปแล้วในบางส่วน
ทางวัดราชประดิษฐฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของงานอนุรักษ์ซ่อมแซมบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น จึงได้ร่วมมือกับกรมศิลปากรจัดงาน “ราชประดิษฐฯ พิสิฐศิลป์” ในวันจันทร์ที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๕.๓๐ น. ณ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เพื่อนำเสนอการดำเนินงานที่ผ่านมาผ่านมุมมองวัด และช่างฝีมือ ทั้งชาวไทย-ญี่ปุ่น
มีกิจกรรมที่น่าสนใจ ดังนี้
เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๒.๐๐ น.
- การเสวนาทางวิชาการ เรื่อง ความเป็นมาของโครงการบูรณะซ่อมแซมและ อนุรักษ์บานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นในประเทศไทย
- การเสวนาทางวิชาการ เรื่อง กระบวนการทำงานซ่อมแซมบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นในประเทศไทย
เวลา ๑๒.๐๐ - ๑๕.๓๐ น.
- นิทรรศการและการสาธิตงานซ่อมแซมบานไม้ประดับมุก จาก สำนักช่างสิบหมู่ และสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
- การออกร้านอาหารญี่ปุ่น
- การชงชาแบบญี่ปุ่น จากสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร
- พิธีการประกอบคืนบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น
- ชมการแสดงชุดระบำมิตรไมตรีญี่ปุ่น – ไทย จากสำนักการสังคีต กรมศิลปากร
- พบกับ Thames Malerose Full-time คอสเพลย์เยอร์ และสตรีมเมอร์ รางวัลรองชนะเลิศลำดับที่ 2 งานประกวด World Cosplay Summit 2022 ณ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น
ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdWEkb27xprvUkX6w4cUn2S7Q4pgalVkzpQU1ydhtzKNsJSPA/viewform?fbclid=IwAR0XPoOZqLQ2VKXI77qgnc5LAVN18SDJbVv6F3-c8Qy-9V-UG747TbPAN7sหรือแสกน Qr Code ที่โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์เพื่อลงทะเบียน
+++รีบลงทะเบียนด่วน! รับจำนวนจำกัด
ภาคเช้า เปิดรับผู้ลงทะเบียนออนไลน์ จำนวน ๓๐ ท่าน
ภาคบ่าย เปิดรับผู้ลงทะเบียนออนไลน์ จำนวน ๑๐๐ ท่าน
ชื่อผู้แต่ง Parkes’Harry Mission
ชื่อเรื่อง File concerning เอกสารของนายแฮรี่ ปากส์
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์และทำปกเจริญผล
ปีที่พิมพ์ ม.ป.ป.
จำนวนหน้า ๓๖๘ หน้า
เอกสารประวัติศาสตร์ เรื่อง นายแฮรี่ ปากส์ ผู้เป็นทูตเข้ามาเจรจาเพื่อกระทำการสัตยาบันสัญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์ ซึ่งเซอร์จอนเบาริง ได้ทำไว้เมื่อ ค.ศ.1855 หรือ พ.ศ. 2398 ในครั้งนั้น เซอร์จอน เบาริง ได้ประสบความสำเร็จ กล่าวคือได้รับการตกลงตามที่ขอร้องจากรัฐบาลไทยทุกประการ เช่น ได้รับสิทธิให้คนอังกฤษเข้ามาค้าขายได้อย่างเสรี โดยรัฐบาลไทยเก็บภาษีขาเข้าเพียงร้อยชักสามและยอมให้อังกฤษตั้งศาลกงสุลตัดสินคนอังกฤษ
เลขทะเบียน : นพ.บ.448/1ขห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 20 หน้า ; 4.5 x 58 ซ.ม. : ล่องชาด-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 158 (149-162) ผูก 1ข (2566)หัวเรื่อง : มหามูลนิพพาน--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.599/2 ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 44 หน้า ; 4.5 x 56 ซ.ม. : รักทึบ-ลานดิบ-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 192 (392-398) ผูก 2 (2566)หัวเรื่อง : บัดถมมกัป--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
