ค้นหา


รายการที่พบทั้งหมด 38,950 รายการ

เรื่อง "ปัญจรูป"การผลิตสื่อเพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรมครั้งที่ ๑จัดทำโดย  นางสาวธิติพร สายฝั้นนิสิตฝึกงาน ระดับปริญญาตรี สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา


ชื่อเรื่อง                  เรื่องเล่นสาดน้ำวันสงกรานต์ผู้แต่ง                     เสฐียร  โกเศศประเภทวัสดุ/มีเดีย     หายากISBN/ISSN             -หมวดหมู่                 สังคมศาสตร์ เลขหมู่                    394สถานที่พิมพ์             พระนครสำนักพิมพ์               โรงพิมพ์พระจันทร์ปีที่พิมพ์                  2508ลักษณะวัสดุ             81 หน้า.ภาษา                      ไทยบทคัดย่อ/บันทึก


          วันนี้ (วันศุกร์ที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๕) เวลา ๑๐.๐๐ น. นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในการแถลงข่าวโครงการอนุรักษ์เอกสารโบราณวัดไก่เตี้ย กิจกรรมกรมศิลป์ร่วมมือคณะสงฆ์ร่วมใจ อนุรักษ์ สืบสาน อ่านแปล ใบลาน โดยมีภาคีเครือข่ายอนุรักษ์เอกสารโบราณเข้าร่วมงาน ณ วัดไก่เตี้ย เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร            กลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้ดำเนินโครงการสำรวจเอกสารโบราณมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๑๘ จนถึงปัจจุบัน โดยได้ดำเนินการอนุรักษ์เอกสารโบราณทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งสร้างเครือข่ายจิตอาสาปฏิบัติงานอนุรักษ์เอกสารโบราณกับชุมชนในการพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดซึ่งเป็นแหล่งเอกสารโบราณที่สำคัญ และพระสังฆาธิการ ซึ่งล้วนมีส่วนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการดูแลมรดกภูมิปัญญาให้สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นโครงการอนุรักษ์เอกสารโบราณวัดไก่เตี้ย ได้ดำเนินการสำรวจ อนุรักษ์ ลงทะเบียน และจัดเก็บ           เอกสารโบราณต่าง ๆ ในวัดให้เป็นระบบ รวมทั้งสร้างเครือข่ายภาคีอนุรักษ์เอกสารโบราณระหว่างกรมศิลปากรกับคณะสงฆ์ และชุมชน ได้มีส่วนร่วมและสร้างการรับรู้อย่างทั่วถึง นำข้อมูลองค์ความรู้ในเอกสารโบราณอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนมาเผยแพร่และพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ต่อไป โดยกิจกรรมในโครงการฯ ได้แก่ “กิจกรรมสำรวจ อนุรักษ์ ลงทะเบียน และจัดเก็บเอกสารโบราณ” และ “กิจกรรมกรมศิลป์ร่วมมือคณะสงฆ์ร่วมใจ อนุรักษ์ สืบสาน อ่านแปล ใบลาน” เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ถึง ๑ สิงหาคม ๒๕๖๕ ประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง ได้รับข้อมูลองค์ความรู้ใหม่และสร้างการรับรู้ เกิดภาคีเครือข่ายการทำงานระหว่างองค์กร ดังนี้           ๑. ดำเนินการสำรวจ อนุรักษ์ ลงทะเบียน และห่อ มัด จัดเก็บคัมภีร์ใบลานวัดไก่เตี้ย อักษรขอม อักษรไทย ภาษาบาลี ภาษาบาลี-ไทย และภาษาไทย จำนวน ๔๑ มัด ๑๒๖ เลขที่ รวมทั้งสิ้น จำนวน ๖๕๓ ผูก (รายการ)           ๒. สำรวจพบคัมภีร์ใบลานสมัยอยุธยาและสมัยรัตนโกสินทร์ ที่ระบุปีที่สร้างอย่างน้อย ๓ คัมภีร์  ดังนี้                ๒.๑ คัมภีร์ใบลาน เลขที่ วกต.๒๗/ค/๑ เรื่อง วิธูรชาดก สร้างขึ้นในปี พ.ศ.๒๑๖๓ สมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม อักษรขอม ภาษาบาลี ฉบับล่องชาดข้างลาย ปัจจุบันอายุ ๔๐๒ ปี                ๒.๒ คัมภีร์ใบลาน เลขที่ วกต.๔๗/๑ เรื่อง กุสลวินิจฺฉยกถา สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๒๓๒ สมัยสมเด็จพระเพทราชา อักษรขอม ภาษาบาลี-ไทย ฉบับทองทึบ ปัจจุบันอายุ ๓๓๓ ปี                ๒.๓ คัมภีร์ใบลาน เลขที่ วกต.๙๗/๑ เรื่อง ภิกฺขุปาติโมกฺข สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๔๓ สมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช อักษรขอม ภาษาบาลี ฉบับล่องชาด ปัจจุบันอายุ ๒๒๒ ปี           ๓. จัดทำบัญชีทะเบียนคัมภีร์ใบลานวัดไก่เตี้ย เพื่อเป็นเอกสารอ้างอิงทางวิชาการ พร้อมคำชี้แจงการดำเนินการโครงการอนุรักษ์เอกสารโบราณวัดไก่เตี้ย            ๔. สร้างการรับรู้แก่ประชาชนให้มีส่วนร่วมและตระหนักรู้คุณค่าและความสำคัญของเอกสารโบราณ โดยบูรณาการภาคีเครือข่ายระหว่างกรมศิลปากรและคณะสงฆ์จากวัดต่าง ๆ ในเขตใกล้เคียงวัดไก่เตี้ย ร่วมกิจกรรมกรมศิลป์ร่วมมือคณะสงฆ์ร่วมใจ อนุรักษ์ สืบสาน อ่านแปล ใบลาน จำนวน ๕ รูป รวมทั้งภาคประชาชน สมาชิกชุมชนวัดไก่เตี้ย ร่วมทำกิจกรรมเครือข่ายจิตอาสาปฏิบัติงานคัมภีร์ใบลาน จำนวน ๒๐ คน รวมภาคีเครือข่ายอนุรักษ์เอกสารโบราณ ทั้งสิ้น ๒๕ รูป/คน            เอกสารโบราณบันทึกสรรพวิชาการต่าง ๆ ในอดีตไว้เป็นจำนวนมาก จึงเป็นหลักฐานทางวิชาการที่สำคัญอย่างยิ่ง นับว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่จะต่อยอดต้นทุนทางปัญญาในการศึกษาอันเป็นพื้นฐานในการพัฒนาประเทศอย่างมั่งคั่งยั่งยืน การดำเนินโครงการดังกล่าวสอดรับนโยบายกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ในการธำรงรักษาศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรกับคณะสงฆ์      ในการดูแลสมบัติล้ำค่าเหล่านั้นให้คงอยู่และเป็นประโยชน์ โดยคณะสงฆ์มีส่วนร่วมในการคัดถ่ายถอด อ่าน แปล และเผยแพร่ในรูปแบบที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจนำไปปฏิบัติได้ เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับวัดอื่น ๆ ควรค่าแก่การ   ยกย่องเป็นวัดต้นแบบในการอนุรักษ์เอกสารโบราณและเชิดชูเกียรติเพื่อเป็นการส่งเสริมเครือข่ายภาคีอนุรักษ์เอกสารโบราณต่อไป 


บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ และเรไร นัยวัฒน์.  ทุ่งตึกเมืองท่าการค้าโบราณ.  ภูเก็ต : สำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต กรมศิลปากร, 2550.          ทุ่งตึกเป็นเมืองท่าการค้าที่อยู่ในเส้นทางขนถ่ายสินค้าข้ามคาบสมุทรไปมาระหว่างฝั่งทะเลอันดามันกับฝั่งทะเลอ่าวไทย เป็นเส้นทางข้ามคาบสมุทรตะกั่วป่า-อ่าวบ้านดอน ที่เจริญรุ่งเรืองในสมัยศรีวิชัย ซึ่งเมืองท่าหรือสถานีการค้าแห่งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าทางทะเลของโลกที่เรียกว่า "เส้นทางสายไหมทางทะเล" เนื่องจากได้เชื่อมโยงการค้าจากยุโรปตะวันตก ผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทะเลแดง ไปยังอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีนตอนใต้ หนังสือทุ่งตึกเมืองท่าการค้าโบราณ นี้ จึงแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของดินแดนภาคใต้ โดยเฉพาะระบบการค้าในสมัยศรีวิชัยที่มีแหล่งโบราณคดีทุ่งตึกเป็นสื่อสะท้อนเห็นภาพความเคลื่อนไหวของผู้คน และแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ในการติดต่อของผู้คนไปยังดินแดนที่เป็นแหล่งอารยธรรมสำคัญๆ ของโลกในอดีตได้อย่างหลากหลาย


