ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,683 รายการ



องค์ความรู้สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่เรื่อง : พัฒนาการ การอนุรักษ์โบราณสถานเมืองเชียงใหม่เรียบเรียงโดย : สายกลาง  จินดาสุ  นักโบราณคดีชำนาญการ          นับตั้งแต่พญามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่ โบราณสถานแต่ละแห่งของเมืองเชียงใหม่ผ่านการซ่อมสร้าง บูรณะปฏิสังขรณ์มานับครั้งไม่ถ้วน  หากพิจารณาจากเอกสารประวัติศาสตร์ จะเห็นว่าการปรับปรุงซ่อมแซมโบราณสถานในล้านนาเป็นเรื่องปกติที่นิยมทำแม้ไม่มีปัจจัยด้านการชำรุดเสื่อมโทรม ครั้งนี้เราจะมาดูพัฒนาการการอนุรักษ์โบราณสถานเมืองเชียงใหม่ว่ามีความเปลี่ยนแปลงทางแนวคิดและวิธีการอย่างไรในแต่ละช่วงเวลา มีจุดเปลี่ยนและสาระสำคัญอะไรบ้าง          เมื่อย้อนดูเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ พบว่า มักปรากฏเนื้อความในเอกสารประวัติศาสตร์อยู่บ่อยครั้ง ที่กล่าวถึงกษัตริย์ให้ซ่อมเสริมหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบโบราณสถานไปจากเดิม เช่น การที่พระเจ้าติโลกราช โปรดให้มีการขยายขนาดเจดีย์หลวง ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าแสนเมืองมา และให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบยอดเจดีย์ “ให้ขุดรอบๆพระธาตุเจดีย์หลวงองค์เก่า กว้างประมาณ ๑๐ ศอก ลึกแค่ศรีษะคนเพื่อทำฐานรากเจดีย์ ก่อให้เป็นวัตถุมั่นคงยิ่งขึ้นแล้วให้เอาแผ่นศิลาอันเป็นมงคลปิดทองคำเปลว...พระธาตุเจดีย์หลวงเมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วมีระเบียบกระพุ่มยอดเดียว          จะเห็นได้ว่าแนวคิดด้านการบูรณะโบราณสถานในอดีตมิได้ยึดถือในเรื่องการรักษารูปแบบดั้งเดิม หากแต่การบูรณะปฏิสังขรณ์เป็นการประกาศความยิ่งใหญ่แห่งองค์พระมหากษัตริย์ เนื่องด้วยสิ่งก่อสร้างในพุทธศาสนา คือ เครื่องมือสะท้อนพระราชอำนาจของกษัตริย์ ในสถานะที่กษัตริย์ล้านนาเป็นองค์อุปถัมป์แห่งพุทธศาสนา ประวัติหรือตำนานบูรพกษัตริย์ในพื้นที่ภาคเหนือมักจะกล่าวถึงการเป็นผู้รับใช้พระศาสนาและได้รับความชอบธรรมให้เป็นกษัตริย์ ดังเรื่องของปู่เจ้าลาวจก ปฐมวงษ์ของพญามังราย ที่มิได้มีเชื้อสายกษัตริย์ แต่เป็นคนพื้นเมืองที่ถวายตนเป็นข้าเฝ้าพระธาตุดอยตุง เมื่อตายผลบุญจากการเป็นข้าเฝ้าพระธาตุเป็นอานิสงให้จุติเป็นเทวดาและสุดท้ายจึงโอปาติกะลงมาเป็นกษัตริย์ครองเมืองหิรัญนครเงินยางในแอ่งที่ราบเชียงแสน ดังนั้นแนวคิดด้านการบูรณะโบราณสถานในอดีตของล้านนาจึงผูกติดกับความเป็น “ธรรมราชา” ของกษัตริย์ผู้ปกครอง          เมื่อพิจารณาปัจจัยที่ส่งเสริมให้พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์มังรายประสบความสำเร็จในการปกครอง พบว่าจักต้องมีพระราชกรณียกิจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น อาทิ สมัยพระเจ้ากือนา ราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ได้อาราธนาพระสุมนเถระ จากสุโขทัยมายังเชียงใหม่เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ในเมืองเชียงใหม่และล้านนา รวมถึงสร้างวัดสวนดอก (บุพพารามมหาวิหาร) และวัดพระธาตุดอยสุเทพ เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ  พระเจ้าติโลกราช ให้ทำการบูรณะเจดีย์หลวง ในต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ รวมถึงสร้างวัดเจ็ดยอด และสังคายนาพระไตรปิฏกที่วัดแห่งนี้  พระเมืองแก้ว บูรณะวัดต่างๆทั่วล้านนา บวชกุลบุตรล้านนาเป็นจำนวนมาก ดังที่ปรากฏหลักฐานการบวชกลางเกาะดอนทรายแม่น้ำโขงที่เมืองเชียงแสน รวมถึงสร้างพระพุทธรูปจำนวนมาก ซึ่งจารึกที่ฐานพระพุทธรูปในล้านนาหลายองค์ระบุถึงศักราชในกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งเป็นช่วงที่พระเมืองแก้วครองราชย์          โบราณสถานในล้านนาได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ระลอกใหญ่อีกครั้งในช่วงกลาง-ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๕ สมัยครูบาศรีวิชัย   งานบูรณะของครูบาศรีวิชัยมีแนวคิดที่คล้ายกับการบูรณะของกษัตริย์ในราชวงศ์มังรายของล้านนา คือ มิได้ยึดถือในเรื่องรูปแบบดั้งเดิมเป็นสาระสำคัญ หากแต่เป็นการบูรณะเพื่อสืบต่อพระศาสนา เป็นการบูรณะเพื่อให้โบราณสถานเหล่านั้นกลับมาใช้งานได้ดังเดิม ภารกิจสำคัญของครูบาศรีวิชัยประการหนึ่ง คือ การบูรณะและฟื้นวัดร้าง รูปแบบวิธีการบูรณะของครูบาศรีวิชัย โดยเฉพาะกับเจดีย์ ใช้วิธีการเดียวกับที่มีมาแต่อดีต คือการก่อครอบ ไม่มีการทำลายเจดีย์องค์เดิมแล้วจึงสร้างเจดีย์องค์ใหม่ ลักษณะเช่นนี้พบได้ในเจดีย์ทั่วล้านนา อาทิ เจดีย์วัดพระบวช เจดีย์วัดอาทิต้นแก้ว เมืองเชียงแสน เจดีย์วัดสะดือเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เจดีย์วัดพระธาตุดอยตุง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเจดีย์องค์หลังนี้ ครูบาศรีวิชัยได้ก่อครอบไว้ราว พ.ศ.๒๔๗๐ - ๒๔๗๓ ซึ่งการก่อครอบนี้น่าจะเป็นคติของการรักษาพระบรมสารีริกธาตุที่มีมาแต่เดิม          หากจะนับเอาจุดเริ่มต้นการบูรณะโบราณสถานอย่างเป็นสากลในพื้นที่ล้านนา (ภาคเหนือตอนบน) ว่าเกิดขึ้นครั้งแรกช่วงเวลาใด จำเป็นต้องกล่าวเชิงองค์รวมของการอนุรักษ์ว่าการบูรณะ คือ กระบวนการหนึ่งของการอนุรักษ์ และการอนุรักษ์ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการออกกฎหมาย ไปสู่การกำหนดบทบาทหน้าที่และวิธีดำเนินการ จุดเปลี่ยนของการบูรณะโบราณสถานในล้านนาเกิดขึ้นหลังจากการออกกฎหมายอนุรักษ์โบราณสถานฉบับแรกของสยามที่ชื่อ “พระราชบัญญัติว่าด้วยโบราณสถาน ศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ และการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๔๗๗”  กฎหมายดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงวิธีคิดและระบบการอนุรักษ์โบราณสถานไปจากอดีต เนื่องจากกฎหมายได้กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบในการดูแล รักษา ตรวจสอบตามกฏหมาย ให้เป็นหน้าที่ของกรมศิลปากร  ซึ่งก็คือ กรมศิลปากรได้เข้ามาเป็นตัวแทนของรัฐในการดูแลโบราณสถานตามที่กฏหมายกำหนดหน้าที่เอาไว้ ทั้งนี้ในปี ๒๔๗๘ กรมศิลปากร ได้มีการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเป็นครั้งแรก โดยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่มีโบราณสถานที่ประกาศขึ้นทะเบียนในปีดังกล่าว ๑๕ แห่ง ประกอบด้วย พระธาตุจอมทอง ข่วงช้าง ข่วงสิงห์ วัดกู่เต้า วัดเจ็ดยอด กำแพงและคูเมืองเชียงใหม่ วัดการะเกด วัดเจดีย์หลวง วัดเชียงมั่น พระธาตุดอยสุเทพ วิหารเก้าตื้อ (วัดสวนดอก) วัดป่าแดงหลวง วัดร่ำเปิง วัดสวนดอก วัดอุโมงค์(นอก)          การประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในปี ๒๔๗๘ เป็นการประกาศขึ้นทะเบียนโดยกำหนดเพียงชื่อโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนและอาคารที่ขึ้นทะเบียนแต่ละหลัง แต่ยังไม่มีแผนผังการประกาศขึ้นทะเบียนประกอบ (แผนผังแสดงรายละเอียดรายการและขอบเขตพื้นที่โบราณสถานที่ประกาศขึ้นทะเบียน) ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าว ข้อมูลการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานแต่ละแห่งไม่มีรายละเอียดขอบเขตพื้นที่ประกาศขึ้นทะเบียน ว่ามีอาณาบริเวณถึงไหน ทำให้ปี ๒๕๒๐ – ๒๕๒๔ มีการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานทั้ง ๑๕ แห่งอีกครั้ง โดยมีแผนผังพื้นที่ประกาศขึ้นทะเบียนประกอบ สอดคล้องกับช่วงระยะเวลาก่อนหน้านี้ ที่มีการออกหลักการการอนุรักษ์อย่างเป็นสากล คือ กฎบัตรเวนิช (Venice Charter) ในปี ๒๕๑๐ ซึ่งเป็นกฎบัตรการอนุรักษ์โบราณสถานที่ยึดถือเป็นหลักทั่วโลกและใช้มายาวนานกว่า ๕๐ ปี และการออกอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติในปี ๒๕๑๕ และกฎบัตรบูรา หรือที่เรียกว่า บูรา ชาเตอร์ (The Burra Charter) ซึ่งจัดทำขึ้น ณ ประเทศออสเตรเลีย ในปี ๒๕๒๒ ทำให้ความตื่นตัวในการอนุรักษ์โบราณสถานอย่างเป็นสากลเกิดขึ้นในห้วงเวลานั้น  จนกระทั่งปี ๒๕๒๘ การอนุรักษ์โบราณสถานอย่างเป็นสากลจึงได้เกิดขึ้นในประเทศไทยและล้านนาอย่างเต็มเต็มตัว จากการที่กรมศิลปากรได้ออก ระเบียบกรมศิลปากรว่าด้วยการอนุรักษ์โบราณสถาน ปี ๒๕๒๘ ซึ่งเนื้อหาต่างๆในระเบียบนี้อ้างอิงได้กับ พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปี ๒๕๐๔ และนิยามที่เกี่ยวกับประเภทการอนุรักษ์ที่กล่าวไว้ใน บูรา ชาเตอร์ และ เวนิส ชาเตอร์ ทำให้ห้วงปี ๒๕๒๒ - ๒๕๒๘ งานบูรณะโบราณสถานในเมืองเชียงใหม่ มีการดำเนินการโดยใช้หลักการอนุรักษ์อย่างเป็นสากลเต็มรูปแบบ          โบราณสถานแห่งแรกในเมืองเชียงใหม่ที่ปรากฏหลักฐานว่ามีการอนุรักษ์โดยอ้างอิงหลักการสากล คือ การบูรณะวัดสะดือเมืองและวัดอินทขิล ในปี ๒๕๒๖ การดำเนินการอนุรักษ์ในครั้งนั้นทำตามหลักการสากลที่กฎบัตรเวนิชวางไว้ คือ มีการขุดค้นทางโบราณคดี และการอนุรักษ์ประกอบกัน  โดยมีการขุดตรวจทางโบราณคดีเพื่อพิสูจน์ทราบโครงสร้างของเจดีย์ จากการขุดเปิดชั้นดินและเศษอิฐที่ทับถมส่วนฐานทำให้ทราบว่าเจดีย์วัดสะดือเมือง  เป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาที่ก่อหุ้มเจดีย์องค์เดิมที่เป็นเจดีย์ทรงปราสาทด้านใน ส่วนวัดอินทขิล ไม่พบการสร้างซ้อนทับ แต่ปรากฏร่องรอยแสดงให้เห็นว่าได้รับการซ่อมแซมบ้างแต่ไม่มากนัก  การดำเนินงานมีการอนุรักษ์โบราณสถานโดยมีข้อมูลจากการขุดค้นทางโบราณคดีเป็นพื้นฐาน การอนุรักษ์เจดีย์สะดือเมืองได้ทำการเสริมความมั่นคงฐานรากด้วยการเทเสาตอม่อและเทคอนกรีตเสริมเหล็กรับที่ส่วนฐาน (footing) และเทคานคอนกรีตเสริมเหล็กที่ส่วนฐานสี่เหลี่ยม ส่วนเจดีย์วัดอินทขิล ได้ดำเนินการเสริมความมั่นคงชั้นฐานด้วยการเทคอนกรีตเชื่อมระหว่างแกนในองค์เจดีย์กับแนวอิฐที่ก่อเสริมใหม่ และเสริมแกนเหล็กไว้ตรงกลางปลียอด ทั้งนี้หากใช้นิยามความหมายการอนุรักษ์ที่ปรากฏในกฏบัตรเวนิช และระเบียบกรมศิลปากรว่าด้วยการอนุรักษ์โบราณสถานปี ๒๕๒๘ การอนุรักษ์โบราณสถานวัดสะดือเมืองและวัดอินทขิลจะจัดอยู่ในประเภท Restoration หรือ การบูรณะ เนื่องจากกฎบัตรเวนิช และระเบียบกรมศิลปากรฯ ให้มีการใช้วัสดุใหม่เข้าไปได้บ้างในกรณีที่มีความจำเป็น และต้องสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างของเก่าและของใหม่จากตัววัสดุแต่ต้องกลมกลืนในภาพรวม          ถ้าการการดำเนินงานทางโบราณคดีและการอนุรักษ์โบราณสถานที่วัดสะดือเมือง/อินทขิล คือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์อย่างเป็นสากล ปี๒๕๒๗ ก็คือหมุดเริ่มต้นแห่งการอนุรักษ์ที่ใช้หลักการที่นานนาอารยประเทศใช้  หลังจากการดำเนินงานที่วัดสะดือเมือง/อินทขิล  ได้มีการอนุรักษ์โบราณสถานตามหลักสากลอีกหลายแห่งในเมืองเชียงใหม่ อาทิ วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง วัดพระธาตุดอยสุเทพ วัดเชียงมั่น กำแพงและป้อมมุมเมือง ทั้งนี้มีข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับวิธีการบูรณะกำแพงเมืองเชียงใหม่ในปี ๒๕๓๙ คือ อิฐที่เป็นอิฐก้อนใหม่ที่ใช้บูรณะแทนที่อิฐเก่าที่เสื่อมสภาพ มีการประทับปีพุทธศักราชที่อิฐ (ประทับปี ๒๕๓๙) แสดงให้เห็นการนำแนวคิดการอนุรักษ์อย่างเป็นสากลมาใช้ ที่ต้องการรักษาหลักการในการอนุรักษ์ว่า วัสดุที่นำมาเปลี่ยนต้องกลมกลืนแต่ก็ต้องแสดงให้เห็นความต่างระหว่างของเดิมที่มีอยู่และของที่ใส่ลงไปใหม่          โบราณสถานในเมืองเชียงใหม่ที่เป็นโบราณสถานสำคัญ ล้วนมีการบูรณะปฎิสังขรณ์มาโดยตลอด วัดพระสิงห์ เป็นตัวอย่างของวัดที่มีการอนุรักษ์โบราณสถานอย่างต่อเนื่อง มีการบูรณะคันธกุฎี (ท้ายวิหารลายคำ) สมัยเจ้าหลวงเศรษฐีคำฟั่น ใน พ.ศ.๒๓๖๔-๒๓๖๗ ซ่อมแซมและสร้างมุขหน้าวิหารหลวง พ.ศ.๒๔๑๖-๒๔๑๙ สมัยเจ้าอินทวิชยนนท์ และบูรณะวิหารหลวง ในพ.ศ.๒๔๔๔ - ๒๔๕๒ สมัยเจ้าหลวงอินทวโรรสสุริยวงศ์ และบูรณะอุโบสถโดยตัดปลายแปหน้าแหนบและปั้นปูนปั้นปิดโดยครูบาศรีวิชัย          ในราว พ.ศ.๒๕๓๘ – ๒๕๔๒ การดำเนินการอุรักษ์โบราณสถานของกรมศิลปกรที่มีต่อเมืองเชียงใหม่ได้เริ่มเข้าสู่รูปแบบการดำเนินงานแบบองค์รวม คือ วางกรอบทิศทางการดำเนินงานโดยมีเมืองเก่าเชียงใหม่เป็นกรอบหลักที่ครอบคลุมโบราณสถานต่างๆ โดยมีการเริ่มต้นจัดทำแผนแม่บทโครงการบูรณะและอนุรักษ์เมืองประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ครั้งที่ ๑ พ.ศ.๒๕๓๘ และจัดทำฉบับแก้ไข ครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๕๔๒  การจัดทำแผนแม่บททั้ง ๒ ครั้ง คือ ก้าวสำคัญของการอนุรักษ์เมืองเก่าเชียงใหม่ภายใต้บริบทของการอนุรักษ์โบราณสถาน  แผนแม่บทดังกล่าวนำไปสู่การวางแผนงานอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานในพื้นที่เมืองเก่าอย่างเป็นระบบ     มีการสำรวจโบราณสถานในเมืองและพื้นที่รอบเมือง และจัดแบ่งโบราณสถานเป็นประเภทต่างๆ (วัดร้างที่ขึ้นทะเบียนฯ / วัดร้างที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนฯ/ วัดที่มีการใช้งานที่ขึ้นทะเบียนฯ / วัดที่มีการใช้งานที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนฯ) รวมถึงมีการรวบรวมข้อมูลด้านต่างๆที่มีผลกระทบ และวิเคราะห์ปัจจัยปัญหาที่มีผลต่อเมืองเก่าเชียงใหม่ แผนแม่บทนี้นำไปสู่การจัดตั้งโครงการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ทำให้โบราณสถานสำคัญที่ได้รับการอนุรักษ์ตามแผนดังกล่าว ในทศวรรษปัจจุบันนี้ กรมศิลปากรพยายามขยายขอบเขตกระบวนการงานอนุรักษ์ไปสู่การประยุกต์ใช้วิทยาการด้านอื่นๆ เช่น ด้านธรณีวิศวกรรม และฟิสิกส์ประยุกต์ ฯ เพื่อนำองค์ความรู้เฉพาะด้านมาช่วยในการรักษาโบราณสถาน ติดตามประเมินผล คาดการณ์ ประเมินความเสี่ยง  และวิเคราะห์ผลทางวิทยาศาสตร์อย่างแม่นยำ  รวมถึงพยายามแสวงหาพันธมิตรทั้งจากสถาบันการศึกษา และเครือข่ายต่างๆ ในการพัฒนางานและดำเนินงานร่วมกัน เพื่อให้การอนุรักษ์โบราณสถานมีประสิทธิภาพสูงสุดและก้าวทันกับความเปลี่ยนแปลงของเมืองและสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว


หนังสือเรื่อง “วิธีป้องกันภัยทางอากาศ” สรุปโดย นางสาวจุฑมาส พรสิทธิ์ไพบูลย์ บรรณารักษ์ชำนาญการ สำนักหอสมุดแห่งชาติ หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์โดยกองการรางวัลงานฉลองรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นที่ระลึกในงานฉลองรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ.2494 ประกอบกับต้องการแสดงให้เห็นว่าการคิดค้นอำนาจทำลายล้างมีมากขึ้น แต่แนวทางการป้องกันก็มีมากขึ้นตามไปด้วย ในสมัยก่อนการบินยังไม่สู้เจริญนัก ทหารใช้การบินเพื่อตรวจตรา ทิ้งระเบิดด้วยของแข็งและกระสุนปืนใหญ่ อาวุธที่ใช้ก็จะเป็นปืนกลและจรวดต่าง ๆ จนมาถึงระเบิดปรมาณู ซึ่งเป็นอาวุธใหม่ที่ร้ายแรงชนิดหนึ่ง คิดค้นโดยประเทศสหรัฐอเมริกา ปรมาณูเกิดจากการแยกธาตุยูเรเนียม การระเบิดของปรมาณูมี 3 ลักษณะ ได้แก่ ระเบิดในอากาศ ระเบิดบนพื้นดินหรือพื้นน้ำ และระเบิดใต้น้ำ กรณีปรมาณูระเบิดในอากาศ จะกลายเป็นลูกไฟดวงใหญ่สว่างขึ้นบนท้องฟ้า เห็นได้ไกลหลายร้อยไมล์แม้ในเวลากลางวัน มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 300 เมตร ตรงใจกลางลูกไฟจะแผ่ความร้อนหลายล้านองศาเซนติเกรด (หรือองศาเซลเซียส) อากาศบริเวณลูกไฟดวงใหญ่จะถูกแผดเผาอย่างรุนแรงที่สุด และขยายตัวอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นคลื่นไหวตัวออกไปเป็นลมพายุ ขณะเดียวกันก็เกิดประกายแสงสีขาวบาดตาพุ่งออกมาพร้อมส่งความร้อนสูง เมื่อดวงไฟพุ่งขึ้นไปในอากาศ จะดูดเอาก๊าซร้อนและธุลีต่าง ๆ ติดตามไปด้วย ก๊าซร้อนเหล่านี้จะพุ่งสูงขึ้นหลายพันฟุต ต่อจากนั้นก็บานตัวออกเป็นรูปเห็ด ส่วนพื้นดินที่ได้รับแรงระเบิดจะถูกปกคลุมด้วยควันและฝุ่น อันตรายที่เกิดขึ้นจากระเบิดปรมาณู ได้แก่ อำนาจการผลักดัน ประกายความร้อน และกัมมันตรังสี อำนาจการผลักดัน (Blast) หรือแรงระเบิดของปรมาณูมีความเร็วประมาณ 1,000 กม./ชั่วโมง พลังของแรงระเบิดสร้างความเสียหายในระยะ 1 - 8 ไมล์ โดยประมาณ (ประมาณ 12 กิโลเมตร) ทำให้บรรดาอาคารต่าง ๆ ในเมืองฮิโรชิมากับนางาซากิพังทลายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ประกายความร้อน (Heat Flash) ที่เกิดจากการระเบิดจะมีรังสีปะปนอยู่ด้วยคือ รังสีอัลตราไวโอเลตและอินฟาเรด ซึ่งรังสีเหล่านี้จะฉายออกเป็นเส้นตรง มีความเร็วสูงเท่าแสง และมีอุณหภูมิหลายพันองศาเซลเซียส สร้างความเสียหายได้แม้จะอยู่ห่างไปถึง 5 ไมล์ ความเสียหายในระยะ 1 ไมล์จากจุดบนพื้นดินใต้ระเบิดจะทำให้มนุษย์ พืช และสัตว์ที่อยู่ในรัศมีนี้มอดไหม้และมีการลวกอย่างรุนแรงที่สุด ระยะตั้งแต่ 1 -1.5 ไมล์ จะมีอาการลวกอย่างสาหัส ระยะตั้งแต่ 1.5 – 2 ไมล์ มีการลวกอย่างธรรมดา ส่วนตั้งแต่ระยะ 2 – 5 ไมล์ มีการเผาไหม้อยู่บ้าง กัมมันตรังสี (Radioactivity) ที่ปรมาณูปล่อยออกมาคือ อนุภาคนิวตรอนและรังสีแกมมา เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น สามารถแทรกซึมได้ทั้งคนและวัตถุเกือบทุกชนิด ต้องใช้การตรวจวัดด้วยเครื่องมือวัดรังสีจึงจะทราบได้ ส่วนบุคคลใดที่ได้รับสารกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกาย โดยมากมักไม่เสียชีวิตโดยทันทีแต่อาจเสียชีวิตในเวลาต่อมา บางคนมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง หน้าบวม ถ้าเป็นหญิงมีครรภ์อาจเกิดภาวะแท้งหรือคลอดก่อนกำหนด และผู้ชายอาจทำให้เป็นหมัน ระเบิดปรมาณูถูกใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น เมืองฮิโรชิมา ในวันที่ 6 ส.ค. พ.ศ. 2488 เวลา 8.15 น. ณ ใจกลางเมืองฮิโรชิมา ส่งผลให้ตัวเมืองพังพินาศย่อยยับมากกว่า 4 ตารางไมล์ พลเมืองเสียชีวิตประมาณ 7 หมื่นคน เกิดเพลิงไหม้อยู่หลายวัน และอีกครั้งที่เมืองนางาซากิ ในวันที่ 9 ส.ค. พ.ศ. 2488 เวลา 11.08 น. พลเมืองเสียชีวิตเกือบ 40,000 คน บาดเจ็บประมาณ 25,000 คน ความเสียหายในครั้งนี้เป็นเหตุให้ญี่ปุ่นต้องประกาศยอมแพ้สงคราม การป้องกันระเบิดปรมาณูคล้ายกับการป้องกันและบรรเทาภัยทางอากาศโดยทั่วไป ถ้าบุคคลใดบังเอิญอยู่ตรงบริเวณจุดระเบิดแล้วก็เหลือวิสัยที่จะป้องกันชีวิต แต่หากอยู่ห่างออกตามระยะดังกล่าว สามารถบรรเทาป้องกันได้ ดังนี้ 1. เมื่อใดยินเสียงสัญญาณเตือนภัยทางอากาศ ต้องเข้าที่หลบภัยโดยเร็วที่สุด ซึ่งที่หลบภัยควรสร้างใต้พื้นดินจะดีที่สุด ปิดประตู หน้าต่างมิดชิด หากหลบภัยในอาคารควรเป็นอาคารเสริมคอนกรีต ไม่ควรหลบในอาคารไม้เพราะโครงอาคารไม้ไม่สามารถต้านแรงระเบิดได้ และควรอยู่ในห้องใหญ่หรือชั้นล่างสุดของอาคารหรือริมผนังตึก 2. หากอยู่ในที่โล่งแจ้ง ให้นอนคว่ำกับพื้น สวมเสื้อผ้ามิดชิด และควรเป็นสีอ่อน เพราะสีอ่อนจะดูดรังสีได้น้อยกว่าสีเข้ม พร้อมทั้งปกปิดอวัยวะสำคัญมากที่สุด เช่น ศีรษะ และมือ และห้ามมองแสง 3. เมื่อมีการทิ้งระเบิดปรมาณู อาจมีการปนเปื้อนของกัมมันตรังสี จึงไม่ควรรับประทานอาหารที่เปิดวางทิ้งไว้ ควรรับประทานอาหารที่เก็บไว้ในที่มิดชิดหรืออาหารกระป๋อง ผู้สนใจสามารถอ่านหนังสือ “วิธีป้องกันภัยทางอากาศ” ได้ที่ห้องหนังสือหายาก ชั้น 3 อาคาร 2 สำนักหอสมุดแห่งชาติ บรรณานุกรม ศรีศรศาสตร์, ขุน. วิธีป้องกันภัยทางอากาศ. พระนคร: โรงพิมพ์ลมูลจิตต์, 2494.


          พิเศษสุด.... อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย เตรียมเปิดให้เข้าชมถึงพื้นที่ชั้นในสุดของโบราณสถานในยามค่ำคืน เป็นครั้งแรก พบกับกิจกรรมท่องเที่ยวปราสาทพิมาย_ยามค่ำคืน (Phimai Night ∫ Light Up) โปรดติดตามรายละเอียดของกิจกรรมได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย Phimai Historical Park ----------------------------------------------กิจกรรมที่น่าสนใจ           >>เสริมสิริมงคล สักการะขอพร สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดประจำศาสนสถาน “พระกมรเตงชคตวิมาย” พระพุทธรูปนาคปรก และ ประติมากรรมพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ มหาราช ในยามค่ำคืน เป็นครั้งแรก            >>ดื่มด่ำกับบรรยากาศ แสงไฟส่องสาด มลังเมลือง เรืองรอง อลังการ ตระการตา ปราสาทหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่งดงาม อร่ามตา เป็นที่สุด ประดุจสรวงสวรรค์ ในยามราตรี ไม่มีที่ใดเหมือน           >>เปิดไฟปราสาทพิมาย ให้เข้าชมได้ถึงปราสาทประธาน เปิดไฟสะพานนาค เปิดไฟเมรุพรหมทัต เปิดไฟประตูชัย ให้ตื่นตาตื่นใจไปทั้งเมืองพิมาย           >>สายท่องเที่ยวมุมมองใหม่ สายสักการะขอพร สายคอนเทนต์เก๋ไก๋​ สายสะพายกล้อง สายส่องดาว ทั่วทุกสาย เตรียมตัวให้พร้อม..หนาวนี้พบกัน.. กับกิจกรรมดีๆ ที่อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา​           -----------------------------------------------           กรมศิลปากร มุ่งอนุรักษ์ สืบทอด ต่อยอด มรดกศิลปวัฒนธรรม จากคุณค่าสู่มูลค่า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติด้วยงานมรดกศิลปวัฒนธรรม พัฒนาแหล่งเรียนรู้ควบคู่กับการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจส่งเสริมรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น จากต้นทุนทางมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ โดยกิจกรรมท่องเที่ยวปราสาทพิมาย_ยามค่ำคืน (Phimai Night ∫ Light Up) จัดโดยอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม 



          พระพุทธรูปปางมารวิชัย           แบบศิลปะ : อู่ทองรุ่น 3           ชนิด : สำริด            ขนาด : สูง 46 เซนติเมตร ตักกว้าง 22 เซนติเมตร           อายุสมัย : พุทธศตวรรษที่ 20             ลักษณะ :พระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบแสดงปางมารวิชัยประทับบนฐานกระดานแอ่นตรงกลางเป็นร่องเข้าด้านในพระรัศมีเป็นเปลว เม็ดพระศกเล็กแบบหนามขนุน ปรากฏกรอบไรพระศก พระพักตร์รูปไข่  พระขนงโก่งต่อเป็นปีกกา พระเนตรเหลือบต่ำ พระนาสิกโด่งงุ้ม พระโอษฐ์บางแย้มพระสรวลเล็กน้อย พระกรรณยาว พระศอเป็นปล้อง ครองจีวรห่มเฉียงยาวจรดพระนาภีปลายแยกเป็นเขี้ยวตะขาบ ปรากฏขอบสบงที่บั้นพระองค์ ศิลปะอู่ทองรุ่น 3 มีลักษณะผสมระหว่างศิลปะแบบอู่ทอง ได้แก่ การปรากฏกรอบไรพระศก และลักษณะของฐานที่เป็นเอกลักษณ์ของศิลปะอู่ทอง และอิทธิพลศิลปะแบบสุโขทัยเข้าไว้ด้วยกัน           ประวัติ : พบที่กรุพระปรางค์ วัดราชบูรณะ จังหวัดอยุธยา เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2501 ย้ายจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544           สถานที่จัดแสดง : ห้องศาสนศิลป์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี   แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/suphanburi/360/model/02/   ที่มา: hhttp://www.virtualmuseum.finearts.go.th/suphanburi


