ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,237 รายการ
เสด็จพระราชดำเนินทรงงานในพื้นที่ภาคเหนือ : ตอนที่ ๔ ลำพูนตลอดระยะเวลา ๗๐ ปี ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติ พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อรับทราบปัญหาและทรงหาแนวทางการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติและประชาชน ทรงอุทิศพระวรกายบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการในการพัฒนาประเทศเพื่อความผาสุก ความเจริญรุ่งเรือง และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพสกนิกรชาวไทย๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๔ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในโอกาสนี้ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่เสด็จพระราชดำเนินทรงงานในพื้นที่จังหวัดลำพูน เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดไม่ได้ ภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช.
นามอำเภอในเมืองเชียงใหม่ ใน พ.ศ. ๒๔๕๙ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เปลี่ยนนามอำเภอตามนามตำบลที่ตั้งที่ว่าการ เปลี่ยนคำว่าเมือง เป็น จังหวัด ผู้ว่าราชการเมือง เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนคำว่า เมือง ใช้เรียกตำบลที่ประชาชนเคยเรียกมานานแล้วว่า เมือง และจำกัดเพียงตำบลที่เคยเรียกว่า เมือง มาแล้วแต่เดิม ที่อยู่ภายในกำแพงเมือง หรือติดต่อกับกำแพงเมืองเท่านั้น และใน พ.ศ. ๒๔๖๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศชื่ออำเภอ ทั้งที่คงชื่อเดิมและเปลี่ยนชื่อใหม่ ซึ่งในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ มีดังนี้ อำเภอเมือง เปลี่ยนเป็น อำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอป่ายาง เปลี่ยนเป็น อำเภอสารภี อำเภอแม่ออน เปลี่ยนเป็น อำเภอสันกำแพง อำเภอแม่ท่าช้าง เปลี่ยนเป็น อำเภอหางดง อำเภอแม่วาง เปลี่ยนเป็น อำเภอบ้านแม อำเภอเมืองแจ่ม เปลี่ยนเป็น อำเภอช่างเคิ่ง อำเภอเมืองฮอด เปลี่ยนเป็น อำเภอฮอด อำเภอแม่แตง เปลี่ยนเป็น อำเภอสันมหาพน อำเภอเมืองพร้าว เปลี่ยนเป็น อำเภอพร้าวอำเภอสะเมิง เรียกชื่อเดิม อำเภอสะเมิงอำเภอสันทราย เรียกชื่อเดิม อำเภอสันทรายอำเภอดอยสะเก็ด เรียกชื่อเดิม อำเภอดอยสะเก็ดอำเภอแม่ริม เรียกชื่อเดิม อำเภอแม่ริมอำเภอจอมทอง เรียกชื่อเดิม อำเภอจอมทองอำเภอเชียงดาว เรียกชื่อเดิม อำเภอเชียงดาวต่อมา มณฑลพายัพได้มีใบบอกมณฑลพายัพ ที่ ๑๓๐๐ ลงวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๐ ถึงกระทรวงมหาดไทยว่า สมุหเทศาภิบาลได้สอบสวนพิจารณานามอำเภอในมณฑลพายัพนั้น ไม่ตรงกับที่ตั้งที่ว่าการ และประชาชนไม่นิยมเรียกนามอำเภอ ณ ขณะนั้น กระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้ว เห็นว่า การขอเปลี่ยนนามอำเภอบางอำเภอในครั้งก่อนยังไม่ตรงกับความหมายในประกาศกระแสพระบรมราชโองการ จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนนามอำเภอบางแห่งใหม่ เพื่อให้ประชาชนรู้จักดีขึ้น ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ (พระยศ ณ ขณะนั้น) ได้ให้ความเห็นว่า คำว่า เมือง และ แม่ ไม่ควรใช้ในชื่ออำเภอ และได้เสนอให้กระทรวงมหาดไทยจัดทำทำเนียบนามอำเภอทั่วประเทศ เพื่อความสะดวกในการปรับเปลี่ยนนามอำเภอในครั้งต่อไปหลังจากนั้น ในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ได้มีการปรับเปลี่ยนชื่ออำเภอ ตั้งกิ่งอำเภอ แบ่งเขตท้องที่อีกหลายครั้ง เช่น พ.ศ. ๒๔๘๑ อำเภอเมืองฝาง เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอฝาง พ.ศ. ๒๔๘๒ กิ่งอำเภอช่างเคิ่ง เปลี่ยนเป็น กิ่งอำเภอแม่แจ่ม อำเภอสันมหาพน เปลี่ยนเป็น อำเภอแม่แตง อำเภอบ้านแม เปลี่ยนเป็น อำเภอสันป่าตองพ.ศ. ๒๕๐๑ ตั้งกิ่งอำเภออมก๋อย เป็นอำเภออมก๋อย ตั้งกิ่งอำเภอสะเมิง เป็นอำเภอสะเมิง พ.ศ. ๒๕๑๕ แบ่งเขตท้องที่อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งเป็นกิ่งอำเภอดอยเต่าพ.ศ. ๒๕๒๒ ตั้งกิ่งอำเภอดอยเต่า เป็นอำเภอดอยเต่าพ.ศ. ๒๕๓๑ แบ่งเขตท้องที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งเป็นกิ่งอำเภอไชยปราการพ.ศ. ๒๕๓๖ ตั้งกิ่งอำเภอเวียงแหง เป็นอำเภอเวียงแหงพ.ศ. ๒๕๓๗ แบ่งเขตท้องที่อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งเป็นกิ่งอำเภอแม่ออนพ.ศ. ๒๕๕๒ ตั้งอำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ปัจจุบัน จังหวัดเชียงใหม่ แบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๒๕ อำเภอ (ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม ๒๕๖๓) ประกอบด้วย อำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอแม่ริม อำเภอสารภี อำเภอสันทราย อำเภอสันกำแพง อำเภอหางดง อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอสันป่าตอง อำเภอแม่ออน อำเภอแม่วาง อำเภอแม่แตง อำเภอดอยหล่อ อำเภอสะเมิง อำเภอจอมทอง อำเภอเชียงดาว อำเภอฮอด อำเภอพร้าว อำเภอดอยเต่า อำเภอไชยปราการ อำเภอเวียงแหง อำเภอฝาง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่อาย อำเภออมก๋อย และอำเภอกัลยาณิวัฒนาผู้เรียบเรียง : นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์ นักจดหมายเหตุชำนาญการอ้างอิง :๑. สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารส่วนพระองค์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สบ.๒.๔๒/๘๑ เรื่องกระทรวงมหาดไทยขอเปลี่ยนนามอำเภอในมณฑลพายัพ (๒๘ มิถุนายน – ๔ กรกฎาคม ๒๔๗๐)๒. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๕๙. เล่มที่ ๓๓, หน้า ๕๑-๕๓.๓. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๖๐. เล่มที่ ๓๔, หน้า ๔๐- ๖๘.๔. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๘๑. เล่มที่ ๕๕, หน้า ๖๕๘-๖๖๖.๕. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๘๒. เล่มที่ ๕๖, หน้า ๓๕๔-๓๖๓.๖. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๐๑. เล่มที่ ๗๕ ตอนที่ ๕๕, หน้า ๓๒๑-๓๒๗๗. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๑๕. เล่มที่ ๘๙ ตอนที่ ๑๕๕, หน้า ๒๕๙๘.๘. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๒๒. เล่มที่ ๙๖ ตอนที่ ๔๒ ฉบับพิเศษ, หน้า ๑๙-๒๓.๙. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๓๑. เล่มที่ ๑๐๕ ตอนที่ ๕, หน้า ๑๐๗.๑๐. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๓๖. เล่มที่ ๑๑๐ ตอนที่ ๑๗๙ ฉบับพิเศษ, หน้า ๑-๓.๑๑. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๓๗. เล่มที่ ๑๑๑ ตอนที่ ๔๒ง, หน้า ๑๔.๑๒. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๕๒. เล่มที่ ๑๒๖ ตอนที่ ๙๗ก, หน้า ๗-๙.๑๓. สำนักงานจังหวัดเชียงใหม่. ๒๕๖๓. บรรยายสรุปจังหวัดเชียงใหม่ (Online). http://www.chiangmai.go.th/.../D8/8D12Nov2020103220.pdf, สืบค้นเมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๔.
เลขทะเบียน : นพ.บ.193/3ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 66 หน้า ; 4.5 x 53.5 ซ.ม. : รักทึบ-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 108 (133-140) ผูก 3 (2565)หัวเรื่อง : สทฺทสงฺคห(สัททะสังคหะ)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.297/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 82 หน้า ; 5.5 x 59 ซ.ม. : ทองทึบ-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 123 (275-286) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : ภิกฺขุบาติโมกฺข(ปาติโมกข์)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : อัญเชิญพระพุทธรูปเมืองพะเยา -- เอกสารจดหมายเหตุ ชุดกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 5 กระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง พระพุทธรูปเมืองพะเยา ได้กล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่งเกี่ยวกับพระพุทธรูปในเมืองพะเยาเมื่อร้อยกว่าปีก่อน โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ร.ศ. 122 (พ.ศ. 2446) พระสุรเดชรณชิต ได้มีหนังสือกราบทูล พลตรี พระเจ้าลูกยาเธอฯ กรมหมื่นนครไชยศรีสุรเดช ผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการในขณะนั้น ความว่า ได้ไปพบพระพุทธรูปองค์หนึ่งอยู่ในโบสถ์วัดหลวงเมืองพะเยา เป็นพระพุทธรูปปางขัดสมาธิเพชร ขนาดหน้าตักกว้าง 3 ฟุต 5 นิ้ว สูงด้านหน้าตั้งแต่พื้นแนวเข่าถึงริมพระศก 3 ฟุต 5 นิ้ว สูงด้านหลังตั้งแต่ทับเสร็จฐานถึงยอดเมาลี 4 ฟุต ฐานสูง 6 นิ้ว ที่ฐานมีจารึกซึ่งพระสุรเดชรณชิตระบุว่าเป็นตัวอักษรลาว (น่าจะหมายถึงอักษรล้านนา – ผู้เขียน) กับพม่าปนกัน และได้ให้ตุเจ้าปินตา วัดราชคฤห์ (พระครูศรีวิราชวชิรปัญญา - ผู้เขียน) เป็นผู้อ่านและแปลจารึก ได้ความดังนี้ (สะกดตามต้นฉบับ)(คำอ่าน)ฑันตาติ ปิตะกาทาทิ เทสิตา ปิวิสุํวิสุํ เอเกกะ อุทธะริตตวานะ วิพัชเช ปะติหาสิยา(คำแปล)ตั้งอยู่ ยังพระไตรย์ปิฎกทั้งมวน เทศนายังธรรมอันต่างๆ ด้วยตนเอง ยกขึ้นแล้วชะนะมานทั้งมวน ทำปาติหารให้อัศจรรย์เป็นอันมาก นอกจากนี้ พระสุรเดชรณชิต ได้สอบถามข้าราชการ พระสงฆ์ และชาวบ้านถึงที่มาของพระพุทธรูปองค์นี้ แต่ไม่มีผู้ใดทราบที่มา ทราบแต่เพียงว่าได้เห็นอยู่ที่วัดหลวงนานแล้ว พระสุรเดชรณชิตมีความเห็นว่า เนื่องจากพระองค์นี้ไม่ใช่พระประธานในโบสถ์วัดหลวง จึงน่าจะได้มาจากเมืองอื่น ไม่ได้สร้างที่เมืองพะเยา และด้วยความที่พระองค์นี้มีลักษณะงดงามมาก จึงได้ปรึกษากับหลวงศรีสมรรถการ ข้าหลวงและอุปราช เห็นว่าควรทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หากทรงมีพระราชประสงค์ ความเรื่องนี้ทราบถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชประสงค์พระพุทธรูปดังกล่าว พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น จึงทรงมีโทรเลขไปยังเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปาง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ร.ศ. 122 ว่า หากพระพุทธรูปองค์ไม่ใช่พระพุทธรูปองค์สำคัญที่ชาวเมืองหวงแหนแล้ว ขอให้ช่วยเป็นธุระจัดคนเชิญพระพุทธรูปลงไปถวายที่กรุงเทพฯ ในฤดูน้ำนี้ด้วย ซึ่งเจ้าบุญวาทย์ได้มีโทรเลขตอบกลับมาในวันที่ 26 มิถุนายน ร.ศ. 122 ว่ามีความยินดี และจะได้รับจัดการส่งพระพุทธรูปลงมาถวาย จากข้อมูลในเอกสารจดหมายเหตุชุดดังกล่าว ทำให้เราทราบว่า ที่มีเมืองพะเยาเคยมีพระพุทธรูปที่มีลักษณะงาม และมีความน่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจารึกที่ฐานพระพุทธรูป ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องสืบค้นกันต่อไปว่า มีการนำพระพุทธรูปลงมาถวายจริงหรือไม่ และหากมีการถวายจริงแล้ว ปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานอยู่ที่ใดผู้เขียน : นายธัชพงศ์ พัตรสงวน ( นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา )เอกสารอ้างอิง : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 5 กระทรวงศึกษาธิการ ร.5 ศ. 13/30 เรื่อง พระพุทธรูปเมืองพะเยา [20 มิ.ย. – 2 ก.ค. 122]#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