          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง จัดนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทย ประจำปี ๒๕๖๕ เรื่อง “ชวนอ่านเรื่องเมืองถลาง” หลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองถลางในช่วงกรุงธนบุรีถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๖๕ เป็นต้นไป          นิทรรศการนี้จัดแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับการค้าของเมืองถลาง และสำเนาจดหมายการติดต่อกันระหว่างเจ้าเมืองและขุนนางเมืองถลางและเมืองใกล้เคียง กับพระยาราชกปิตันผู้สำเร็จราชการเกาะปีนัง หรือกัปตันฟรานซิสไล้ท์ กัปตันเรือสังกัดบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ที่มีบทบาทสำคัญต่อการค้าในพื้นที่ทะเลอันดามัน และเป็นผู้บุกเบิกการตั้งอาณานิคมบนเกาะปีนัง ในช่วงกรุงธนบุรีถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จดหมายได้รับการรวบรวมโดยนายวิลเลียม มาร์สเดน (William Marsden) ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออก และได้ถูกส่งให้วิทยาลัยบูรพคดีศึกษาและการศึกษาแอฟริกา (SOAS) มหาวิทยาลัยลอนดอน ใน ค.ศ.๑๙๑๖           ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าชมนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “ชวนอ่านเรื่องเมืองถลาง” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง จังหวัดภูเก็ต เปิดทุกวันพุธ - อาทิตย์ ปิดวันจันทร์ - อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๗๖๓๗ ๙๘๙๕


          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทย ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๕ เรื่อง  “จารึกศาลสูง : บันทึก ๑,๐๐๐ ปี เมืองลพบุรี"  ณ หมู่พระที่นั่งพิมานมงกุฎ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี ตั้งแต่วันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๕ – ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕            “จารึกศาลสูง : บันทึก ๑,๐๐๐ ปี เมืองลพบุรี” นิทรรศการพิเศษในวาระครบรอบ ๑,๐๐๐ ปี ศักราชที่บันทึกเรื่องราวไว้บนจารึกศาลสูง ซึ่งถือเป็นจารึกหลักสำคัญที่พบ ณ ศาลสูง หรือ ศาลพระกาฬ โบราณสถานคู่บ้านของชาวลพบุรี  โดยจารึกมีเนื้อความที่สะท้อนภาพวิถีชีวิตและความเชื่อของผู้คนเมื่อ ๑,๐๐๐ ปีที่แล้ว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จึงจัดนิทรรศการพิเศษเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านภาษาศาสตร์ ประวัติ และโบราณคดีให้กับผู้ที่สนใจได้รับรู้และตระหนักถึงมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของเมืองลพบุรี             ปัจจุบันจารึกศาลสูงหลักนี้จัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร  ในโอกาสพิเศษครั้งนี้จึงได้ทำการจำลองจารึกศาลสูงขนาดเท่าจริง โดยใช้เทคโนโลยีการสแกนแบบ ๓ มิติ และพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ ๓ มิติ  โดยได้รับความร่วมมือจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม กรมศิลปากร ในการดำเนินการจำลองจารึกศาลสูง เพื่อนำมาจัดแสดงในนิทรรศการ            นอกจากองค์ความรู้เกี่ยวกับจารึกศาลสูงในด้านต่าง ๆ แล้ว ยังมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจได้ทดลองทำสำเนาจารึกศาลสูงอีกด้วย ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามกำหนดการของกิจกรรมได้ทางเพจเฟสบุ๊ก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ : King Narai National Museumศาสตร์            สำหรับผู้ที่สนใจกิจกรรมการเสวนาวิชาการ เรื่อง “จารึกศาลสูง : บันทึก ๑,๐๐๐ ปี เมืองลพบุรี” ซึ่งได้จัดขึ้นไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๕ สามารถรับชมย้อนหลังได้ตามที่ลิงก์ :  https://fb.watch/f_eoSIiKMN/


          กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน “เล่าขานตำนานวังหน้า : จากอดีตสู่ปัจจุบัน” วิทยากรโดย นางสาวเด่นดาว ศิลปานนท์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และนายยุทธนาวรากร แสงอร่าม ภัณฑารักษ์ชำนาญการ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ดำเนินรายการโดย นายสิทธิพร บุปผา นักวิชาการเผยแพร่ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๕ ตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๐.๔๕ น.            ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร และชมย้อนหลังได้ทาง Youtube Live : กรมศิลปากร


ชื่อเรื่อง                               สุตฺตสงฅหอฏธกถา(สุตฺตสงฺตห) สพ.บ.                                 อย.บ.8/8ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           54 หน้า กว้าง 5.5 ซม. ยาว 54 ซม.หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                           บทสวด                                           พระวินัย                                            คำสอน บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน ภาษามอญ เส้นจาร ฉบับทองทึบ ลานดิบ  ล่องชาด ได้รับบริจาคมาจาก วัดประดู่ทรงธรรม จ.พระนครศรีอยุธยา


ส่งเสริมการอ่านผ่าน Facebook กับหอสมุดแห่งชาติชลบุรี เรื่อง ภัยเงียบจากคอมพิวเตอร์เรียนรู้ใช้อย่างไรไม่ให้ป่วย มานพ ประภาษานนท์. ภัยเงียบจากคอมพิวเตอร์เรียนรู้ใช้อย่างไรไม่ให้ป่วย. กรุงเทพฯ: อมรินทร์สุขภาพ, 2554. ห้องหนังสือทั่วไป 1 เลขเรียกหนังสือ 615.82 ม443ภ ปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นยุคของเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ชีวิตประจำวันของเราจึงต้องเกี่ยวพันกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ สิ่งเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดผลข้างเคียงเมื่อมีการใช้งานติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น อาการทางสายตา อาการปวดตามกล้ามเนื้อ โดยที่ผู้ใช้มักจะมองข้ามไป จนท้ายที่สุดอาจลุกลามเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาได้ยากขึ้น ภัยเงียบจากคอมพิวเตอร์เรียนรู้ใช้อย่างไรไม่ให้ป่วย เล่มนี้ ผู้เขียนพาเราไปพบกับ โรคทุกชนิดที่มาจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ โดยเริ่มจากการหาสาเหตุและที่มาที่ไปของโรคเพื่อให้เกิดความเข้าใจและนำไปสู่การรักษาให้หายขาด โลกยุคคอมพิวเตอร์นำมาสู่โรคที่เกิดจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ และอาการที่พบบ่อยที่สุด นั่นคือ อาการปวด ไม่ว่าจะเป็น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อต่อ ปวดศีรษะ ปวดหลัง และอาการปวดตามที่ต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเนื่องในระยะยาวได้ อาการปวดเป็นผลมาจากการที่กล้ามเนื้อถูกทำร้ายด้วยการใช้งานหนักเกินกำลังที่กล้ามเนื้อนั้นจะรับได้ หรืออีกกรณีหนึ่ง คือการใช้งานกล้ามเนื้อนานเกินไป ทำให้เกิดความอ่อนล้า อ่อนแรง เพราะฉะนั้นหากรู้สึกว่าเริ่มมีอาการปวดจึงไม่ควรทิ้งไว้เป็นเวลานานหรือทำให้เกิดความเคยชินกับอาการปวดนั้น ต้องหาวิธีป้องกันและรักษา ในเบื้องต้นคือทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ด้วยวิธีการนวด ประคบด้วยความร้อน เปลี่ยนอิริยาบถ หรือใช้ท่าบริหารร่างกาย ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล การใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานยังทำให้ร่างกายเสียสมดุลส่งผลต่อภูมิคุ้มกันที่จะต่ำลงเรื่อยๆ เชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมก็จะเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น นำไปสู่โรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันบกพร่องซึ่งหลายคนอาจไม่เคยรู้ว่าก่อนว่ามีสาเหตุมาจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ อาทิเช่น โรคภูมิแพ้ โรคความดัน โรคเครียด และอื่นๆ การรักษาโรคให้หายขาดนั้นทำได้หลายวิธี ทั้งการรักษาที่ปลายเหตุด้วยการพบแพทย์ การรักษาระดับกลางโดยเน้นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อเพื่อปรับโครงสร้างของร่างกายให้เข้าสู่ภาวะปกติ โดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น นักกายภาพบำบัด และสุดท้ายการรักษาที่ต้นเหตุ คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานให้ถูกต้องตามหลักธรรมชาติ ผู้สนใจสามารถหาอ่านได้ที่หอสมุดแห่งชาติชลบุรี (วันอังคาร – วันเสาร์ เวลา 09.00 - 17.00 น.)



สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 136/2 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 172/2เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           51/4ประเภทวัดุ/มีเดีย                          คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                                26 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 58 ซม.หัวเรื่อง                                       พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           9/7ประเภทวัดุ/มีเดีย                       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                              30 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 53.8 ซม.หัวเรื่อง                                        พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป มีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้งกับ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี แรกเริ่มเดิมทีสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งพระตำหนักของเจ้านายฝ่ายวังหน้า ต่อมาในรัชกาลของพระองค์จึงทรงมีพระราชดำริให้รื้อถอนและก่อสร้างโรงงานผลิตเหรียญขึ้นบนที่ดินแห่งนี้ พระราชทานนามว่า “โรงกษาปณ์สิทธิการ” เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ พระองค์ได้เสด็จฯ มาทรงเปิดและเดินเครื่องจักรเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2445 โรงกษาปณ์แห่งนี้ใช้งานเรื่อยมาจนถึง พ.ศ. 2511 และถูกทิ้งร้างนับแต่นั้นเป็นต้นมา ในวาระครบรอบ 100 ปี การพิพิธภัณฑ์ไทย พ.ศ. 2517 กรมศิลปากรจึงได้เสนอขอใช้อาคารโรงกษาปณ์สิทธิการจากกรมธนารักษ์เพื่อปรับปรุงและจัดตั้งเป็น “หอศิลปแห่งชาติ” เมื่อโรงกษาปณ์สิทธิการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ได้ปรับปรุงและเปลี่ยนสถานะเป็นหอศิลป์/พิพิธภัณฑ์ทางด้านศิลปะสมัยใหม่ สถานที่แห่งนี้จึงกลายเป็นแหล่งรวบรวมผลงานศิลปะที่เป็นสมบัติของชาติ ห้องจิตรกรรมในราชสำนักภายในอาคารนิทรรศการถาวรเป็นห้องที่จัดแสดงพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ หนึ่งในนั้นคือพระบรมสาทิสลักษณ์ครึ่งพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เขียนโดย เอ็ดวาร์โด เยลลี (Edoardo Gelli) จิตรกรชาวอิตาเลียน ที่พำนักอยู่ในเมืองฟลอเรนซ์ ภาพเขียนชิ้นนี้มีความงดงาม โดดเด่น และสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการนำพาสยามให้อยู่รอดในระเบียบโลกแบบใหม่ โดยมีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลางอำนาจของราชอาณาจักร เอ็ดวาร์โด เยลลี เกิดที่เมืองซาโวนา (Savona) ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2395 เริ่มศึกษาการเขียนภาพที่สถาบันศิลปะลุคคา (Accademia di Lucca) ต่อมาได้เป็นลูกศิษย์ของ แอนโตนิโอ ซิเซริ (Antonio Ciseri) ที่เมืองฟลอเรนซ์ เยลลีเริ่มมีชื่อเสียงในด้านการเขียนภาพสีน้ำมัน ได้รับการว่าจ้างให้เขียนพระบรมสาทิสลักษณ์ของจักรพรรดิแห่งออสเตรียและกษัตริย์ยุโรปอีกหลายพระองค์ ต่อมาจึงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมศิลปะแห่งเมืองฟลอเรนซ์ (Circols Artistico di Firenze) เยลลีถึงแก่กรรมที่เมืองฟลอเรนซ์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2476 ในการเสด็จประพาสยุโรปทั้ง 2 ครั้ง (พ.ศ. 2440 และ พ.