ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,018 รายการ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย จังหวัดสุพรรณบุรี ขอเชิญชวนทุกท่านจูงมือคนพิเศษมาร่วมกิจกรรม Workshop สร้างความทรงจำดีๆ ใน "เทศกาลแห่งความรัก" มีกิจกรรมให้เลือก ได้แก่ DIY ที่คั่นหนังสือ, สานปลาตะเพียนคู่รัก, เล่นเกมลับสมองประลองปัญญา ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม 2569 เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00 - 16.00 น. (หยุดวันนักขัตฤกษ์) มาสร้างโมเมนต์ที่น่าประทับใจไปด้วยกัน สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3553 6116 Facebook: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย สุพรรณบุรี Thai Farmers National Museum https://www.facebook.com/ThaiFarmersNationalMuseum
นายฮ้อย เป็นภาษาอีสานที่ใช้เรียกพ่อค้าท้องถิ่นสมัยก่อน ที่มีทำการเกษตรเป็นหลักและค้าขายเป็นอาชีพรองลงมา รูปแบบการค้ามีทั้งแบบแลกเปลี่ยนด้วยสิ่งของและเงินตรา หากใช้เงินตราจะนิยมใช้เหรียญเป็นตัวกลาง เมื่อได้เงินมานายฮ้อยจะเก็บเงินโดยใส่ถุงผ้าขนาดเล็กพอเหมาะกับเหรียญ ที่เรียกว่า “ถุงไถ่” และเอาถุงไถ่นี้ร้อยเป็นพวงสอดเข้าแขนบ้าง พันรอบเอวบ้าง หรือคล้องคอม้าบ้าง จึงเป็นที่มาของการเรียกพ่อค้าว่า “นายร้อย” แต่ชาวอีสานออกเสียง “ร” เป็น “ฮ” จึงเรียกว่า “นายฮ้อย
การค้าสมัยนั้นมีทั้งการค้าขายภายในท้องถิ่น คือการค้าขายระหว่างชุมชนหรือจังหวัดในภาคอีสานด้วยกัน ใช้เวลาเดินทางไปค้าขายไม่นาน สินค้าหลักเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เกลือ ฝ้าย ไหม ครั่ง แก่นคูณ หวาย ไต้ ข้าว ของป่า และการค้าข้ามภูมิภาค คือเดินทางจากดินแดนที่ราบสูงทางภาคอีสานลงสู่ภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเสร็จสิ้นการค้าขาย สินค้าหลักเป็น วัว ควาย และของป่า
เมื่อเดินทางไปค้าขาย นายฮ้อยคือหัวหน้าคุมกองเกวียน ที่ต้องเดินทางไกล และผ่านเส้นทางที่ไม่สะดวกเหมือนปัจจุบัน ผู้ที่เป็นนายฮ้อยต้องมีประสบการณ์เรื่องเส้นทางที่จะไปค้าขายเป็นอย่างดี รู้จักแหล่งน้ำสำหรับพักฝูงวัวควาย รู้จักเส้นทางที่ปลอดภัยปราศจากโจรและมีวิชาป้องกันตัว ทั้งการใช้อาวุธและคาถาป้องกันภูตผีปีศาจ นอกจากนี้ต้องมีทักษะด้านการค้า เจรจาต่อรอง หรือสามารถพูดภาษากลางและอ่านหนังสือได้
การเดินทางค้าขายแบบกองคาราวานเกวียนของเหล่านายฮ้อยสะดวกขึ้น เมื่อมีเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ – นครราชสีมา ซึ่งใช้เวลาเดินทางเพียง ๑๐ ชั่วโมง จากเดิมที่ใช้เกวียนเดินทางประมาณ ๒๐-๓๐ วัน นายฮ้อยวัวควายจึงไม่ต้อนฝูงวัวควายเดินเท้าไปถึงภาคกลางอีกต่อไป แต่ต้อนไปขึ้นรถไฟที่นครราชสีมา เพราะสะดวกกว่า ปลอดภัยจากโจรผู้ร้าย และย่นระยะเวลาในการเดินทาง สัตว์ไม่เหนื่อยจากการเดินทางมากเกินไป จากนั้นใช้รถไฟบรรทุกวัวควายจากโคราชลงสู่ภาคกลางอีกต่อหนึ่ง
ต่อมามีการตัดถนนมิตรภาพเข้าสู่จังหวัดนครราชสีมา พ่อค้าจากส่วนกลางเข้ามารับซื้อสินค้าในท้องถิ่นได้สะดวก การค้าขายจึงขยายตัวสู่ภาคอีสานมากขึ้น ประชาชนนิยมใช้รถยนต์และรถไฟเป็นพาหนะแทนการการใช้เกวียนและเดินเท้าแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ตลาดค้าวัวควายได้เปลี่ยนไป จากแต่เดิมขายให้ชาวนาในภาคกลางเพื่อทำนา เปลี่ยนมาขายให้กับโรงฆ่าสัตว์ในเมือง เพราะชาวนาหันมาใช้เครื่องจักรมากขึ้น ความต้องการวัวควายเพื่อใช้แรงงานจึงลดลง นายฮ้อยส่วนใหญ่จึงกลับมาทำนาทำไร่แบบเดิม
ปัจจุบันการค้าถูกเปลี่ยนมือจากพ่อค้าท้องถิ่นอีสานไปอยู่ในมือพ่อค้าเชื้อสายจีน และการค้าขายวัวควายเปลี่ยนรูปแบบไปเป็น “ตลาดนัดโคกระบือ” ที่ใช้แลกเปลี่ยนค้าขายระหว่างพ่อค้าท้องถิ่นและพ่อค้าต่างถิ่น แทนการไล่ต้อนไปขายดังแต่ก่อน
บรรณานุกรม
ศรีศักร วัลลิโภดม. “การค้ากับการเกิดของรัฐในประเทศไทย,” เมืองโบราณ ปีที่ ๑๐ ฉบับ ๒ (เมษายน-มิถุนายน), ๒๕๑๙. ๙.
สุนทร สุรวาทกุล. รายงานการวิจัยเรื่องนายฮ้อย : พ่อค้าท้องถิ่นอีสานกับบทบาทการค้าในอดีต พ.ศ.๒๓๙๘-๒๕๐๔, ร้อยเอ็ด : ศูนย์วัฒนธรรมโรงเรียนปทุมรัตต์พิทยาคม, ๒๕๓๔.
สุภาภรณ์ จินดามณีโรจน์, “นายฮ้อยเกลือและนายฮ้อยวัวควายแห่งดินแดนที่ราบสูงโคราช.” คน-ของ-ท้องถิ่น : เรื่องเล่าสยามใหม่จากมุมมองของชุมชน, กรุงเทพฯ : วาย ซีเอช มีเดีย,๒๕๕๕ , ๑๑๗.
สุวิทย์ ธีรศาศวัต, “การค้าวัวควายในลุ่มแม่น้ำชีตั้งแต่ทศวรรษ ๒๔๗๐ ถึงปัจจุบัน.” รวมบทความประวัติศาส
“ผมตั้งใจถ่ายภาพสารคดีภูพระบาทให้มีมิติและเรื่องราวมากขึ้นด้วยการใช้แสงและเงาเข้ามาช่วยในหลาย ๆ โลเคชั่น"
.
"แต่ถึงอย่างนั้น ภาพที่ได้จากแหล่งวัฒนธรรมสีมา โบราณสถานดอนหินศิลา อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ใบนี้ กลับมีเรื่องราวให้พูดถึงมากกว่านั้น เมื่อแสงและเงาที่เกิดขึ้นทำให้เกิดประเด็นที่นำไปสู่ข้อถกเถียงต่างๆ นานา”
.
ในการทำงานสารคดีชุดนี้ เอกรัตน์ ปัญญะธารา ช่างภาพของเราวางแผนเดินทางขึ้นไปในช่วงวันมาฆบูชาที่ผ่านมา ด้วยความตั้งใจในการเก็บภาพหอนางอุษาที่มีแสงจันทร์อาบพาดตลอดเพิงหิน เพื่อเสริมสร้างจินตนาการบางอย่างให้กับผู้ชมทั้งในภาพปกและภาพเปิดของสารคดี ส่วนภาพในโลเคชั่นอื่น ๆ ก็เป็นความตั้งใจการใช้แสง เงา และธรรมชาติที่ดูทรงพลังประกอบกันด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกัน
.
อ่านสารคดีปก “ภูพระบาท” นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ฉบับที่ 297 เดือนเมษายน 2569
.
สั่งซื้อนิตยสารฉบับเดือนเมษายนได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/699368
.
#NationalGeographicThailand #ภูพระบาท
ประมวลภาพนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรม
"ของขวัญปีใหม่...จากอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย"
ชื่อ : เอื้องจำปา
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dendrobium moschatum (Buch.-Ham) Sw.
ชื่อวงศ์ : Orchidaceae
ลักษณะ : กล้วยไม้อิงอาศัย ลำลูกกล้วยเป็นแท่งกลมยาวประมาณ 1 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.5 ซม. ใบรูปไข่แกมรี กว้าง 2.5-3 ซม. ยาว 8-12 ซม. ดอกออกเป็นช่อตามข้อ มีจำนวน 5-12 ดอก ดอกสีเหลืองบานเต็มที่ กว้างประมาณ 4 ซม. มีกลิ่นหอมอ่อนๆ กลีบปากมีแต้มสีม่วงดำ
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
เปิดบริการทุกวัน ๐๘:๓๐ - ๑๖:๓๐ น.
๐๔๒๒๑๙๘๓๗, ๐๔๒๒๑๙๘๓๘
(ในเวลาราชการ)
#อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
#PhuPhrabatWorldHeritageSite
#ท่องเที่ยว #มรดกโลก #ภูพระบาท
นักโบราณคดีทำงานอะไร? สนใจไปดูนักโบราณคดีทำงานขุดค้นในแหล่งโบราณคดีได้หรือไม่?
ตอบ นักโบราณคดีทำงานศึกษาค้นคว้าเรื่องราวในอดีตของมนุษย์ โดยการค้นหาหลักฐานทางโบราณคดี เช่น โครงกระดูกมนุษย์ เครื่องมือหิน ภาชนะดินเผา ภาพเขียนสี ฯลฯ ด้วยวิธีการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดี ซึ่งเป็นวิธีการเฉพาะในการทำงานของนักโบราณคดี แล้วนำมาวิเคราะห์ ตีความ เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับมนุษย์ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมในอดีต
งานหลักของนักโบราณคดี คือ
๑. สำรวจและขุดค้นเพื่อหาหลักฐานทางโบราณคดี เช่น ร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์ โครงกระดูก เศษภาชนะดินเผา ฯลฯ
๒. นำหลักฐานทางโบราณคดีมาศึกษาวิเคราะห์ และตีความ โดยประมวลความรู้จากหลากหลายสาขาทั้งวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ศิลปะ มานุษวิทยา ฯลฯ เพื่อให้ทราบถึงเรื่องราวในอดีตของมนุษย์
๓. เผยแพร่ข้อมูลความรู้ทางวิชาการด้านโบราณคดี ทั้งการเขียนเป็นรายงานการสำรวจ ขุดค้น บทความทางวิชาการ จัดแสดงเป็นนิทรรศการหรือจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ฯลฯ
ผู้สนใจสามารถขอเข้าชมการทำงานของนักโบราณคดีได้ทุกขั้นตอน โดยเฉพาะการทำงานในหลุมขุดค้น ซึ่งบางครั้งจะมีการจัดกิจกรรมให้เยาวชนในพื้นที่ใกล้เคียงได้เรียนรู้การทำงานของนักโบราณคดี โดยให้ทดลองฝึกฝนในพื้นที่จริงร่วมกับนักโบราณคดี
ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ติดต่อสอบถามล่วงหน้าที่สำนักโบราณคดี โทร.๐ ๒๒๘๒ ๔๘๐๑.๐ ๒๒๘๒ ๔๘๔๖ ส่วนภูมิภาค ติดต่อสำนักศิลปากรในพื้นที่รับผิดชอบ
การขุดค้นทางโบราณคดี
๑. วางผังหลุมขุดค้น โดยตีตารางกำหนดพิกัด เลือกพิกัดที่จะทำการขุดค้น เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่ขุดค้นครั้งต่อไป
๒. ลงมือขุดค้นทีละชั้น โดยอาจกำหนดตามชั้นสมมุติ เช่น ขุดชั้นละ ๑๐ เซนติเมตร หรือขุดตามชั้นดินวัฒนธรรม (ชั้นดินที่มีร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์) ทีละชั้นจนสิ้นสุดที่ชั้นดินธรรมชาติ (ชั้นดินที่ไม่มีร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์)
๓. เมื่อพบหลักฐานทางโบราณคดี เช่น เศษภาชนะดินเผา แกลบข้าว ฯลฯ หรือ ร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์ ได้แก่ หลุมเสาบ้าน ฯลฯ ก็จะทำการบันทึกโดยวาดผังตำแหน่งและลักษณะที่พบ พร้อมถ่ายภาพจากนั้นเก็บขึ้นมาเพื่อศึกษาโดยละเอียด
๔. เก็บข้อมูลร่องรอยชั้นดินบริเวณผนังหลุม ซึ่งทำให้สามารถกำหนดชั้นดินวัฒนธรรมได้ชัดเจน
๕. กลบหลุม
๖. นำหลักฐานโบราณคดีที่ได้ มาศึกษาวิเคราะห์โดยละเอียด เมื่อศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะต้องนำส่งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพื่อเก็บรักษาในคลังวัตถุ หรือนำออกจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
๗. เขียนรายงานการสำรวจและขุดค้น เพื่อเป็นหลักฐานและข้อมูลสำหรับผู้ที่จะทำการศึกษาต่อไป
***บรรณานุกรม***
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
อสุเรนทรจารีตคำพากย์ มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปภัมถ์ จัดพิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศล ซึ่ง สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณฌวดีทรงบำเพ็ญในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ 26 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2516ครบ 48 ปี
กรุงเทพฯ
โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย
2516
วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๓ เวลา ๐๙.๐๐ น. นักเรียนชั้นอนุบาล ๑ - ๓ โรงเรียนอนุบาลอรศิริ ตำบลนอกเมือง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุรินทร์ นักเรียนจำนวน ๗๘ คน คุณครูจำนวน ๑๕ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมีนางสาวอาภาภรณ์ เปล่งปลั่งศรี นักวิชาการวัฒนธรรม ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม