ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,609 รายการ

---เรื่อง “ตราประทับงาช้างรูปโคอุสุภราช : ดวงตราประจำเมืองน่าน” -----ตราประทับรูปโคอุสุภราช เป็นตราประทับรูปทรงกลม ทำจากงาช้าง กลึงเป็นทรงกระบอกกลม ส่วนด้ามจับ หรือส่วนยอดกลมมน (สันนิษฐานว่าในอดีตเป็นยอดหัวเม็ดซึ่งสามารถถอดประกอบได้) ส่วนที่เป็นเครื่องหมาย หรือบริเวณด้านหน้าของตราเป็นรูปวงกลมแกะสลักเป็นลวดลายเส้นนูนรูปโคอุสุภราชทรงเครื่องยืนบนแท่น ล้อมรอบด้วยลายช่อกนกเปลวประกอบพื้นช่องไฟ ด้านล่างแท่นตกแต่งด้วยลายเมฆ ดวงตรานี้เป็นตราที่พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่านระหว่างปีพุทธศักราช ๒๔๓๖ – ๒๔๖๑ ทรงใช้เป็นตราเมืองสำหรับประทับในหนังสือกราบบังคมทูลถวายรายงานข้อราชการแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และประทับในหนังสือราชการงานเมืองต่างๆ  -----นอกจากนี้รูปโคอุสุภราชยังปรากฏที่หน้าบันของหอคำนครน่าน โดยหน้าบันหอคำทั้ง ๓ ด้าน ประดับไม้สลักลวดลายลายรูปพญานาคสองตัว หันหน้าตรงข้ามกัน ส่วนหางเกี้ยวรัดกันขึ้นไปตรงกลาง ล้อมรอบด้วยลายช่อกนกประกอบพื้นช่องไฟ ส่วนตรงกลางระหว่างพญานาคเป็นรูปโคอุสุภราชในกรอบวงกลมซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ประจำนครน่าน หอคำเมืองน่าน สร้างขึ้นเมือปี พ.ศ. ๒๔๔๖ หลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ขึ้นเป็น พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ พระเจ้าน่าน จึงสร้างหอคำสำหรับประดับเกียรติยศ ขึ้นแทนหอคำเดิม โดยหอคำหลังนี้ในปัจจุบันคืออาคารจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ซึ่งหน้าบันหอคำนี้สัมพันธ์กับตราประทับรูปโคอุสุภราช -----ตราประจำจังหวัดน่าน ตราประจำจังหวัดน่านเป็นภาพโคอุสุภราชยืนแท่น มีพระธาตุเจดีย์แช่แห้งประดิษฐานอยู่บนหลัง ขอบตราเป็นลายกระหนก พระธาตุบนหลังโคอุสุภราช หมายถึง พระธาตุแช่แห้ง ซึ่งเป็นปูชนียสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ตราประจำจังหวัดน่าน ความหมายของตราเมือง มีตำนานเล่าว่า สมัยพญาผากอง มีดำริจะสร้างเมืองน่านยังสถานที่ใหม่ ครั้งราตรีหนึ่งพระองค์ทรงสุบินนิมิตเห็นโคอุสุภราชวิ่งมาจากป่าทางตะวันออก ข้ามแม่น้ำน่านไปทางทิศตะวันตก แล้วถ่ายมูลไว้รอบบริเวณแห่งนั้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า จากนั้นก็อันตธานลับไป เมื่อพระองค์ตื่นบรรทมปรากฏว่า มีเหตุการณ์ตามที่ได้สุบินดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นศุภนิมิตหมายอันสำคัญ ประกอบกับพระองค์จะย้ายเมืองมายังที่ตั้งจังหวัดน่านปัจจุบันด้วย พระองค์จึงให้ก่อกำแพงเมืองทอดตามรอยมูลโคอุสุภราชที่ถ่ายไว้ และจึงใช้โคอุสุภราชเป็นตราประจำเมือง ----คำว่า