ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,552 รายการ

รายงานการเดินทางไปราชการ ณ สาธารณรัฐอินเดีย   ๑.     ชื่อโครงการ “โครงการหุ้มทองคำยอดฉัตรพระมหาเจดีย์พุทธคยา” ๒.     วัตถุประสงค์  พิธีสมโภชน์ยอดฉัตรพระมหาเจดีย์พุทธคยา ตามหนังสือขอความอนุเคราะห์จัดการ แสดงจากประธานโครงการหุ้มทองคำยอดฉัตรพระมหาเจดีย์พุทธคยา ๓.     กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๑๕-๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ๔.     สถานที่ เมืองคยา รัฐพิหาร  ณ พระมหาโพธิเจดีย์ พุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย ๕.     หน่วยงานผู้จัด พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ๖.     หน่วยงานสนับสนุน พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว“โครงการหุ้มทองคำยอดฉัตรพระมหาเจดีย์พุทธคยา” ๗.     กิจกรรม วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ จัดดอกไม้ตกแต่งเสลี่ยง ประกอบธงใช้เข้าขบวนแห่ วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ แต่งตัว แต่งหน้า ทำผม ผู้ร่วมขบวนแห่ยอดฉัตรทองคำ เวลา ๐๖.๐๐ น.  จัดริ้วขบวน ขบวนกลองยาวนำหน้าขบวนแห่ยอดฉัตรทองคำ เวลา ๐๗.๐๐ น.  เคลื่อนขบวนแห่เข้าสู่พระมหาเจดีย์พุทธคยาเพื่อทำพิธีอัญเชิญยอดฉัตรทองคำ เวลา ๑๑.๐๐ น. กลองยาวตีส่งท้ายอีกครั้งเสร็จพิธีสมโภชอัญเชิญยอดฉัตรทองคำขึ้นสู่ยอดฉัตรพระมหาเจดีย์พุทธคยา ๘.      คณะผู้แทนไทย ๑.     นายอเนก อาจมังกร                ดุริยางคศิลปินอาวุโส           หัวหน้าคณะ ๒.     นางสุพรทิพย์ ศุภรกุล              นาฏศิลปินชำนาญงาน         เลขาคณะ ๓.     นายนิเวศน์ ฤาวิวา                  ดุริยางคศิลปินอาวุโส             ผู้บรรเลง ๔.     นายสุรพงศ์ โลหิตาจล             ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน    ผู้บรรเลง ๕.     นายอนุชา บริพันธุ์                   ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน    ผู้บรรเลง ๖.     นายสุรศักดิ์ กิ่งไทร                  ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน    ผู้บรรเลง ๗.     นายทวีศักดิ์ อัครวงษ์               ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน    ผู้บรรเลง ๘.     นายจตุพร ดำนิล                    ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน    ผู้บรรเลง ๙.     นายกิติศักดิ์ เขาสถิต               ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน    ผู้บรรเลง ๑๐.  นายประยงค์ ทองคำ   ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน    ผู้บรรเลง ๑๑.  นายอาทิตย์ ผ่อนร้อน               ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน    ผู้บรรเลง ๑๒.  นายปิยะ แสวงทรัพย์               ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน    ผู้บรรเลง ๑๓.  นายกรรธวัช แกวอ่อน              ดุริยางคศิลปินปฏิบัติงาน      ผู้บรรเลง ๑๔.  นายภูธิชย์ พึ่งสัตย์                  ดุริยางคศิลปินปฏิบัติงาน      ผู้บรรเลง ๑๕.  นายนิรันดร์ หรุ่นทะเล              ดุริยางคศิลปินปฏิบัติงาน      ผู้บรรเลง ๑๖.  นายมารุต มากเจริญ    ดุริยางคศิลปินปฏิบัติงาน      ผู้บรรเลง        ๙. สรุปสาระของกิจกรรมสมโภชยอดฉัตรทองคำ จัดขบวนแห่ยอดฉัตรทองคำ ขบวนกลองยาวพร้อมผู้ตีนำขบวนแห่ยอดฉัตรทองคำจำนวน ๑๕ คน ประกอบด้วยคนตีกลอง  ๘ คน  คนปี่ ๑ คน  ตีโหม่ง ๑ คน ฉิ่ง ๑ คน  ฉาบ ๑ คน กรับ ๓ คน             จัดอุปกรณ์ประกอบริ้วขบวนแห่ยอดฉัตรทองคำได้แก่ ฉัตรผ้า ๕ ชั้น จำนวน ๔ ต้น เสลี่ยง ๑ คันพร้อมตกแต่ง ดูแลริ้วขบวน ๑ คน ปฏิบัติหน้าที่แต่งหน้า ทำผม แต่งตัว จัดเครื่องแต่งกายชุดไทยชาย-หญิง ผู้เข้าร่วมขบวนแห่ จำนวน ๗๖ ชุด ประกอบด้วย             ชุดราชปะแตน  จำนวน  ๓ ชุด             ชุดไทยพระราชทาน  จำนวน ๔ ชุด             ชุดไทยพระราชนิยม  จำนวน  ๓ ชุด             ชุดไทยนางใน              จำนวน ๘ ชุด             ชุดไทยแขนกระบอก     จำนวน ๒๐ ชุด         ชุดรำกลองยาว            จำนวน ๘ ชุด             ชุดเสื้อคอกลมลายดอก จำนวน ๑๐ ชุด              ชุดเทวดา                      จำนวน ๘ ชุด          ชุดทหารหูกระต่าย       จำนวน ๑๒ ชุด      ๑๐.ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม             กิจกรรมดังกล่าวเป็นโครงการที่ส่งเสริมพุทธศาสนาจัดสร้างขึ้นด้วยศรัทธาของชาวไทยพุทธทั่วประเทศที่ควรได้รับการสนับสนุนแต่การเตรียมงานการจัดริ้วขบวนที่ขอความอนุเคราะห์ด่วนมากทำให้การประสานงานขออนุมัติการเดินทางมีเวลาน้อยมากประกอบกับการจัดเตรียมอุปกรณ์ที่ต้องนำไปใช้มีหลายชิ้นนับเป็นงานท้าทายที่บุคลากรที่เกี่ยวข้องต้องเร่งจัดให้ทันก่อนถึงเวลาเดินทางด้วยความร่วมมือของทุกฝ่ายทำให้งานสำเร็จลุล่วงด้วยดีตามวัตถุประสงค์ตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่พุทธคยาทีมงานได้ดูแลคณะตามสมควรต่อเหตุการณ์โดยจัดที่พักให้ที่โรงแรมจัดอาหารไทยโดยให้รับประทานร่วมกันกับคณะคนไทยที่ไปทำบุญเนื่องจากเป็นงานบุญการดูแลเรื่องการเดินทางผู้รับผิดชอบโครงการใช้วิธีเหมาลำเที่ยวบินคณะต้องเดินทางร่วมกับผู้ร่วมงานหลากหลายกลุ่มการดูแลคณะระหว่างการเดินทางอยู่ในความรับผิดชอบของหัวหน้าคณะทัวร์เนื่องจากที่นั่งทั้งเที่ยวไปและกลับแยกเที่ยวบินกับผู้แทนโครงการ เมื่อถึงสนามบินคยาคณะผู้แทนโครงการคอยต้อนรับและจัดรถส่งเข้าที่พักโรงแรม             หมายกำหนดการไม่ชัดเจนปรับเปลี่ยนตลอดเวลาของการเดินทางหากต้องมีการเดินทางแบบเหมาลำอีกขอกำหนดเวลาที่แน่นอนเพื่ออำนวยสะดวกในการทำงานของคณะ                                                                                              นางสุพรทิพย์ ศุภรกุล  ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ


  ***บรรณานุกรม*** กรมศิลปากร สิบสองเรื่องอุปรากรเรียบเรียงขึ้นในกองการสังคีตกรมศิลปากร พระนคร โรงพิมพ์พระจันทร์ 2495


     รวบรวมภาพ พระราชกรณียกิจ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนารถบพิตร ในขณะครองราชย์ ดำรงพระอิสริยยศเป็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ บรมนารถบพิตร รัชกาลที่ 9  ประจำปี พ.ศ. 2524 - 2537     ผู้แต่ง            สำนักงานเสิมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล     โรงพิมพ์         รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977)     ปีที่พิมพ์         2542     ภาษา             ไทย - อังกฤษ     รูปแบบ           pdf     เลขทะเบียน    หช.จบ. 146  จบ (ร) (191)


หมวดหมู่                        พุทธศาสนาภาษา                            บาลี/ไทยอีสานหัวเรื่อง                          พิธีศพ                                    แง่ศาสนา                                    พุทธศาสนาประเภทวัสดุ/มีเดีย            คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ                    24 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 57 ซม. บทคัดย่อ                      เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับชาดทึบ ได้รับบริจาคมาจากพระอธิการเด่น ปญฺญาทีโป วัดคิรีรัตนาราม  ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ดำเนินการอนุรักษ์เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2534  


หมวดหมู่                    พุทธศาสนาประเภทวัสดุ/มีเดีย        คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ                26 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 56 ซม.  หัวเรื่อง                      พระสูตร                               พระไตรปิฎก                               ชาดก                               พุทธศาสนา—คัมภีร์ ภาษา                        บาลี/ไทย บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากพระครูวิมลสังวร วัดแค ต.รั้วใหญ่ อ.เมืองฯ จ.สุพรรณบุรี    


เลขทะเบียน : นพ.บ.35/2ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  64 หน้า  ; 4.5 x 54 ซ.ม. : รักทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 20 (205-216) ผูก 8หัวเรื่อง : แปดหมื่นสี่พันขันธ์ --เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.61/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  26 หน้า ; 3.7 x 53 ซ.ม. : ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 39 (382-387) ผูก 6หัวเรื่อง : แทนน้ำนมแม่ --เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


พระคเณศ วัสดุ สำริดศิลปะขอมแบบบายน พุทธศตวรรษที่ 18 พบที่ ตำบลพังยาง อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มัชฌิมาวาส           พระคเณศองค์นี้ เป็นพระคเณศขนาดเล็ก สูงประมาณ 6 เซนติเมตร มีลักษณะเป็นพระคเณศ 2 กร (มือ) อยู่ในอิริยาบถประทับนั่งบนแท่นฐานทรงสี่เหลี่ยมในท่าแบบชวา โดยคุกพระชานุ (เข่า) ซ้ายลงกับพื้น และยกพระชานุ (เข่า) ขวาขึ้น พระหัตถ์ (มือ) ซ้ายถือขนมโมทกะ สัญลักษณ์ของสติปัญญาอันยอดเยี่ยม พระหัตถ์ (มือ) ขวาถืองาหัก งวงอยู่ในลักษณะห้อยตรงคดโค้งเล็กน้อย มีความยาวเพียงระดับพระอุระ (อก) สวมมงกุฎ มีกระบังหน้า และทรงพระภูษา (ผ้านุ่ง) สั้นเหนือพระชานุ (เข่า) ลักษณะคล้ายเทวรูปในศิลปะขอมแบบบายน สวมสายยัชโญปวีต หรือสายธุรำพาดพระอังสา (บ่า, ไหล่) ขวา ซึ่งสายยัชโญปวีต หรือสายธุรำ เป็นเชือกหรือด้ายมงคลศักดิ์สิทธิ์ของวรรณะพราหมณ์ เพื่อแสดงความเป็นพราหมณ์ อันหมายถึงผู้ที่ถือกำเนิด 2 ครั้ง โดยครั้งแรกถือกำเนิดจากครรภ์มารดา ครั้งที่ 2 ถือกำเนิดโดยผ่านพิธีกรรมทางศาสนา เป็นพราหมณ์โดยสมบูรณ์ จึงจะมีสิทธิ์คล้องสายยัชโญปวีต หรือสายธุรำ พระอุระ (อก) ด้านซ้ายมีปมเชือกที่เรียกว่า พรหมามุทิ ทรงเครื่องประดับตกแต่งแบบกษัตริย์ มีสร้อยพระศอ (สร้อยคอ) พาหุรัด (กำไลต้นแขน) ทองพระกร (กำไลข้อมือ) และทองพระบาท (กำไลข้อเท้า)           จากลักษณะของประติมากรรม และเครื่องแต่งกาย สันนิษฐานได้ว่าพระคเณศองค์นี้น่าจะมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 และจากการที่พระคเณศองค์นี้เป็นพระคเณศที่มีขนาดเล็ก และมีลักษณะที่มีความคล้ายคลึงกับเทวรูปในศิลปะขอมแบบบายน ทำให้สันนิษฐานได้ว่าอาจจะถูกนำเข้ามาจากที่อื่น โดยพ่อค้าชาวต่างชาติที่นำติดตัวเข้ามาทำการค้าในบริเวณคาบสมุทรสทิงพระ ตามคติการนับถือพระคเณศที่เชื่อว่าทรงเป็นเทพเจ้าที่ช่วยขจัดอุปสรรคและประทานความสำเร็จในการเดินทางและการค้าขาย           พระคเณศเป็นเทพเจ้าที่สันนิษฐานกันว่า แต่เดิมเป็นเทพพื้นเมืองของอินเดีย ซึ่งต่อมากลายเป็นเทพเจ้าสำคัญในศาสนาฮินดู ทรงเป็นเทพเจ้าที่เป็นที่เคารพนับถือมากที่สุดองค์หนึ่ง สืบเนื่องมาจากมีคติความเชื่อที่ว่าทรงเป็นเทพเจ้าที่สามารถขจัดอุปสรรคทั้งปวง และยังเป็นเทพเจ้าแห่งศิลปวิทยาและการประพันธ์            คติการนับถือพระคเณศได้แพร่กระจายมาสู่ดินแดนประเทศไทยเป็นเวลาช้านาน จากหลักฐานประติมากรรมรูปเคารพของพระคเณศในระยะแรกบนแผ่นดินไทย ปรากฏขึ้นตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 สำหรับบริเวณคาบสมุทรภาคใต้ของไทยมีการพบพระคเณศที่เก่าแก่ที่สุดในบริเวณคาบสมุทรสทิงพระ แม้ว่าพระคเณศจะไม่ได้รับการนับถือเป็นเทพเจ้าสูงสุดในดินแดนประเทศไทย ซึ่งมีการรับนับถือพุทธศาสนามาเป็นเวลาช้านาน แต่การพบหลักฐานประติมากรรมรูปเคารพพระคเณศที่มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ในดินแดนประเทศไทยตลอดมา ก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นเทพเจ้าองค์สำคัญในการประกอบพิธีกรรมตามหลักความเชื่อของศาสนาฮินดูสืบมาจนถึงปัจจุบัน           พระคเณศในคติความเชื่อของไทยแสดงถึงความเป็นเทพเจ้าผู้ขจัดอุปสรรค ผู้ได้รับการบูชาก่อนเทพเจ้าองค์อื่น ๆ ในกิจการอันเป็นมงคล หรือในการศึกษาศาสตร์ต่าง ๆ พระคเณศจึงกลายเป็นบรมครูแห่งศิลปวิทยาการแขนงต่าง ๆ ด้วย อ้างอิง : 1. กรมศิลปากร. สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ. โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์, 2549. 2. กรมศิลปากร. สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ. พระคเณศ เทพแห่งศิลปากร. กรุงเทพฯ: สมาพันธ์, 2554. 3. จิรัสสา คชาชีวะ. พระพิฆเนศวร์ : คติความเชื่อและรูปแบบของพระพิฆเนศวร์ที่พบในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์, 2547. 4. พิริยะ ไกรฤกษ์. ศิลปทักษิณก่อนพุทธศตวรรษที่ 19. กรุงเทพฯ: อมรินทร์การพิมพ์, 2523. 5. อุไร จันทร์เจ้า. "ร่องรอยหลักฐานของศาสนาพราหมณ์ในชุมชนโบราณบนคาบสมุทรสทิงพระ ก่อนพุทธศตวรรษที่ 19." วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2560.ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา


“…ส่วนตัวเมืองนครราชสีมานั้น ก็มีความเชื่อใจว่า ถ้าไม่ตายเสียก่อนคงจะได้ไปเห็น เป็นการแน่ใจมากกว่าประเทศยุโรป ซึ่งไม่เชื่อว่าโรคภัยไข้เจ็บจะปล่อยให้ไปได้..”   พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทาน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงใหญ่เมืองนครราชสีมา ร.ศ.110          ปัจจุบันเมืองนครราชสีมากลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ สังคมและการรถไฟที่สำคัญของภาคอีสาน ในฐานะประตูสู่ภาคอีสาน สถานีรถไฟนครราชสีมาหรือที่ชาวโคราชรู้จักโดยทั่วไปว่า “หัวรถไฟ” เป็นสถานที่มีขนาดใหญ่ และเป็นศูนย์ซ่อมรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถัดจากสถานีนครราชสีมามาทางด้านทิศตะวันออกที่สถานีรถไฟชุมทางถนนจิระเป็นชุมทางระหว่างทางรถไฟสายอีสานตอนบนที่จะแล่นไปสิ้นสุดที่อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย และรถไฟสายอีสานตอนล่างที่จะแล่นไปสิ้นสุดที่อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ในจังหวัดนครราชสีมา มีอำเภอที่มีเส้นทางรถไฟพาดผ่าน ทั้งสิ้น 10 อำเภอ ได้แก่ อำเภอปากช่อง อำเภอสีคิ้ว อำเภอสูงเนิน เมื่อถึงอำเภอเมืองนครราชสีมา แบ่งเป็น 2 สายคือ 1. สายอีสานตอนบนผ่านอำเภอโนนสูง อำเภอคง อำเภอบัวใหญ่ อำเภอบัวลาย 2. สายอีสานตอนล่าง ผ่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอจักราช อำเภอห้วยแถลง แรกเริ่มของเส้นทางรถไฟเส้นแรกในประเทศไทยนั้น สร้างขึ้นเมื่อ ปี 2434 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เริ่มต้นจากกรุงเทพฯ ปลายทางคือนครราชสีมา โดยพระองค์มีพระราชประสงค์เพื่อพัฒนาสยามให้รุ่งเรือง ทัดเทียมนานาอารยะประเทศ ทรงมีพระราชดำริถึงการสร้างทางรถไฟจะช่วยเพิ่มความสะดวก ลดระยะเวลาการเดินทาง ง่ายต่อการเดินทางไปตรวจราชการในหัวเมืองต่างๆ ความว่า “…ทรงพระราชดำริเห็นว่า การสร้างทางรถไฟเดินไปมาในระหว่างหัวเมืองไกล เป็นเหตุให้เกิดความเจริญแก่บ้านเมืองได้เป็นอย่างสำคัญ เพราะทางรถไฟอาจจะชักย่นหนทางหัวเมืองซึ่งตั้งอยู่ไกล ไปมาถึงกันยากให้เป็นหัวเมืองใกล้ ไปมาถึงกันได้สะดวกเร็วพลัน การย้ายของสินค้าไปมาซึ่งเป็นการลำบากก็สามารถจะย้ายขนสินค้าไปมา ซึ่งเป็นการลำบาก ก็สามารถจะย้ายขนไปมาถึงกันได้โดยง่าย...เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาราษฎรมีการตั้งทำมาหากินกว้างขวางออกไป...ทั้งเป็นคุณประโยชน์ในการบังคับบัญชา ตรวจตราราชการ บำรุงรักษาพระราชอาณาเขตให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุขโดยสะดวก...” การก่อสร้างทางรถไฟสายนี้แล้วเสร็จในปี 2443 รวมระยะทางจาก กรุงเทพฯ - นครราชสีมา ทั้งสิ้น 265 กิโลเมตรโดยใช้งบประมาณรวมทั้งหมด 17,585,000บาท เส้นทางรถไฟสายอีสานจากกรุงเทพฯถึงนครราชสีมา ในปัจจุบันนี้ ถูกกำหนดขึ้นตามประกาศพระราชกฤษฎีกาสำหรับการที่จะสร้างรถไฟ ตามที่ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราขึ้นรายละเอียด มาตรา 1 ระบุว่า “...ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานกระทรวงโยธาธิการ สร้างรถไฟขนาดใหญ่ตามอัตรา ตั้งแต่กรุงเทพฯไปทางบางปอินกรุงเก่าแลเมืองสระบุรี ถึงเมืองนครราชสีมาสายหนึ่ง...” เมื่อ วันที่ 21 ธันวาคม ปี 2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จพระราชดำเนิน เสด็จพระราชดำเนินเปิดทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา อย่างเป็นทางการและประทับรถไฟพระที่นั่งสู่เมืองนครราชสีมา เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรและตรวจราชการเมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นศูนย์กลางของมณฑลลาวกลาง ระหว่างวันที่ 21 ธันวาคม – 25 ธันวาคม ปี 2443 จากบันทึกการเดินทางระบุว่า รถไฟพระที่นั่งเสด็จออกเดินทางในเวลา 07.25 น. และถึงเมืองนครราชสีมา ในเวลาประมาณ 16.00 น. รวมใช้เวลาเดินทางในขณะนั้นประมาณ 9 ชั่วโมง แวะพักเป็นจุดๆ ได้แก่ เมืองกรุงเก่า เมืองแก่งคอย เมืองปากช่อง เมืองสีคิ้ว ตามลำดับ ในปัจจุบันรถไฟ ประเภทรถเร็ว จากกรุงเทพฯ ถึง นครราชสีมา ใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง หากรถไฟพระที่นั่งไม่หยุดพักคงใช้เวลาเดินทางใกล้เคียงกัน ภายหลังจากเส้นทางรถไฟกรุงเทพฯ-นครราชสีมา เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการแล้วนั้น เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อวิถีของชาวโคราชในช่วงเวลานั้นหลายประการ ทั้งในด้านการอุปโภค บริโภค การขยายตัวของเมืองดังปรากฏให้เห็นจากรายงานผลการเดินทางไปตรวจราชการ ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ปี 2445 เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ซึ่งในขณะนั้นกิจการรถไฟดำเนินการไปแล้วกว่า 1 ปี ดังนี้1. สินค้าอุปโภค บริโภคคนโคราชนำสินค้าขึ้นมาขายจากกรุงเทพฯ โดยตรง มีทั้งข้าวเปลือก สุกร ยาง ส้ม มะขามป้อม สมอ นุ่น มะขามฝัก (เพราะคนเมืองนี้ไม่กิน) มะเกลือ ส้ม อ้อย เนื้อโค ไม้เสาเรือน ไม้ไถ ไม้เครื่องเกวียน ไม้แดง ไม้ท่อน ศิลา โค ม้า เป็ด ไก่ หมากพลู ปูนแดง ยาจืด และสินค้าพิเศษคือการนำน้ำแข็งมาจากกรุงเทพฯ2. วิถีการบริโภคคนในเมืองโคราชเริ่มหันมาบริโภคเกลือทะเลแทนเกลือสินเธาว์ บริโภคยาเส้นจากกรุงเทพฯ ซึ่งมีต้นตำรับจากเกาะกร่าง ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง และปลูกอย่างแพร่หลายที่เมืองกาญจนบุรี แทนยาเส้นจากเดิมที่นำมาจากเมืองเพชรบูรณ์กับเมืองหนองคาย และคนโคราชเปลี่ยนการบริโภคปลาร้า จากเดิมซื้อจากเมืองพิมาย หันมาบริโภคปลาร้าจากกรุงเก่า เมืองอยุธยา3. การแลกเปลี่ยนสินค้าในเรื่องการแลกเปลี่ยนสินค้าของพ่อค้าคนกลาง พ่อค้าจากมณฑลอิสาน (อุบลราชธานี) แบะมณฑลอุดร (อุดรธานี) ไม่รับสินค้าผ่านพ่อค้าคนกลางเมืองโคราชแล้ว แต่ลงไปซื้อด้วยตนเองที่กรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีการนำปลาย่าง ปลากรอบ จากพระตะบอง บรรทุกใส่เกวียนคราวละ 50-60 เล่ม แล้วบรรทุกรถไฟลงไปขายที่กรุงเทพฯ4. สิ่งปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้าง ทั้งโรงเรือนมุงสังกะสี และโรงแถวปลูกใหม่ ในเมืองโคราชมีเพิ่มขึ้นทั้งในเมืองและนอกเมืองค่อนไปทางสถานีรถไฟนครราชสีมาในปัจจุบัน ที่ดินมีราคาเพิ่มสูงขึ้น ถึงตารางวาละ 6-7 บาท เมื่อมีความต้องการมากขึ้นจึงส่งผลให้เกิดโรงรับจ้างทำอิฐ ทำกระเบื้องขึ้น นอกจากนี้ยังพบบ้านข้างทางรถไฟเกิดขึ้นใหม่ ทั้งที่ลาดบัวขาว สีคิ้ว และที่หนาแน่นที่สุดคือบ้านสูงเนิน (อำเภอสูงเนินในปัจจุบัน) มีชุมชนขนาดใหญ่ มีตลาดและโรงแถว เมื่อมีความต้องการมากขึ้นจึงส่งผลให้เกิดโรงรับจ้างทำอิฐ ทำกระเบื้องขึ้น นอกจากนี้ยังพบบ้านข้างทางรถไฟเกิดขึ้นใหม่ ทั้งที่ลาดบัวขาว สีคิ้ว และที่หนาแน่นที่สุดคือบ้านสูงเนิน (อำเภอสูงเนินในปัจจุบัน) มีชุมชนขนาดใหญ่ มีตลาดและโรงแถว ในอนาคตอันใกล้เมืองนครราชสีมา กำลังจะมีรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็นเมกะโปรเจ็คระดับชาติ ที่จะทำให้การคมนาคมรวดเร็ว สะดวก คล่องตัวเพิ่มขึ้นไปอีก โดยระยะที่ 1 คือเส้นทาง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 252.5 กิโลเมตร มูลค่าการทางลงทุนกว่า 179,413 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดใช้บริการในปี 2566 โดยจังหวัดนครราชสีมาจะมีสถานีรถไฟความเร็วสูงถึง 2 สถานี ได้แก่ สถานีปากช่อง และสถานีนครราชสีมา นับเป็นความโชคดี และเป็นโอกาสสำคัญของชาวนครราชสีมา สืบไป - ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงสนพระราชหฤทัยที่จะเสด็จมาเมืองนครราชสีมาถึงกับเอ่ยในพระราชหัตถเลขาที่พระราชทานแก่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงใหญ่เมืองนครราชสีมา ร.ศ.110 หรือตรงกับ พ.ศ.2434 ความว่า “…ส่วนตัวเมืองนครราชสีมานั้น ก็มีความเชื่อใจว่า ถ้าไม่ตายเสียก่อนคงจะได้ไปเห็น เป็นการแน่ใจมากกว่าประเทศยุโรป ซึ่งไม่เชื่อว่าโรคภัยไข้เจ็บจะปล่อยให้ไปได้..”- แต่ท้ายที่สุดแล้ว 6 ปีต่อมา พระองค์ได้เสด็จไปยุโรปก่อน ในปี 2440 และผ่านไปแล้วกว่า 9 ปี พระองค์จึงเสด็จพระราชดำเนินมาเมืองนครราชสีมา ในวโรกาสเสด็จพระราชดำเนินเปิดทางรถไฟแห่งแรกของสยาม สายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ในเดือนธันวาคม ปี 2443- เมื่อรถไฟมาถึง...น้ำแข็งก็มาถึงโคราชด้วย- เมื่อรถไฟมาถึง...ปลาร้าจากพิมายก็ลดความนิยมลง แล้วหันไปบริโภคปลาร้าจากเมืองกรุงเก่า- เมื่อรถไฟมาถึง...แม้เพียง 1 ปี โคราชก็เปลี่ยนไปดังปรากฏให้เห็นจากรายงานผลการเดินทางไปตรวจราชการ ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ปี 2445 เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย- ในอนาคตอันใกล้ รถไฟความเร็วสูง กำลังจะมาถึง คงมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกมาก เช่นเดียวกับรถไฟขบวนแรกมาถึงโคราชเมื่อ 120 ปีที่ผ่านมา บทความและออกแบบโดยนายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยานักโบราณคดีปฏิบัติการ


วิฬาร์.พริกไทยกับความเป็นไปในอาเซียน.จันท์ยิ้ม.(2):3;ก.พ.-มี.ค.2560              แต่เดิมเป็นเครื่องเทศที่ชาวตะวันตกนิยมกันมาก ตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม  ที่ต้องการจะยึดพื้นที่แถบอาเซียน ก็เพื่อที่หวังจะยึดพื้นที่และผลผลิตในการเกษตร รวมถึงครื่องเทศอย่างพริกไทย ปัจจุบันประเทศไทย ได้นำเข้าพริกไทยแล้วกว่า 2,000 ตัน จากที่เคยเป็นประเทสส่งออก   









black ribbon.