เทวดาหมายถึง ผู้ที่อยู่ต่างภพกับมนุษย์และมีอำนาจเหนือธรรมชาติ ดลบันดาลให้เกิดสิ่งต่างๆขึ้นได้ทั้งร้ายและดี ในประเทศไทยคำว่า “เทวดา” เป็นคำยืมจากภาษาบาลี ซึ่งโดยความหมายแล้วกินความตั้งแต่เทวดาหรือเทพเจ้าในศาสนาฮินดู (พราหมณ์) พุทธศาสนา รวมไปถึงเทวดาประจำถิ่นตามความเชื่อพื้นเมืองด้วย
ในดินแดนไทย คำว่าเทวดาหรือเทพยดาปรากฏในจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ หรือจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชความว่า “... มีพระขะพุงผี เทพยดาในเขาอันนั้น เป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้...” ซึ่งในศิลาจารึกนี้ คำว่าเทวดาและผีจะถูกใช้ปะปนกันไป โดยเชื่อว่า คำว่า ผี น่าจะมีใช้มาก่อนคำว่า เทวดา อันเป็นคำในอารยธรรมอินเดียซึ่งแพร่เข้ามาในชั้นหลัง ต่อมาในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๒ หรือจารึกวัดศรีชุมปรากฏว่ามีคำว่า ผีฟ้าเพิ่มเข้ามา ดังข้อความในจารึกว่า “... เมื่อก่อนผีฟ้าเจ้าเมืองสรีโสธรปุระ ...” จะเห็นได้ว่า คำว่าผีฟ้าในที่นี้มีความหมายถึง พระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าคติการนับถือพระเจ้าแผ่นดินในฐานะสมมติเทพมีอย่างน้อยตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว
การเกิดขึ้นของความเชื่อเกี่ยวกับเทวดาในชั้นเดิมนั้น คงเริ่มจากการที่มนุษย์พิจารณาความเป็นไปของธรรมชาติแล้วเห็นว่า อาจจะมีสิ่งใดบันดาลเหตุการณ์ต่างๆ ดังนั้น เทวดาในระยะแรกจึงสะท้อนลักษณะของธรรมชาติ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เทวดาในลักษณะนี้เป็นบุคลาธิษฐานของอำนาจแห่งธรรมชาตินั่นเอง เช่น พระอัคนี (ไฟ) พระวรุณ (ฝน) เป็นต้น ในระยะแรกนี้ พิธีพลีกรรมหรือบวงสรวงต่อเทวดายังไม่มีความซับซ้อน ดังเช่น อาจตั้งสำรับอาหารไว้กับพื้นดินแล้วเชิญเทวดาลงมาเสวยเพียงเท่านั้น ต่อเมื่อชาวอารยันได้เข้ามาตั้งรกรากในเขตประเทศอินเดียแถบลุ่มแม่น้ำสินธุตอนบนราว ๖๕๐ ปีก่อนคริสตกาล จึงได้พัฒนาความเชื่อเกี่ยวกับเทวดาจนกลายเป็นศาสนาพราหมณ์ขึ้น ซึ่งความเชื่อนี้ได้แพร่เข้ามาในดินแดนไทยในกาลต่อมา ความเชื่อเกี่ยวกับเทวดาเนื่องในศาสนาพราหมณ์นี้เองที่ทำให้พิธีพลีกรรมหรือการบวงสรวงมีขั้นตอนและหลักการที่พิสดารซับซ้อนมากขึ้น
จากเดิมที่เทวดามีลักษณะพื้นฐานเกี่ยวพันกับธรรมชาติ ต่อมาในสมัยหลังโดยเฉพาะในศาสนาพราหมณ์ เทวดาบางองค์ได้ปรากฏขึ้นในลักษณะเฉพาะตน โดยที่เทวดาแต่ละองค์จะมีหน้าที่หรือลักษณะที่สำคัญแตกต่างกันไปด้วย เช่น พระพรหมได้รับการนับถือในฐานะเทพผู้สร้าง พระสุรัสวดีได้รับการนับถือว่าเป็นเทพแห่งสรรพวิทยา เป็นต้น โดยนัยนี้ ลักษณะที่เป็นสภาวะธรรมชาติที่เคยมีอยู่ได้ค่อยๆเลือนไป และภาวะที่แสดงถึงความเป็นเทพเช่น ความศักดิ์สิทธิ์จะโดดเด่นขึ้นมาแทน อย่างไรก็ดี ลักษณะที่เทวดาหรือเทพทั้งหลายมีร่วมกันไม่ว่าจะเป็นเทวดาในฝ่ายร้ายหรือดีคือ ทรงไว้ซึ่งพลังอำนาจเหนือมนุษย์
ทั้งนี้ ในการนับถือเทวดาว่าองค์ใดมีสถานะเหนือองค์ใดหรือองค์ใดเป็นใหญ่ที่สุดนั้นจะแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นหรือกลุ่มชน เช่น ในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกายจะนับถือพระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุด ส่วนลัทธิไวษณพนิกายจะนับถือพระนารายณ์เป็นเทพเจ้าสูงสุด เป็นต้น
ในวัฒนธรรมไทย สามารถจำแนกได้ว่า ความเชื่อเกี่ยวกับเทวดามีอยู่ด้วยกัน ๓ กลุ่มคือ
๑. เทวดาในพุทธศาสนา
๒. เทวดาในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู
๓. เทวดาประจำถิ่นหรือประจำท้องถิ่น
๑. เทวดาในพุทธศาสนา คัมภีร์และอรรถกถาในพุทธศาสนาหลายเรื่องระบุว่ามีเทวดาหรือเทพต่างๆเป็นอันมากและจัดแยกเป็นกลุ่มไว้ชัดเจนดังปรากฏใน ไตรภูมิพระร่วง อันเป็นวรรณคดีสำคัญทางพุทธศาสนาของไทย แม้ในพระไตรปิฎกก็มีเนื้อความเกี่ยวกับเทวดาอยู่หลายเรื่อง เช่น ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค สิกขาบทที่ ๑ แห่งภูตคามวรรค ทั้งนี้เทวดาในพุทธศาสนามีกำเนิดที่แตกต่างจากเทวดาในศาสนาพราหมณ์ (กล่าวคือ เทวดาในศาสนาพราหมณ์บางส่วนเกิดโดยสยมภูหรือกำเนิดขึ้นมาเอง) ทว่า การกำเนิดเป็นเทวดาในพุทธศาสนานั้นเนื่องมาจากผลแห่งกุศลกรรม คือการจะถือกำเนิดเป็นเทวดาได้จะต้องกระทำความดีประการต่างๆ เช่น ทำบุญรักษาศีล ปฏิบัติสมาธิ ข้อสำคัญคือเทวดาในพุทธศาสนาย่อมอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม
เทวดาในพุทธศาสนาอาจแบ่งออกได้เป็น ๓ กลุ่มคือ ๑. สมมติเทพ คือ กษัตริย์ พระเจ้าแผ่นดิน หรือพระราชา ซึ่งทรงมีอำนาจเปรียบประดุจเทวดา ๒. อุปปัตติเทพ คือ เทวดาผู้อยู่อีกภพหนึ่งโดยนับตั้งแต่เทวดาในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกภูมิขึ้นไปจนตลอด ๒๖ ชั้น ๓. วิสุทธิเทพ คือ พระขีณาสพซึ่งแบ่งได้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์
ในพระพุทธศาสนา ทวยเทพย่อมมาน้อมนมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อสดับฟังพระธรรมเทศนา บางครั้งก็จะเข้าเฝ้าทูลถามข้อธรรมะ ในแง่นี้ วิสุทธิเทพจึงทรงไว้ซึ่งสถานะที่เด่นกว่าเทพทั้งหลาย บทบาทของเทวดาในพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์จึงแตกต่างกันอยู่ไม่น้อย เช่น พระอินทร์หรือท้าวสักกเทวราชเป็นผู้พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา กระทั่งในตำนานการสร้างพระพุทธชินราชก็มีการกล่าวว่าพระอินทร์ลงมาช่วยหล่อจนสำเร็จ หรือท้าวสหัมบดีพรหมผู้เป็นราชาของพรหมก็มีบทบาทในการผดุงพระธรรมในพุทธศาสนา เหล่านี้เป็นต้น
๒. เทวดาในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู คติจักรวาลวิทยาในคัมภีร์พระเวทได้ปรากฏความคิดหลายประการว่าด้วยการสร้างโลกและกำเนิดของเทวดา ซึ่งจุดร่วมของความเชื่อในพระเวทนี้ถือว่า มีเทพสูงสุดเพียงองค์เดียวซึ่งทรงสร้างทุกสิ่งทั้งเทพและอสูร และเทวดาต่างๆเหล่านี้เป็นอมตะ คือไม่มีวันสิ้นชีวิต ซึ่งแตกต่างจากเทวดาในพุทธศาสนาที่ยังคงอยู่ในวัฏสังสาร ทั้งนี้เทวดาในศาสนาพราหมณ์ยังมีอำนาจอันถาวรอีกด้วย
ตามพระเวทนั้น เทวดาเป็นที่มาของความมั่งคั่ง อำนาจ และคุณธรรม โดยคุณสมบัติที่สำคัญของเทวดาแต่ละองค์จะต่างกันไป และในแง่หนึ่งเทวดาในพระเวทคือ วิถีทางที่องค์เทพสูงสุดจะสำแดงองค์ให้มนุษย์ได้ประสบกับอำนาจที่เทวดาหรือเทพทั้งหลายมีอยู่ และอำนาจนั้นจะสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกับอำนาจที่ปกครองสกลจักรวาล๓. เทวดาประจำถิ่นหรือประจำท้องถิ่น ในประเพณีไทยเทวดาประจำท้องถิ่นนี้มีอยู่ด้วยกันหลายประเภท ได้แก่ เทวดาที่คอยดูแลรักษาประจำถิ่นที่ เช่น พระภูมิเจ้าที่ เจ้าทุ่ง เจ้าป่า เจ้าเขา ซึ่งเป็นใหญ่ในที่แห่งใดแห่งหนึ่งโดยเฉพาะ บ้างก็เรียกว่า เทพารักษ์ หากเป็นกรณีเทวดาที่สถิตอยู่ตามต้นไม้เรียกว่า รุกขเทวดา นอกจากนี้ ในหลายกรณี เมื่อบรรพบุรุษของครอบครัวหรือชุมชนเสียชีวิตลงก็อาจมีการยกย่องให้เป็นผีบรรพบุรุษ ซึ่งอาจรวมได้เป็นเทวดาประจำท้องถิ่นประเภทหนึ่งด้วย
นอกจากเทวดาประจำถิ่นที่ คติความเชื่อของไทยยังมีการนับถือเทวดาประจำเมืองอีกด้วย โดยเมื่อสถาปนาบ้านเมืองขึ้นครั้งแรกก็ต้องตั้งศาลหรือหอขึ้นไว้เพื่อเป็นที่สถิตของผีบ้านผีเมือง บางครั้งเราก็เรียกขานเทวดาประเภทนี้ว่า ผีเสื้อเมืองหรือ พระเสื้อเมือง บ้างก็เรียกว่า ผีหลวง ทั้งนี้ ยังมีเทวดาอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งได้รับการนับถือด้วยว่าเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของผู้คนเป็นอย่างมาก เช่น พระแม่คงคา พระแม่โพสพ เป็นต้น
สำหรับคติในการบูชาบวงสรวงเทวดานั้นสามารถพบได้ในพิธีและประเพณีหลายอย่างของไทย นัยว่าหากเราต้องดำเนินชีวิตสัมพันธ์กับพื้นที่หรือสิ่งใด รวมถึงถ้าจะทำกิจการงานใดเป็นพิเศษ ก็จำต้องสังเวยบอกกล่าวให้เทวดาทราบ เพื่อความสุขสวัสดีหรือบันดาลการบรรลุผลสำเร็จตามแต่กรณี มิฉะนั้นหากมิได้บวงสรวงสังเวยหรือปฏิบัติผิดจารีตธรรมเนียม เทวดาอาจจะบันดาลให้เกิดเหตุการณ์ร้ายต่างๆได้ การบวงสรวงสังเวยนี้ มีอาทิ การตั้งศาลหรือหอ ในกรณีของเทวดาพระภูมิเจ้าที่ การไหว้ครู ในกรณีของเทวดาแห่งศิลปวิทยาต่างๆ การบวงสรวงเมื่อจะทำการตัดโค่นไม้ใหญ่ ในกรณีของรุกขเทวดา หรือหากคนไทยสมัยก่อนจะปลูกเรือนก็ต้องบวงสรวงทำบัตรพลีไหว้พระภูมิเจ้าที่เพื่อขอที่ดินต่อผู้รักษาพื้นดินก่อน บัตรพลีดังกล่าวมีหมากพลู มะพร้าวอ่อน ขนมต้ม กล้วยน้ำว้า เป็นต้น
อย่างไรก็ดี คติในการบูชาบวงสรวงเทวดานั้นจะพบเห็นโดยมากในความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์และความเชื่อท้องถิ่น ในพุทธศาสนานั้น การบูชาเทวดามิได้มีระบุไว้ในพระบาลีแต่อย่างใด และแม้ชาวพุทธจะทำการบูชาเทวดาหรือเทพ ก็จะให้สถานะด้อยกว่าพระพุทธรูป เช่นในบ้านเรือนทั่วไป หิ้งบูชาพระจะอยู่เหนือแท่นบูชาทวยเทพต่างๆ โดยที่ตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ การบูชาเทวดามีหลักการปฏิบัติกำหนดไว้อย่างชัดเจน ซึ่งพิธีจำนวนมากต้องให้พราหมณ์เป็นสื่อกลางในการติดต่อระหว่างผู้บวงสรวงกับเทพเจ้า แม้ในสังคมไทยปัจจุบันคติการบูชาเทวดาก็มิได้เสื่อมถอยลงไปแม้แต่น้อย ดังจะเห็นได้จากศาลเทพเจ้าขนาดใหญ่ที่มีผู้คนจำนวนมากเข้าไปสักการะกราบไหว้
กล่าวโดยสรุป คติความเชื่อเรื่องเทวดาหรือเทพเจ้าในสังคมไทยนี้มีมาแต่ครั้งก่อนสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย โดยในชั้นต้นความเชื่อเรื่องเทวดาน่าจะมีอยู่ในรูปของเทวดาประจำถิ่น หรือเทวดาที่เกี่ยวพันกับกิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้คนอยู่แล้วครั้นเมื่อชาวไทยยอมรับนับถือพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ ความเชื่อเรื่องเทวดาจึงได้พัฒนาขึ้นเป็นรูปแบบที่ชัดเจนโดยเฉพาะในคติทางศาสนาพราหมณ์อย่างไรก็ตาม คติความเชื่อเรื่องเทวดาก็ได้ผสมผสานกันในพุทธศาสนา ศาสนาพราหมณ์ และความเชื่อท้องถิ่น โดยจะมีสัดส่วนแตกต่างกันไปตามกลุ่มชนหรือพิธีกรรมต่างๆ และยังคงเป็นความเชื่อที่ดำเนินคู่ไปกับหลักการทางศาสนามาตราบจนปัจจุบัน
บรรณานุกรม
พลูหลวง (นามแฝง). เทวโลก. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๐.
ส. พลายน้อย (นามแฝง). เทวนิยาย. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: บำรุงสาส์น, ๒๕๓๔.
สัจจาภิรมย์, พระยา (สรวง ศรีเพ็ญ). เทวกำเนิด. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามงกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๑๖ (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางสุด สุทเธนทร์ ณ วัดบางขวาง อ. เมือง จ.นนทบุรี วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๖).
เสฐียรโกเศศ (นามแฝง). การศึกษาเรื่องประเพณีไทย. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๐๒.