อุสุภ มีความหมายถึง วัวตัวผู้ คำว่า อุสุภราช มีความหมายถึง พญาวัว หรือราชาแห่งโคทั้งปวง (เป็นเครื่องหมายแสดงความสามารถของบุรุษผู้นักรบ) ซึ่งทำให้โคอุสุภราชถูกนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ หรือสิ่งแทนในความหมายต่างๆ ดังจะกล่าวต่อไป -----โคอุสุภราช ปรากฏในตำราวัวความว่า มีกายสีดำทั้งตัว มีส่วนด่าง ๗ ตำแหน่ง ได้แก่ หน้า หนอก หาง และเท้าทั้ง ๔ วัวที่มีลักษณะดังกล่าวมีความเชื่อว่าเป็นยอดของวัวทั้งปวง หรือพญาของวัวทั้งปวง เป็นตระกูลใหญ่เหนือวัวในตระกูลอื่น -----คำว่าอุสุภราชปรากฏใน ในตำนาน หรือเทวปกรณ์ต่างๆ ดังเช่น กล่าวถึงโคอุศุภราช เป็นชื่อของพญาวัวที่เป็นพาหนะของพระศิวะ หรือพระอิศวร และยังเป็นพาหนะของพระศุกร์ ในตำนานเทวกำเนิดพระศุกร์เองเกิดจากโคอุสุภราช  -----บนดวงตราสัญลักษณ์รูปโคอุสุภราชถูกนำไปใช้ด้วย กล่าวคือ ดวงตราพระยาพลเทพ (เกษตราธิการ) ซึ่งเป็นดวงตราพระโคอุศุภราช หรือตราไพศุภราช ใช้ในการพระราชทานที่ดิน หรือสิ่งก่อสร้างที่พระมหากษัตริย์พระราชทานอุทิศผลประโยชน์แก่วัด หรือศาสนา (กัลปนา) (สำหรับใช้ไปด้วยพระราชทานที่กัลปนา) และตรากรมปศุสัตว์ เป็นรูปวงกลม ล้อมรอบกึ่งกลางมีรูปโคอสุภราช (เผือกคู่) มีนามว่า พระนนทิ ถือกันว่าเป็นเทพเจ้าแห่งสัตว์จตุบาท และม้าฉันท์ เป็นม้าขาวคู่บารมีของพระพุทธเจ้า  -----นอกจากนี้ยังปรากฏในงานวรรณกรรม วรรณคดี เช่น พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ในรัชกาลที่ ๑ เป็นต้น ทั้งนี้ยังปรากฏในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญอีกด้วย -----โคอุสุภราชปรากฏในลายมงคล ๑๐๘ ประการบนรอยพระพุทธบาท ชื่อ อุสภราช ซึ่งเป็นพระยาในหมู่โคจำนวนร้อย โดยคุณสมบัติของโคอุสุภราชเปรียบดังโลกุตรธรรม ๙ -----โคอุสุภราชกับสระอโนดาต ในวรรณกรรมกลุ่มโลกศาสตร์มีการกล่าวถึงสระอโนดาต  ถือเป็นสระศักดิ์สิทธิ์ประจำชมพูทวีป เป็นแหล่งกำเนิดแม่น้ำสำคัญผ่านทางมุขปากสัตว์ทั้งสี่ คือ ช้าง สิงห์ โค (อุสุภมุข) และม้า -----โคอุสุภราชใน “อัฏฐพิธมงคล” หรือมงคล ๘ ประการ ได้แก่ ๑. อุณหิส หรือ กรอบหน้า ๒. คทา หรือ กระบอง ๓. สังข์ ๔. จักร ๕. ธงชัย ๖. อังกุศ หรือ ขอช้าง ๗. โคอุสภ ๘. กุมภ์ หรือ หม้อน้ำ สัญลักษณ์ของมงคล ๘ ประการนี้เป็นความเชื่อที่คนไทยแต่โบราณได้รับคติมาจากศาสนาพราหมณ์ฮินดู โดยสิ่งที่เป็นมงคลทั้งแปดนี้ มีความสัมพันธ์เนื่องในพระเป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์ -----รูปโคอุสุภราช ที่ปรากฏบนตราประทับงาช้างที่พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน ใช้เป็นตราเมืองสำหรับประทับในหนังสือราชการงานเมืองต่างๆ นั้นสันนิษฐานว่ามาจากประวัติ  หรือตำนานเมือง