ศ. 2450) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ มายังสตูดิโอของเยลลีเพื่อประทับเป็นแบบให้เขียนภาพและเลือกซื้อผลงานของเขา สำหรับพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (ภาพที่ 1) เยลลีจัดวางตำแหน่งของพระพักตร์และพระวรกายให้ทำมุมเฉียงเล็กน้อย พระเนตรสงบนิ่ง เยือกเย็น แต่มีชีวิตชีวา มองตรงมายังผู้ชมภาพ พระศอยืดตรง พระอุระกว้าง ผึ่งผาย ดูสง่างาม สัดส่วนของพระเศียรดูเล็กกว่าปกติเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับพระวรกาย นับเป็นเรื่องปกติที่จิตรกรซึ่งช่ำชองในการเขียนภาพเหมือนบุคคลจะปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่างเพื่อนำเสนอและส่งเสริมภาพลักษณ์ของบุคคลต้นแบบให้ออกมาสมบูรณ์ตามที่จิตรกรหรือผู้ว่าจ้างต้องการ ในกรณีนี้ เยลลีได้ขับเน้นความสง่างามของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในฐานะพระมหากษัตริย์แห่งสยามผ่านพระบรมสาทิสลักษณ์ได้อย่างสมพระเกียรติ นอกจากนี้ การจัดแสงเงาและการให้สีของวัตถุที่แสงตกกระทบยังช่วยขับองค์ประกอบต่างๆ บนฉลองพระองค์ให้มีความโดดเด่น ชัดเจน และจับสายตาของผู้ชมภาพมากยิ่งขึ้น ด้านขวาล่างของพระบรมสาทิสลักษณ์ปรากฏข้อความในภาษาอิตาเลียนที่แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า (ภาพที่ 2) “ให้แก่เพื่อน วิตตอริโอ เซจโจ้ อี. เยลลี เป็นที่ระลึก” โดยตัวอักษร E (Edoardo) และ G (Gelli) ใบบรรทัดสุดท้ายเขียนซ้อนกัน ตามด้วยตัวอักษร elli แบบตัวเขียนภาษาอังกฤษ รวมเป็น E. Gelli หรือ Edoardo Gelli ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ในการลงชื่อบนภาพเขียนของเยลลี (ภาพที่ 3) ส่วนวิตตอริโอ เซจโจ้ (Vittorio Zeggio) คนนี้คือ กงสุลกิตติมศักดิ์แห่งราชอาณาจักรสยาม ผู้จัดการเรื่องการเสด็จประพาสอิตาลีของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2450 ขณะที่พระองค์ประทับอยู่ ณ บ้านของเซจโจ้ในเมืองฟลอเรนซ์ เซจโจ้ได้จัดการให้พระองค์ทรงพบปะกับจิตรกรและประติมากรชาวอิตาเลียนที่มีชื่อเสียงในขณะนั้นหลายคน นอกจากนี้ ยังทรงประทับเป็นแบบให้จิตรกรได้เขียนพระบรมสาทิสลักษณ์ระหว่างเสด็จฯ เยือนสตูดิโอด้วยความอดทน หากพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมุติเทพ พระบรมสาทิสลักษณ์ก็เป็นดั่งประกาศกของพระองค์ ภาพเหมือนบุคคลมิได้เป็นเพียงภาพแทนตัวหรือสิ่งที่แสดงรสนิยมส่วนพระองค์เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้ในการประกาศและสื่อสารนัยทางสังคมและการเมือง ตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 - 20 ต้องเผชิญกับการแผ่ขยายของลัทธิจักรวรรดินิยม โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศส การเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมตะวันตกจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การแสดงออกให้ชาติตะวันตกเห็นว่าสยามยอมเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบโลกแบบใหม่จึงเป็นสิ่งจำเป็น การว่าจ้างศิลปินชาวยุโรปให้เขียนพระบรมสาทิสลักษณ์ ปั้นหล่อพระบรมรูป และสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ ก็เป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทรงเป็นศูนย์กลางอำนาจและสำนึกร่วมของราษฎรในราชอาณาจักรผ่านงานศิลปกรรม ในอนาคตอันใกล้นี้ พระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฝีมือ เอ็ดวาร์โด เยลลี จะได้กลับมาจัดแสดง ณ ห้องจิตรกรรมในราชสำนักอีกครั้ง หลังจากที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ดำเนินการปรับปรุงอาคารนิทรรศการถาวรมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 หลังจากปิดปรับปรุง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ได้เริ่มอนุรักษ์ผลงานศิลปะที่จัดแสดงภายในอาคารนิทรรศการถาวร พระบรมสาทิสลักษณ์ชิ้นนี้ผ่านการอนุรักษ์อย่างพิถีพิถันโดย คุณขวัญจิต และคุณสุริยะ เลิศศิริ ซึ่งเผยให้เห็นสีสันที่แท้จริงและความงดงามของพระบรมสาทิสลักษณ์ในแบบที่เยลลีต้องการให้ผู้ชมภาพได้เห็น (ภาพที่ 4) หากการปรับปรุงอาคารนิทรรศการถาวรแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้เข้าชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป จะแจ้งให้ทุกท่านทราบโดยเร็วที่สุด อ้างอิงจาก 1. หนังสือ “จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก” โดย ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปศยานนท์ 2. หนังสือ “ชาวอิตาเลียนในราชสำนักไทย” โดย กระทรวงวัฒนธรรม


Messenger