ค้นหา


รายการที่พบทั้งหมด 35,967 รายการ

เลขทะเบียน : นพ.บ.227/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  18 หน้า ; 4.5 x 56.5 ซ.ม. : รักทึบ-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 112 (170-179) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : ฉลองตูบกำ --เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.360/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 52 หน้า ; 4.5 x 51.5 ซ.ม. : ทองทึบ-รักทึบ-ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 139  (411-419) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : อภิธฺมมตฺถสงฺคห (อภิธัมมัตถสังคหะ)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม



ชื่อผู้แต่ง          วีรโยธา, หลวง ชื่อเรื่อง            อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลโท หลวง วีรโยธา ครั้งที่พิมพ์       - สถานที่พิมพ์    พระนคร สำนักพิมพ์       โรงพิมพ์กรมยุทธศึกษาทหารบก ปีที่พิมพ์           ๒๕๐๙ จำนวนหน้า       ๒๖ หน้า หมายเหตุ         พิมพ์เป็นอนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลโท หลวง วีรโยธา ณ ฌาปนสถานกองทัพบก วัดโสมนัสวิหาร ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๐๙                        หนังสือเล่มนี้ ได้รวบรวมงานเขียนของพลโท หลวง วีรโยธา ไว้  ๓ เรื่อง ได้แก่ บันทึกพิเศษ ตนของตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตนของตน และลักษณะของจารกรรมมีเนื้อหาที่เรียบเรียงจากประสบการณ์ของตนซึ่งเน้นไปทางการสั่งสอน และแนะนำบุตร รวมถึงผู้อ่านทั่วไป


นานา...น่ารู้จากเอกสารจดหมายเหตุ เรื่องปราชญ์ศิลปิน ถิ่นสุพรรณ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๐




คู่มือการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ของหน่วยงานภาครัฐ-ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565


องค์ความรู้ เรื่อง “หนังตะลุง” ศิลปะการแสดงพื้นบ้านภาคใต้ ตอนที่ ๑ เครื่องดนตรี ค้นคว้า/เรียบเรียงโดย  นางปรางวไล ทองบัว เจ้าพนักงานพิพิธภัณฑ์ปฏิบัติงาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช


องค์ความรู้ “พระชาลีภิเสกเผด็จ: ชาลีกัณหาภิเสก ฉบับหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.9 นครราชสีมา”




      หัวโขนหน้าหนุมาน       สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔ (ประมาณ ๒๐๐ ปีมาแล้ว)       สมบัติเดิมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร       ปัจจุบันจัดแสดง ณ พระที่นั่งทักษิณาภิมุข หมู่พระวิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร       หัวโขนหนุมานประดับด้วยมุกไฟแทนผิวกายสีขาว (เพราะเป็นลิงเผือก) ปากอ้า สวมเกี้ยวทอง ด้านข้างประดับกรรเจียกจร        ขั้นตอนการทำหัวโขนประดับมุกนั้นมีความซับซ้อนกว่าการทำหัวโขนแบบปกติ โดยเริ่มจากการปั้นหุ่นด้วยดินเหนียว จากนั้นจึงพอกหุ่นด้วยกระดาษข่อย ขั้นตอนถัดมาคือการผ่าหุ่นแล้วนำมาติดกับมุก ซึ่งตัดมาจากเปลือกหอยที่มีความแวววาว เช่น หอยมุกไฟ หอยโข่ง หอยอูด ช่างจะตัดเปลือกหอยให้มีรูปทรงเข้ากับความโค้ง ความลาด ของศีรษะและใบหน้าหนุมาน จากนั้นจึงนำแผ่นมุกติดลงบนพื้นผิวหัวโขน ซึ่งแต่ละชิ้นต้องติดให้พอดีกับเส้นที่ร่างไว้ เพื่อให้มุกแต่ละชิ้นสนิทกันแล้วจึงทำการขัดให้ขึ้นเงา หรืออาจขัดเอามุกส่วนเกินออก        ขั้นตอนที่เหลือจึงคล้ายกับการทำหัวโขนแบบปกติ คือการทำเครื่องประกอบศีรษะ (เครื่องประดับ) ด้วยรักกระแหนะ การลงสีฝุ่น และการประดับกระจก ด้วยกรรมวิธีการทำที่สลับซับซ้อน ประกอบกับวัสดุที่ใช้นั้นเป็นของหายากมีราคาแพง จึงมีหัวโขนประดับมุกไม่มากนัก ที่สำคัญคือ ประมาณกลาง พ.ศ. ๒๕๑๓ นายชิต แก้วดวงใหญ่ ได้ทำหัวโขนหนุมานประดับมุกขึ้นใหม่ จำนวน ๒ ชิ้น และปัจจุบันก็มีผู้อื่นสร้างเพิ่มขึ้นอีกนับเป็นการที่สืบทอดการทำหัวโขนประดับมุกอย่างโบราณ       หัวโขนหน้าหนุมานชิ้นนี้น่าจะเป็นของที่ใช้ประดับตกแต่งมิได้ใช้สวมในการแสดงโขนจริงๆ เนื่องจากมีน้ำหนักมาก สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ เนื่องจากเป็นยุคทองแห่งศิลปะการดนตรี นาฏศิลป์และวรรณคดี       ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ เคยจัดแสดงในมิวเซียมหลวงหรือหอคองคอเดีย (ปัจจุบันคือ ศาลาสหทัยสมาคม) ในพระบรมมหาราชวัง ดังปรากฏในเรื่อง ความเจริญของกรุงสยาม (ตีพิมพ์ในดรุโณวาท เมื่อวันอังคาร เดือนกันยายน แรม ๑๑ ค่ำ พ.ศ. ๒๔๑๗) กล่าวถึงสิ่งของต่าง ๆ ที่จัดแสดงอยู่ในหอคองคอเดีย ความตอนหนึ่งกล่าวว่า “...ต่อไปโต๊ะตั้งศีศะโขนประดับมุกแลปิดทอง ดูผุดผ่องเปนของประหลาด...” กระทั่งเมื่อย้ายพิพิธภัณฑ์มายังพระราชวังบวรสถานมงคล และต่อมาได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร ศีรษะโขนหน้าหนุมานประดับมุกชิ้นนี้ยังคงจัดแสดงมาตลอด ในบางโอกาสได้เคยถูกนำไปจัดนิทรรศการพิเศษในต่างประเทศอีกด้วย     อ้างอิง กรมศิลปากร. นิทรรศการหัวโขน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๑๔ กรมศิลปากร. ประณีตศิลป์สยาม ณ หมู่พระวิมาน พระราชวังบวรสถานมงคล. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์, ๒๕๖๕. สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน). ดรุโณวาท เล่มที่ ๑ นำเบอร์ ๑๔๐ วันอังคารเดือน ๑๐ แรม ๑๑ ค่ำปีจอฉศก ๑๒๓๖แผ่นที่ ๑๔ [ออนไลน์], สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๕ จาก: http://valuablebook2.tkpark.or.th/.../Daru.../flipbook1.html