ที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับปฐมเหตุของการสร้างบ้านแปงเมืองน่าน ซึ่งรูปโคอุสุภราชนั้นยังปรากฏที่หน้าบันหอคำที่พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ได้สร้างขึ้นเป็นที่ประทับของเจ้าผู้ครองนครน่าน ทั้งนี้เมื่อมีการออกแบบดวงตราประจำจังหวัดน่านรูปโคอุสุภราชยังถูกนำไปใช้เป็น สัญลักษณ์ หรือสิ่งที่แสดงถึงความเป็นจังหวัดน่านอีกด้วย  -----คำว่าอุสุภราช มีความหมายถึงพญาวัว หรือราชาแห่งโคทั้งปวง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เกี่ยวข้องกับการเกษตร ความอุดมสมบูรณ์ และเป็นสัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์ เป็นศิริมงคล หรือสัตว์มงคล จากหลักฐานทาประวัติศาสตร์โบราณคดีพบว่า วัวเป็นสัตว์ที่มนุษย์ใช้แรงงานทั้งภาคเกษตรกรรม เป็นพาหนะ เลี้ยงเพื่อการบริโภคเนื้อ และนม นอกจากนี้ยังเลี้ยงเพื่อความสวยงาม และการแข่งขันในเกมกีฬา นอกจากนี้วัวยังมีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนา และพิธีกรรม ซึ่งยังปรากฏในงานวรรณกรรม วรรณคดี นิทานพื้นบ้าน บทละคร การแสดง นาฏศิลป์ การเปรียบเทียบในสำนวนสุภาษิต รวมทั้งสร้างสรรค์เป็นงานศิลปกรรมอันหลากหลาย ทั้งหมดนี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงความสำคัญ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับวัวมาเป็นระยะเวลาอันยาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน   -----เอกสารอ้างอิง       จตุพร บุญประเสริฐ. การวิเคราะห์ตำราวัว. อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ภาควิชาภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๕๖.       ผาสุก อินทราวุธ, ทวารวดี : การศึกษาเชิงวิเคราะห์จากหลักฐานทางโบราณคดี. กรุงเทพ : โรงพิมพ์อักษรสมัย. ๒๕๔๒.        วรรณกวี โพธะ.“รอยพระพุทธบาทในศิลปะร่วมสมัยไทย : กรณีศึกษาพิชัย นิรันต์ และพัดยศ พุทธเจริญ”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปะมหาบัณฑิต สาขาทฤษฎีศิลป์ ภาควิชาทฤษฎีศิลป์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๕๖.  ศิลปากร, กรม. ตราประจำจังหวัด. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร. ๒๕๔๒.         สุพร ประเสริฐราชกิจ. รวมประวัติสัญลักษณ์จังหวัดของประเทศและตราประจำสถาบันต่างๆ ที่น่ารู้. กรุงเทพฯ : บำรุงสาสน์. ๒๕๓๒.  อิสรกุล คงธนะ. อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ที่ปรากฏบนตราลัญจกร สมัยอยุธยาถึงสิ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๕๕.         เอกสารออนไลน์  สาคร พิพวนนอก. ตราประจำจังหวัด. กรุงเทพฯ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เข้าถึงได้โดย https://www.nat.go.th/.../-1-2-3-4-5-6-7-8-9-10-11-12-13...




องค์ความรู้ : เครื่องถมนคร เรียบเรียง/ภาพ : นางสาวจารุพัฒน์  นุกูล นักวิชาการวัฒนธรรม กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช   "เครื่องถม" หรือมักเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ถมนคร” เป็นงานศิลปหัตถกรรมชั้นสูงที่คนนครศรีธรรมราชและคนไทยภาคภูมิใจมาตั้งแต่สมัยโบราณ ในอดีตใช้เป็นเครื่องราชูปโภคของกษัตริย์หรือเป็นเครื่องยศของขุนนางชั้นสูง ทั้งยังใช้เป็นเครื่องราชบรรณาการสำหรับกษัตริย์ประเทศต่าง ๆ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายคำว่า "ถม" ว่า "เรียกภาชนะหรือเครื่องประดับที่ทำโดยใช้ผงยาถมผสมน้ำประสานทอง ถมลงบนลวดลายที่แกะสลักบนภาชนะหรือเครื่องประดับนั้น แล้วขัดผิวให้เป็นเงางามว่าเครื่องถม เช่น ถมนคร ถมเงิน ถมทอง"   สำหรับความเป็นมาของเครื่องถมนั้น สันนิษฐานว่าน่าจะเริ่มผลิตมาตั้งแต่สมัยอยุธยาในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ หรือราว พ.ศ. ๒๐๖๑ ส่วนที่มาของการผลิตเครื่องถม ปัจจุบันยังคงเป็นที่ถกเถียงกัน บ้างก็สันนิษฐานว่าอาจได้รับอิทธิพลมาจากโปรตุเกส เนื่องจากโปรตุเกสเป็นชาติแรกที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำการค้าขายในราชอาณาจักรไทยได้ ๔ เมือง คือ กรุงศรีอยุธยา นครศรีธรรมราช ปัตตานี และมะริด ขณะที่สมเด็จฯกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงมีความเห็นว่า ชาวนครศรีธรรมราชได้รับรู้เรื่องเครื่องถมจากชาวอินเดีย ส่วนศาสตราจารย์วิศาลศิลปกรรมให้ความเห็นว่า ยาถมไทยมิได้รับต้นตำรับมาจากประเทศใด เกิดขึ้นในประเทศไทยโดยแท้ คือเกิดที่นครศรีธรรมราช    เรื่องราวเกี่ยวกับเครื่องถมในเมืองนครนี้ ปรากฏในเอกสารสำคัญหลายฉบับ เช่น ในหนังสือชุด "สาส์นสมเด็จ" ซึ่งเป็นลายพระหัตถ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์กับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย) มีเนื้อหาเกี่ยวกับการโต้ตอบปัญหาและแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับศิลปะ วรรณคดี โบราณคดี และประวัติศาสตร์ เริ่มแต่ พ.ศ. ๒๔๗๐ ถึง พ.ศ. ๒๔๘๖ โดยพระราชหัตถเลขาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่องเครื่องถมไว้ ดังความว่า     "....เรื่องเครื่องถม หม่อมฉันพบหลักฐานใหม่อีกแห่ง ๑ ในกฎมณเฑียรบาลว่า ขุนนางศักดินา ๑๐,๐๐๐ กินเมือง “กินเจียดเงินถมยาดำรองตะลุ่ม" ดูตรงกับเจียดรัชกาลที่ ๑ ถ้าเป็นแบบมาตั้งแต่กฎมณเฑียรบาลครั้งสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ราว พ.ศ. ๒๐๐๐ ก่อนรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ราว ๒๐๐ ปี ตำนานที่หม่อมฉันคาดไว้ดังทูลไปก็ผิด แต่นึกว่าจะเพิ่มลงในกฎมณเฑียรบาลเมื่อภายหลังก็เป็นได้..." นอกจากนั้นยังกล่าวอีกว่า "...จะทูลบรรเลงต่อไปถึงเรื่องถมเมืองนครฯ การทำเครื่องถมในเมืองไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ทำแต่ในกรุงเทพฯ กับที่เมืองนครศรีธรรมราช ๒ แห่งเท่านั้น คนนับถือกันว่าฝีมือช่างถมเมืองนครฯทำดีกว่าในกรุงเทพฯ จนเครื่องถมที่ทำดีมักเรียกกันว่า “ถมนคร” เลยมีคำกล่าวกันว่าช่างถมเดิมมีแต่ที่เมืองนครฯ ชาวกรุงเทพฯไปเอาอย่างมาก็สู้ฝีมือครูไม่ได้..." และ "...เมื่อหม่อมฉันเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยลงไปเมืองนครศรีธรรมราชอยากดูการทำเครื่องถม การนั้นพวกช่างก็ทำตามบ้านเรือนของตนอย่างเดียวกับที่บ้านพานถมในกรุงเทพฯ พวกกรมการพาไปดูหลายแห่ง สังเกตดูช่างถมแต่งตัวเป็นแขกมลายูทั้งนั้น ที่เป็นคนไทยหามีไม่ หม่อมฉันประหลาดใจถามเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (หนูพร้อม) เมื่อยังเป็นพระยานครฯ ท่านกล่าวความหลังให้ฟังจึงรู้เรื่องตำนานว่า เมื่อตอนปลายรัชกาลที่ ๒ เจ้าพระยานคร (น้อย) ยังเป็นพระยานครฯ ลงไปตีเมืองไทรได้เฉลยมลายูมามาก จึงเลือกพวกเฉลยให้หัดทำการช่างต่างๆ บรรพบุรุษของพวกนี้ได้หัดเป็นช่างถมสืบกันมาจนทุกวันนี้..."   ความสำคัญของเครื่องถมในแต่ละยุคสมัย มีดังนี้   สมัยกรุงศรีอยุธยา ราว พ.ศ. ๒๐๓๒ - ๒๐๗๒  สมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีรับสั่งให้เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชในสมัยนั้น จัดหาช่างถมที่ฝีมือเยี่ยมที่สุดของจังหวัดนครศรีธรรมราชส่งไปยังกรุงศรีอยุธยา เพื่อทำไม้กางเขนถมส่งไปถวายพระสันตปาปา ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี และทำเครื่องถมดำลายอรหันไปบรรณาการพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งประเทศฝรั่งเศส   ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยของพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การทำเครื่องถมได้รับการทำนุบำรุงเป็นอย่างดีในช่วงสมัยนี้ ถือเป็นของสูงศักดิ์ ใช้เป็นเครื่องราชูปโภค และเครื่องราชบรรณาการ ได้รับความนิยมอย่างสูงในราชสำนัก จากนั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) เจ้าพระยานคร (น้อย) นอกจากจะมีฝีมือทางการรบแล้วยังเป็นช่างทำถมฝีมือดี ได้ทรงทำพระแท่นเสด็จออกขุนนางกับพระเสลี่ยงถวาย   สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔)  เจ้าพระยานคร (กลาง) เป็นผู้อุปถัมถ์ช่างถมคนสำคัญในนครศรีธรรมราชและชักชวนช่างถมหลายคนเข้าไปอยู่ในวัง ช่างเหล่านี้ได้ทำเก้าอี้ถมอนุโลมจากพระแท่นและพนักเรือพระที่นั่ง และในโอกาสที่กรุงสยามได้แต่งตั้งราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งให้ช่างถมนครจัดทำเครื่องราชบรรณาการส่งไปถวายแด่พระนางเจ้าวิคตอเรีย ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์พระราชวังบัคกิ้งแฮม ประเทศอังกฤษ   สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เมื่อสร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (หนูพร้อม) เป็นแม่กองให้ช่างถมนครทำพระราชอาสน์ราชบัลลังก์ พระที่นั่งพุดตานถม ซึ่งเป็นพระราชอาสน์ที่ประดิษฐานอยู่ในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และเป็นศิลปกรรมเครื่องถมชิ้นเอกของประเทศไทย ใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และในโอกาสเสด็จออกมหาสมาคมวันเฉลิมพระชนมพรรษา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้คณะบุคคลถวายพระพรชัยมงคล   สมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  (รัชกาลที่ ๙)  โปรดเกล้าฯ ให้ช่างทำหีบบุหรี่ถมทองสำหรับพระราชทานแก่ประธานาธิบดีไอเซนเฮ้าว์ และ ดร.