ค้นหา


รายการที่พบทั้งหมด 38,950 รายการ


ชื่อเรื่อง                                 สิริมหามายา (สีมหามายา) สพ.บ.                                   288/6ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           54 หน้า กว้าง 4.5 ซ.ม. ยาว 55.6 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                           สิริมหามายา บทคัดย่อ/บันทึก         เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดบ้านหมี่ ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


ชื่อเรื่อง                                อุณฺหิสวิชย (อุณณหิสสวิไช) สพ.บ.                                  334/1ชประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           68 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 54 ซม.หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                          บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ  ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


จะนะสมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ ๑-๕)             ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ เมืองจะนะยังคงตั้งอยู่ที่บ้านท่าใหญ่ โดยมีนายเณรหรืออินทร์น้องชายพระยาพัทลุง(ขุน) พระอนันต์สมบัติ(บุญเฮี้ยว ณ สงขลา) พระมหานุภาพปราบสงคราม(ทิดเพชร) และพระมหานุภาพปราบสงคราม(เค่ง) ปกครองเมืองจะนะสืบเนื่องต่อกันมา และในสมัยที่พระมหานุภาพปราบสงคราม(เค่ง) เป็นเจ้าเมืองจะนะแล้วระยะหนึ่งจึงได้ย้ายเมืองจะนะไปตั้งใหม่ที่ปลักจะนะ              ต่อมาเมืองจะนะที่ปลักจะนะ ถูกเผาทำลายเมื่อคราวสงครามสยาม-ไทรบุรีในพ.ศ.๒๓๘๑ พระมหานุภาพปราบสงคราม(บัวแก้ว) จึงฟื้นฟูขึ้นใหม่โดยตั้งอยู่ที่ตำบลคลองเปียะ (บริเวณบ้านในเมือง) และต่อมาได้ย้ายเมืองอีกครั้งมาตั้งที่ตำบลจะโหนง (บริเวณบ้านในวัง) จนถึงพ.ศ. ๒๔๒๒ หลวงพิทักษ์สงคราม(ปลอด ถิ่นขะนะ) ปลัดเมืองจะนะ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองจะนะ รับพระราชทานราชทินนามตามอย่างเจ้าเมืองจะนะคนก่อนที่ "พระมหานุภาพปราบสงคราม" และได้ว่าราชการอยู่ที่บ้านจะโหนงไปจนถึง พ.ศ.๒๔๓๙ ซึ่งในปีนั้นมีการปรับปรุงรูปแบบการปกครองเป็นมณฑลเทศาภิบาล จึงมีการปรับเปลี่ยนฐานะของเมืองจะนะจากเมืองขึ้นของเมืองสงขลามาเป็นส่วนหนึ่งของเมืองสงขลา การปกครองเมืองจะนะในระบบเจ้าเมืองจึงสิ้นสุดลง เมืองจะนะที่บ้านท่าใหญ่  เป็นเมืองจะนะที่ตั้งขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี และอยู่อาศัยต่อเนื่องมาจนถึงราวสมัยรัชกาลที่ ๓ ตัวเมืองตั้งอยู่บ้านท่าใหญ่ทางฝั่งตะวันตกของคลองนาทวี ซึ่งปัจจุบันคือพื้นที่ในเขตเทศบาลตำบลนาทวี อำเภอนาทวี และได้ตั้งวังเจ้าเมืองในบริเวณที่ตั้งของวัดในวังในปัจจุบัน มีเจ้าเมืองปกครองสืบเนื่องมาคือ นายเณรหรืออินทร์น้องชายพระยาพัทลุง(ขุน) พระอนันต์สมบัติ(บุญเฮี้ยว ณ สงขลา) พระมหานุภาพปราบสงคราม(ทิดเพชร) และพระมหานุภาพปราบสงคราม(เค่ง) เมืองจะนะที่ปลักจะนะ  พระมหานุภาพปราบสงคราม(เค่ง) ได้ย้ายเมืองจะนะจากท่าใหญ่มายัง "ปลักจะนะ" แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าย้ายเมืองในปีใด โดยในอักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทยฉบับราชบัณฑิตยสถานเล่ม ๔ ให้รายละเอียดว่าปลักจะนะคือชื่อเดิมของตำบลบ้านนา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา แต่ที่ตั้งวังเจ้าเมืองจะอยู่ในบริเวณไหนนั้นไม่ปรากฏหลักฐานหลงเหลือให้เห็นแล้ว ทั้งนี้เจ้าเมืองจะนะเมื่อครั้งตั้งเมืองที่ปลักจะนะก็คือพระมหานุภาพปราบสงคราม(เค่ง) และพระมหานุภาพปราบสงคราม(บัวแก้ว)   เมืองจะนะที่ตำบลคลองเปียะ  เมื่อเมืองจะนะที่ปลักจะนะถูกทำลายในสงครามสยาม-ไทรบุรี พ.ศ.๒๓๘๑ พระมหานุภาพปราบสงคราม(บัวแก้ว) ได้ย้ายไปตั้งเมืองใหม่ที่บ้านในเมือง ซึ่งปัจจุบันคือบริเวณพื้นที่หมู่ที่ ๕ บ้านในเมือง ตำบลคลองเปียะ อำเภอจะนะ เล่ากันว่าแต่เดิมพื้นที่บริเวณนี้เรียกว่า "บ้านนายเมือง" โดยที่อยู่ของนายเมืองนั้นเรียกว่า "สายค่าย" ซึ่งมีที่ตั้งอยู่บริเวณถนนพาดกับทางรถไฟสายใต้ โดยในปัจจุบันยังคงปรากฏร่องรอยของของแนวคันดินซึ่งอาจใช้เป็นกำแพงเมืองด้านตะวันออก บริเวณริมคลองเฉียงพร้า และบริเวณริมทางรถไฟสายใต้ เมืองจะนะที่ตำบลจะโหนง  พระมหานุภาพปราบสงคราม(บัวแก้ว) ได้ย้ายเมืองจะนะไปตั้งที่ตำบลจะโหนง โดยไม่ปรากฏว่ามีการย้ายเมืองด้วยเหตุผลใด และต่อมาพระมหานุภาพปราบสงคราม(ปลอด ถิ่นจะนะ) ได้ปกครองเมืองจะนะที่ตำบลจะโหนงสืบต่อมาจนสิ้นสุดระบบเจ้าเมืองในพ.ศ.๒๔๓๙ ในปัจจุบันที่ตั้งเมืองจะนะที่ตำบลจะโหนงตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่หมู่ที่ ๗ บ้านในวัง ตำบลจะโหนง อำเภอจะนะ ร่องรอยหลักฐานที่ปรากฏอยู่ได้แก่  ๑.วังเจ้าเมืองจะนะ ตั้งอยู่ริมคลองจะโหนงฝั่งเหนือ มีพื้นที่กว้างใหญ่เล่ากันว่าแต่เดิมมีแนวคันดินล้อมรอบ และมีการปลูกต้นไผ่บนคันดินไปตลอดแนว ปัจจุบันพื้นที่ทั้งหมดได้เปลี่ยนสภาพเป็นสวนยางพาราไปแล้ว  ๒.ทุ่งเมรุ หรือที่เรียกในภาษาใต้ว่า "ท่องเมรุ" ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวังเจ้าเมืองจะนะ กล่าวกันว่าพื้นที่ส่วนนี้เคยใช้เป็นลานประหารนักโทษ และยังเป็นสถานที่ตั้งเมรุเผาศพพระมหานุภาพปราบสงคราม (ปลอด ถิ่นจะนะ) ด้วย สภาพในปัจจุบันพื้นที่ส่วนนี้ได้ถูกไถปรับเพื่อใช้ปลูกพืช จากการสำรวจผิวดินพบเศษภาชนะดินเผาเนื้อดิน เศษภาชนะดินเผาเนื้อแกร่ง รวมทั้งเศษเครื่องด้วยจีน   ๓.ที่อาบน้ำช้างของเจ้าเมือง ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของวังเจ้าเมืองใกล้กันกับทุ่งเมรุกล่าวกันว่าในอดีตมีสภาพเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ และใช้เป็นสถานที่อาบน้ำช้างของเจ้าเมือง แต่ในปัจจุบันมีสภาพเป็นแอ่งน้ำขนาดเล็กริมถนนคอนกรีต โดยมีขนาดกว้าง ๗.๕ เมตร ยาว ๗.๕ เมตร ลึกประมาณ ๑ เมตร และมีการตั้งศาลไว้ข้างหนองน้ำนั้น ๑ แห่ง  ๔.ในเมรุ ตั้งอยู่ริมคลองวัดโคกทรายภายในวัดโคกทราย กล่าวกันว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งบัวบรรจุอัฐิบุคคลสำคัญของเมืองจะนะ นั่นคือพระมหานุภาพปราบสงคราม(ปลอด ถิ่นจะนะ) เจ้าเมืองจะนะคนสุดท้าย และท่านแก่พื้นลานด้านตะวันออกของบัวทั้งสองนั้น ในอดีตใช้เป็นสถานที่ฌาปนกิจศพสำหรับพระสงฆ์สำคัญและผู้เฒ่าผู้แก่สูงอายุ สำหรับคนทั่วไปจะไปทำการฌาปนกิจที่บริเวณป่าช้าต้นขามติดกับคลองจะโหนงฝั่งทิศใต้ ห่างจากพื้นที่ในเมรุไปทางทิศเหนือประมาณ ๖๐๐ เมตร   ๕.เหมืองสามคด ตั้งอยู่ห่างจากวังเจ้าเมืองจะนะและทุ่งเมรุไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ กล่าวกันว่าเดิมเป็นทำนบซึ่งอยู่ในความดูแลของเจ้าเมือง โดยทำนบนี้มีขนาดใหญ่และลึก สร้างขึ้นเพื่อทดน้ำสำหรับแจกจ่ายไปตามเหมืองน้ำในเส้นทางต่างๆเพื่อใช้ในการเพาะปลูกของประชาชน ในปัจจุบันทำนบแห่งนี้ได้ถูกปรับปรุงในพ.ศ.๒๕๔๙ โดยจัดสร้างเป็นโครงการชลประทานขนาดเล็กในชื่อฝายบ้านจะโหนงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งประกอบด้วยตัวฝายและระบบคลองส่งน้ำยาว ๒,๒๕๐ เมตร ...................................................................................................................................... เรียบเรียงข้อมูลและกราฟฟิคโดย นายสารัท ชลอสันติสกุล นักโบราณคดีชำนาญการ  กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา



สตฺตปฺปกรณาภิธมฺมเทศนา (เทศนาสังคิณี-มหาปัฎฐาน)  ชบ.บ.46/1-2ก  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


มงฺคลตฺถทีปนี (มงฺคลตฺถทีปนี เผด็จมงคลสูตร)  ชบ.บ.88ข/1-24  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


เลขทะเบียน : นพ.บ.352/9ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 24 หน้า ; 5 x 52 ซ.ม. : รักทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 135  (378-387) ผูก 9 (2565)หัวเรื่อง : มหานิปาตวณณนา เวสฺสนฺตรชาตก )ชาตกฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฐกถา (ทานขันธ์)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


   “แห้ว” พืชเศรษฐกิจคู่เมืองสุพรรณ แต่คำว่า แห้ว อาจทำให้บางคนเรียกแทนการอกหักรักคุด   จึงทำให้พืชชนิดนี้เป็นที่ไม่นิยมของคนบางกลุ่มที่ติดกับความเชื่อที่ว่าเป็นชื่อของสิ่งที่มีความหมายไม่ดี ถึงขั้นมีการเรียกคำแทนใหม่ว่า “สมหวัง” แต่ความจริงแล้ว แห้วเป็นพืชที่มีประโยชน์มากมายและรสชาติอร่อย    ผู้เรียบเรียง : นางภควรรณ คุณากรวงศ์  บรรณารักษ์ชำนาญการ #ข้อมูลอ้างอิง “นาแห้วสุพรรณบุรี” [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://www.suphan.biz/waternut.htm. (วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๔) มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร.  “แห้ว” [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.saranukromthai.or.th (วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๔)  ไมตรี ระงับพิศม์.(๒๕๒๖). เศรษฐกิจการผลิตแห้วจีนในจังหวัดสุพรรณบุรี.(วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต) (วท.ม.) กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุพรรณบุรี.  ข้อมูลการผลิตและการตลาดแห้วจีน จังหวัดสุพรรณบุรี.  สุพรรณบุรี : สำนักงานพาณิชย์ จังหวัดสุพรรณบุรี. ๒๕๓๗. “แห้ว กับประวัติที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน พร้อมชวนมากินแห้วที่ไม่แห้วอย่างที่คิด” [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://kaset.today (วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๔)