พริกไทย
ลักษณะทั่วไปและถิ่นกำเนิด
พริกไทย (ชื่อวิทยาศาสตร์: Piper nigrum) เป็นพืชที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นราชาของเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุน และเป็นเครื่องเทศที่ให้รสเผ็ดร้อน สามารถนำมาทำพริกไทยแห้งเป็นเครื่องปรุงอาหาร เป็นไม้เลื้อย เจริญในแนวดิ่ง สูงได้โดยการพันเกาะสิ่งอื่นได้ประมาณ 10 เมตรหรือมากกว่า มีลำต้นหลักและแตกแขนงออกเป็นพุ่ม มีการสร้างรากพิเศษสั้น ๆ บริเวณข้อเพื่อยึดเกาะสิ่งรอบข้าง
พริกไทยเป็นพืชประจำถิ่นในแถบตอนใต้ของเทือกเขากาตของรัฐเกรละในประเทศอินเดีย นอกจากนั้นยังเป็นพืชเศรษฐกิจในเขตร้อน เช่น ในประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย บราซิล และอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตหลัก ในประเทศไทยมีการปลูกพริกไทยโดยเกษตรกรในจังหวัดจันทบรี โดยผลิต ร้อยละ 95ของประเทศ โดยอำเภอที่เพาะปลูกมากที่สุดในจันทบุรีคือ อำเภอท่าใหม่ อย่างไรก็ตามพริกไทยที่ใช้บริโภคส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะเป็นของนำเข้ามากว่าที่ผลิตในประเทศ
พริกไทยในประวัติศาสตร์
ในประวัติศาสตร์พริกไทยเป็นสินค้าส่งออกมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จากเอกสารสมัยอยุธยา แสดงให้เห็นว่าในสมัยนั้นเรียกพริกไทยว่า “พริก” ปรากฏในเอกสารการซื้อขายระหว่างฝรั่งเศสและสยาม ซึ่งเขียนขึ้นที่ลพบุรี ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อ พ.ศ.2231 แหล่งปลูกพริกไทยที่สำคัญสมัยอยุธยาระหว่างพุทธศตวรรษที่ 21-23 อยู่ที่นครศรีธรรมราช บางสะพาน เกาะกูด สงขลา พัทลุงและปัตตานี
สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นการส่งออกพริกไทยเพื่อเป็นสินค้าออกมีมากขึ้น แหล่งปลูกพริกไทยที่สำคัญในสมัยนี้ได้แก่เมืองจันทบุรี และหัวเมืองทางภาคใต้ เช่น ปัตตานี กลันตัน และเป็นสินค้าผูกขาดของสยามมาจนถึง ปี พ.ศ.2387 ในรายการสินค้าของเรือขนส่งสินค้าจากสยามไปยังจีน 4 ลำ ในปี พ.ศ. 2388 คือเรือสำเภา ซุ่นฮง ซุ่นฮะ ซินหลี และเรือกำปั่นเทพโกสินทร์ ต่างมีพริกไทยเป็นหนึ่งในสินค้าที่บรรทุกไปด้วย และพริกไทยแต่ละชนิดก็จะขายในราคาที่ต่างกัน
ในแหล่งโบราณคดี.ใต้น้ำที่เป็นซากเรือสินค้าที่จมลงในทะเล พบเมล็ดพริกไทยจำนวนมาก ในแหล่งเรือจมบางกะไชย ตำบลบางกะไชย อำเภอแหลมสิงห์ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นสินค้าส่งออก และมีแหล่งเพาะปลูกอยู่ในประเทศไทย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 22 แหล่งเรือจมบางกะไชย ดำเนินการสำรวจขุดค้นโดยกลุ่มวิชาการโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร เมื่อปี พ.ศ.2542
อ้างอิง
1.มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์,สันต์ ท. โกมลบุตร แปล .จดหมายเหตุ ลาลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม. สำนักพิมพ์ ศรีปัญญา,2557
2.เจนนิเฟอร์ เวย์น คุชแมน,ชื่นจิตต์ อำไพพรรณ แปล.การค้าทางเรือสำเภา จีน-สยามยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์.สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2528
3.อรุณรัตน์ ฉวีราช, ธวัดชัย ธานี, รุ่งลาวัลย์ สุดมูล และ ปิยะ โมคมุล. 2552. พืชสกุลพริกไทยในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. ขอนแก่น: ขอนแก่นการพิมพ์
4.บัณฑิต ลิ่วชัยชาญ. “พริกไทยในประวัติศาสตร์ไทย” ศิลปากร ปีที่ 45 ฉบับที่ 2 มี.ค.-เมย. 2545.
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖ เวลา ๑๔.๐๐ น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ไปทอดพระเนตรแหล่งโบราณคดี โบราณสถานเมืองยะรัง เป็นแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดี โดยมี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารกรมศิลปากร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และประชาชนเฝ้ารับเสด็จ ณ เมืองโบราณยะรัง หมู่ 3 ตำบลยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี
นิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ประจำปี ๒๕๖๖"สุวรรณลิงคะแห่งเขาพลีเมือง : ร่องรอยศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในนครศรีธรรมราช"
หนังสือเรื่อง ไททานิค เรือมหัศจรรย์ไม่มีวันจม
ผู้เขียน : วิลล์ ออสบอร์น และ แมรี่ โป๊ป ออสบอร์น
ผู้แปลและเรียบเรียง : กัลย์จีรา - พิณทิพย์
จากเหตุการณ์เรือดำน้ำไททันที่ได้พยายามลงไปสำรวจซากเรือไททานิคที่อยู่ในจุดความลึกระดับ 3,800 เมตร ซึ่งมีความลึกมากเกือบ 4 กิโลเมตรจากระดับน้ำทะเล และนำมาสู่โศกนาฏกรรม หนังสือเล่มนี้จะพามาย้อนดูประวัติเรือที่ได้ชื่อว่าเป็นเรือที่ไม่มีวันจมนี้ว่าในอดีตรุ่งเรืองเพียงใด สาเหตุที่ทำให้ไททานิคล่มคืออะไร วันเกิดเหตุมีสถานการณ์เป็นอย่างไร บทเรียนหลังจากที่ไททานิคล่มมีอะไรบ้าง
ห้องบริการ 1 หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ
เลขหมู่ : 623.82 อ463ท
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ จัดนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทยประจำปี ๒๕๖๖ เรื่อง "จากอดีตสู่ปัจจุบัน : ๕๐ ปีแห่งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่" ระหว่างวันที่ ๑ – ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ ณ อาคารจัดแสดงชั้น ๑
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เริ่มก่อตั้งในปีพุทธศักราช ๒๕๑๖ เพื่อให้เป็นที่รวบรวมและจัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุต่าง ๆ ที่ค้นพบในภาคเหนือ ได้มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ในพุทธศักราช ๒๕๖๖ ซึ่งเป็นวาระครบรอบ ๕๐ ปี จึงได้จัดนิทรรศการนำเสนอวิวัฒนาการของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านเส้นเวลา timeline ภาพถ่ายและวัตถุ รวมทั้งยังมีกิจกรรม "Stamp Rally" สะสม ๕ ตราประทับรูปโบราณวัตถุลงบนแผ่นโปสการ์ด เพื่อเป็นของที่ระลึกครบรอบ ๕๐ ปี
ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าชมนิทรรศการพิเศษนี้ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ - อาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ น. – ๑๖.๐๐ น. ติดตามข่าวสารกิจกรรมเพิ่มเติมได้ทางเฟสบุ๊ก : Chiang Mai National Museum พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. ๐ ๕๓๒๒ ๑๓๐
วันอังคารที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๖ เวลา ๑๔.๐๐ น. พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก เป็นประธานแถลงข่าวการประกาศขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพ เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยมีนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ประธานอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม ร่วมแถลงข่าว ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
องค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ได้ประกาศให้เมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ ๔๕ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๐ – ๒๕ กันยายน ๒๕๖๖ ณ กรุงริยาร์ด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากคุณค่าอันโดดเด่นเป็นสากล กล่าวคือ เมืองโบราณศรีเทพเป็นเมืองสำคัญสมัยทวารวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ หรือประมาณ ๑,๐๐๐ - ๑,๔๐๐ ปี แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการสำคัญทางประวัติศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงเวลาดังกล่าว รวมพื้นที่นำเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลก จำนวน ๘๖๖.๔๗๑ เฮกตาร์ หรือประมาณ ๕,๔๑๕ ไร่ ประกอบด้วยแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม ๓ แหล่ง ที่มีความเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กัน มีความครบถ้วน สมบูรณ์ และคงความเป็นของแท้ดั้งเดิม ได้แก่ เมืองโบราณศรีเทพ โบราณสถานเขาคลังนอก และโบราณสถานถ้ำเขาถมอรัตน์ ภายใต้คุณค่าตามเกณฑ์ของยูเนสโก ประกอบด้วย เกณฑ์ข้อที่ ๒ แสดงถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนคุณค่าของมนุษย์ในช่วงเวลาใด เวลาหนึ่ง หรือพื้นที่ในวัฒนธรรมใด ๆ ของโลก ผ่านการพัฒนาด้านสถาปัตยกรรม หรือทางเทคโนโลยี การวางแผนผังเมืองหรือการออกแบบภูมิทัศน์ และเกณฑ์ข้อที่ ๓ เป็นพยานหลักฐานที่ยอดเยี่ยม หรือหาที่เสมอเหมือนไม่ได้ของประเพณี วัฒนธรรม หรือวัฒนธรรมที่ยังคงอยู่ หรือสูญหายไปแล้ว
พล ตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยประสานงานกลางอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ได้ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม เสนอเมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลก และในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ ๔๕ ณ กรุงริยาร์ด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ของไทย โดยเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่ ๗ ของไทย ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง การขับเคลื่อนแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ เป็นแหล่งมรดกโลก จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการหวงแหน และอนุรักษ์ทรัพยากรที่เป็นทุนที่สำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ และก่อให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ด้านการท่องเที่ยว ผมขอส่งต่อความยินดีในครั้งนี้กับทุกภาคส่วน และขอเชิญชวนให้ทุกคนไปสัมผัสความสวยงามของเมืองโบราณศรีเทพ แหล่งมรดกโลกแห่งใหม่ของไทย
นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช กล่าวว่า การที่เมืองโบราณศรีเทพ ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก ทางวัฒนธรรมโดยองค์การยูเนสโกในครั้งนี้ ทำให้ประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นเป็น ๔ แหล่ง ได้แก่ นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกในพุทธศักราช ๒๕๓๕ นับเป็นเวลากว่า ๓๐ ปี แหล่งมรดกวัฒนธรรมของประเทศไทย คือ เมืองโบราณศรีเทพจึงได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกอีกครั้ง ภารกิจของรัฐบาล ยังไม่สิ้นสุดเพียงการเฉลิมฉลองการประกาศให้เมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลกเท่านั้น กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้จัดทำแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เพื่อรองรับการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองโบราณศรีเทพภายหลังจากการได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก โดยแผนฯ ดังกล่าวได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์ และการมีส่วนร่วมของชุมชนและประชาชนในพื้นที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะครอบคลุม ทั้งเรื่องการอนุรักษ์ การปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม แผนบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยว การจัดทำแผนชุมชนด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม และการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นในด้านการอนุรักษ์ ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้ประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ระหว่างวันที่ ๒๐ – ๒๔ กันยายน ๒๕๖๖ นอกจากนี้ยังจัดแสดงนิทรรศการ เรื่อง ศรีเทพกับมรดกโลก ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งแต่วันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๖ ถึง ๑๔ มกราคม ๒๕๖๗ เพื่อเผยแพร่เรื่องราว คุณค่า และความสำคัญของเมืองโบราณศรีเทพ ให้ประชาชนคนไทยทุกคน ตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ร่วมเฉลิมฉลองการประกาศขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลกในครั้งนี้
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี เชิญชมนิทรรศการหมุนเวียน "Object of the Month" วัตถุจากคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี ประจำเดือน "ตุลาคม" เชิญพบกับ "ลายกระหนก ลายไทย มรดกของชาติ" จัดแสดงให้ชมระหว่างวันที่ ๑ - ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๖ ศิลปวัตถุที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ ได้แก่ ลายกระหนก สมัยรัตนโกสินทร์ รับมาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๓ มีลักษณะเป็นลายกระหนกสามตัวสลักลงบนไม้ ซึ่งลายกระหนกสามตัวเป็นต้นแบบของลายกระหนกทุกชนิด เช่น ลายกระหนกเปลว ลายกระหนกใบเทศ และลายกระหนกหางโต เป็นต้น หากจะแบ่งหรือบากตัวลายให้ละเอียดมากยิ่งขึ้นก็ต้องแบ่งในรูปลักษณะของลายกระหนกสามตัวทั้งสิ้น
ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ ลายกระหนก ลายไทย มรดกของชาติ" ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๖ (ปิดวันจันทร์ วันอังคาร) ณ ห้องโถงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๓๕๕๓ ๕๓๓๐ หรือเฟสบุ๊ก: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี
สำนักศิลปากรที่ 8 ขอนแก่นขอนำเสนอใบเสมาสวย ๆจากการสำรวจพื้นที่อำเภอบ้านผือ มาให้ชมกันค่ะการสำรวจครั้งนี้ พบใบเสมาจำนวนมากสำหรับตัวอย่างที่นำเสนอเป็นใบเสมาที่ปักล้อมพื้นที่ จำนวน 8 จุดมีหลายใบที่มีลวดลายสวยงามแปลกตาสำหรับเนื้อหาทางวิชาการต้องอดใจรอกันสักนิดนะคะ
สายลมเย็นเดือนพฤศจิกายน หลังออกพรรษาแอดมินมีโอกาสเดินทางไปวัดหลายพื้นที่และเริ่มสังเกตเห็นการประดับตกแต่งโคมและเครื่องแขวนต่างๆ ทำให้นึกถึงประเพณี “เทศน์มหาชาติ” ซึ่งนิยมจัดในเดือนสิบสอง ตรงกับประเพณี “ตั้งธัมม์หลวง”ของภาคเหนือ นับเป็นพิธีใหญ่คู่กับประเพณีทานสลากภัตต์ และประเพณี “บุญผะเหวด” ตามฮีตสิบสองทางภาคอีสาน
คำว่า “มหาชาติ” หมายถึง พระเวสสันดรชาดก มีความสำคัญด้วยบารมีของพระโพธิสัตว์ครบบริบูรณ์ ๑๐ ประการ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระราชพิธีเทศน์มหาชาติถือเป็นการบำเพ็ญกุศลครั้งใหญ่ภายในพระบรมมหาราชวัง มีการประดับตกแต่งพรรณไม้ล้อมรอบธรรมมาสน์ และจัดเครื่องบูชาถวายกัณฑ์เทศน์อย่างเอิกเกริก
สมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงเกณฑ์พระบรมวงศานุวงศ์ทำกระจาดใหญ่บูชากัณฑ์เทศนา โปรดฯ ให้นิมนต์พระพิมลธรรม พระธรรมอุดม พระพุทธโฆษาจารย์ มาถวายพระธรรมเทศนาคาถาพัน โดยพระองค์ได้ถวายไตรจีวรและบริขาร พร้อมด้วยเครื่องกัณฑ์เทศน์บรรทุกเรือพระที่นั่งบรรลังก์ประดับโคมแขวนและปักธงมังกรจอดเทียบไว้หน้าพระตำหนักแพ ครั้งจบกัณฑ์ก็มีเรือคู่ชักและเรือพายข้าราชการมาส่งพระภิกษุสงฆ์ถึงพระอาราม
ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวว่า มีเครื่องบูชาถวายกัณฑ์มหาชาติครั้งนี้ ถึง ๑๓ กระจาด ตั้งหน้ากำแพงพระมหาปราสาทมาจนถึงหน้าโรงทองและหอนาฬิกา สำหรับประกวดประชันกัน โดยคุณแว่น (คุณเสือ) พระสนมเอกได้ใส่ทาสเด็กศีรษะจุกแต่งตัวหมดจดถวายพระสงฆ์ไปเป็นสิทธิ์ขาดด้วย
พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องพระราชพิธีสิบสองเดือน กล่าวถึง พระราชพิธีเดือนอ้าย : พระราชกุศลเทศนามหาชาติ มีการตกแต่งเครื่องบูชาเทศนาภายในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ความว่า
“...หลังพระที่นั่งเศวตฉัตรผูกกิ่งไม้ มีดอกไม้ร้อยห้อยย้อยเป็นพวงพู่ผูกตามกิ่งไม้ทั่วไป ...ตั้งหมากพนมพานทองมหากฐินสองพาน หมากพนมใหญ่พานแว่นฟ้าสองพาน แล้วพานนี้เปลี่ยนเป็นโคมเวียน มีต้นไม้เงินทองตั้งรายสองแถว กระถางต้นไม้ดัดลายคราม โคมพโอมแก้วรายตลอดทั้งสองข้าง หน้าแถวมีกรงนกคิรีบูน ซึ่งติดกับหม้อแก้วเลี้ยงปลาทองตั้งปิดช่องกลาง ปลายแถวตั้งขันเทียนคาถาพัน ตามตะเกียงกิ่งที่เสาแขวนฉากเทศน์ทั้ง ๑๓ กัณฑ์...”
แสดงให้เห็นเครื่องบูชากัณฑ์เรียงรายจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ "โคมเวียน" เป็นโคมชนิดที่มีที่ครอบหมุนได้ บนที่ครอบเขียนรูปภาพลำดับเรื่องในพระพุทธศาสนา เมื่อจุดไฟแล้วที่ครอบจะหมุนไปช้า ๆ ทำให้รูปภาพบนที่ครอบหมุนเวียนตามไปด้วย ใช้เป็นเครื่องตั้งดูเล่นตามงานในเทศกาลต่างๆ
การเทศน์มหาชาติในช่วงต้นรัตนโกสินทร์นั้น จัดบนพระที่นั่งเศวตฉัตร ภายในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยแก่งเดียว เว้นแต่คราวมีพระบรมศพอยู่บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จึงได้ย้ายไปเทศนาบนพระแท่นมุก ภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทแทน
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยจัด ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม แต่การเทศนาฟังไม่ได้ยิน จึงได้ย้ายเข้าไปมีที่พระที่นั่งทรงธรรม โดยมีเฉพาะเจ้านาย เจ้าพนักงานกรมพระตำรวจ และมหาดเล็กเท่านั้น ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงได้ย้ายกลับมาเทศน์ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยไปตามเดิม เนื่องจากอยู่ใกล้กับที่ประทับ
ทั้งนี้ยังปรากฏธรรมเนียมให้พระราชโอรสฝึกหัดกัณฑ์เทศน์ถวายด้วย ครั้งพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ (รัชกาลที่ ๕) เป็นสามเณรและได้ถวายเทศน์นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้จัดเครื่องบูชากัณฑ์สำหรับเฉพาะพระองค์ อันเป็นกระจาดใหญ่รูปเรือสำเภาบริเวณหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าไว้ว่า “...พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๔ คราวผนวชเป็นสามเณรได้ถวายกัณฑ์เทศน์แทบทุกองค์ โปรดให้พระราชครูพิราม (ชู) อยู่ในกรมราชบัณฑิตเป็นผู้ฝึกหัด”
จากพระราชพิธีพระราชกุศลเทศนามหาชาติภายในพระบรมมหาราชวัง นับเป็นพระราชพิธีบำเพ็ญราชกุศล ซึ่งทำให้เห็นความเลื่อมใสศรัทธาและสถานะองค์ศาสนูปถัมภก ตามเจตนาน้อมในพระบรมพุทธาภิเษกสมบัติ อันได้นำพาสรรพสัตว์เข้าสู่นิพพานอย่างสมบูรณ์
ภาพประกอบ : โคมเวียน สมัยรัชกาลที่ ๒ (พุทธศตวรรษที่ ๒๔) ภายในคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ประกอบด้วย ตัวโคมและที่ครอบ ทำรูปร่างคล้ายมณฑปทรงแปดเหลี่ยม มีสามชั้น แต่ละชั้นทำมุขโถงยื่นออกมา ๔ ทิศ มีพนักระเบียง ผนังลงรักปิดทองประดับกระจกสี และเจาะเป็นช่องหน้าต่างลายอย่างเทศ เพื่อให้มองเห็นจิตรกรรมเวสสันดรชาดก มีหลังคาทรงกระโจมยอดดอกบัวตูม เมื่อจุดไฟแล้วครอบนั้นหมุนได้ สำหรับใช้ประกอบสถานที่ในพิธีเทศน์มหาชาติ
อ้างอิง
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ" พระราชพิธีสิบสองเดือน". กรุงเทพฯ: บรรณาการ, ไม่ปรากฎปีที่พิมพ์.
ธนิต อยู่โพธิ์. ตำนานเทศน์มหาชาติ. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๒๔.
จารุณี อินเฉิดฉาย และคณะ. คุณธรรม จริยธรรม ตามรอยพระโพธิสัตว์. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร. ๒๕๕๑
เทศม์หาชาติ อนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพนางมรรคาคำณวน ( ละมูล ปิ่นแสง ). กรุงเทพฯ : วรวุฒิการพิมพ์. ๒๕๑๖.
ประสงค์ รายณสุข และสมิทธิพล เนตรนิมิตร .ประเพณีการเทศน์มหาชาติ ใน วารสารมจร พุทธศาสตร์ปริทรรศน์. ๒,๒(กรกฎาคม-ธันวาคม ๒๕๕๒)