ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,239 รายการ
“พระนิรโรคันตราย” เป็นพระปฏิมาซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างขึ้นเป็นการพิเศษ ในวาระอันเป็นมงคล เนื่องจากทรงหายประชวรโรค เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ ต่อมาทรงพระราชปรารภว่า เสวยราชย์มาเท่ากับรัชกาลที่ ๒ จึงโปรดให้ช่างหล่อพระพุทธรูปสมาธิ กาไหล่ทอง มีนาคแปลงเชิญฉัตรและพัดโบก เป็นสัญลักษณ์แห่งวันพระราชสมภพ จำนวน ๑๖ พระองค์ พระราชทานชื่อว่า "พระนิโรคันตราย" ต่อมาภายหลังพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ โปรดเกล้าฯ ให้ออกพระนามว่า “พระนิรโรคันตราย” ดำริเพื่อถวายไปยังพระอารามสำคัญฝ่ายมหานิกาย จำนวน ๑๕ แห่ง และเก็บไว้ในราชการในพระบรมมหาราชวัง ๑ แห่ง ปรากฏเป็นพระพุทธรูปสำคัญประจำพระอารามฝ่ายมหานิกายตราบเท่าถึงทุกวันนี้------------------------------------------------------------ เรียบเรียงข้อมูล : นางสาวเด่นดาว ศิลปานนท์ ภัณฑารักษ์เชี่ยวชาญ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ------------------------------------------------------------
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺมเทศนา (เทศนาสังคิณี-มหาปัฎฐาน)
เลขที่ ชบ.บ.1/1-6
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
สังคโลกหายไปไหน?
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เครื่องสังคโลกเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอย่างหนึ่งของกรุงศรีอยุธยาเรื่อยมาจนถึงราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๒ การค้าเครื่องสังคโลกของชาวสยามก็เริ่มซบเซาลง และหายไปจากตลาดการค้าในที่สุด ทำให้การผลิตเครื่องสังคโลกพลอยหยุดชะงักไปด้วยเช่นกัน คงเหลือเพียงซากเตาเผาและชิ้นส่วนเครื่องสังคโลกแบบต่าง ๆ จำนวนมากที่เป็นหลักฐานบ่งชี้ถึงความเฟื่องฟูของการค้าสังคโลกในอดีต
นักวิชาการเสนอสาเหตุของการหายไปจากตลาดเครื่องถ้วยและการสิ้นสุดการผลิตเครื่อง
สังคโลกไว้หลายแนวคิด อาทิ เครื่องถ้วยของจีนกลับมามีบทบาทในตลาดการค้าอีกครั้ง การเข้ามายึดครองเมืองท่าในแถบเอเชียอาคเนย์ของชาวตะวันตกที่เน้นการค้าเครื่องถ้วยจีนและญี่ปุ่นเป็นสำคัญ การอพยพครอบครัวของพระยายุธิษเฐียร เจ้าเมืองศรีสัชนาลัย (หรือเมืองสวรรคโลกในสมัยกรุงศรีอยุธยา) ไปขึ้นกับพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนา และการศึกระหว่างกรุงศรีอยุธยากับพม่าที่ส่งผลให้เมืองสุโขทัยและเมืองสวรรคโลกตกเป็นพื้นที่ของการทำสงคราม รวมถึงสถานการณ์ความวุ่นวายภายในกรุงศรีอยุธยาก่อนการเสียกรุง ครั้งที่ ๒ สาเหตุต่าง ๆ เหล่านี้อาจเป็นปัจจัยร่วมที่นำไปสู่การสิ้นสุดการผลิตเครื่องสังคโลกในเวลาต่อมา
แม้ว่าการผลิตเครื่องสังคโลกในอดีตจะสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่เครื่องสังคโลกที่ยังหลงเหลืออยู่ก็ถือเป็นหลักฐานของมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ และถูกใช้เป็นต้นแบบในการทำเครื่องปั้นดินเผาในปัจจุบัน โดยนอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นการส่งต่อภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นให้เครื่องสังคโลกยังคงมีลมหายใจอยู่ต่อไป
องค์ความรู้ : ศิลปวัฒนธรรมและโบราณสถานในจังหวัดชลบุรี
เรื่อง วัดบางพระวรวิหาร
วัดบางพระวรวิหาร หรือที่ชาวบ้านเรียกกันในอดีตว่า วัดสว่างอารมณ์ ตั้งอยู่ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใด ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้บูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถที่ชำรุดผุพัง และสร้างพระเจดีย์ขึ้นหลังพระอุโบสถอีกหนึ่งองค์ ปัจจุบันพระอุโบสถหลังเดิมถูกรื้อไปและสร้างหลังใหม่ขึ้นมาแทนในตำแหน่งเดิม หลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญ ได้แก่ พระเจดีย์ และ หอสวดมนต์
ที่มา : โบราณสถานสำคัญในเขตจังหวัดชลบุรี : เอกสารประกอบการอบรมทบทวนอาสาสมัครท้องถิ่นในการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม (อส.มศ) จังหวัดชลบุรี วันพุธที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๑ ณ วัดตาลล้อม ต.เหมือง อ.เมือง จ.ชลบุรี. ปราจีนบุรี : กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี, ๒๕๕๑.