      หัวโขนหน้าหนุมาน       สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔ (ประมาณ ๒๐๐ ปีมาแล้ว)       สมบัติเดิมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร       ปัจจุบันจัดแสดง ณ พระที่นั่งทักษิณาภิมุข หมู่พระวิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร       หัวโขนหนุมานประดับด้วยมุกไฟแทนผิวกายสีขาว (เพราะเป็นลิงเผือก) ปากอ้า สวมเกี้ยวทอง ด้านข้างประดับกรรเจียกจร        ขั้นตอนการทำหัวโขนประดับมุกนั้นมีความซับซ้อนกว่าการทำหัวโขนแบบปกติ โดยเริ่มจากการปั้นหุ่นด้วยดินเหนียว จากนั้นจึงพอกหุ่นด้วยกระดาษข่อย ขั้นตอนถัดมาคือการผ่าหุ่นแล้วนำมาติดกับมุก ซึ่งตัดมาจากเปลือกหอยที่มีความแวววาว เช่น หอยมุกไฟ หอยโข่ง หอยอูด ช่างจะตัดเปลือกหอยให้มีรูปทรงเข้ากับความโค้ง ความลาด ของศีรษะและใบหน้าหนุมาน จากนั้นจึงนำแผ่นมุกติดลงบนพื้นผิวหัวโขน ซึ่งแต่ละชิ้นต้องติดให้พอดีกับเส้นที่ร่างไว้ เพื่อให้มุกแต่ละชิ้นสนิทกันแล้วจึงทำการขัดให้ขึ้นเงา หรืออาจขัดเอามุกส่วนเกินออก        ขั้นตอนที่เหลือจึงคล้ายกับการทำหัวโขนแบบปกติ คือการทำเครื่องประกอบศีรษะ (เครื่องประดับ) ด้วยรักกระแหนะ การลงสีฝุ่น และการประดับกระจก ด้วยกรรมวิธีการทำที่สลับซับซ้อน ประกอบกับวัสดุที่ใช้นั้นเป็นของหายากมีราคาแพง จึงมีหัวโขนประดับมุกไม่มากนัก ที่สำคัญคือ ประมาณกลาง พ.ศ. ๒๕๑๓ นายชิต แก้วดวงใหญ่ ได้ทำหัวโขนหนุมานประดับมุกขึ้นใหม่ จำนวน ๒ ชิ้น และปัจจุบันก็มีผู้อื่นสร้างเพิ่มขึ้นอีกนับเป็นการที่สืบทอดการทำหัวโขนประดับมุกอย่างโบราณ       หัวโขนหน้าหนุมานชิ้นนี้น่าจะเป็นของที่ใช้ประดับตกแต่งมิได้ใช้สวมในการแสดงโขนจริงๆ เนื่องจากมีน้ำหนักมาก สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ เนื่องจากเป็นยุคทองแห่งศิลปะการดนตรี นาฏศิลป์และวรรณคดี       ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ เคยจัดแสดงในมิวเซียมหลวงหรือหอคองคอเดีย (ปัจจุบันคือ ศาลาสหทัยสมาคม) ในพระบรมมหาราชวัง ดังปรากฏในเรื่อง ความเจริญของกรุงสยาม (ตีพิมพ์ในดรุโณวาท เมื่อวันอังคาร เดือนกันยายน แรม ๑๑ ค่ำ พ.ศ. ๒๔๑๗) กล่าวถึงสิ่งของต่าง ๆ ที่จัดแสดงอยู่ในหอคองคอเดีย ความตอนหนึ่งกล่าวว่า “...ต่อไปโต๊ะตั้งศีศะโขนประดับมุกแลปิดทอง ดูผุดผ่องเปนของประหลาด...” กระทั่งเมื่อย้ายพิพิธภัณฑ์มายังพระราชวังบวรสถานมงคล และต่อมาได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร ศีรษะโขนหน้าหนุมานประดับมุกชิ้นนี้ยังคงจัดแสดงมาตลอด ในบางโอกาสได้เคยถูกนำไปจัดนิทรรศการพิเศษในต่างประเทศอีกด้วย     อ้างอิง กรมศิลปากร. นิทรรศการหัวโขน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๑๔ กรมศิลปากร. ประณีตศิลป์สยาม ณ หมู่พระวิมาน พระราชวังบวรสถานมงคล. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์, ๒๕๖๕. สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน). ดรุโณวาท เล่มที่ ๑ นำเบอร์ ๑๔๐ วันอังคารเดือน ๑๐ แรม ๑๑ ค่ำปีจอฉศก ๑๒๓๖แผ่นที่ ๑๔ [ออนไลน์], สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๕ จาก: http://valuablebook2.tkpark.or.th/.../Daru.../flipbook1.html


       วนกลับมาอีกครั้งกับวันที่ 11 เดือน 11 ...หนึ่งวันในรอบปีที่สามารถเรียงหมายเลขเดียวกันได้มากที่สุด ส่งผลให้วันดังกล่าวถูกกำหนดเป็นวันพิเศษต่าง ๆ ไม่ว่าจะ Singles Day หรือวันคนโสด (光棍节) ของชาวจีนสมัยใหม่ (ตั้งแต่ปี 2536) ด้วยถือเลข 1 เป็นเหมือนท่อนไม้ (光棍) เรียงกัน แต่ก็มีคู่รักชาวจีนไม่น้อยที่แต่งงานกันในวันนี้ มีนัยว่าเป็นการแก้เคล็ด หรือจะเป็น Pepero Day ของชาวเกาหลีใต้ (ตั้งแต่ปี 2537) และ Pocky Day ของชาวญี่ปุ่น (ตั้งแต่ปี 2542 ตรงกับรัชศกเฮเซปีที่ 11) โดยอิงกับยี่ห้อสินค้าขึ้นชื่อของแต่ละชาติที่มีลักษณะเป็นแท่ง (หากในไทยคงใช้เป็น Peeb Day จากขนมปี๊บขาไก่)         อย่างไรก็ดี ในโอกาสที่ประทศไทยได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม APAC 2022 โดยมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-19 พฤศจิกายน วันนี้ เพจคลังกลางฯ จึงขอเสนอเกร็ดจาก “ชะลอม” สัญลักษณ์ประจำการประชุม ที่มีความสัมพันธ์กับหมายเลข 11 อย่างน่าสนใจ        “ชะลอม” ตามความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ระบุว่าเป็นเครื่องจักสานชนิดหนึ่ง รูปทรงกระบอก สานด้วยตอกเป็นต้น ตาห่าง ๆ สำหรับใส่สิ่งของ เช่นเดียวกับที่ระบุในพจนานุกรมหัตถกรรม เครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้าน ของอาจารย์วิบูลย์ ลี้สุวรรณ ว่าเป็นภาชนะสำหรับใส่ของ ปากชะลอมปล่อยตอกไว้เพื่อมัดรวมเข้าด้วยกันสำหรับหิ้ว ซึ่งคนทั่วไปมักนำไปใส่ของฝาก จนช่วงหนึ่งกลายเป็นภาพจำของ “พจมาน” หญิงสาวถักเปีย ผู้ถือชะลอมเดินทางมายังบ้านทรายทอง        ชะลอม... จึงเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อเรื่องการมาถึงของแขกผู้มาเยือน สอดรับกับแนวคิดหลักการประชุมที่ว่าด้วยเรื่อง “เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล” อนึ่ง ผู้ออกแบบสัญลักษณ์อย่างชวนนท์ วงศ์ตระกูลจง ได้ตีความว่าชะลอม หมายถึงการค้าที่เปิดกว้าง (Open) สื่อถึงการเดินทาง (Connect) และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Balance) โดยแสดงออกผ่าน “เส้นตอก 11 เส้น” แบ่งออกเป็น เส้นสีน้ำเงิน 4 เส้น (การเปิดกว้างของ 21 เขตเศรษฐกิจ) เส้นสีชมพู 4 เส้น (การสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยง) และเส้นสีเขียว 3 เส้น (ความสมดุล)        นอกจากสัญลักษณ์รูปชะลอมที่ปรากฏอยู่ตามสื่อ อีกหนึ่งความพิเศษของการประชุมนี้คือ “น้องนวล” Presenter แมวไทยพันธ์ทางประจำกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ อย่างไรก็ดี แม้ไม่ได้ระบุเหตุแห่งการคัดเลือกน้องนวลแน่ชัด แต่แมวก็ถือเป็นสัตว์สัญลักษณ์ที่แสดงมิตรภาพ ความรัก ความปรารถนาดีต่อกัน ทั้งนี้ ในวัฒนธรรมไทยยังมีการแบ่งลักษณะแมวดี หรือแมวสำคัญ ดังปรากฏในหนังสือสมุดไทยขาวของนายแช เศรษฐบุตร เรื่อง ตำราแมวคำโคลง โดยปัจจุบันตำราเล่มนี้เก็บรักษาอยู่ที่อาคารคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ               เผยแพร่โดย ศรัญ กลิ่นสุคนธ์ ภัณฑารักษ์ / ภาพโดย กิตติยา เชื้อทอง นายช่างภาพปฏิบัติงาน / เทคนิคภาพโดย อริย์ธัช นกงาม ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร  