ริสบอร์ นายแพทย์ที่ถวายการประสูติ และพระราชทานตลับแป้งถมทองแก่นางพยาบาลที่โรงพยาบาลในเมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา    กระทั่งถึงยุคสมัยปัจจุบัน ช่างถมนครก็ยังได้รับความไว้วางใจให้สร้างผลงานสู่ราชสำนัก เช่น ในปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ถึงปัจจุบัน ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นผู้ประสานงานจัดหาช่างถมฝีมือดีในนครศรีธรรมราช จัดทำเครื่องราชูปโภคและเครื่องใช้ในพิธีต่างๆ เพื่อถวายแด่สำนักพระราชวัง เช่น ชุดขันพานตักบาตรถมทอง เป็นต้น    ขั้นตอนการทำเครื่องถม ปัจจุบันการทำเครื่องถมนคร มี ๒ แบบ คือ ถมเงิน และถมทองหรือถมตะทอง โดยนิยมทำตามขั้นตอน ดังนี้    ๑. การทำถมเงิน   ๑.๑) การทำน้ำยาถม เป็นหัวใจสำคัญในการทำเครื่องถม ลักษณะเด่นเป็นเอกลักษณ์ของยาถมของช่างนคร คือ มีลักษณะแข็ง สีดำเป็นนิล ขึ้นเงา ประกอบด้วยโลหะ ๓ ชนิด คือ ตะกั่ว ทองแดง และเงิน ตำราถมโบราณท่านมีไว้ว่า “วัว ๕ ม้า ๖ บริสุทธิ์ ๔ ผสมกันแล้วขัดด้วยกำมะถัน ได้ยาถมแล”   ๑.๒) การทำรูปพรรณ หรือ การขึ้นรูปให้ได้รูปทรงตามต้องการ เช่น สร้อย แหวน กำไล ขัน เป็นต้น วัตถุดิบสำคัญที่ต้องใช้ คือ เนื้อเงินบริสุทธิ์ร้อยละ ๙๒.๕ และทองคำบริสุทธิ์ร้อยละ ๙๙.๙๙     ๑.๓) การเขียนและแกะลาย การวาดภาพหรือลวดลายลงบนภาชนะที่ขึ้นรูปเสร็จแล้ว และลงมือแกะสลักด้วยสิ่ว   ๑.๔) การลงยาถม คือการนำยาถม ถมลงในร่องที่แกะลาย ใส่จนเต็มร่อง แล้วเกลี่ยให้เสมอกันทุกส่วน จากนั้นใช้ไฟเป่า หรือเรียกว่าวิธี “เป่าแล่น” ลงบนภาชนะนั้น รอให้เย็นแล้วใช้ตะไบถูบนส่วนที่ไม่ต้องการให้มียาถมนั้นออกไปให้เห็นเนื้อเงินที่พื้น ซี่งเรียกว่า “พื้นขึ้น”         ๑.๕) การปรับแต่งรูป ในขั้นตอนลงยาถม จะต้องใช้ไฟด้วยความร้อนสูงเพื่อเผาภาชนะอยู่เป็นเวลานานพอสมควร อาจทำให้ภาชนะบิดเบี้ยว ขั้นตอนนี้จึงจำเป็นต้องปรับแต่งรูปทรงให้คงสภาพเดิมอีกครั้ง และแต่งผิว/ขัดผิวของภาชนะด้วยกระดาษทรายละเอียด เมื่อผิวเกลี้ยงแลดูเงาสวยแล้วจึงขัดด้วยยาขัดโลหะ จากนั้นนำไปล้างทำความสะอาดแล้วเช็ดให้แห้ง   ๑.๖) การแกะผิวและแกะแร วิธีการแกะผิวแกะแรหรือการเพลาลาย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดก็ว่าได้ เพราะจะช่วยให้รายละเอียดของลายบนภาชนะมีความโดดเด่นขึ้น ขึ้นเงา ต้องแสงเป็นประกายสวยงาม โดยขั้นตอนนี้ต้องอาศัยฝีมือ ประสบการณ์ และความชำนาญของช่าง    ๑.๗) การขัดเงา เป็นการทำความสะอาด ขัดเงา โดยการเช็ดกับผ้าที่นุ่มๆ ให้สะอาดและขึ้นเงาสวยงาม   ๒.การทำถมทอง หรือ ถมตะทอง   การถมทองเป็นการทำให้เครื่องถมมีคุณค่าสูงขึ้นกว่าถมเงินธรรมดา ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องอาศัยฝีมือช่างที่ชำนาญและมีประสบการณ์อย่างมาก โดยในขั้นตอนที่ ๑ – ๔ ใช้วิธีการเดียวกับการทำถมเงิน แต่เมื่อเสร็จขั้นตอนที่ ๔ คือ ลงยาถมและขัดยาถมส่วนเกินออกแล้ว ในส่วนของการทำถมทองจะเพิ่มวิธีการทาทอง หรือเรียกว่า “การเปียกทอง” เป็นการนำทองคำแผ่นบริสุทธิ์ ๙๙.๙๙ บดจนเป็นผงแล้วเทปรอทบริสุทธิ์ลงไปผสมกับผงทอง บดด้วยครกหินจนผสมเป็นเนื้อเดียวกัน และใช้สำลีชุบทองเปียกถูบนภาชนะ เมื่อทาทองผสมปรอทเสร็จแล้วจึงนำไปตากแดดให้แห้งหรืออบด้วยความร้อนอ่อนๆบนเตา ประมาณ ๓ – ๔ ครั้ง และครั้งสุดท้ายใช้ความร้อนสูงกว่าเดิม เมื่อปรอทระเหยออกหมด ก็จะเหลือแต่เนื้อทองเคลือบติดแน่นบนภาชนะ นำไปขัดเงาให้ผิวทองเกลี้ยงใสขึ้น ถือเป็นอันเสร็จขั้นตอนการทาทอง จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอน ที่ ๕ – ๗ เช่นเดียวกับการทำถมเงิน    ในปัจจุบันเครื่องถมไม่ได้มีใช้กันเฉพาะชั้นเจ้านายชั้นสูงเหมือนในอดีต แต่มีการปรับเปลี่ยนให้ร่วมสมัยขึ้นเพื่อให้เข้าถึงคนทุกช่วงวัย โดยการทำเป็นของชิ้นเล็ก เช่น ต่างหู แหวน ที่ติดผม ล๊อกเกต กำไล จากการทำถมนครสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน การได้รับการทำนุบำรุงจากพระมหากษัตริย์ในยุคสมัยต่างๆ นับเป็นเป็นระยะเวลาหลายร้อยปี รวมถึงมีการพัฒนาฝีมือการออกแบบลวดลายให้วิจิตรสวยงาม ด้วยลวดลายที่ยังคงแสดงถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทย จึงถือว่างานเครื่องถมเป็นงานที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้คู่คนไทยสืบต่อไป    เรียบเรียง/กราฟิก : นางสาวจารุพัฒน์  นุกูล นักวิชาการวัฒนธรรม กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช   อ้างอิง ๑) ไสว สุทธิพิทักษ์. “กระบวนการผลิตเครื่องถมนคร”, สารนครศรีธรรมราช ปีที่ ๒๕ ฉบับที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๓๘.   ๒) สาส์นสมเด็จ. นิตยสารศิลปากร. ปีที่ ๑๓ เล่ม ๓ กันยายน ๒๕๑๒. ๓) สถาบันทักษิณคดีศึกษา. (๒๕๒๙). สารานุกรมภาคใต้ เล่ม ๒. กรุงเทพ. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ๔) สาส์นสมเด็จ เล่ม ๑๘. (๒๕๐๕). องค์การค้าคุรุสภา



องค์ความรู้ทางวิชาการ เรื่อง "เมืองเพีย" พัฒนาการทางโบราณคดีจากหลักฐานที่พบ โดย นางสาวทิพย์วรรณ วงศ์อัสสไพบูลย์ นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น


วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๔ ศาสตราจารย์​พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์​ วิจัยและนวัตกรรม เข้าเยี่ยมชมโบราณสถานปราสาทพนมรุ้ง และชมการแสดงวงดนตรีสากลซิมโฟนีออร์เคสตร้า ในโครงการขยายผลต่อยอดนวัตกรรมเพลงพื้นบ้านเพื่อเผยแพร่ให้เป็นมรดกของชาติ ซึ่งอำนวยการแสดงโดย รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข ในการนี้ นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา นายภาณุวัฒน์ เอื้อสามาลย์ หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด ร่วมให้การต้อนรับ ณ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์


ชื่อเรื่อง                     เทศนาสังคิณีสพ.บ.                      244/1ประเภทวัสดุ/มีเดีย       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                   พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ               74 หน้า : กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 57 ซ.ม. หัวเรื่อง                     พุทธศาสนา                              ชาดก                              เทศน์มหาชาติ                              คาถาพันบทคัดย่อ/บันทึก            เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับล่องรัก ได้รับบริจาคมาจากวัดทุ่งอุทุมพร ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


ชื่อเรื่อง                                ชัยยะ (ชัยยะ) สพ.บ.                                  373/1ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           20 หน้า กว้าง 5.5 ซม. ยาว 57 ซม.หัวเรื่อง                                 ธรรมเทศนา บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


เลขทะเบียน : นพ.บ.155/5ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  48 หน้า ; 4.5 x 53 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 93 (1-16) ผูก 5 (2565)หัวเรื่อง : คันถาภรณะ--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺมเทศนา (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)  ชบ.บ.37/1-4  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ปฐมสิกฺขาปท (ปถมสิกฺขาปท)  ชบ.บ.98/1-2  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


เลขทะเบียน : นพ.บ.313/2ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 78 หน้า ; 5 x 56.5 ซ.ม. : ทองทึบ-ล่องชาด ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 128  (317-320) ผูก 2 (2565)หัวเรื่อง : สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม(สงฺคิณี - กถาวตฺถุ)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม




ชื่อเรื่อง : นิราศพระปฐม ชื่อผู้แต่ง : จักรปาณี (ฤกษ์), หลวง ปีที่พิมพ์ : 2513 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์คุรุสภาพระสุเมรุ จำนวนหน้า : 56 หน้า สาระสังเขป : หลวงจักรปาณี (มหาฤกษ์) แต่งนิราศพระปฐมขึ้นเมื่อเดินทางไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ทางเรือ โดยเริ่มออกเดินทางผ่านหน้าวัดสุทัศน์เทพวราราม ท่านนึกถึงเมื่อครั้งบวชเณรเพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมกับสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ(อู่) และจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ตลอดมาจนสิ้นรัชกาลที่ 3 จึงลาสิกขา เมื่อผ่านวัดราชบพิธ  ได้อธิษฐานขอให้บุญอานิสงส์ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดนี้ ส่งให้ทรงเจริญด้วยพระเกียรติยศ จากนั้นผ่านวังหน้าออกทางคลองหลอด ผ่านที่ต่าง ๆ  จนถึงเมืองนครปฐม ได้จอดเรือที่ท่าหน้ากงสีของขุนพัฒน์  แล้วไปนมัสการพระปฐมเจดีย์  เมื่อนมัสการพระปฐมเจดีย์แล้วจึงไปเยี่ยมพระยาสุธรรมไมตรี


black ribbon.