ค้นหา


รายการที่พบทั้งหมด 37,000 รายการ


ที่มาของโครงการ           ผลจากการดำเนินงาน “โครงการสำรวจและปรับปรุงฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีในอำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง”  ในปีงบประมาณ  พ.ศ. ๒๕๖๓ ของสำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลาที่ผ่านมา พบว่าบริเวณอำเภอห้วยยอดเป็นแหล่งพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคใต้ โดยพบแหล่งโบราณคดีมากกว่า ๓๐ แหล่งและพบความต่อเนื่องของหลักฐาน  ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ เรื่อยมาจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๘   ซึ่งจากการดำเนินงานครั้งนั้น พบหลักฐานทางโบราณคดีที่น่าสนใจบริเวณ “กลุ่มแหล่งโบราณคดีเขานุ้ย - เขาคุรำ –  เขาหัวพาน” ตำบลเขากอบ อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง  พบหลักฐานทางโบราณคดีเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น ชิ้นส่วนทองคำ ลูกเต๋าทำจากงาช้าง ลูกปัดทำจากหิน แก้ว ทอง ชิ้นส่วนเครื่องมือโลหะ เบ็ด เมล็ดข้าว ภาชนะดินเผาสามขา ชิ้นส่วนภาชนะดินเผารูปทรงต่างๆ เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันทางชุมชนได้ร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์บ้านนาเปขึ้นเพื่อเก็บรวบรวมโบราณวัตถุที่พบโดยชาวบ้านไว้ โดยในปีพ.ศ. ๒๕๖๓ ทางสำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา   ได้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งเข้าไปสนับสนุนข้อมูลด้านวิชาการโบราณคดีโดยการจัดทำป้ายนิทรรศการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์บ้านนาเป            ดังนั้น เพื่อเป็นการเติมเต็มองค์ความรู้ทางด้านโบราณคดี และเป็นการอนุรักษ์ พัฒนาแหล่งโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา จึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้น  โดยได้รับการสนับสนุนจากท่านประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากรและท่านอรุณศักดิ์  กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร อนุมัติงบโครงการบูรณะโบราณสถานฉุกเฉินเร่งด่วนกรมศิลปากร ดำเนินการขุดค้นแหล่งโบราณคดีเขาคุรำโดยทำการศึกษาและเก็บข้อมูลทางด้านโบราณคดีอย่างเป็นระบบ ซึ่งผลที่ได้จากการศึกษา นอกจากจะเป็นประโยชน์ในวงการวิชาการแล้ว ยังสามารถนำไปต่อยอดในการหาแนวทางในการอนุรักษ์ พัฒนา และการบริหารจัดการแหล่งโบราณคดีให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก่อให้เกิดการอนุรักษ์และรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืน            กิจกรรมของโครงการ           ๑. ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดีเขาคุรำ อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ในวันที่ ๑๔ มกราคม - ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๔             ๒. จัดทำฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่พบภาชนะดินเผาสามขาในภาคใต้           ทั้งนี้ ทางสำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา ต้องขอขอบพระคุณ พระอาจารย์ประสูติ ปิยธมฺโมหรือพระครูรัตนสิกขการ เจ้าอาวาสวัดในเตา ลุงไพโรจน์ จงจิตร์ อดีตกำนันตำบลเขากอบ กำนันดำรงศักดิ์ วรรณบวร กำนันตำบลเขากอบ ผู้ใหญ่สุริยนต์ ทองศักดิ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๑๒ สจ.