ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 48,926 รายการ
อุโปสถกมฺมกถา (อุโปสถกรรมกถา)
ชบ.บ.97/1-2
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
**รายการบรรณานุกรม***
หนังสือหายาก
กรมศิลปากร. ละคอน เรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน พลายเพ็ชรพลายบัว ออกศึก. พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๔๙๖.
ชื่อผู้แต่ง คณะกรรมการประชาสัมพันธ์งานพิธีพระราชทานปริญญาบัตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชื่อเรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา ฯ
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์พิฆเณศ
ปีที่พิมพ์ ๒๕๑๙
จำนวนหน้า ๑ เล่ม (ไม่ปรากฏหมายเลขหน้า)
รายละเอียด
หนังสือประมวลพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดากิติวัฒนาดุลโสภาคย์ ตั้งแต่เริ่มต้นสอบคัดเลือกเพื่อเข้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กิจกรรมรับน้อง กิจกรรมระหว่างทรงศึกษา ทั้งเล่นดนตรีไทย ขับร้องเพลงลูกทุ่ง เล่นลิเก พิธีบายศรีสู่ขวัญ เล่นกีฬาในคณะ จนสำเร็จการศึกษาและรับปริญญาบัตร
กรมศิลปากร ขอเชิญพุทธศาสนิกชนและผู้สนใจร่วมกิจกรรมสรงน้ำพระธาตุและเทวดา นพเคราะห์ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี ๒๕๖๕ ระหว่างวันที่ ๑๒ – ๑๔ เมษายน ๒๕๖๕ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. ณ ศาลาสำราญมุขมาตย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม โดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สำนักพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ จัดกิจกรรมสรงน้ำพระธาตุและเทวดานพเคราะห์เป็นประจำทุกปี เพื่อความเป็นสิริมงคลในปีใหม่ไทย เนื่องด้วยในสมัยโบราณ คนไทยมักไม่นิยมนับอายุตามวันเกิด แต่จะนับตามการเถลิงศักราชใหม่ในช่วงปีใหม่ไทยคือ สงกรานต์ หากปีใดมีความป่วยไข้ หรือทราบว่าถึงเวลาเปลี่ยนทักษา โดยเฉพาะเจ้านายก็จะขึ้นเกยส่งเทวดาเก่ารับเทวดาใหม่ ด้วยเชื่อว่าจะนำพาสิริมงคลมาพร้อมกับศักราชใหม่ จึงได้อัญเชิญพระธาตุในพระกรัณฑ์ ซึ่งเดิมทีประดิษฐานในก้านพระรัศมีของพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปองค์สำคัญ ซึ่งประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระราชวังบวรสถานมงคล มาเป็นประธานในพิธี และเทวดานพเคราะห์ทั้ง ๙ องค์ ผู้เป็นเจ้าเรือนชะตามนุษย์ทุกคนตั้งแต่เกิดจนตาย ตามความเชื่อโบราณ มาให้ประชาชนได้สักการะและสรงน้ำขอพร ณ ศาลาสำราญมุขมาตย์ ระหว่างวันที่ ๑๒ - ๑๔ เมษายน ๒๕๖๕ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนชาวไทยได้สักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต อันเป็นวาระแห่งการเริ่มต้นศักราชใหม่ของไทย และเป็นการสืบสานประเพณีที่ดีงาม ตลอดจนสืบทอด องค์ความรู้ในอดีตจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งนี้ เทวดานพเคราะห์มีต้นกำเนิดมาจากโหราศาสตร์ฮินดูที่นับถือพระสุริยเทพ (พระอาทิตย์) ซึ่งมีเทพบริวารอีก ๘ องค์ รวมเป็น ๙ องค์ ถือว่าเป็นเทพที่ปกปักรักษาชีวิตของประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย ประกอบด้วย พระอาทิตย์ ทรงราชสีห์ เป็นเทพนพเคราะห์ที่มีอำนาจเหนือกว่าเทพนพเคราะห์ทั้งปวง พระจันทร์ ทรงม้า พระอังคาร ทรงมหิงสา พระพุธ ทรงคชสาร พระพฤหัสบดี ทรงกวาง พระศุกร์ ทรงโค พระเสาร์ ทรงพยัคฆ์ พระราหู ทรงพญาครุฑ และ พระเกตุ ทรงนาคพระจันทร์ ทรงม้า พระอังคาร ทรงมหิงสาพระพุธ ทรงคชสาร พระพฤหัสบดี ทรงกวาง พระศุกร์ ทรงโค พระเสาร์ ทรงพยัคฆ์ พระราหู ทรงพญาครุฑ พระเกตุ ทรงนาค