เสฐียรโกเศศ (นามแฝง). เรื่องผีสางเทวดา. ม.ป.ท., ๒๕๐๒ (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางสาย ปิณฑะสุต ณ วัดหิรัญรูจีวรวิหาร (วัดน้อย) วันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๒).
อุดม รุ่งเรืองศรี. เทวดาพระเวท. ม.ป.ท.,๒๕๒๓.
นายชญานิน นุ้ยสินธุ์นักอักษรศาสตร์ชำนาญการ กลุ่มจารีตประเพณีสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ค้นคว้าเรียบเรียง
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ขอเชิญร่วมฟังการบรรยายทางวิชาการประกอบนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ประจำปี ๒๕๖๕ เรื่อง “ส่องคติพุทธมหายานผ่านพระพิมพ์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช” ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๕ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๓.๐๐ น. สามารถรับฟังผ่านแอพพลิเคชั่น Zoom Meeting และสื่อสังคมออนไลน์ Facebook Live : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ประกอบด้วยหัวข้อการบรรยาย ๓ หัวข้อ ได้แก่ ๑. “การเข้ามาของพุทธศาสนาและหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในภาคใต้” โดย นางสาวสุขกมล วงศ์สวรรค์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ๒. “พระพิมพ์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช” โดย นางสาวชุติณัฐ ช่วยชีพ ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ๓. “รูปแบบและคติการสร้างพระพิมพ์ในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานและเถรวาท” โดย ศ.ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้สนใจสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดลงทะเบียนเข้ารับฟัง และร่วมลุ้นรับของที่ระลึกสุดพิเศษ ได้ที่นี่ https://forms.gle/qkQv8xcGLxJii37G6
ยานสำรวจก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้สำหรับการสำรวจแหล่งเรือจม หรือแหล่งโบราณคดีใต้น้ำ ของกองโบราณคดีใต้น้ำ ซึ่งยานสำรวจนั้น มีข้อดีหลักๆ คือช่วยลดอัตราความเสี่ยงของบุคคลากรกองโบราณคดีใต้น้ำในการลงดำน้ำเพื่อการสำรวจในพื้นที่ที่มีความลึก นอกจากนี้ ยังมีข้อดีอีกหลายอย่าง รวมถึงมีส่วนประกอบที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งานจำนวนหลายส่วน ซึ่งสามารถรับชมได้จากภาพประกอบ
-------------------------------------------------------
ที่มาของข้อมูล : กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร
https://www.facebook.com/100069197290106/posts/288142626835645/?d=n
วันศุกร์ที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๕ เวลา ๑๐.๐๐ น. นางรักชนก โคจรานนท์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อเตรียมการจัดนิทรรศการเครื่องเคลือบเซรามิกกับจังหวัดซากะ ประเทศญี่ปุ่น ในหัวข้อเรื่อง “เซรามิกแห่งแหลมทอง และแดนอาทิตย์อุทัย : สานตำนานสายใยไม่เสื่อมคลายในพาณิชย์วัฒนธรรมโลก” โดยมีผู้แทนจาก Japan Foundation และสำนักข่าวสารญี่ปุ่น (Japan Information Service) แห่งสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมประชุมดังกล่าว ณ ห้องประชุมดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ทั้งนี้นิทรรศการจัดระหว่าง วันที่ ๑๔ กันยายน - ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๕
องค์ความรู้จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช เรื่อง “หนังตะลุง” ศิลปะการแสดงพื้นบ้านภาคใต้ ตอนที่ ๒ ค้นคว้าและเรียบเรียงโดย นางปรางวไล ทองบัว เจ้าพนักงานพิพิธภัณฑ์ปฏิบัติงานที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช https://www.facebook.com/nakhon.museum/posts/pfbid034RDC3uobY77VctX7C2JXmxg99cyC7zU4QBsJnXWUMUCBWQcnVU4rYXt3JtuEJCExl
นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เรื่อง ๙๐ วัสสา ผืนป่าห่มหล้า ผืนผ้าห่มเมือง องก์ที่ ๘ ทรงรักษาคุณค่ามรดกชาติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการสนับสนุน ส่งเสริม ฟื้นฟู และอนุรักษ์งานศิลปะของไทยที่มาจากการสั่งสมภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย จากพระราชดำริที่ริเริ่มเพื่อช่วยเหลือให้ราษฎรทุกท้องถิ่นมีอาชีพเสริมเลี้ยงตนเอง ขยายออกไปสู่การอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมด้านต่าง ๆ พระองค์ทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกล ทรงเห็นความหมายของวัฒนธรรมของผ้าทอ จึงมีพระราชประสงค์สืบทอดศิลปะการทอผ้าพื้นเมืองของไทยให้ยั่งยืน พระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงของพระองค์ทำให้งานศิลปหัตถกรรมผ้าไทยมีคุณค่าและความประณีตงดงาม ก่อเกิดเป็นงานศิลป์อันทรงคุณค่าและเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ“...คนไทยเรานั้นแม้อยู่ห่างไกลความเจริญของเมืองหลวง ก็มีความสามารถทางด้านศิลปะเป็นอย่างสูง เช่น ผ้าไหมไทย ผ้าไทยต่าง ๆ ที่เห็นมีสีและลวดลายที่สวยงามนั้น เกิดมาจากความสามารถของชาวบ้านเองแท้ ๆ ไม่ต้องให้ใครไปออกแบบลวดลายและสีสันให้ คนไทยเหล่านี้เองที่ข้าพเจ้าขอยกย่องว่า เป็นผู้สืบทอดศิลปะให้แก่ชาติบ้านเมืองของเขาจริง แม้แต่ผู้ที่ไม่เคยมีความรู้ทางหัตถกรรมใด ๆ เลย ก็ต้องนับว่ามีสายเลือดทางศิลปะอยู่ในตัวแล้ว เพราะเพียงได้มาเรียนไม่นานก็สามารถผลิตผลงานที่สวยงามได้อย่างน่าอัศจรรย์...”(พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา วันที่ ๑๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑)“...ชาวกะเหรี่ยงนี่ เขามีความสามารถ มีศิลปะของเขา ปรากฎว่าได้ผลดี เขาทอเสื้อผ้าของเขาและต่อไปเวลาทางศิลปาชีพออกแบบลายผ้าต่าง ๆ สำหรับให้หมู่บ้านนี้ ทำให้ทอเป็นลายต่าง ๆ อย่างนี้ เขาก็เชื่อฟัง เขาก็ทอ ตอนนี้ผิดไปเลย ไม่ถึงปีนี่ก็หน้าตาสดใส และเด็ก ๆ ก็ได้ไปโรงเรียน...”(พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา วันพุธ ที่ ๑๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒)“...การทอผ้าเป็นศิลปะงดงามที่เขามีความสามารถชำนาญในสายเลือด เราเพียงเข้าไปช่วยนิดหน่อยเท่านั้นก็จะได้ทำให้ประชาชนมีความอยู่ดีกินดีขึ้น ทางทหารก็ได้เคยช่วยเหลือกับข้าพเจ้ามาตลอด ทั้งนี้เพราะว่าคนไทยทั้งหลายที่ได้รับการศึกษาสูงก็คงจะทราบว่า เราต้องป้องกันไม่ให้ราษฎรที่อยู่ในท้องถิ่นทุรกันดารต้องทิ้งบ้านเข้ามาทำงานตามเมืองใหญ่ ๆ ทำให้เมืองใหญ่ ๆ กลายเป็นชุมชนแออัด อาหารจำกัด อาหารแพง...”(พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา วันที่ ๑๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๒๙)ผู้เรียบเรียง : นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์ นักจดหมายเหตุชำนาญการภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชอ้างอิง :๑. สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ. ๒๕๖๐. ๘๔ พรรษา ราชินีศรีแผ่นดิน. กรุงเทพฯ: กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล.๒. คณะอนุกรรมการจัดทำหนังสือไม้ดอกและไม้ประดับเฉลิมพระเกียรติ. ๒๕๓๖. ไม้ดอกและไม้ประดับ. กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์.๓. กระทรวงศึกษาธิการ. ๒๕๖๑. จดหมายเหตุงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๙. กรุงเทพฯ : ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์.๔. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี. ๒๕๔๘. ประมวลพระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่พระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.๕. กรมการศาสนา. ๒๕๕๗. พระราโชวาทและพระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.๖. กรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงวัฒนธรรม, และ สภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์. ๒๕๕๐. ถักร้อยดวงใจมหกรรมทอผ้าไทย เทิดไท้พระบรมราชินีนาถ. กรุงเทพมหานคร: ศรีสยามการพิมพ์. ๗. สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน). ม.ป.ป. ผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ (Online). https://www.sacict.or.th/th/listitem/10223 , สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๔.๘. อรุณวรรณ ตั้งจันทร, เกษร ธิตะจารี, และ นิรัช สุดสังข์. ๒๕๕๖. “การพัฒนาผลิตภัณฑ์เคหะสิ่งทอจากผ้าปักชาวเขาเผ่าม้ง จังหวัดเพชรบูรณ์.” วารสารวิชาการ ศิลปะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ๔ (๒): ๕๕-๖๗. ๙. กระทรวงวัฒนธรรม. ๒๕๕๘. อัคราภิรักษศิลปิน. กรุงเทพมหานคร: มปท.๑๐. นิตยสารศิลปวัฒนธรรม. ๒๕๖๔. ครูช่างทอ ผู้ได้ชื่อว่า “๔ ทหารเสือราชินี” แห่งวงการผ้าไหมไทย (Online). https://www.silpa-mag.com/culture/article_67780 , สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๔.๑๑. กรมการพัฒนาชุมชน. ม.ป.ป. สืบสานอนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นไทยดำรงไว้ในแผ่นดิน. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.