กิตติเดช วรรรณบวร หน่วยงานอบต.เขากอบ และชาวบ้านชุมชนบ้านนาเปทุกท่านที่สนับสนุนการดำเนินงานของสำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา ทั้งนี้ ทางสำนัก หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการดำเนินงานในครั้งนี้จะเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการช่วยกันอนุรักษ์รักษามรดกทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืน 



ชื่อผู้แต่ง            - ชื่อเรื่อง             พระคุณของแม่ ครั้งที่พิมพ์          - สถานที่พิมพ์        นครหลวง สำนักพิมพ์          โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย ปีที่พิมพ์             ๒๕๑๕ จำนวนหน้า         ๑๗๒ หน้า หมายเหตุ           ในการฌาปนกิจศพ นางมะลิ  อุปกลิ่น ณ เมรุวัดเกาะจาก ปากพนัง นครศรีธรรมราช ๒๒ เมษายน ๒๕๑๕


     พระพิมพ์ดินเผาภาพพระพุทธรูปปางแสดงธรรม       พบที่เจดีย์หมายเลข ๒ เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี       จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง      พระพิมพ์รูปทรงโค้งมน ทำเป็นภาพพระพุทธรูปยืนตริภังค์ (ยืนเอียงสะโพก) อุษณีษะเป็นต่อมนูนสูง เม็ดพระศกใหญ่ พระพักตร์รูปวงรี พระขนงเป็นเส้นต่อกัน และพระเนตรเหลือบต่ำ พระนาสิกใหญ่ พระโอษฐ์หนา พระกรรณยาวจรดพระอังสา มีประภามณฑลเป็นวงโค้งรอบพระเศียร ครองจีวรห่มเฉียง บางแนบพระวรกาย เห็นขอบสบงบริเวณบั้นพระองค์ ชายสบงยาวจรดข้อพระบาท ปรากฏชายจีวรเป็นวงโค้งด้านหน้า พระหัตถ์ขวายกขึ้นระดับพระอังสา แสดงวิตรรกมุทรา (ปางแสดงธรรม) พระหัตถ์ซ้ายทอดลงข้างพระวรกาย      การยืนตริภังค์ของพระพิมพ์องค์นี้ แสดงถึงอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบคุปตะ แต่รูปแบบศิลปกรรมโดยรวม เป็นลักษณะศิลปะทวารวดีแล้ว จึงกำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๔ (ประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว) ภายในเมืองโบราณอู่ทอง นอกจากที่เจดีย์หมายเลข ๒ แล้วยังพบชิ้นส่วนพระพิมพ์รูปแบบเดียวกันนี้ ที่เจดีย์หมายเลข ๓ อีกด้วย อนึ่ง ในสมัยทวารวดีการสร้างพระพุทธรูปยืนตริภังค์ และแสดงวิตรรกมุทราโดยพระหัตถ์ขวาข้างเดียว ส่วนพระหัตถ์ซ้ายทอดลงข้างพระวรกาย หรือยกขึ้นยึดชายจีวรในระดับบั้นพระองค์ มักพบในพระพิมพ์และพระพุทธรูปสำริดขนาดเล็ก ส่วนพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สร้างจากหินมักสร้างเป็นพระพุทธรูปยืนตรงแบบสมภังค์ และแสดงวิตรรกมุทราทั้งสองพระหัตถ์ ซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะที่เกิดขึ้นในวัฒนธรรมทวารวดีมากกว่า   เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. สหมิตรพริ้นติ้ง : นนทบุรี, ๒๕๔๕. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ,  ๒๕๖๒.


ฉันท์และกาพย์พรรณนาอานิสงค์ ศีล และการเจริญภาวนาเมตตายุคพระศรีอาริย์ ชบ.ส. ๑๗ เจ้าอาวาสวัดต้นสน ต.บางปลาสร้อย เขต ๑ อ.เมือง จ.ฃลบุรี มอบให้หอสมุด ๒๐ ก.ค. ๒๕๓๕ เอกสารโบราณ (สมุดไทย)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.19/1-6 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อผู้แต่ง            วิเทศกรณีย์ ชื่อเรื่อง             อัจฉริยบุรุษและอัจฉริยสตรี ครั้งที่พิมพ์               -  สถานที่พิมพ์       พระนคร  สำนักพิมพ์        พี.เอ.เอ็น ปีที่พิมพ์           ๒๕๐๘ จำนวนหน้า       ๗๙๒  หน้า  หนังสือสารคดี อัจฉริยบุรุษและอัจฉริยสตรี เป็นหนังสือที่เขียนประวัติบุคคลสำคัญ ผลงาน และเกียรติคุณของแต่ละท่านให้ละเอียดที่สุด ทั้งเป็นการให้ความรู้อย่างกว้างขวาง ในประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ ปรัชญาและจิตวิทยา นอกจากจะได้อ่านประวัติของบุคคลสำคัญแล้ว ท่านยังได้ปรัชญาแห่งการดำเนินชีวิตของเขาด้วย


จากเสมาใบใหญ่สู่พระเจ้าใหญ่ในอีสาน : พลังสืบเนื่องแห่งพุทธศรัทธา พลังแห่งความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตและโลกหน้า แปรเปลี่ยนเป็นความเชื่อและความศรัทธา ก่อให้เกิดแรงคิดและแรงปฏิบัติร่วมกันของคนในสังคมเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมที่วิจิตรสวยงาม มีขนาดใหญ่เกินกว่าใครคนใดคนหนึ่งจะทำได้เพียงลำพัง ดังจะเห็นได้จากสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่พบได้นับตั้งแต่ช่วงสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์เป็นต้นมา เฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานของประเทศไทยจะพบเสมาใบใหญ่ในวัฒนธรรมทวารวดีที่ทำขึ้นจากหินทรายหรือศิลาแลงเป็นจำนวนมาก หลายใบมีความสูงกว่า ๒ เมตร หลายแหล่งพบว่ามีจำนวนหลายสิบใบ เช่น ใบเสมาหินทรายที่พบบริเวณเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ใบเสมาหินทรายที่วัดโนนศิลาอาสน์ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ใบเสมาหินทรายในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ ภูพระบาท อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ใบเสมาที่วัดโพธิ์ศิลา อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ ใบเสมาขนาดใหญ่และมีจำนวนมาก รวมทั้งการแกะสลักเรื่องราวในตำนานทางพุทธศาสนาหรือพุทธประวัติ ตลอดจนลวดลายเชิงสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้อง สะท้อนความเชื่อ ความศรัทธา ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิต ทรัพยากรของสังคม จำนวนของผู้คนในชุมชนที่เคยอาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ประกอบรวมกันเป็นวิถีวัฒนธรรมของสังคมได้เป็นอย่างดี วิถีวัฒนธรรมดังกล่าวยังคงสืบเนื่องมาอย่างยาวนานในรูปแบบประติมากรรมทางพุทธศาสนา จากเสมาใบใหญ่ในวัฒนธรรมทวารวดี สืบกลายมาสู่พระพุทธรูปองค์ใหญ่ในวัฒนธรรมอีสาน-ล้านช้าง แก่นของพลังศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ยังคงสะท้อนออกมาในรูปแบบประติมากรรมที่มีขนาดใหญ่ของชุมชนร่วมกัน เช่น พระเจ้าใหญ่อินทร์แปง วัดมหาวนาราม อำเภอเมืองอุบลราชธานี พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ วัดปากแซง อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี และอีกหลายแห่งในพื้นที่ภาคอีสานของประเทศไทย ประติมากรรมทางศาสนาขนาดใหญ่จะยังคงเกิดขึ้นและมีให้เห็นต่อไป ตราบเท่าที่คนและสังคมยังคงมีความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตและโลกหน้า และเชื่อว่าการมีศรัทธาด้วยการร่วมสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ต่าง ๆ ในศาสนาจะเป็นวิถีทางหนึ่งในการประสบความสำเร็จดังที่หวังไว้ ข้อมูล: วสันต์ เทพสุริยานนท์ อ้างอิง: สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี. รายงานการสำรวจแหล่งโบราณคดีและโบราณสถานในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี. เอกสารอัดสำเนา, ๒๕๕๗ จังหวัดกาฬสินธุ์. ผังแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองฟ้าแดดสงยาง. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๔    





          ตู้ลายทองหรือตู้พระธรรม เป็นตู้ไทยโบราณ คือตู้ที่มีลักษณะเป็นแบบฉบับของไทย ซึ่งคนไทยใช้มาแต่โบราณ ลักษณะของตู้อยู่ในทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ ด้านบนสอบและแคบกว่าด้านล่าง ความสูงของตู้อยู่ระหว่าง ๑๐๐ – ๒๘๘ เซนติเมตร ด้านกว้างระหว่าง ๘๐ – ๒๐๐ เซนติเมตร ด้านข้างกว้างระหว่าง ๕๗ – ๑๘๐ เซนติเมตร ด้านที่ใช้เปิดและปิดประตู คือด้านหน้า ซึ่งมีบานประตูตู้ติดบานพับ จำนวน ๒ บาน ต่อมาในสมัยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงดำริให้ช่างทำประตูตู้ติดกระจกทางด้านหลังตู้เฉพาะตู้ที่ด้านหลังไม่มีลาย เพื่อใช้เปิดปิดแทนด้านหน้า ป้องกันมิให้ภาพลายทองบริเวณประตูตู้หมองหรือเสียหาย ภายในตู้มีชั้นไม้สำหรับวางคัมภีร์ใบลาน โดยเฉลี่ยประมาณ ๓ ชั้น ไม่มีการตกแต่งลวดลาย ส่วนใหญ่มักจะลงรักแดงทึบ           ขอบตู้ด้านบนตกแต่งด้วยลายหรือจำหลักลายรูปบัวหงายเหนือขอบตู้ขึ้นไป บางตู้มีเสาหัวเม็ดทรงมันอยู่ทั้ง ๔ มุม           ขอบตู้ด้านล่างอยู่เหนือส่วนที่นิยมตกแต่งเป็นรูปบัวหงาย แต่บางตู้ตกแต่งด้วยลายบัวคว่ำก็มี ใต้ขอบล่างของตู้ลงมามีขาตู้ ซึ่งใช้เรียกชื่อตู้ไทยโบราณประเภทต่างๆ แบ่งได้เป็น ๗ ประเภท คือ           ๑. ตู้ขาหมู ขาของตู้เป็นขาสี่เหลี่ยม ช่างมักตกแต่งเชิงตู้เป็นรูปปากสิงห์หรือหูช้าง ตกแต่งด้วยลายต่างๆ หรือไม่ตกแต่งเลย           ๒. ตู้ขาหมูมีลิ้นชัก เป็นการเพิ่มส่วนลิ้นชักเข้าไปในประเภทแรก โดยทำเป็นกรอบลิ้นชักอยู่ใต้ขอบล่างของตู้ เชิงตู้ของบางตู้เป็นรูปหูช้างหรือปากสิงห์และบางตู้ไม่ตกแต่งเลยก็มี           ๓. ตู้ขาหมูแฝด แบ่งออกเป็น ๒ แบบ คือ ๓.