องค์ความรู้สุพรรณบุรี เรื่อง แหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร ผู้เรียบเรียง : นางอภิญญานุช เผ่าพงษ์คล้าย บรรณารักษ์ชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ


-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : การจัดการโรงพยาบาลใหม่ -- ปีพุทธศักราช 2455 มีการจัดตั้งโรงพยาบาลแห่งใหม่ขึ้นที่จังหวัดสุโขทัย เรื่องราวเกี่ยวกับการจัดตั้งโรงพยาบาลแห่งนี้มีหลักฐานปรากฏอยู่ในเอกสารจดหมายเหตุชุดกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 6 กระทรวงมหาดไทย โดยนอกจากจะกล่าวถึงมูลเหตุของการจัดตั้ง การบริจาคทรัพย์ของผู้มีจิตศรัทธา และการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลแล้ว ในเอกสารจดหมายเหตุชุดนี้กล่าวถึงวิธีการจัดการโรงพยาบาลที่ตั้งขึ้นใหม่ ทั้งในเรื่องการบริหาร ข้อบังคับ และหน้าที่ของแพทย์ประจำโรงพยาบาล ซึ่งน่าสนใจว่า คนเมื่อร้อยกว่าปีก่อนมีแนวคิดในการจัดการโรงพยาบาลที่ตั้งขึ้นใหม่อย่างไร. เมื่อเดือนพฤศจิกายน ร.ศ. 131 (พ.ศ. 2455) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (พระอิสริยยศ-ตำแหน่งในขณะนั้น) ทรงมีลายพระหัตถ์กราบทูลพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงปราจิณกิติบดี ราชเลขานุการ ใจความของลายพระหัตถ์กล่าวถึงการสร้างโรงพยาบาลของเมืองสุโขทัย ซึ่งพระยารามราชภักดี ผู้ว่าราชการเมืองสุโขทัยพร้อมด้วยข้าราชการและราษฎรเมืองสุโขทัย ร่วมกันออกทุนทรัพย์สร้างโรงพยาบาล เพื่อเป็นที่ระลึกในการเสด็จพระราชดำเนินประพาศเมืองสุโขทัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แก่ราษฎรทั่วไป การก่อสร้างโรงพยาบาลเริ่มมาตั้งแต่  ร.ศ. 128 (พ.ศ. 2452) จนแล้วเสร็จเมื่อเดือนตุลาคม ร.ศ. 131 ใช้เงินค่าก่อสร้าง 2,747 บาท 58 สตางค์ และมีกำหนดเปิดให้บริการโรงพยาบาลในวันที่ 2 มกราคม ร.ศ. 131 (เทียบกับปฏิทินปัจจุบันคือปี พ.ศ. 2456) พร้อมกับได้ทรงแนบรายชื่อผู้บริจาคเงิน รายชื่อกรรมการโรงพยาบาล รายการก่อสร้าง บัญชีรายจ่าย วิธีจัดการโรงพยาบาล และแบบแปลนมาพร้อมกับลายพระหัตถ์ฉบับนี้ สำหรับ “วิธีจัดการโรงพยาบาล” ที่แนบมากับลายพระหัตถ์นั้น จำแนกได้เป็นสามส่วนดังนี้. 1. หน้าที่กรรมการและวิธีจัดการกรรมการ กำหนดให้มีสภานายก 1 คน และกรรมการไม่ต่ำกว่า 8 คน ผู้ที่เป็นสภานายกจะต้องเป็นผู้ว่าราชการเมืองโดยตำแหน่ง ส่วนคนที่เป็นกรรมการต้องเป็นผู้มีกำลังทรัพย์เพราะจะมีคนนิยมนับถือ กรรมการมีหน้าที่หลักคือต้องตรวจและแนะนำการงานทุกอย่างของโรงพยาบาล มีอำนาจตรวจสอบบัญชีรายรับรายจ่ายของโรงพยาบาล รวมทั้งเป็นผู้บอกบุญขอรับบริจาคจากราษฎรเพื่ออุดหนุนโรงพยาบาล หากทุนทรัพย์ไม่พอกรรมการต้องออกทุนส่วนตัวคนละไม่ต่ำกว่า 40 บาทต่อปี. 2. ข้อบังคับของโรงพยาบาล เน้นไปที่หมอและคนใช้ของโรงพยาบาล โดยกำหนดให้ต้องมีหมอประจำอยู่โรงพยาบาลไม่ต่ำกว่า 1 คน มีคนพยาบาลหรือคนใช้ไม่ต่ำกว่า 2 คน หมอที่ประจำโรงพยาบาลนั้น ควรเป็นหมอประจำเมืองที่มีหน้าที่รักษาพยาบาลนักโทษและราษฎรอยู่แล้ว (หมอประจำเมืองนี้ต่อมาได้พัฒนามาเป็นนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดในปัจจุบัน - ผู้เขียน) เพื่อจะได้ประหยัดเงิน ส่วนคนใช้ของโรงพยาบาล เสนอให้นำนักโทษที่มีโทษสถานเบามาใช้ในการพยาบาลและรักษาสถานที่ แต่ต้องมีคนใช้ที่ไม่ใช่นักโทษอีก 1 คน เพราะข้อบังคับของเรือนจำไม่อนุญาตให้นักโทษอยู่ตอนกลางคืน. 3. หน้าที่หมอ หมอในโรงพยาบาลแห่งนี้ต้องทำหน้าที่หลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับงานสาธารณสุข เช่น ต้องรักษาพยาบาลราษฎรโดยไม่เลือกชาติและภาษา ต้องพิจารณาจัดยาให้แก่ราษฎรตามอาการในปริมาณที่เหมาะสม ต้องปลูกฝีไข้ทรพิษให้กับราษฎร ถ้าเป็นหมอประจำเมืองก็ต้องไปตรวจรักษาในเรือนจำตามข้อบังคับด้วย เป็นต้น. หลังจากที่มีผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมากร่วมบริจาคเงินจนสามารถนำเงินไปสร้างโรงพยาบาลให้แล้วเสร็จ และเปิดให้บริการเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แก่ราษฎรแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชทานโรงพยาบาลประจำเมืองสุโขทัยแห่งนี้ว่า “ศุโขไทยศุขสถาน” (สะกดตามต้นฉบับ) แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันกลับไม่พบชื่อโรงพยาบาลแห่งนี้อีกแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องสืบค้นเพิ่มเติมกันต่อไปว่าโรงพยาบาลแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ใด และเลิกดำเนินงานหรือย้ายไปที่อื่นเมื่อใด.ผู้เขียน: นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา).เอกสารอ้างอิง: 1. สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารชุดกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 6 กระทรวงมหาดไทย ร.6 ม 12.3/2 เรื่อง โรงพยาบาลเมืองศุโขไทย [ 21 พ.ย. 2455 – 7 ส.ค. 2456 ].2. “แจ้งความกระทรวงมหาดไทย เรื่องบริจาคทรัพย์สร้างโรงพยาบาล.” (2456) ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 30, ตอน ง (12 ตุลาคม): 1528-1532.#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ


องค์ความรู้เรื่อง ช้างไทย เรียบเรียง : วารุณี วิริยะชูศรี บรรณารักษ์







ชื่อเรื่อง                     ประชุมสุภาษิตสุนทรภู่ผู้แต่ง                       พระสุนทรโวหาร (ภู่) ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากหมวดหมู่                   ขนมธรรมเนียม ประเพณี คติชนวิทยาเลขหมู่                      398.9 ส798ปวสถานที่พิมพ์               พระนครสำนักพิมพ์                 โรงพิมพ์สามมิตรปีที่พิมพ์                    2514ลักษณะวัสดุ               136 หน้า หัวเรื่อง                     สุภาษิตและคำพังเพย                              คติพจน์ -- รวมเรื่องภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึก  พิมพ์ในงานศพ นางวาศนา  (สุธีสร)  วัฒนสินธุ์ 26 เมษายน  2514


            หอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญชมภาพยนตร์เพื่อการอนุรักษ์ ย้อนรำลึกหนังดังในอดีต สัปดาห์นี้ขอเลื่อนฉายเป็น วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน 2567 เวลา 13.30 น. ณ ห้องจัดแสดง ชั้น 2 หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 รับชมภาพยนตร์ เรื่อง: เกาะสวาท หาดสวรรค์ (2512) อมตะภาพยนตร์เพลงของไทย ผลงานของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ หรือ “เสด็จพระองค์ชายเล็ก” แห่งวงการหนังไทย และเป็นบทบาทการแสดงเรื่องสำคัญของคู่ขวัญ “สมบัติ-อรัญญา” เล่าเรื่องราวของเผดิมพงศ์ หนุ่มนักเรียนนอกที่ถูกพ่อตะเพิดให้มาดูแลธุรกิจครอบครัวยังเกาะสวาท ที่นั่นเขาได้ตกหลุมรัก นภาพร ครูสาวแสนสวยบนเกาะ โดยหารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วเธอคือทายาทตระกูลคู่แข่งขันทางธุรกิจที่มีสวนมะพร้าวบนเกาะแห่งนี้เป็นเดิมพัน, บริษัทสร้าง: ละโว้ภาพยนตร์, ผู้อำนวยการสร้าง: หม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา, ผู้กำกับและผู้เขียนบท: พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ, นักแสดง: สมบัติ เมทะนี, อรัญญา นามวงษ์, ความยาว 153 นาที, อนุรักษ์ภาพยนตร์โดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)            สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักหอสมุดแห่งชาติ โทร. 0 22280 9856 ต่อ 102 หรือติดตามข่าวสารกิจกรรมของสมุดแห่งชาติ ทางเฟซบุ๊ก National Library of Thailand


black ribbon.