ชื่อผู้แต่ง              ธีรญาณมุนี , สมเด็จพระ ชื่อเรื่อง                แคน สมเด็จพระธีรญาณมุนี ครั้งที่พิมพ์           พิมพ์ครั้งที่ ๒ สถานที่พิมพ์         กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์           วัชรินทร์การพิมพ์ ปีที่พิมพ์               ๒๕๒๐ จำนวนหน้า           ๑๑๘  หน้า หมายเหตุ             จัดพิมพ์ในงานบำเพ็ญกุศลอายุครบ ๘๐ ปี สมเด็จพระธีรญาณมุนี ปุณณกมหาเถร                               เมื่อกล่าวถึงเครื่องเป่าชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า แคน ว่าเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งอันเป็นสัญลักษณ์ของคนไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เสียงเป่าแคนใครๆก็เคยฟัง ว่าเป็นเสียงนิ่มนวลฟังไพเราะเย็นใจไม่เป็นเสียงโฉ่งฉ่างตึงตังเหมือนดังเครื่องดนตรีอื่นลางชนิด เพียงแต่ทราบเท่านี้ก็นเป็นความรู้ว่าแคนคืออะไร ผู้ที่สนใจต่อเพื่อเป็นความรู้และเข้าใจต่อไปว่าแคนนั้นเขาทำกันอย่างไร ทำกันที่ไหน ทำไมจึงเป็นเครื่องดนตรีที่นิยมกันทั่วไปในภาคนั้น และมีเรื่องราวตำนานกันมาแต่เมื่อไหร่


ชื่อเรื่อง : การปกครองของไทย ชื่อผู้แต่ง : -ปีที่พิมพ์ : 2514 สถานที่พิมพ์ : พระนครสำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี จำนวนหน้า : 368 หน้า สาระสังเขป : หนังสือเล่มนี้ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปกครองของประเทศไทย เริ่มจาก บทความทั่วไป การปกครองสมันโบราณจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย สถาบันการปกครองในระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองกับการเลือกตั้ง การบริหารราชการแผ่นดิน และการปกครองท้องถิ่น


ชื่อเรื่อง                     เปิดประตูเมืองนนทบุรีผู้แต่ง                       -ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือท้องถิ่นISBN/ISSN                 -หมวดหมู่                   ภูมิศาสตร์และการท่องเที่ยวเลขหมู่                      915.9312 ป759สถานที่พิมพ์               ม.ป.ท.     สำนักพิมพ์                 ม.ป.พ.ปีที่พิมพ์                    ม.ป.ป.ลักษณะวัสดุ               60 หน้า : ภาพประกอบ ; 29 ซม.หัวเรื่อง                     นนทบุรี—การเมืองการปกครอง                              นนทบุรี—ความเป็นอยู่และประเพณี                              นนทบุรี—ภูมิประเทศและการท่องเที่ยวภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึก          หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้รับประโยชน์และรู้จักเมืองนนท์ เมืองประวัติศาสตร์ของชาติ และเมืองนนท์ยังเป็นเมืองที่มีทัศนียภาพร่มรื่น ชวนสัมผัส ผลไม้พืชผักมีรสชาติชวนรับประทาน ยังมีศิลปวัฒนธรรมประเพณีและหัตถกรรมพื้นบ้านที่มีคุณค่า




แนะนำหนังสือน่าอ่าน เรื่อง พระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระปิยมหาราชินีกับเมืองจันทบุรี พระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระปิยมหาราชินีกับเมืองจันทบุรี. กรุงเทพฯ: ศิลป์สยามบรรจุภัณฑ์การพิมพ์ , 2550. 175 หน้า. ภาพประกอบ. หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงพระราชประวัติของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์พระบรมราชเทวี กับจังหวัดจันทบุรี ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเรื่องราวการเสด็จประพาสเมืองจันทบุรีเมื่อจุลศักราช ๑๒๓๘ ความเป็นมาของอนุสรณ์สถานแห่งรักอมตะ ณ น้ำตกพลิ้ว จังหวัดจันทบุรี และที่สำคัญคือสำเนาพระราชหัตเลขาระยะทางเสด็จประพาสจันทบุรี ที่แสดงให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณสุดคณานับที่พระองค์ทรงมีต่อชาวจันทบุรี ท 923.1593 พ341 (ห้องจันทบุรี)


  “มโหระทึก” เป็นเครื่องประโคมตระกูลฆ้อง-ระฆัง ทำจากโลหะผสมระหว่างทองแดง ดีบุกและตะกั่ว บ้างเรียก “กลองทอง(แดง)” “ฆ้องบั้ง” หรือ “ฆ้องกบ” พบได้ตั้งแต่เหนือสุดทางมณฑลยูนนาน (ประเทศจีน) ถึงบริเวณหมู่เกาะประเทศอินโดนีเซีย เป็นเครื่องมือโลหะที่คนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ใช้ตีในพิธีกรรมสำคัญ ถือเป็นวัฒนธรรมที่มีร่วมกันของคนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพบมากทางตอนเหนือของประเทศเวียดนามบริเวณแหล่งโบราณคดีดองซอน จังหวัดธานหัว ซึ่งนักวิชาการสันนิษฐานว่าได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและรูปแบบจากจีนสมัยราชวงศ์จิวและราชวงศ์ฮั่นเมื่อกว่า ๒,๗๐๐ ปีมาแล้ว       ส่วนการหล่อมโหระทึกแต่ละใบ จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบจำนวนมาก เช่น ไม้ไผ่ ดินเหนียว แกลบ ขี้วัว ขี้ผึ้ง สายชนวน แร่โลหะ รวมถึงเทคโนโลยีที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการขึ้นรูป ทำแม่พิมพ์ขี้ผึ้ง การใช้ไฟหรือการควบคุมความร้อนที่เหมาะสม ลายที่ปรากฏบนมโหระทึกส่วนใหญ่เป็นลวดลายเรขาคณิต ภาพเล่าเรื่องวิถีชีวิตของคนยุคนั้น ซึ่งลายหนึ่งที่ทุกท่านน่าจะคุ้นตา คือ ลายแฉก สันนิษฐานได้ว่าคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์อาจมีความเชื่อเรื่องการนับถือดวงอาทิตย์เป็นดั่งพระเจ้า ทั้งนี้ คติการบูชาดวงอาทิตย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์น่าจะมีความเชื่อสืบมาถึง “วัฒนธรรมทวารวดี” ผสมผสานกับความเชื่อจากอินเดีย จนปรากฏรูปดวงอาทิตย์บนเหรียญกษาปณ์ ซึ่งในนิทรรศการพิเศษได้จัดแสดงต่อเนื่องกับมโหระทึก เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยปัจจุบันมีการค้นพบมโหระทึกสมัยก่อนประวัติศาสตร์ทั่วทุกภูมิภาคของไทยแล้ว จำนวนมากกว่า ๔๐ ใบ นอกจากนี้ “มโหระทึก” ยังคงถูกใช้ในพระราชพิธีสำคัญของราชสำนักสืบมาจนปัจจุบัน         ภาพมโหระทึก คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จัดแสดงในนิทรรศการพิเศษ “อารยธรรมวิวัฒน์ ลพบุรีศรีรามเทพนคร” พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร      เทคนิคภาพโดย อริย์ธัช นกงาม ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ เผยแพร่โดย ศรัญ กลิ่นสุคนธ์ ภัณฑารักษ์ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร


Messenger