พุทธศาสนิกชนและประชาชนที่สนใจสามารถร่วมกิจกรรมสรงน้ำพระธาตุและเทวดานพเคราะห์ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี ๒๕๖๕ ซึ่งกรมศิลปากรได้จัดกิจกรรมภายใต้มาตรการป้องกันโรคตามแผนมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยและมาตรการที่ทางราชการกำหนด มีจุดคัดกรองบริเวณทางเข้า – ออก ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย ผู้ร่วมกิจกรรมต้องแสดงผลการรับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 อย่างน้อย ๒ เข็ม หรือแสดงผลการตรวจหาเชื้อไม่เกิน ๒๔ ชั่วโมง สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลา เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด-19) สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๓๓, ๐ ๒๒๒๔ ๑๔๐๒
เครื่องมือเครื่องใช้ในพิธีกรรมตอน พับสา พับสา หรือ ปั๊บสา เป็นสมุดที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อบันทึกเรื่องราวจนกลายเป็นเอกสารของชาวล้านนา ที่มีความสำคัญรองจากคัมภีร์ใบลาน พับสา ทำขึ้นจากต้นปอสา หากทำจากต้นข่อย จะเรียกชื่อว่า สมุดข่อย ในการทำสมุดมักทำความหนาและความกว้างให้เพียงพอต่อการบันทึกข้อความ พับสา แบ่งออกเป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๑. พับสาลั่น มีลักษณะเป็นกระดาษสาแบบยาว พับซ้อนกันไปมาเป็นขั้น ๆ วิธีใช้ คือ เปิดพับขึ้นไปทีละด้าน สามารถบันทึกข้อความได้ทั้งสองด้าน มักทาเคลือบปกด้วยยางรักสีดำทั้งด้านหน้าปกและด้านหลังตัวเล่ม ขนาดตัวเล่ม ความกว้างไม่ต่ำกว่า ๔ นิ้ว ความยาวไม่ต่ำกว่า ๘ นิ้ว ทำให้สามารถบันทึกข้อความได้ประมาณ ๕ - ๘ บรรทัด ๒. พับสาก้อม มีลักษณะไม่ต่างจากพับสาลั่นนัก แต่สามารถพกพาไปตามที่ต่าง ๆ ได้ เนื่องจากพับสาก้อมมีขนาดเล็กกะทัดรัดกว่าพับสาลั่น โดยมีความกว้างประมาณ ๓ นิ้ว ยาวไม่เกิน ๖ นิ้ว แต่ละหน้าสามารถบันทึกได้ สูงสุด ๕ บรรทัด ๓. พับหัว ใช้การเย็บหน้ากระดาษด้วยเชือกปอหรือฝ้ายในส่วนหัวของตัวเล่ม ทำให้มีลักษณะคล้ายสมุดฉีกในปัจจุบัน สามารถเปิดอ่านได้ทั้งสองหน้าพร้อมกัน คือ เปิดขึ้นไปด้านบนโดยตลอด พับหัวมีหลายขนาด ส่วนมากมักมีความกว้าง ๕ นิ้วหรือความยาวมากกว่า ๕ นิ้ว พับหัวจึงบันทึกได้หลายบรรทัดขึ้นอยู่กับความกว้างของตัวเล่ม การใช้ประโยชน์จากพับสานั้น ส่วนใหญ่จะเป็นบันทึกของชาวบ้าน ซึ่งบันทึกข้อความที่เป็นตำนานความเชื่อ ไสยศาสตร์ ยันต์ คาถา ตำรา และมีเพียงส่วนน้อยที่บันทึกเรื่องเกี่ยวกับศาสนา เช่น คำถวายทานต่าง ๆ หรือกรรมฐาน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการใช้งานในพิธีกรรมทางศาสนาของชาวบ้าน ผู้เรียบเรียง : นางสาวอริสรา คงประเสริฐ นักจดหมายเหตุภาพ :๑. หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่. ภาพพิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดเกตการาม๒. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม. ๒๕๖๓. สมุดไทย : บันทึกภูมิปัญญาและวัฒนธรรมสยาม.กรุงเทพฯ : ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.อ้างอิง : ๑. พงศธร บัวคำปัน. ๒๕๕๙. การศึกษาวิเคราะห์คำสอนในพับสาคำขับไทลื้อ ฉบับน้อยพรหม เมืองยอง.วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกศึกษา, มหาวิทยาลัยศิลปากร.๒. ก่องแก้ว วีระประจักษ์. ๒๕๕๓. การทำสมุดไทยและการเตรียมใบลาน. กรุงเทพฯ: สหประชาพานิชย์.๓. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม. ๒๕๖๓. สมุดไทย : บันทึกภูมิปัญญาและวัฒนธรรมสยาม.กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.๔. Tipitaka (DTP). ๒๕๕๙. “สมุดไทย...ทรงไว้ซึ่งสรรพศาสตร์และอัจฉริยภาพเชิงศิลป์” อยู่ในบุญ. ๑๕ (๑๖๙) : ๖๒ - ๖๖.
