ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,097 รายการ

ข้อมูลอาคารจัดแสดงที่ 1 เมืองโบราณโนนเมือง อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เรียบเรียงโดย นายเหมณัฐ โจทก์มีชัย ปฏิบัติงานด้านรวบรวมข้อมูลและจัดเก็บข้อมูลวิชาการวัฒนธรรม



        กรมศิลปากร สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษ “สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพและศาสตราจารย์ ยอช เซเดส์: จุดบรรจบแห่งองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรสยาม” เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 340 ปีของการส่งคณะราชทูตฝรั่งเศสชุดแรกมายังราชอาณาจักรสยาม (พ.ศ. 2568) และ 170 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับฝรั่งเศส (พ.ศ. 2569) ระหว่างวันที่ 9 - 30 มิถุนายน 2569 ระหว่างเวลา 09.00 – 16.30 น. ทุกวันพุธ - วันอาทิตย์ (หยุดวันจันทร์และอังคาร) ณ อาคารถาวรวัตถุ (ตึกแดง) ถนนหน้าพระธาตุ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ          นิทรรศการนี้จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ (École française de l’Extrême-Orient หรือ EFEO) สถาบันภาษาและวัฒนธรรมตะวันออกแห่งชาติ (Institut national des langues et civilisations orientales) หรืออินัลโก (INALCO) มูลนิธิของสถาบัน กรมศิลปากร และสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย โดยมีมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เป็นพันธมิตรหลัก รวมทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส กระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส และภาคธุรกิจชั้นนำของไทยและฝรั่งเศส


ชื่อเรื่อง                          หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 9  ฉบับที่ 570 (11 เม.ย. 2510) ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น สถานที่พิมพ์                สุพรรณบุรี สำนักพิมพ์                   มนัสการพิมพ์ ปีที่พิมพ์                        2510 ลักษณะวัสดุ                8 หน้า. : กว้าง 40.5 ซ.ม. ยาว 54.5 ซ.ม. ภาษา                            ไทย





อาคารถาวรวัตถุ หอสมุดวชิราวุธ       พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้สร้างขึ้นด้วยพระราชประสงค์ 2 ประการ ประการแรกมีพระราชดำริที่จะทรงสร้างสถานที่เรียนที่เหมาะสมสำหรับมหาธาตุวิทยาลัย (ภายหลังเปลี่ยนเป็นมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย) ซึ่งพระองค์โปรดฯให้สร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2432 ณ วัดมหาธาตุราชวรมหาวิหาร (ปัจจุบันคือวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์)   อีกประการหนึ่งประจวบกับที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2437 ซึ่งโดยราชประเพณีจะต้องทำพระเมรุขนาดใหญ่ตามพระเกียรติยศ ณ ท้องสนามหลวงแต่พระองค์ไม่ทรงมีพระราชประสงค์จะให้เป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์และยากลำบากแก่คนเป็นจำนวนมากจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์เป็นผู้บัญชาการก่อสร้างอาคารหลังนี้ขึ้น ณ บริเวณกุฏิสงฆ์วัดมหาธาตุด้านทิศตะวันออกเพื่อเป็นที่เชิญพระบรมศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฏราชกุมาร มาประดิษฐานบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณาทานเสร็จแล้วจึงจะเชิญพระบรมศพไปประดิษฐานณพระเมรุมาศน้อย ณ ท้องสนามหลวงเพื่อพระราชทานเพลิงส่วนอาคารหลังนี้จะพระราชอุทิศถวายเป็นสถานที่เรียนสำหรับมหาธาตุวิทยาลัยต่อไป แต่การยังมิทำสำเร็จสมพระราชประสงค์ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน   ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างต่อมาจนแล้วเสร็จพระราชทานให้เป็นที่ตั้งหอพระสมุดสำหรับพระนคร โดยโปรดฯใหย้ายหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครจากที่ตั้งเดิมในพระบรมมหาราชวังมาตั้งที่อาคารแห่งนี้และได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดหอพระสมุดสำหรับพระนคร เมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2459 ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหนังสือในหอพระสมุดส่วนพระองค์มาเพิ่มเติมในหอพระสมุดสำหรับพระนครปริมาณหนังสือมากขึ้นจึงโปรดฯ ให้แยกหอพระสมุดสำหรับพระนครออกเป็นหอพระสมุดวชิรญาณและหอพระสุมดวชิราวุธโดยโปรดฯให้หอพระสมุดวชิรญาณไปตั้งที่พระราชวังบวรสถานมงคล   รูปแบบสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 5-6 อาคารหอพระสมุดวชิราวุธ หรือถาวรวัตถุ สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมขอม มุงกระเบื้องกาบูสีคล้ำ ประดับด้วยบราลีสีเดียวกัน ตอนกลางอาคารมีลักษณะแบบครรภธาตุของพระปรางค์ถึง 3 หลัง ซึ่งน่าจะเป็นแบบที่ดัดแปลงจากยอดปรางค์ 3 ยอดเดิม และสุดปีกของอาคารมีเรือนธาตุแบบนี้อีกทั้งสองข้าง ปั้นลมอาคารประดับลายปูนปั้น เฉพาะหลังกลางหน้าบันลด 3 ชั้น นอกนั้นลด 2 ชั้น ลายที่หัวเสาและฐานเสาประดิษฐ์จากฐานกลีบบัว ประตูเฉพาะประตูกลางของเรือนกลางเป็นรูปโค้งแหลมแบบสถาปัตยกรรม Gothic นอกนั้นเป็นประตูสี่เหลี่ยมธรรมดา ทางเข้าออกอยู่กึ่งกลางของปีกซ้ายของอาคาร ซุ้มประตูรูปโค้งแหลมสูงจรดหลังคา หน้าบันมีเพียงชั้นเดียว ซึ่งกึ่งกลางปีกขวาของอาคารก็จะตกแต่งด้วยหน้าบันแบบเดียวกันนี้ อาคารด้านหลัง ประดับหน้าบันเหมือนด้านหน้า มีระเบียงตลอดความยาวของอาคาร ตัวอาคารยกพื้นสูง ฐานอาคารก่ออิฐถือปูนแบบฐานปัทม์ มีบันไดขึ้นทั้งหน้าและหลังเป็นระยะๆ ตลอดความยาวของอาคาร และมีบันไดขึ้นสู่ระเบียงจากทางเข้าออก สนามด้านหน้าและด้านหลังเป็นแนวแคบขนานไปกับอาคารปูหญ้าและปลูกไม้ดอก เฉพาะสนามด้านหน้ามีรั้วเหล็กโปร่งล้อม    


ประเด็นข่าวสำคัญ   - พิพิธภัณฑ์บูรณะห้องจัดแสดง   - บูรณะครั้งใหญ่ ปลียอดทองคำองค์พระบรมธาตุเจดีย์   - CHANGING THE FUTURE TO PRESERVE THE PAST   - วธ.ตั้งศูนย์พัฒนาหนังสือไทยเอกสารเเนบ






วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๒ เวลา ๑๐.๐๐ น. คณะครูและนักเรียนโรงเรียนฮักสคูล (Hug School of Creative Arts) อ. เมือง จ.ขอนแก่น จำนวน ๓๐ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น โดยมีนางแพรว ธนภัทรพรชัย และนักศึกษาฝึกประสบการณ์ ๓ คน คือ นายเจษฎาภรณ์ บุญสัตย์ นายสัมฤทธิ์ ภูดวง และนายวัชรวิทย์ ปัญญะพงษ์ เป็นวิทยากรนำชม


กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น   กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้ ๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙   ๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ - โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท - โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน   ๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว   ๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้ ๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน ๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ ๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา ๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ ๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน   หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต


ชื่อวัตถุ ครกบด ทะเบียน ๒๗/๓๒/๒๕๓๖ อายุสมัย รัตนโกสินทร์ วัสดุ(ชนิด) หิน ขนาด ส่วนบน กว้าง .๓๓เซนติเมตรสูง ๑๔เซนติเมตร ส่วนล่าง กว้าง ๖๖เซนติเมตร สูง ๑๗.๕เซนติเมตร สูงรวมฐาน ๓๑.๕เซนติเมตร ประวัติ เป็นของมาดารสำหรับโม่แป้งทำขนมจีนอายุประมาณ๗๐ กว่าปีมาแล้ว เป็นของสะสมมาแต่เดิม เก็บรักษา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง “ครกบด” แป้ง เป็นส่วนประกอบหลักของอาหารไทยทั้งคาวหวานหลายชนิด เช่น ขนมจีน ลอดช่อง และบัวลอย เป็นต้น ในอดีตไม่มีแป้งสำเร็จรูปขายหากต้องการใช้แป้งจะต้อง โม่เอง อุปกรณ์ที่ใช้โม่แป้งเรียกว่า “ครกบด” ครกบดทำมาจากหินหรือซีเมนต์ มีหลายขนาดทั้งเล็กและใหญ่ ครกบดประกอบด้วย ๒ ส่วน คือ ตัวครกและฝาครก“ตัวครก” อยู่ด้านล่าง ขอบยกสูงและมีแอ่งล้อมรอบ ตรงกลางเรียกว่า “ฟันครก” มีหน้าตัดเซาะเป็นร่อง กึ่งกลางตัวครกเป็นรูสำหรับใส่เดือยยึดฝาครก “ฝาครก” ด้านล่างตรงกลางมีรูสำหรับสวมเดือย หน้าตัดเซาะร่องเป็นฟันครก ด้านบนมีรูใช้ใส่ข้าวสารที่จะโม่ ด้านข้างมีช่องสี่เหลี่ยมใช้ใส่มือครก ครกขนาดเล็กมีมือครก ๑ มือ เรียก “ครกมือเดียว” ครกขนาดใหญ่มี ๒ มือ เรียก “ครกสองมือ” วิธีการใช้ครกบด ต้องนำข้าวสารมาแช่น้ำให้พอง แล้วจึงค่อยๆ หยอดข้าวสารลงรูซึ่งอยู่ที่ปากครกและหมุดครก ข้าวสารที่ถูกบดแล้วจะค่อยๆ ลงมาที่แอ่งของตัวครก การหยอดข้าวสารต้องหยอดในบริมาณที่เหมาะสม เพราะถ้ามีข้าวมากแต่น้ำน้อยจำให้ข้นหนืดต้องหยอดน้ำช่วย แต่ถ้ามีน้ำมากกว่าข้าวแป้งก็จะเหลว และฟันครกจะเสียดสีกันทำให้ทรายหรือซีเมนต์หลุดติดมากับแป้งได้ เมื่อใช้ครกบดเสร็จแล้วจะต้องล้างให้สะอาดไม่ให้มีเศษแป้งติดอยู่ หากมีแป้งติดอยู่จะทำให้ครกบูดเน่าได้ “ครกบด” เป็นของใช้คู่ครัวไทยในอดีตซึ่งใช้ในทุกภูมิภาค ในภาคใต้แถบจังหวัดพังงา เรียกว่า “ครกสีหิน” ในปัจจุบันคนเลิกใช้ครกบดแล้วเพราะมีแป้งสำเร็จรูปขาย แต่หลายบ้านยังคงเก็บครกบดไว้ ซึ่งทำให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักและเรียนรู้วิถีชิวีตของคนในสมัยก่อนผ่านข้าวของเครื่องใช้ในอดีตอย่าง “ครกบด” เอกสารอ้างอิง - อุดม หนูทอง. “ครกบด.” สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ พ.ศ.๒๕๔๒ เล่ม ๒.กรุงเทพ : บริษัท สยามเพรส แมเนจเมนท์ จำกัด,๒๕๔๒.


วันที่ 2 มีนาคม 2561 หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.9 นครราชสีมา ร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ในโครงการพัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายมวลชนเพื่อความมั่นคงภายใน ประจำปี 2561 ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนครราชสีมา ณ โรงเรียนบ้านหิ่งห้อย ตำบลหนองแวง อำเภอเทพารักษ์ จ.นครราชสีมา


black ribbon.