๑ ตู้ขาหมูแฝดติดกัน ๒ ตู้ มีบานประตูด้านหน้า ๔ บาน และมีอยู่ ๔ ตู้เท่านั้น แต่ละตู้สูง ๒๑๖ เซนติเมตร (ตู้ กท.๑๒) ๓.๒ ตู้ขาหมูแฝดสี่ตู้ โดยแต่ละตู้ไม่ได้สร้างติดกัน แต่เขียนภาพเล่าเรื่องสืบเนื่องกัน แต่ละตู้สูง ๒๔๕ นับเป็นตู้ไทยโบราณที่สูงที่สุดเท่าที่ปรากฏ (ตู้ กท.๗๙)           ๔. ตู้เท้าสิงห์ ขาตู้ทั้ง ๔ ขา จำหลักเป็นรูปเท้าสิงห์ และบางตู้พิเศษขึ้นไปอีกโดยจำหลักเป็นรูปเท้า สิงห์เหยียบบนลูกแก้ว           ๕. ตู้เท้าสิงห์มีลิ้นชัก เพิ่มส่วนที่เป็นลิ้นชักโดยเจาะกรอบลิ้นชักด้านหน้าเพื่อใส่ตัวลิ้นชัก           ๖. ตู้ฐานสิงห์ ทำฐานตู้เป็นรูปฐานสิงห์ จำหลักลายและประดับตกแต่งด้วยลวดลายที่งดงาม ๗. ตู้เท้าคู้ ขาของตู้ตอนบนส่วนที่ต่อจากขอบล่างของตู้จะทำเป็นรูปสี่เหลี่ยม และลบเหลี่ยมนอกตรง มุมตู้ โดยบากขาตู้ตอนล่างโค้งคู้เข้าหาพื้นตู้ ขาตู้ประเภทนี้นิยมทำในสมัยรัตนโกสินทร์ตัวอย่างตู้พระธรรมเท้าสิงห์ สมัยรัตนโกสินทร์          การกำหนดอายุสมัยของตู้ไทยโบราณ นักปราชญ์ราชบัณฑิต ได้กำหนดอายุสมัยของตู้ไทยโบราณออกเป็น ๓ สมัย คือ ๑. สมัยอยุธยา ๒. สมัยธนบุรี ๓. สมัยรัตนโกสินทร์           สิ่งที่ใช้พิจารณาแบ่งสมัยของศิลปะลายไทยที่ใช้ตกแต่งตู้ก็คือความอ่อนช้อยของเส้นกนก           สมัยอยุธยา ทำตัวกนกใหญ่และนิยมทำช่อโต แต่เส้นกนกมีความคม ดูอ่อนช้อยและเคลื่อนไหวมาก เถากนกจะเริ่มจากส่วนใดของตู้ก็ได้ ตัวกนกแตกเถาระยิบระยับและศิลปินมีอิสระในการออกแบบลาย ไม่มีกฎเกณฑ์บังคับการวางลาย การเขียนลายจึงเป็นไปตามจินตนาการของช่าง จังหวะกนกจึงไม่ซ้ำกัน แต่จะมีความละเอียดอ่อน ตู้พระธรรมสมัยอยุธยา           สมัยธนบุรี เป็นระยะคาบเกี่ยวยังได้รับอิทธิพลจากช่างฝีมือสมัยอยุธยา สันนิษฐานว่าช่างฝีมือที่เขียนลายรดน้ำในสมัยธนบุรี อาจจะเป็นช่างฝีมือในสมัยอยุธยาที่มีอายุสืบมา เพราะฝีมือการเขียนลายไทยในสมัยกรุงธนบุรีละม้ายคล้ายคลึงกับสมัยอยุธยา เปลวกนกถึงแม้จะแตกเถาน้อยกว่าสมัยอยุธยา แต่มีความอ่อนไหวมากกว่าเปลวกนกในสมัยรัตนโกสินทร์ตู้พระธรรมสมัยธนบุรี พ.ศ. ๒๓๒๐          สมัยรัตนโกสินทร์ นิยมทำเถาของกนกยาวจากขอบล่างของตู้พุ่งเถากนกขึ้นไปจรดหรือเกือบจรดขอบบนของตู้ ตัวกนกอ้วนสั้นหรือป้อม มีความอ่อนไหวน้อยลง ช่องว่างระหว่างตัวกนกมีความถี่มาก ทำให้ดูราวกับว่าเส้นกนกอยู่ในกรอบหรือเป็นแผงกนก ซึ่งถูกบังคับให้อยู่ในกรอบ จึงทำให้ดูค่อนข้างจะขึงขังและกระด้าง แต่ก็เป็นความงามที่เป็นลักษณะเฉพาะของลายกนกในสมัยรัตนโกสินทร์ตู้พระธรรมสมัยรัตนโกสินทร์          ลักษณะการตกแต่งตู้ไทยโบราณ มีวิธีการตกแต่งตู้ไทยโบราณหลายรูปแบบ ทำให้เกิดการเรียกประเภทของตู้ตามลักษณะการตกแต่ง ดังนี้           ๑. ตู้ลายรดน้ำ เกิดจากการเขียนน้ำยาและปิดทองรดน้ำ ลวดลายหรือรูปภาพที่ได้จะมีเพียงสีทอง ซึ่งดูเหลืองอร่ามบนพื้นรักสีดำทึบ เรียกกรรมวิธีการตกแต่งนี้ว่า เขียนน้ำยาปิดทองรดน้ำ เรียกสั้นๆว่าตู้ลายรดน้ำ และเนื่องจากคนไทยโบราณนิยมใช้ตู้ลายรดน้ำเป็นที่เก็บคัมภีร์พระไตรปิฎก จึงนิยมเรียกชื่อตู้อีกอย่างหนึ่งว่า ตู้พระธรรมลายรดน้ำ หรือตู้พระธรรม ลวดลายที่นิยมตกแต่งตู้ได้แก่ ลายกนกต่างๆ ลายพันธ์พฤกษา ลายดอกพุดตานเถา ลายดอกเบญจมาศ หรือเป็นภาพเล่าเรื่อง เช่น ภาพพุทธประวัติ ภาพชาดก หรือภาพที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา เป็นต้น           ๒. ตู้ไม้จำหลัก จำหลักไม้เป็นลายต่างๆ เช่นลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายดอกพุดตาน ลายประแจจีน เป็นต้น มีการประดับกระจกสี ตกแต่งลายที่ลงทองทึบ กระจกสีที่ใช้มีหลายสี เช่น ขาว แดง น้ำเงิน เขียว เหลือง การประดับกระจกสีนั้น ช่างจะจำหลักให้เป็นรอยลึกลงไปในเนื้อไม้ เพื่อฝังกระจกลงไป สีของทองคำเปลวและสีของกระจกที่ประดับทำให้ดูระยิบระยับงดงาม           ๓. ตู้ลายกำมะลอ ตู้ที่ตกแต่งด้วยภาพเขียนลายกำมะลอ คือ ภาพที่ระบายด้วยสีหม่นๆ เพียงไม่กี่สี เช่น สีแดง สีเทา สีขาว สีเทา สีเหลือง สีเขียว ซึ่งพื้นหลังลงรักดำทึบเป็นส่วนใหญ่ สีของภาพเขียนลายกำมะลอดูหม่นกลมกลืนกัน และนิยมปิดทองบนลายกำมะลอ ทำให้สีทองขับพื้นดำดูลออตายิ่งขึ้น ตู้ลายกำมะลอเหล่านี้ ช่างนิยมเขียนเป็นภาพทิวทัศน์ ภาพที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา           ๔. ตู้ทองทึบ คือ ตู้ที่ตกแต่งด้วยการลงรักปิดทองทึบ ให้ดูเหลืองอร่ามหมดทั้งตู้ โดยไม่ได้เขียนลวดลายตกแต่งใดๆ ทั้งสิ้น          ๕. ตู้กระแหนะรักสมุก คือ ตู้ที่ตกแต่งด้วยลวดลายที่เกิดจากการใช้แบบพิมพ์ ตีลายด้วยรักสมุก แล้วจึงนำแผ่นลายนั้นๆ ไปประดับตกแต่งตู้           ๖. ตู้ประดับมุก เป็นเทคนิคอีกแบบคือ การประดับมุก ซึ่งมีทั้งการตกแต่งด้วยมุกล้วนๆ เป็นภาพศิลปะลายไทยและภาพเล่าเรื่อง และการประดับลายด้วยมุกแกมกระจก หรือที่เรียกว่ามุกแกมเบื้อ อีกด้วย งานศิลปกรรมประดับมุกนี้เป็นงานที่ช่างต้องมีความชำนาญ มีฝีมือประณีตละเมียดละไม            ๗. ตู้ภาพเขียนสี เขียนภาพสีตกแต่งตู้ด้วยภาพแบบไทยและแบบจีน เช่นภาพทวารบาล ภาพนักรบจีน ภาพสัญลักษณ์ ฮก ลก ซิ่ว และลายเมฆ เป็นต้น ตัวอย่างตู้พระธรรมภาพเขียนสี สมัยรัตนโกสินทร์          ข้อมูลนี้เป็นองค์ความรู้เบื้องต้นของตู้ไทยโบราณที่เก็บรักษาอยู่ในสำนักหอสมุดแห่งชาติ ผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้าอย่างละเอียดสามารถศึกษาได้จากหนังสือตู้ลายทอง ที่จัดพิมพ์โดยสำนักหอสมุดแห่งชาติกรมศิลปากร และที่ฐานข้อมูล http://manuscript.nlt.go.th ------------------------------------------------------------------เรียบเรียงโดย นางศิวพร เฉลิมศรี นักภาษาโบราณชำนาญการพิเศษ ภาพประกอบโดย นายสันติ วงศ์จรูญลักษณ์ นักภาษาโบราณชำนาญการ------------------------------------------------------------------บรรณานุกรมนิยะดา ทาสุคนธ์. ตู้ไทยโบราณ. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร, ๒๕๓๙. (ฉบับอัดสำเนา).