สวัสดีค่ะ วันนี้อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม ได้นำสาระน่ารู้เรื่อง บัวยอดปราสาท ไปชมกันได้เลยค่ะ บัวยอดปราสาท บัวยอดปราสาทเป็นส่วนประดับยอดของปราสาทในศิลปะเขมร มีลักษณะกลมแป้นเป็นลอนโดยรอบ บัวยอดปราสาทมีหน้าที่รองรับชิ้นส่วนคล้ายหม้อน้ำด้านบนสุดซึ่งเรียกว่า “กลศ”(กะ-ละ-สะ) สำหรับการสร้างบัวยอดเทวสถานได้รับอิทธิพลทางสถาปัตยกรรมจากอินเดียโบราณเรียกว่า “อมลกะ” (อะ-มะ-ละ-กะ) ซึ่งมาจากคำว่า “อมลกิ” ในภาษาสันสกฤตที่แปลว่า “ลูกมะขามป้อม” สำหรับบัวยอดปราสาทในสถาปัตยกรรมอินเดียสันนิษฐานว่าเริ่มปรากฏครั้งแรกบนยอดเสาอโศกมหาราชในช่วง พุทธศตวรรษที่ ๓ เมื่อเข้าสู่สมัยคุปตะ(พุทธศตวรรษที่๙ - ๑๐ )บัวยอดปราสาทจึงพัฒนารูปแบบเพื่อประดับบนยอดศิขร (สิ-ขะ-ระ) หรือส่วนเรือนยอดอาคาร และรองรับหม้อน้ำกลศด้านบนอย่างแพร่หลาย โดยในคติความเชื่อของฮินดูอมลกะเป็นสัญลักษณ์ของการกำเนิดอันบริสุทธิ์และความเป็นอมตะ สำหรับบัวยอดปราสาทของปราสาทสด๊กก๊อกธมพบทั้งหมดสองชิ้นได้แก่ - บัวยอดปราสาทชิ้นที่ ๑ ทำด้วยหินทราย ด้านบนรองรับกลศซึ่งมีการเจาะรูสี่เหลี่ยมขนาด ๒๐x๒๐ เซนติเมตร เพื่อติดตั้งตรีศูล/นพศูล ปัจจุบันอยู่บนยอดปราสาทประธาน - บัวยอดปราสาทชิ้นที่ ๒ ทำจากหินทราย สลักตกแต่งเป็นรูปกลีบดอกบัวด้านบนรองรับกลศ สันนิษฐานว่าในอดีตประดับบนยอดของซุ้มประตูโคปุระด้านตะวันออก ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ภายในอาคารศูนย์บริการข้อมูลอุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม อ้างอิง - อรุณศักดิ์ กิ่งมณี. (๒๕๖๒). ทิพนิยายจากปราสาทหิน. นนทบุรี: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ : หน้า ๔๕. - กรมศิลปากร.สำนักโบราณคดี. (๒๕๕๐). ศัพทานุกรมโบราณคดี. กรุงเทพฯ: สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร : หน้า ๕๕๑. - วสุ โปษยะนันทน์, อนัสติโลซิสเพื่อการบูรณะปราสาทสด๊กก๊อกธม (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสถาปัตยกรรม ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) หน้า ๔๑-๔๒,๔๕,๖๔,๘๓ - Amalaka. Accessed May 25. Available from https://en.wikipedia.org/wiki/Amalaka


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           42/3ประเภทวัดุ/มีเดีย                       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                              26 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 54 ซม.หัวเรื่อง                                        พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา