ค้นหา


รายการที่พบทั้งหมด 37,000 รายการ

 เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๙ เวลา ๗.๐๐ น. นายสหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ  รองอธิบดีกรมศิลปากร ผู้ทรงคุณวุฒิกรมศิลปากร ผู้บริหาร ข้าราชการ และประชาชน ร่วมทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราขกุมารี หลังจากนั้น  เวลา ๙.๐๐ น. รองอธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานเปิดนิทรรศการเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช ๒๕๕๙ และเปิดการสัมมนา เรื่อง "จารึกภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง" ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย จ.นครราชสีมา




  เมื่อพระเจ้าอู่ทองย้ายราชธานีจากเมืองอโยธยา ข้ามฟากแม่น้ำมาสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นในปี พ.ศ.๑๘๙๓ โปรดเกล้าฯให้ขุนหลวงพงั่ว ซึ่งเป็นพี่มเหสี เป็น สมเด็จพระบรมราชาธิราช ไปครองเมืองสุพรรณบุรี และให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระราเมศวร ไปครองเมืองลพบุรี                 พระเจ้าอู่ทองครองราชย์อยู่ ๒๐ ปีสวรรคต พระราเมศวร จึงเสด็จจากเมืองลพบุรี มาครองราชย์แทน                 พระราเมศวรครองราชย์อยู่เกือบปี สมเด็จพระบรมราชาธิราช ผู้เป็นพระเชษฐาของพระมารดา ก็เสด็จมาจากเมืองสุพรรณบุรี สมเด็จพระราเมศวรออกไปต้อนรับแล้วอัญเชิญเข้าพระนคร ถวายราชสมบัติให้ จากนั้นก็กลับไปครองเมืองลพบุรีตามเดิม                 สมเด็จพระบรมราชาธิราชครองราชย์อยู่ ๑๓ ปีสวรรคต เจ้าทองจันทร์ หรือ ทองลัน ราชโอรสวัย ๑๕ พรรษาขึ้นครองราชย์แทน ซึ่งนับเป็นยุวกษัตริย์พระองค์แรกของกรุงศรีอยุธยา แต่ครองราชย์อยู่ได้เพียง ๗ วันเท่านั้น พงศาวดารบันทึกไว้ว่า                 “สมเด็จพระราเมศวรเสด็จลงมาแต่เมืองลพบุรี เข้าในพระราชวังได้ กุมเอาเจ้าทองจันทร์ได้ ให้พิฆาตเสียวัดโคกพระยา แล้วพระองค์ได้เสวยราชสมบัติ”        พงศาวดารไม่ได้บันทึกรายละเอียดของเหตุการณ์ช่วงนี้ไว้ นอกจากสันนิษฐานได้ว่า ผู้ที่จะครองราชย์ได้ก็คือผู้ที่เข้มแข็งที่สุดในเวลานั้น และผู้ที่อ่อนแอกว่าก็จะต้องถูกกำจัดไปให้สิ้นปัญหา ไม่ปล่อยให้บ่มตัวจนกลับมาเป็นผู้เข้มแข็งขึ้นอีก        ยุวกษัตริย์องค์ต่อไปที่ต้องตกเป็นเหยื่อของการช่วงชิงอำนาจ ก็คือ พระรัษฎาธิราช ผู้มีพระชนม์เพียง ๕ พรรษา                 สมเด็จพระรัษฎาธิราชเป็นราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูร ซึ่งครองราชย์อยู่ ๔ ปีเศษก็สวรรคตด้วยโรคไข้ทรพิษ และไม่ได้ทรงแต่งตั้งรัชทายาทไว้ บรรดาขุนนางข้าราชการจึงอัญเชิญสมเด็จพระรัษฎาธิราชกุมาร ซึ่งมีพระชนมายุเพียง ๕ พรรษาขึ้นครองราชย์                 เมื่อครองราชย์อยู่เพียง ๕ เดือนเศษ พระไชยราชา สมเด็จอาซึ่งเป็นพระอนุชาของสมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูรอันเกิดจากพระสนม และถูกส่งไปครองเมืองพิษณุโลก ก็ยกกองทัพมากรุงศรีอยุธยา จับสมเด็จพระรัษฎาธิราชไปประหารชีวิต ทั้งๆที่ตอนนั้นสมเด็จพระรัษฎาธิราชก็คงรู้เรื่องราวพอๆกับเด็ก ๕ ขวบ ยังไม่อาจเป็นพิษเป็นภัยกับใครได้ทั้งสิ้น แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อโตขึ้นมาแล้วจะมีฤทธิ์เดชอย่างใด หรืออาจจะถูกใครจับเชิดมาทวงราชบัลลังก์คืน จึงต้องกำจัดไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามต่อไป                 ยุวกษัตริย์องค์ที่ ๓ ของกรุงศรีอยุธยาก็คือ พระยอดฟ้า ซึ่งก็ไม่แคล้วที่จะต้องประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับยุวกษัตริย์ ๒ พระองค์แรก พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวไว้ว่า                 “....ฝ่ายสมณพราหมณ์จารย์มุขมนตรี กวีราช นักปราชญ์ บัณฑิต โหราราชครูสโมสรพร้อมกันประชุมเชิญพระยอดฟ้าพระชนม์ได้ ๑๑ พรรษา เสด็จผ่านพิภพถวัลย์ราชประเพณีสืบศรีสุริยวงศ์อยุธยาต่อไป แล้วนางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ผู้เป็นสมเด็จพระชนนี ช่วยทำนุบำรุงประคองราชการแผ่นดิน....”                 ความจริงแล้ว พระยอดฟ้าขึ้นครองราชย์ก็แต่ในนาม อำนาจทั้งหมดอยู่ในกำมือของเจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ นางจึงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน แต่การกำจัดพระยอดฟ้าก็เป็นความจำเป็น ด้วยเหตุที่นางได้ลอบลักสมัครสังวาสกับขุนวรวงศา และเรื่องกำลังอื้อฉาวขึ้นเรื่อยๆ แม้นางได้พยายามกำจัดข้าราชการที่เป็นปฏิปักษ์แล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงมีข้าราชการที่ไม่ยอมจงรักภักดีอีก ทั้งพระยอดฟ้าก็โตขึ้นทุกวัน อาจไปสมคบกับข้าราชการเหล่านั้น                 พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาได้บันทึกไว้อีกว่า                 “....ขณะนั้นนางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์มีครรภ์ด้วยขุนวรวงศาธิราช จึงมีพระเสาวนีย์ตรัสปรึกษาด้วยหมู่มุขมนตรีทั้งปวงว่า พระยอดฟ้าโอรสเรายังเยาว์นัก สาละวนแต่จะเล่น จะว่าราชการแผ่นดินนั้น เห็นเหลือสติปัญญานัก อนึ่งหัวเมืองฝ่ายเหนือเล่าก็ยังมิปกติ จะไว้ใจแต่ราชการมิได้ เราคิดจะให้ขุนวรวงศาธิราชว่าราชการแผ่นดิน กว่าราชบุตรเราจะจำเริญวัยขึ้น จะเห็นเป็นประการใด ท้าวพระยามุขมนตรีรู้พระอัชฌาสัยก็ทูลว่า ซึ่งตรัสโปรดมานี้ก็ควรอยู่....”                 จากนั้นนางจึงมีเสาวนีย์ตรัสสั่งให้เอาราชยาน เครื่องสูงแตรสังข์กับขัตติยวงศ์ ออกไปรับขุนวรวงศาเข้ามาในพระราชวัง แล้วตั้งพระราชพิธีราชาภิเษก ยกขุนวรวงศาขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินแทนพระยอดฟ้า                 จากนั้นชะตากรรมของยุวกษัตริย์อีกองค์ก็มาถึง เมื่อพระราชพงศาวดารบันทึกไว้ว่า                 “ครั้นศักราช ๘๙๑ ปีฉลู เอกศก (พ.ศ.๒๐๗๒) ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๘ ขุนวรวงศาธิราชเจ้าแผ่นดิน คิดกันกับแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ให้เอาพระยอดฟ้าไปประหารชีวิตเสีย ณ วัดโคกพระยา แต่พระศรีศิลป์น้องชายพระชนม์ได้เจ็ดพรรษานั้นเลี้ยงไว้ สมเด็จพระยอดฟ้าอยู่ในราชสมบัติปีกับสองเดือน”                 ขุนวรวงศาครองราชย์อยู่ได้เพียง ๔๒ วัน กรรมก็ตามทัน เหล่าขุนนางที่จงรักภักดีต่อแผ่นดิน ได้ร่วมกันวางแผนสังหารพร้อมทั้งเจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์และบุตรที่เกิดจากขุนวรวงศา                 หลังสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระยอดฟ้าแล้ว กรุงศรีอยุธยาก็ว่างเว้นยุวกษัตริย์เกือบ ๑๐๐ ปี จนในปี ๒๑๗๑ จึงมียุวกษัตริย์องค์ที่ ๔ คือ สมเด็จพระเชษฐาธิราช ขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมายุ ๑๔ พรรษา ในวัยเดียวกับพระเจ้าทองลัน ส่วนยุวกษัตริย์องค์ที่ ๕ ก็คือ สมเด็จพระอาทิตย์วงศ์ ซึ่งถูกยกขึ้นเป็นกษัตริย์ขณะพระชนม์เพียง ๙ พรรษา ก็ไม่พ้นชะตากรรมยุวกษัตริย์อีกเช่นกัน ซึ่งผู้ที่กำจัดยุวกษัตริย์ ๒ รายหลังนี้ก็คือ สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง โอรสลับของสมเด็จพระเอกาทศรถที่เกิดจากผู้หญิงชาวบ้านเกาะบางปะอิน ซึ่งไม่มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ แต่ก็เพราะความเด็ดขาดเข้มแข็งจึงไต่เต้าขึ้นสู่ราชบัลลังก์ได้ และครองราชย์อย่างยาวนานถึง ๒๕ ปี โดยปราศจากศัตรูทั้งภายนอกภายใน แม้พม่าข้าศึกก็ยังไม่กล้ามาระราน                 การครองราชย์ ก็คือการครองอำนาจในการเป็นผู้นำประเทศ สมควรที่จะเป็นผู้เข้มแข็งที่สุด ในยุคกรุงศรีอยุธยาที่ประชาชนเป็นเพียงข้าแผ่นดิน ไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียงและไม่มีพลังทางการเมือง จึงไม่อาจคุ้มครองความชอบธรรมใดๆได้ ยุวกษัตริย์ผู้ยังอ่อนแอจึงไม่เหลือรอดแม้แต่พระองค์เดียว     



                                                   ขนมโมทกะ หรือขนมโมทัก (Modak) คำว่า โมทกะ (อ่านว่า โม-ทะ -กะ) มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า ยินดี พึงพอใจ รื่นเริงบันเทิงใจ เป็นขนมที่องค์สมเด็จพระพิฆเนศวรทรงโปรดมาก บางที ชาวทมิฬเรียกขนมนี้ว่า ‘Korukkattai’ ในบางภาคของอินเดียเรียกว่าขนม ลฑฺฑู(Laddhu) ก็มี                                          ขนมชนิดนี้เป็นลูกกลม ๆ ขนาดมะนาวลูกเล็ก ๆ มีไส้ ภายนอกเป็นแป้งสีขาวห่อไส้แล้วนึ่งให้สุก ไส้ทำด้วยมะพร้าวขูดผัดกับน้ำมันพืช ผสมเนยใส ผงกระวาน น้ำตาลทรายแดง และเกลือจะมีรสค่อนข้างหวาน แต่บางที่ก็ทำเป็นลูกมียอดแหลม ๆ คล้ายผลกระเทียม                       ส่วนขนมลฑฺฑู (ได้ยินคนอินเดียออกเสียงว่า ‘หล่า-ดู๊’) ก็เป็นอีกเวอร์ชั่นหนึ่งของขนม  โมทกะ ทำจากแป้งถั่ว (แป้งจะนา) ทอดในน้ำมันเนย ใส่น้ำตาลหรือน้ำเชื่อม ทอดจนสุก ทำเป็นขนมกลมๆ บางทีทำด้วยแป้งถั่วเหลืองหรือทำด้วยมะพร้าวก็ได้ เอามะพร้าวขูดผสมกับแป้งสาลีหรือแป้งข้าวเจ้า ใส่น้ำตาลแล้วทอดจนสุก                                                   สำหรับคนไทยมีขนมชนิดหนึ่ง เรียกว่า ขนมต้ม หรือ ขนมต้มขาว มีลักษณะเป็นแป้งลูกกลมมีไส้เป็นมะพร้าวเคี่ยวกับน้ำตาลปึกอย่างหน้ากระฉีก ขนมต้มขาวมีมะพร้าวขูดเป็นเส้นโรยอยู่ภายนอก คนไทยนิยมใช้ขนมต้มขาวบูชาพระพิฆเนศหรือพระภูมิแทนขนมโมทกะ ปัจจุบันมีผู้คิดทำขนมโมทกะขึ้นในประเทศไทย คนไทยจึงเริ่มรู้จักชื่อขนมโมทกะมากขึ้น                               จะสังเกตได้ว่า พระพิฆเนศวรเป็นเทพองค์เดียวที่ถือขนม โดยในยุคต้นๆ รูปเคารพของพระองค์มักมีงวงตวัดไปเสวยขนมในพระหัตถ์ด้วย และในทางเทวปรัชญาก็ถือว่าเป็นการแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ ข้อมูลและภาพประกอบจาก ผาสุข อินทราวุธ. รูปเคารพในศาสนาฮินดู. กรุงเทพฯ: ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัย           ศิลปากร, ๒๕๒๒ http://www.weloveshopping.com/template/a05/show_article.php?shopid=2919&qi         d=55609 http://board.palungjit.com http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=3152 อ้างอิงจาก  บทวิทยุรายการ "                          รู้ รัก ภาษาไทย" ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม                  พ.ศ.๒๕๕๒ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น http://chefinyou.com/2010/09/vella-kozhukattai/ http://www.exoticindiaart.com/product/sculptures/lord-ganesha-enjoying-his-favorite-sweet-                modak-RO99/ http://festivals.iloveindia.com/ganesh-chaturti/modak.html http://www.kairalishop.com/index.php?main_page=product_info&cPath=85&products_id=388 http://www.christies.com/LotFinder/lot_details.aspx?intObjectID=5416825 http://www.thecityreview.com/w07cas.html  



โบราณสถานและสถานที่สำคัญที่น่าเยี่ยมชม ของอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ





***บรรณานุกรม*** หนังสือหายาก อบรมผู้บังคับกองศูนย์การฝึกชัยยะเชียงใหม่  รุ่นที่ 3.  เชียงใหม่ : โรงพิมพ์กลางเวียง, ๒๕๐๘.


           ชื่อเรื่อง : ประมวลภาพประวัติศาสตร์ไทย วิถีชีวิต      ผู้เขียน : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ      สำนักพิมพ์ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชิ่ง       ปีพิมพ์ : ๒๕๖๐      เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : ๙๗๘-๖๑๖-๒๘๓-๓๕๖-๔     เลขเรียกหนังสือ : ๓๐๖.๐๙๕๙๓ ศ๕๒๘ป      ประเภทหนังสือ : หนังสือกรมศิลปากร      ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป ๑ สาระสังเขป : ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ถือว่าเป็นมรดกวัฒนธรรมของชาติไทย ซึ่งการรวบรวมและจัดพิมพ์เผยแพร่ภาพถ่ายเริ่มขึ้นตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว "ประมวลภาพประวัติศาสตร์ไทย วิถีชีวิต" เป็นหนังสือภาพที่ได้มีการพิจารณาภาพประวัติศาสตร์ที่ครอบคลุมเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิตของคนไทย ทุกกิจกรรมของสังคม และทุกช่วงเวลาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จนถึงช่วงระยะเวลาก่อน พ.ศ. ๒๕๐๐ รวมทั้งครอบคลุมเกือบแทบทุกพื้นที่ของประเทศไทย ตั้งแต่ภาพในกรุงเทพฯ และภาพจากหัวเมืองชนบทที่ห่างไกลความเจริญ เช่น ขอนแก่น ร้อยเอ็ด สกลนคร อุบลราชธานี เป็นต้น โดยนำเสนอภาพถ่ายวิถีชีวิตจำนวนกว่า ๓๐๐ ภาพ แบ่งเป็น ๑๐ หมวดหลัก ประกอบด้วย การกสิกรรม การประกอบอาชีพ การศึกษา การติดต่อสื่อสารและคมนาคม การสาธารณสุข การศาลและยุติธรรม กีฬา การละเล่นและดนตรี เรือนพักอาศัย กลุ่มคน และประเพณี เช่น ภาพการตำข้าวด้วยตะลุมพุกและสากกับการสีข้าวด้วยโม่และเครื่องสีฝัด ภาพเรือค้าขายบริเวณสี่แยกคลองมหานาค กรุงเทพมหานคร ภาพการทำเหมืองแร่ดีบุกแบบเหมืองขุดในภาคใต้ ภาพเรือขุดลอกคลองสมัยรัชกาลที่ ๗ ภาพรถหลวงในสมัยรัชกาลที่ ๕ ภาพการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ พ.ศ ๒๔๔๕ ภาพการพิจารณาความที่ศาลมณฑลนครไชยศรี พ.ศ. ๒๔๔๔ ภาพบ้านเรือนเครื่องผูกแบบล้านนา และภาพการแห่ลูกแก้ว (แห่นาค) นครลำพูน เป็นต้น โดยมีการจัดทำคำอธิบายพร้อมภาพประกอบเพื่อเป็นประโยชน์สามารถใช้อ้างอิงเป็นหลักฐานในการศึกษาค้นคว้าเรื่องราวประวัติศาสตร์ชาติไทยในอดีตได้อย่างชัดเจน     


รายงานการเดินทางไปราชการต่างประเทศ ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา  ๑. ชื่อโครงการ โครงการประชุมวิชาการนานาชาติ International Conference on Early State and Cultural Relationship of Mainland Southeast Asia 2016  ๒. วัตถุประสงค์           ๑. เพื่อจัดตั้งศูนย์วิจัยศึกษาประวัติศาสตร์ โบราณคดี มานุษยวิทยา การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านต่างๆ เชิงสหวิทยาการเพื่อการศึกษาทางด้านวัฒนธรรมในระดับภูมิภาค เพื่อสนับสนุนกระบวนการศึกษาวิจัยในลักษณะสหวิทยาการอย่างเป็นระบบ โดยต้องการให้เป็นศูนย์อันเป็นเลิศทางด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์เพื่อการศึกษาทางด้านวัฒนธรรม ๒. เพื่อสร้างและสนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายภาคีการวิจัยเชิงสหวิทยาการ เพื่อการศึกษาวัฒนธรรมในระดับภูมิภาค โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานเครือข่ายและดำเนินการวิจัย ๓. เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ทางวิชาการ และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างนักวิชาการด้านศิลปวัฒนธรรม โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และสารสนเทศ ในภูมิภาคอาเซียน ๓. กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๑๕ – ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ (จำนวน ๒ วัน)  ๔. สถานที่ ๑. ปราสาทบาเสต จังหวัดพระตระบอง ๒. ศูนย์หัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาเลียนแบบเครื่องปั้นดินเผาเขมรโบราณ จังหวัดกำปงชนัง ๓. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กัมพูชา (National Museum of Cambodia) กรุงพนมเปญ  ๕. หน่วยงานผู้จัด ศูนย์วิจัยสหวิทยาการ เฉลิมพระเกียรติ ๕ รอบ พลเอกหญิง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (CRMA Research Center)  ๖. หน่วยงานสนับสนุน สำนักงานกองทุนสนันสนุนการวิจัย (สกว.)  CEEVEN ประเทศเวียดนาม EWCC Project ประเทศญี่ปุ่น  ๗. กิจกรรม           การสัมมนาทางวิชาการนานาชาติ ในระหว่างวันที่ ๑๒ – ๑๓ พฤศิจกายน ๒๕๕๙ ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก           การศึกษาดูงานแหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมในประเทศไทย ในวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี, วัดแก้วพิจิตร, โบราณสถานเมืองศรีมโหสถ, สระแก้ว, พระพุทธบาทคู่ สระมรกต จังหวัดปราจีนบุรี           การศึกษาดูงานแหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมในประเทศกกัมพูชา ในระหว่างวันที่ ๑๕ – ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ณ ปราสาทบาเสต, ศูนย์หัตถกรรมผลิตเครื่องปั้นดินเผากำปงชนัง และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กัมพูชา ๘. คณะผู้แทนไทย ๑. พ.อ.รศ.ดร.สุรัตน์  เลิศล้ำ       โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ๒. พ.อ.หญิง ปิยนุช  รัตนวิชัย     โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ๓. ดร.นันทนา  ชุติวงศ์             ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ๔. ผศ.ดร.จีราวรรณ  แสงเพ็ชร์    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๕. นายภาณุวัฒน์  เอื้อสามาลย์   กรมศิลปากร ๙. สรุปสาระของกิจกรรม           ๑. กิจกรรมนี้เป็นการไปศึกษาดูงาน ภายหลังการจัดประชุมสัมมนา ซึ่งกำหนดเป้าหมาย ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา มีคณะเดินทางจำนวน ๒๔ คน (ไทย ๕ คน เวียดนาม ๑๔ คน กัมพูชา ๓ คน ออสเตรเลีย ๑ คน และมาเลเซีย ๑ คน)  ออกเดินทางออกจากประเทศไทย ในวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ เวลาประมาณ ๐๘.๓๐ น. ณ ด่านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยรถตู้โดยสาร มุ่งหน้าไปกรุงพนมเปญ ระหว่างทางได้แวะทัศนศึกษาที่ปราสาทบาเสต จังหวัดพระตระบอง และศูนย์หัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผา จังหวัดกำปงชนัง จากนั้นค้างคืนที่กรุงพนมเปญ ๑ คืน รุ่งขึ้นวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ภาคเช้า เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กัมพูชา และภาคบ่ายคณะคนไทยเดินทางกลับ โดยเครื่องบินโดยสารจากสนามบินนานาชาติ กรุงพนมเปญ ถึงท่าอากาศยานดอนเมือง ประเทศไทย เวลาประมาณ ๑๘.๒๐ น.           ๒. การทัศนศึกษา ปราสาทบาเสต ตั้งอยู่ที่จังหวัดพระตระบอง เป็นปราสาทที่อยู่ระหว่างการบูรณะ ประกอบด้วยปราสาทประธาน ปราสาทบริวาร บรรณาลัย โคปุระ มีกำแพงและคูน้ำล้อมรอบ ปราสาทแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่โตมากนักเมื่อเทียบกับปราสาทอื่นๆ ในประเทศกัมพูชา แต่มีความโดดเด่น เนื่องจากเป็นตัวแทนของยุคสมัยทางศิลปะที่เรียกว่า ศิลปะเกลียงหรือคลัง หรือศิลปะแบบประตูพระราชวังหลวง อายุราวครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ ๑๖ (ราว พ.ศ. ๑๕๕๐ – ๑๖๐๐) มีลักษณะทับหลังเป็นแบบหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัยและมีการแบ่งเสี้ยว ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นศิลปะแบบบาปวนในช่วงครึ่งแรกของพุทธศตรรษที่ ๑๗ (ราว พ.ศ. ๑๖๐๐ – ๑๖๕๐) ซึ่งเป็นทับหลังแบบหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัย แต่ไม่มีการแบ่งเสี้ยว  ปัจจุบันได้มีการบูรณะที่ส่วนมณฑปของปราสาทประธาน และปราสาทบริวารแล้วเสร็จจำนวน ๑ หลัง  นอกนั้นยังคงอยู่ในสภาพปรักหักพังดังเดิม ซึ่งจะมีโครงการบูรณะเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป           ๓. การทัศนศึกษา ศูนย์หัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผา ตั้งอยู่ที่จังหวัดกำปงชนัง ศูนย์แห่งนี้ได้รับการสนันสนุน จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษา ค้นคว้า ทดลอง และออกแบบผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา โดยเลียนแบบเทคนิควิธีการผลิตแบบโบราณ  ทั้งกระบวนการจัดหาและผสมดิน การปั้นและขึ้นรูปทรง และการเผาในเตาแบบดั้งเดิมโดยใช้ไม้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ได้ใกล้เคียงกับเครื่องถ้วยเขมรโบราณ ทั้งประเภทจาน ชาม กระปุก แจกัน คนโท ประติมากรรมรูปบุคคลและสัตว์  มีทั้งประเภทน้ำเคลือบสีขาว เคลือบสีเขียว และเคลือบสีน้ำตาล ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้นำมาจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน           ๔. การทัศนศึกษา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กัมพูชา ได้เข้าพบ Mr. Kong Vireak  ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กัมพูชา ซึ่งอนุญาตให้คณะเข้าชมถ่ายภาพโบราณวัตถุที่จัดแสดงได้เป็นกรณีพิเศษ พิพิธภัณฑสถานแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีมาแล้ว ตัวอาคารออกแบบประยุกต์สถาปัตยกรรมเขมรสมัยกรุงพนมเปญ ภายในจัดแสดงโบราณวัตถุเนื่องในอารยธรรมเขมรโบราณ ส่วนมากเป็นประติมากรรมศิลาและสำริด จัดเป็นหมวดหมู่ตามยุคสมัย ได้แก่ สมัยก่อนเมืองพระนคร สมัยเมืองพระนคร และสมัยหลังเมืองพระนคร นอกจากนี้ยังมีห้องจัดแสดงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งมีการค้นพบและศึกษาอยู่ค่อนข้างน้อย เนื่องจากการศึกษาโบราณคดีในประเทศกัมพูชาเน้นงานอารยธรรมเขมรซึ่งมีความโดดเด่นและพบแพร่หลายมากกว่า ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม           ๑. ควรมีการประชาสัมพันธ์โครงการให้แพร่หลายมากกว่านี้ เนื่องจากยังมีผู้สนใจหลายท่านประสงค์ที่จะเข้าร่วมโครงการ แต่ไม่ทราบช่องทางการติดต่อเพื่อขอเข้าร่วมกิจกรรม           ๒. ควรขยายระยะเวลาในการศึกษาดูงาน ณ ต่างประเทศเพิ่มอีกสัก ๑ หรือ ๒ วัน เพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้เกี่ยวข้องกับงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุน           ๓. ควรมีเป้าหมายในการจัดกิจกรรมให้ต่อเนื่องกันไปทุกปี เพื่อติดตามความคืบหน้าผลการดำเนินงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้แก่กันอยู่เสมอ                                                                                      (นายภาณุวัฒน์  เอื้อสามาลย์)                                                                                     นักโบราณคดีชำนาญการ                                                                                 ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ                                                                                       ๑๔ / ธ.ค. / ๒๕๕๙  


หินชนวน ศิลปะสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ ๒๐ (พ.ศ. ๑๙๖๐) พบที่ริมตระพังสอ เมืองโบราณสุโขทัย ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ศิลาจารึกวัดสรศักดิ์ จารึกด้วยอักษรไทยสุโขทัย ภาษาไทย เมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๖๐ ขุดได้จากการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานบริเวณตระพังสอ ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ภายในเมืองเก่าสุโขทัย           ปัจจุบันเรียกโบราณสถานแห่งนี้ว่าวัดสรศักดิ์ มีขนาดกว้าง ๑๐๓ ซม. สูง ๑๔๕ ซม. ลักษณะเป็นใบเสมาขนาดใหญ่ สภาพเกือบสมบูรณ์ จารึกข้อความเพียงด้านเดียว จำนวน ๓๕ บรรทัด ข้อความในศิลาจารึกกล่าวถึง นายอินทสรศักดิ์ขอพระราชทานที่ดินจากออกญาธรรมราชา เพื่อสร้างพระอารามถวายเป็นพระราชกุศลในปีพ.ศ. ๑๙๕๕ นิมนต์พระมหาเถรธรรมไตรโลกมาจำพรรษา มีการสร้างมหาเจดีย์มีช้างรอบ ประกอบด้วยพระเจ้าหย่อนตีน พระวิหาร และหอพระ นอกจากนั้นยังกล่าวถึงพิธีการเฉลิมฉลองวัด และการพระราชทานที่นาของหมู่บ้านต่างๆ ให้กับวัด (การกัลปนา) ด้านที่ ๒ เป็นภาพลายเส้นรูปพระพุทธรูปลีลา (พระเจ้าหย่อนตีน) ซึ่งอาจเป็นเหตุการณ์ครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีพระสาวก และเทวดาประนมมือขนาบข้าง ขอบโดยรอบสลักเป็นลายเกล็ดพระยานาค ลายกลีบบัว ส่วนฐานสลักเป็นลายกนก ภาพ - ข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง


สาระสังเขป  :  รวมบทอาเศียรวาทที่สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราวุธพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานแด่พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าลักษมีลาวัณในงานรับพระสุพรรณบัตร์ วันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2464ผู้แต่ง           :  มงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระโรงพิมพ์       :  ม.ป.ท.ปีที่พิมพ์       :  2464ภาษา           :  ไทยรูปแบบ         :  PDFเลขทะเบียน  :  น.32บ.2803จบเลขหมู่         :  895.911                      ม113อ