แหล่งเรือจมบางกะไชย ๒ เป็นแหล่งเรือจมสำเภาโบราณในสมัยอยุธยา ที่กองโบราณคดีใต้น้ำในดำเนินการขุดค้นศึกษามาอย่างต่อเนื่องถึง ๕ ครั้ง (ปีงบประมาณ ๒๕๓๗, ๒๕๔๒, ๒๕๔๓, ๒๕๔๔ และ ๒๕๔๕) ทั้งยังพบหลักฐานโบราณวัตถุสำคัญมากมายหลากหลายประเภท กองโบราณคดีใต้น้ำจึงขอนำเสนอความรู้จากหลักฐานสำคัญประเภทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเรือ ซึ่งก็คือ สมอไม้ ของเรือบางกะไชย ๒ ที่มาของข้อมูล : กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร https://www.facebook.com/100069197290106/posts/291975493119025/?d=n
เฉลวและขุนเพ็ด จิตรกรรมสีฝุ่นบนตู้พระธรรม
สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓
สมบัติเดิมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่บนพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ภาพวิถีชีวิตบนตู้พระธรรมเขียนด้วยสีฝุ่นเรื่องรามเกียรติ์ ตอนหนุมานสืบข่าวนางสีดาที่กรุงลงกา ตอนล่างของเป็นภาพชุมชนนอกกำแพงเมืองกรุงลงกา มีภาพเด็กชายห้อยขุนเพ็ดที่เอวสองคน และมีการประดับเฉลวที่ชานหลังคา
เฉลว (ตะเหลว ตะแหลว ตำแหลว) เป็นเครื่องจักสานชนิดหนึ่งทำด้วยตอก นำมาขัดเป็นมุม ๆ ตั้งแต่ ๕ มุมขึ้นไป มีทั้งแบบ “เฉลวขนาดเล็ก” สำหรับปักใบตองที่ปิดปากหม้อยา ซึ่งเชื่อว่าสามารถปัดเป่าผีร้ายหรือป้องกันนักสิทธิ์ วิทยาธรมิให้มาแย่งเอาฤทธิ์ของว่านยาในหม้อนั้น รวมทั้งเป็นเครื่องหมายแสดงว่าหม้อยาใบนี้ปรุงไว้อย่างเฉพาะกรรมวิธีไม่ต้องการให้ใครมายุ่งเกี่ยว และ “เฉลวขนาดใหญ่” ใช้ปักไว้บนเสาหรือแขวนไว้อยู่ชานหลังคา เป็นเครื่องหมายป้องกันสิ่งชั่วร้ายหรือผีปีศาจ มิให้เข้ามากล้ำกราย
อีกทั้งเฉลวยังเป็นเครื่องหมายเกี่ยวข้องกับด่านเก็บภาษีดังปรากฏในนิราศนรินทร์ ของนายนรินทร์ธิเบศร์ (อิน) ช่วงที่เดินทางผ่านย่านคลองด่าน (ปัจจุบันคือบริเวณปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ) ไปยังวัดนางนอง ความว่า
๏ มาด่านด่านบ่ร้อง เรียกพัก พลเลย
ตาหลิ่งตาเหลวปัก ปิดไว้
นอกจากนี้ในบางกลุ่มชาติพันธุ์ทางภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือยังเชื่อว่าเฉลวเป็นเครื่องหมายที่แบ่งแยกระหว่างพื้นที่ของคนเป็นกับผู้วายชนม์ ซึ่งพระยาอนุมานราชธนได้กล่าวไว้ในจดหมายถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ลงวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ความตอนหนึ่งกล่าวว่า “...ที่ประเพณีชาวพายัพและอีศานมีปักเฉลว ในเมื่อยกศพออกจากบ้านไปแล้ว ก็คงเป็นกั้นรั้วกันไม่ให้ผีกลับเข้ามาได้...”
ส่วน “ขุนเพ็ด” คือรูปจำลองของลับเพศชายขนาดต่าง ๆ ส่วนใหญ่แกะสลักจากไม้ (กรณีใช้เป็นของแก้บนที่ศาลเจ้า จะเรียกว่า “ดอกไม้เจ้า”) การห้อยขุนเพ็ดทำโดยเจาะรูที่โคน และร้อยเชือก หรือสายสร้อยผูกไว้ที่เอว เชื่อกันว่าเป็นเครื่องรางที่ป้องกันเสนียดจัญไรสำหรับเด็กชาย บางครั้งก็เรียกปลัดขิก หรือทองระอา หากเป็นเครื่องแต่งกายของเจ้านายจะเรียกว่า “ทองพระขุน” การประดับขุนเพ็ดมีหลักฐานกล่าวถึงชัดเจนตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย ปรากฏในเอกสารคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม กล่าวว่าในงานย่านป่าขันเงินที่นิยมขายเครื่องโลหะต่าง ๆ มีขุนเพ็ดจำหน่ายด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้การที่เด็กห้อยขุนเพ็ดนั้น ประการหนึ่งอาจมาจากความเชื่อที่ต้องการทำให้ผีเกลียดชังเพื่อไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับเด็ก ดังที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ว่า “...เด็กผูกขุนเพ็ดก็ดี ฤๅที่คนทำขุนเพ็ดไปถวายเจ้าก็ดี ก็น่าจะมาโดยคติอันเดียวกัน โดยประสงค์จะให้ผีชังเด็กนั้น แลให้เจ้าชังคนที่เอาขุนเพ็ดถวาย ไม่ต้องการเอาไปเมืองผี มิใช่ถวายเพราะเจ้าจะชอบพอขุนเพ็ดอย่างใด...”
ทั้งเฉลวและขุนเพ็ด เป็นตัวอย่างของเครื่องรางหรือวัตถุที่ป้องกันสิ่งชั่วร้ายหรือโรคภัยไข้เจ็บ ตามความเชื่อของคนไทยว่าผีร้ายเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคภัยแก่มนุษย์ เช่น ผีห่า-อหิวาตกโรค และโรคแม่ซื้อที่เกิดกับเด็กเล็ก เป็นต้น สามารถชมตัวอย่างเครื่องรางเหล่านี้กับเรื่องราวของการรักษาโรคด้วยผีหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ ได้ในนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พ.ศ. ๒๕๖๕ เรื่อง อาโรคยปณิธาน ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ถึง วันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๕
อ้างอิง
กรมศิลปากร. อาโรคยปณิธาน. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์, ๒๕๖๕.
นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าฯ กรมพระยา, บันทึกเรื่องความรู้ต่าง ๆ เล่ม ๕. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ: มูลนิธิเสถียรโกเศศ-นาคะประทีป, ๒๕๕๒.
ชื่อเรื่อง อาทิกมฺมปาลิ(ปาราชิกปาลิ)มหาวิยงฺคปาลิ(ปาราชิกัณฑ์)
สพ.บ. อย.บ.2/10กประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 48 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ลานดิบ ร่องชาด ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
ลองแม่ข่า คลองแม่ข่า น้ำแม่ข่า หรือ แม่น้ำข่า เป็นเส้นทางน้ำโบราณของจังหวัดเชียงใหม่ หนึ่งในชัยภูมิที่พญามังรายทรงเลือกที่จะสร้างเมืองเชียงใหม่เมื่อกว่า ๗๐๐ ปีก่อน มีความยาวประมาณ ๓๐ กิโลเมตร ทำหน้าที่เป็นคูเวียงชั้นนอกที่โอบล้อมเมือง และเป็นทางระบายน้ำล้นลงสู่แม่น้ำปิงช่วยการป้องกันน้ำท่วม สายน้ำแห่งนี้เป็น ๑ ใน ๗ ศุภนิมิตรมงคล ในการเลือกพื้นที่สร้างเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในพงศาวดารโยนก ความว่า “มีกวางเผือกสองตัวแม่ลูกมาแต่ป่าใหญ่หนเหนือเข้าอาศัยอยู่ในที่ชัยภูมิ นี้มีคนเป็นอันมากมากระทำสักการบูชาเป็นชัยมงคลประการหนึ่ง อนึ่งมีฟานเผือกสองตัวแม่ลูกเข้าอาศัยในชัยภูมิ ที่นี้ต่อสู้ฝูงสุนัขทั้งหลายของนายพรานทั้งหลายได้สุนัขพ่ายไปเป็นชัยมงคลประการที่สอง อนึ่งเราทั้งหลายได้เห็นมหาเศวตมุสิกะหนูเผือกตัวใหญ่กับบริวาร ๔ ตัวออกจากชัยภูมินี้เป็นชัยมงคลประการที่สาม อนึ่งพื้นภูมิสถานที่อันจะตั้งพระนครนี้สูงเบื้องตะวันตกเอียงหาตะวันออกเป็นชัยมงคลประการที่สี่ อนึ่งอยู่ที่นี่เห็นน้ำตกและเขาอุสุจบรรพตคือดอยสุเทพไหลลงมาเป็นลำน้ำไหลขึ้นไปหนเหนือแล้วเลี้ยวไปหนตะวันออก แล้ววนลงไปทิศใต้ แล้วไปทิศตะวันตกโอบล้อมเวียงกุมกาม ลำน้ำนี้เป็นนครคุณเกี้ยวกอดเมืองอันนี้ไว้เป็นชัยมงคลประการที่ห้า อนึ่งแม่น้ำนี้ไหลแต่ดอยลงมาที่ขุนน้ำได้ชื่อว่าแม่ขานไหลไปตะวันออกแล้วจึงไปทิศใต้เทียบข้างแม่พิงค์ไปได้ชื่อว่าแม่โท อนึ่งหนองใหญ่มีอยู่หนตะวันออกเฉียงเหนือแห่งชัยภูมิคือหนอีสานดังนี้ ท้าวพระยานานาประเทศจักมาบูชาเป็นชัยมงคลประการที่หก อนึ่งแม่น้ำระมิงค์อันเป็นแม่น้ำใหญ่ไหลมาแต่มหาสระซึ่งพระพุทธเจ้าได้มาอาบยังดอยสลุง ไหลมาเป็นขุนน้ำแม่ระมิงค์กรายไปตะวันออกเวียงเป็นชัยมงคลประการที่เจ็ดรวมเป็นชัยมงคล ๗ ประการ” อีกทั้งปรากฏ ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ความว่า “...อยู่ที่นี่ หันน้ำตกแต่อุชุปัตตาดอยสุเทพ มาเป็น แม่น้ำไหลไปหนเหนือ แล้วไหลดะไปหนวันออก แล้วไหลไปใต้ แล้วไหลไปวันตกเกี้ยวเวียงกุมกาม แม่น้ำนี้เป็นนครคุณเกี้ยวเมืองอันนี้...” แต่จากการขยายตัวของชุมชนเมือง ทำให้เกิดปัญหาด้านสภาพแวดล้อม คุณภาพน้ำต่ำเกินค่ามาตรฐาน ความทรงจำด้านประวัติศาสตร์ของสายน้ำถูกกลืนหายไปกับความเจริญที่รุกคืบเข้ามาอย่างรวดเร็ว ระบบนิเวศเสื่อมโทรม จนในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ แนวคิดในการฟื้นฟูคลองแม่ข่าจึงเกิดขึ้น โดยอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ขุดลอกคลอง รณรงค์สร้างความร่วมมือของภาคประชาชนในการดูแลรักษาแหล่งน้ำ การจัดการระบบบัดน้ำเสียในเขตพื้นที่เมือง การปรับปรุงภูมิทัศน์เปิดพื้นที่เพื่อสาธารณประโยชน์ของชุมชน รวมทั้งเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยว อันเป็นการปลุกสายน้ำแห่งนี้ให้มีชีวิตเช่นครั้งอดีต#คลองแม่ข่า#เอกสารจดหมายเหตุ#หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถเชียงใหม่#สำนักศิลปากรที่๗ผู้เรียบเรียง : นายวีระยุทธ ไตรสูงเนิน นักจดหมายเหตุชำนาญการ ภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่. ภาพส่วนบุคคล ชุด นายบุญเสริม สาตราภัย.อ้างอิงพลโท ดำรงค์ คงเดช. ๒๕๖๔. การบูรณาการความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูสภาพลำน้ำคลองแม่ข่า จังหวัดเชียงใหม่. วารสารทหารพัฒนา ปีที่ ๔๕ (ฉบับที่ ๓ กันยายน - ธันวาคม ๒๕๖๔) : หน้า ๑.สำนักงานจังหวัดเชียงใหม่. ๒๕๖๑. แผนแม่บทคลองแม่ข่า (๒๕๖๑ - ๒๕๖๕). เชียงใหม่.อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และ เดวิด เค. วัยอาจ. ๒๕๔๗. ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่ : สำนักพิมพ์ซิลค์เวอร์มกรมศิลปากร. ๒๕๐๔. พงศาวดารโยนก ฉบับหอสมุดแห่งชาติ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์รุ่งเรืองรัตน์. สรัสวดี อ๋องสกุล. ๒๕๕๗. ประวัติศาสตร์ล้านนา. กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์.
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 32/1ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 82 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 54.5 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 161/5 เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)