ภาพประกอบ : วัดบางพระวรวิหาร.(2553).ค้นหาเมื่อ 5 มีนาคม 2564, จาก https://www.edtguide.com/.../327381/wat-bang-phar-worawihan
วัดบางพระวรวิหาร.ค้นหาเมื่อ 5 มีนาคม 2564, จาก http://www.gi-cbt.buu.ac.th/location.php?id=56
วัดบางพระวรวิหาร.ค้นหาเมื่อ 5 มีนาคม 2564, จาก https://cbi.onab.go.th/.../category/detail/id/110/iid/6592
#หอสมุดแห่งชาติชลบุรี #สำนักศิลปากรที่5ปราจีนบุรี #กรมศิลปากร #กระทรวงวัฒนธรรม #วัดบางพระวรวิหาร #พระเจดีย์ #หอสวดมนต์ #บางพระ #ศรีราชา #ชลบุรี
นอกจาก กู่บ้านกุดยาง แล้ว ในเขตพื้นที่ อำเภอบำเหน็จณรงค์ ยังพบร่องรอยหลักฐานการมีอยู่ของปราสาทในวัฒนธรรมเขมรอีกหลายแห่ง อาทิ โบราณสถานปรางค์บ้านตาล โบราณสถานสบน้ำมัน ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของกู่บ้านหัวสระ ห่างไปประมาณ 4 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร ร่องรอยของกู่บ้านกุดยาง ปรากฏให้เห็นเฉพาะส่วนฐานของสิ่งก่อสร้าง จากหลักฐานพบว่า กู่บ้านหัวสระ มีปราสาทประธานหลังเดียว หันด้านหน้าไปทางตะวันออก ก่อสร้างด้วยศิลาแลงและหินทราย ส่วนฐานชั้นล่างสุดถูกฝังจมอยู่ใต้ดินทั้งหมด ไม่เห็นรูปทรงที่ชัดเจนและไม่สามารถตรวจสอบขนาดความกว้าง – ความยาวได้ บนผิวดินพบร่องรอยของหินทรายสีแดงที่วางเรียงเป็นกรอบส่วนฐานของชั้นเรือนธาตุของปราสาท แผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพิ่มมุม ขนาดกว้าง – ยาว ด้านละประมาณ 4.30 เมตร ทางด้านตะวันออกที่ตำแหน่งประตูทางเข้า พบร่องรอยของหินกรอบประตูและเสาประดับกรอบประตู ทั้ง 2 ข้าง นอกจากนี้ที่ทางด้านตะวันออก ยังพบหลักฐานหินทรายสีแดงวางเรียงเป็นกรอบฐานของห้องมุข ขนาดกว้าง 2.50 เมตร ยื่นออกมากจากฐานของปราสาท ระยะ 1.50 เมตร เหนือจากส่วนฐานขึ้นไปซึ่งตามรูปแบบแล้วจะเป็นส่วนเรือนธาตุและชั้นยอดของปราสาท พังทลายลงหมดแล้ว ด้านทิศตะวันออกของกู่บ้านหัวสระ ระยะทางประมาณ 140 เมตร ปรากฏบารายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 150 เมตร ยาว 220 เมตร ปัจจุบันได้รับการขุดลอกและปรับปรุงแล้ว มีการใช้ประโยชน์ในการเก็บกักน้ำ จากรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่พบและวัสดุที่นำมาใช้สร้างปราสาท จึงสันนิษฐานว่ากู่บ้านหัวสระมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18 นอกจาก กู่บ้านกุดยาง แล้ว ในเขตพื้นที่ อำเภอบำเหน็จณรงค์ ยังพบร่องรอยหลักฐานการมีอยู่ของปราสาทในวัฒนธรรมเขมรอีกหลายแห่ง อาทิ โบราณสถานปรางค์บ้านตาล โบราณสถานสบน้ำมัน ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของกู่บ้านหัวสระ ห่างไปประมาณ ๔ กิโลเมตร และ ๑๐ กิโลเมตร --------------------------------------------------------------ข้อมูลโดย นายนภสินธุ์ บุญล้อม นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา--------------------------------------------------------------
โครงการสร้างภาคีเครือข่ายบุคลากรทางการศึกษาในการดูแลรักษาโบราณสถานเมืองพิมาย วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๔ ณ อาคารอเนกประสงค์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๔ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง และหลุมขุดค้นทางโบราณคดีวัดโพธิ์ศรีใน อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี
ศิลปะรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๕ กว้าง ๘๔.๕ เซนติเมตร สูง ๑๘๙ เซนติเมตร
สำหรับสมเด็จพระมหาสมณเจ้าทรง กระทรวงวังส่งมา
พระราชยานประทับราบสำหรับสมเด็จพระมหาสมณเจ้า (พระสังฆราชที่เป็นพระบรมวงศ์) ทำด้วยไม้แกะสลักปิดทองประดับกระจก หลังคาทรงคฤห์ซ้อน ๒ ชั้น กรอบหน้าบันประดับช่อฟ้า ใบระกา และนาคเบือน มีพนักพิงและราวขอบพนัก พนักด้านข้างและด้านหน้าทำด้วยงาช้างจำหลักเป็นลวดลายแก้วชิงดวง สำหรับพนักพิงด้านหลังประดับกระจกลายยา มีสาแหรกสำหรับหาม ใช้คนหาม ๘ คน
พระวอช่อฟ้าหลังนี้ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๕ คราวพระราชพิธีมหาสมณุตมาภิเษก สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ พ.ศ. ๒๔๓๔ ดังปรากฏตาม “พระประวัติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมสมเด็จพระปวเรศวริยาลงกรณ์” ซึ่งตีพิมพ์ ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙ (๙ ตุลาคม ๒๔๓๕) ความตอนหนึ่งว่า
"...พระราชทานเสวตฉัตรห้าชั้น แลตาลปัตรพื้นตาด พัดรองปักตรามหาสมณุตมาภิเศก พานพระศรีพระเต้าน้ำบ้วนพระโอษฏ์ทองขาวซึ่งเปนเครื่องราชูปโภค แลพระวอช่อฟ้า เรือพระที่นั่งศรี เปนพระเกียรติยศ...”
และเข้าใจว่าคงจะเป็น พระวอช่อฟ้า องค์เดียวกันนี้เอง ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานในการพระราชพิธีมหาสมณุตมาภิเษก สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เมื่อพ.ศ. ๒๔๕๓ ดังปรากฏใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒๗ (วันที่ ๒๘ มกราคม ร.ศ. ๑๒๙)
“...เจ้าพนักงานกรมพระราชยานแต่งพระวอช่อฟ้าตั้งถวายที่พระอุโบสถ กรมฝีพายผูกแต่งเรือศรีม่านทองไปเทียบฉนวนน้ำน่าพระอาราม ถวายประดับพระอิศริยยศด้วย”
อนึ่งในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พ.ศ.๒๕๕๑ และพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พ.ศ. ๒๕๕๕ พระวอช่อฟ้าองค์นี้มีหน้าที่อัญเชิญพระสรีรางคารจากพระเมรุท้องสนามหลวงมายังพระศรีรัตนเจดีย์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ออกนามตามหมายรับสั่งว่า "พระวอสีวิกากาญจน์"
ชื่อเรื่อง อุณฺหิสวิชย (อุณณหิสสวิไช)
สพ.บ. 266/1ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 24 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 59 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา--บทสวดมนต์
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจากวัดบ้านหมี่ ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี