ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,447 รายการ
สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอเชิญชมรายการวิพิธทัศนา เนื่องในโครงการแสดงดนตรีสำหรับประชาชน ปีที่ ๖๙ ”สังคีตสุนทรีย์ถวายพระบรมราชชนนีพันปีหลวง“ วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2569 เวลา 17.30 น. ณ สังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พบกับรายการแสดง ดังนี้
1. การบรรเลงและขับร้องเพลงแขกสาหร่าย ประกอบการแสดงตาโบวิวังต์ เรื่องวิวาหพระสมุท
2. ระบำบานไม้ประดับมุก สุขศรีญี่ปุ่น - ไทย
3. ละครเบิกโรง เรื่องนิลบรรพตเทพสุดา เทพเจ้าแห่งงานช่างสตรี
4. ระบำศิลปหัถกรรม
5. ระบำอัฐโลกบาล
6. ละครพันทาง เรื่องผู้ชนะสิบทิศ ตอนบ้านขุนวัง
นำแสดงโดย ศิลปินสำนักการสังคีต, กำกับการแสดงโดย ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ศิลปินแห่งชาติ, อำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต บัตรเข้าชมราคา 20 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร. 0 2221 6532, 0 2224 1342
ทั้งนี้ รายการดนตรีสำหรับประชาชน ณ สังคีตศาลา เป็นรายการแสดงด้านศิลปวัฒนธรรม ที่สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อนำเสนอการบรรเลง ขับร้อง และการแสดงที่หลากหลาย ซึ่งล้วนแสดงออกถึงเอกลักษณ์ที่มีคุณค่าอันควรแก่การอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกของชาติ สำหรับปีนี้ กำหนดจัดการแสดงทุกวันอาทิตย์ รวม 6 ครั้ง ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2569 เวลา 17.30 น. - 19.30 น. โดยมีรายการแสดงโขน การแสดงละคร การแสดงวิพิธทัศนา การบรรเลงและขับร้องดนตรีไทย การบรรเลงและขับร้องดนตรีสากล สลับสับเปลี่ยนกันไปทุกอาทิตย์
ขอเชิญผู้สนใจชมการแสดงรายการ “สังคีตสุนทรีย์ถวายพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ณ สังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ค่าเข้าชมการแสดงคนละ 20 บาท (จำหน่ายบัตรหน้างานก่อนการแสดง 1 ชั่วโมง) นำส่งเป็นเงินรายได้แผ่นดิน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมด้านนาฏดุริยางคศิลป์
*รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ*สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพระราชกรณียกิจและเยี่ยมพสกนิกรที่มาเฝ้ารับเสด็จ ฯ ณ จังหวัดกำแพงเพชร ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ (ภาพที่ ๑) และ พ.ศ. ๒๕๒๑ (ภาพที่ ๒-๓)ที่มาภาพ๑. พระพรหมวัชรวิสุทธิ์ (อดุลย์ อมโร เจ้าอาวาสวัดคูยาง พระอารามหลวง และเจ้าคณะภาค ๔ )๒.-๓. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กรมศิลปากร #วันแม่แห่งชาติ#แม่ของแผ่นดิน
ชื่อเรื่อง หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 9 ฉบับที่ 575 (16 พ.ค. 2510)
ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น
สถานที่พิมพ์ สุพรรณบุรี
สำนักพิมพ์ มนัสการพิมพ์
ปีที่พิมพ์ 2510
ลักษณะวัสดุ 8 หน้า. : กว้าง 40.5 ซ.ม. ยาว 54.5 ซ.ม.
ภาษา ไทย
อังศุธร บุญวิวัฒน์
(2518 – 2545)
นางอังศุธร บุญวิวัฒน์ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 ที่บ้านเลขที่ 13 ตำบลบางพระ อำเภอเมือง จังหวัดตราด บิดาชื่อ นายสุเมธชัย คงฉิม มารดาชื่อ นางศรีโสภา คงฉิม มีพี่น้อง 3 คน ดังนี้
1. นางสาวดุสิดา คงฉิม
2. นายวิกรานต์ คงฉิม
3. นางอังศุธร บุญวิวัฒน์
การศึกษา
ระดับชั้นประถมปีที่ 1 – 3 โรงเรียนเทศบาล 1 จังหวัดพัทลุง
ระดับชั้นประถมปีที่ 4 – 6 โรงเรียนอนุบาลยะลา จังหวัดยะลา
ระดับชั้นมัธยมปีที่ 1 – 6 โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จังหวัดยะลา
ระดับปริญญาตรี นิเทศศาสตร์ (วิทยุ - โทรทัศน์) สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา
การทำงาน
- จัดรายการวิทยุ คลื่น FM 97.5 MHz อ.ส.ม.ท. Nice Station
- จัดรายการวิทยุ คลื่น FM 103.5 MHz อ.ส.ม.ท. สิงห์บุรี
- จัดรายการวิทยุ ขส. มิวสิค คลื่น FM 102 MHz ขส.ทบ.
- ผู้ควบคุมการผลิตรายการเมืองหลวงของเรา ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 11 กรุงเทพมหานคร
- ผู้ควบคุมการผลิตรายการชีวิตที่กำหนด ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ITV ของกรมประชาสงเคราะห์
- ผู้ควบคุมการผลิตรายสบาย สบาย ไทยแลนด์ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 อ.ส.ม.ท.
- ผู้ควบคุมการผลิตรายการลดเลี้ยวเที่ยวไป ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
- ผู้ควบคุมการผลิตรายการ 3 นาทีก่อนเที่ยง ทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 อ.ส.ม.ท.
- ตำแหน่ง Marketing Manager Studio four in one Partnership
- ตำแหน่ง Account Executive บริษัทเดียน่า จำกัด
- ตำแหน่ง Creative บริษัท นิกกี้ สตูดิโอ โปรดักชั่น จำกัด
ชีวิตครอบครัว
สมรสกับนายวินิจ บุญวิวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. เมื่อวันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2542 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานน้ำสังข์ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล หัวหิน
การถึงแก่กรรม
นางอังศุธร บุญวิวัฒน์ ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2545 เวลา 11.30 น. โดยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ที่ทางหลวงสาย 36 ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 31 – 32 ตำบลนิคมพัฒนา กิ่งอำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง
ข้อมูลหนังสืออนุสรณ์งานศพ
บรรณานุกรม
รวมเรื่องและข้อปฏิบัติเกี่ยวกับราชสำนัก. กรุงเทพฯ: อมรินทร์, 2545.
รายละเอียดเนื้อหา
หนังสืออนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ นายวินิจ - นางอังศุธร บุญวิวัฒน์ ณ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2545 ภายในเล่มมีประวัติและภาพของผู้วายชนม์ และคำไว้อาลัย
เนื้อหารวบรวมข้อปฏิบัติเกี่ยวกับราชสำนัก ได้แก่ การขอพระราชทานเชิญเสด็จพระราชดำเนิน ธรรมเนียมการรับเสด็จและข้อปฏิบัติในการเข้าเฝ้า การแต่งกายในงานพิธีต่างๆ การถวายความเคารพของสุภาพสตรี การขอพระราชทานพระกรุณาและการเข้าเฝ้าในโอกาสต่าง ๆ การปฏิบัติในฐานะแทนพระองค์ การขอพระราชทานผ้าพระกฐิน การขอพระราชทานตราตั้งห้าง การทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ระเบียบการบรรเลงดุริยางค์ในการพระราชพิธีหรือพิธีการต่างๆ การดื่มถวายพระพร ระเบียบเรื่องการใช้ธง การจัดงานเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาในท้องถิ่น การจัดงานวันปิยมหาราช และวันที่ระลึกรัชกาลที่ 6 ความหมายของคำว่า “หมายรับสั่ง” “หมายกำหนดการ” และ “กำหนดการ” และคำราชาศัพท์
เลขเรียกหนังสือ ห 390.22 พ381ร
สถานที่จัดเก็บ ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
ชื่อเรื่อง : 600 ปีติโลกราชกับมิติทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ล้านนาในยุคปัจจุบัน ผู้แต่ง : สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ปีที่พิมพ์ : 2552 สถานที่พิมพ์ : เชียงใหม่ สำนักพิมพ์ : สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เนื่องในวโรกาสครบรอบ 60 ปี พระประสูติของพระญาติโลกราช ที่เป็นกษัตริย์ลำดับที่ 10 ของราชวงศ์มังราย ตลอดรัชสมัยของพระองค์ได้ขยายอาณาเขตไปทั่วทุกทิศ ทั้งยังรงทำนุบำรุงพุทธศาสนาให้มีความเจริญรุ่งเรือง ด้วยการปฏิสังขรณ์วัดเจดีย์หลวง ทรงสร้างวัดป่าแดงมหาวิหาร และเพื่อรำลึกถึงพระราชกรณีย์กิจของพระองค์ปกครองไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ให้อยู่เย็นเป็นสุข เสริมสร้างความมั่นคงให้กับอาณาจักรล้านนา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ล้านนาในยุคปัจจุบันขึ้น ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2552 ณ หอประชุมอาคารรวมวิจัย และบัณฑิตศึกษา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
***บรรณานุกรม***
กรมศิลปากร
เอกสารของเฮนรี่ เบอร์นี่ เล่ม2 ตอน1 นางสาวิตรี สุวรรณสถิตย์ แปล กรมศิลปากรพิมพ์ พ.ศ. 2518
กรุงเทพฯ
โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว
2518
Blues for Uthit : เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 46
เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 46
ทรงพระราชนิพนธ์เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ นายอุทิตต์ ทินกร ณ อยุธยา นักดนตรีวงดนตรี อ.ส. วันศุกร์ ที่ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พุทธศักราช 2522 และได้พระราชทานให้วงดนตรี อ.ส. วันศุกร์ นำออกบรรเลงครั้งแรกทางสถานีวิทยุ อ.ส.วันศุกร์ เมื่อวันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พุทธศักราช2522
Royal Composition Number 46
The forty-sixth royal musical composition was written as a memorial to Mr. Uthit Tinakorn Na Ayudhya, a musician of the Aw Saw Wan Suk Band who passed away on 6 August 1979. It was given to the Aw Saw Wan Suk Band to be performed for the first time on Aw Saw Radio on Friday, 10 August 1979.
วันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๙ เวลา ๑๓.๐๐ น. ที่ห้องดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ให้เกียรติเป็นผู้บรรยายในการเสวนาทางวิชาการเรื่อง "ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกรุงรัตนโกสินทร์" โดยมี ที่ปรึกษา รมว.วธ. ผู้ช่วย รมว.วธ. เลขานุการ รมว.วธ. รองอธิบดีกรมศิลปากร นายสหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ พระสงฆ์ นักวิชาการ หน่วยงานราชการ ประชาชน ร่วมรับฟังการบรรยาย
ราชบัลลังก์ ย่อมเป็นที่ปรารถนาของคนที่มีวาสนาอาจไขว่คว้าได้ถึง แม้จะต้องเข่นฆ่ากันระหว่างพี่กับน้อง พ่อกับลูก ก็เคยมีมาแล้วในอดีต
แต่ก็มีกษัตริย์พระองค์หนึ่งของกรุงศรีอยุธยา แม้จะขึ้นครองราชย์อย่างถูกต้องตามราชประเพณี แต่เมื่อทรงทราบว่า มีคนอื่นอยากได้จนตัวสั่น ก็ยอมสละให้แต่โดยดีขณะที่ครองราชบัลลังก์มาได้เพียง ๑๐ วัน ด้วยมีพระราชประสงค์จะหาความสงบสุขทางใจมากกว่าพระราชอำนาจบนราชบัลลังก์
อนุสรณ์สถานปลีกวิเวกของพระองค์ ก็ยังคงเหลืออยู่จนถึงทุกวันนี้ มีชื่อว่า “พระตำหนักคำหยาด” ที่ใกล้วัดคำหยาด ในอำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง
ส่วนพระมหากษัตริย์ที่สละราชบัลลังก์มาปลีกวิเวกอยู่ที่นี่ ก็คือ สมเด็จพระบรมราชาธิราช ที่ ๔ หรือเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในพระนาม “พระเจ้าอุทุมพร” กษัตริย์พระองค์ที่ ๓๒ รองสุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา
พระเจ้าอุทุมพรเป็นราชโอรสในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ตอนที่พระราชชนนีทรงครรภ์นั้น พระราชบิดาทรงพระสุบินว่ามีผู้ถวายดอกมะเดื่อให้ จึงพระราชทานพระนามว่า เจ้าฟ้าอุทุมพรราชกุมาร แต่เรียกกันทั่วไปว่า “เจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ”
เมื่อตำแหน่งรัชทายาทว่างลง เนื่องจาก “เจ้าฟ้ากุ้ง” หรือ “เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ ราชโอรสองค์โตต้องพระราชอาญาถึงสิ้นพระชนม์ ขุนนางข้าราชการทูลขอให้ทรงสถาปนาเจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิตขึ้นเป็นรัชทายาทแทน แต่เจ้าฟ้าอุทุมพรกลับขอให้สถาปนาพระเชษฐา กรมหลวงอนุรักษ์มนตรี หรือ เจ้าฟ้าเอกทัศน์ ขึ้นเป็นรัชทายาท แต่พระราชบิดาไม่ทรงยินยอม รับสั่งว่า
“กรมขุนอนุรักษ์มนตรีนั้นโฉดเขลา หาสติปัญญาและความเพียรมิได้ ถ้าจะให้ดำรงฐานาศักดิ์มหาอุปราชสำเร็จราชการกึ่งหนึ่งนั้น บ้านเมืองก็จะเกิดภัยพิบัติเสียหาย เห็นแต่กรมขุนพรพินิตกอปรด้วยสติปัญญาเฉลียวฉลาดหลักแหลม สมควรจะดำรงเศวตฉัตรครองสมบัติรักษาแผ่นดินสืบไปได้ เหมือนดังคำปรึกษาด้วยท้าวพระยามุขมนตรีทั้งปวง”
จึงมีพระราชโองการให้เจ้าฟ้าเอกทัศน์ออกผนวช และสถาปนาเจ้าฟ้าอุทุมพรขึ้นเป็นมหาอุปราช
ในปี พ.ศ.๒๓๐๑ พระเจ้าอยู่หัวประชวรหนัก รับสั่งให้พระราชโอรสที่มีบทบาทสำคัญเข้าเฝ้า ตรัสมอบสมบัติให้เจ้าฟ้าอุทุมพร และให้คนอื่นๆถวายสัตย์ยอมเป็นข้าทูลละออง เจ้าฟ้าเอกทัศน์ทราบข่าวก็รีบลาผนวชกลับมาอยู่วัง รอขึ้นครองราชย์แทน ด้วยถือว่าพระองค์เป็นพระราชโอรสที่อาวุโสที่สุด
เมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสวรรคต ขุนนางข้าราชการก็อัญเชิญเจ้าฟ้าอุทุมพรขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติตามพระบรมราชโองการ แต่เจ้าฟ้าเอกทัศน์กลับเสด็จขึ้นประทับบนพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ ซึ่งเป็นที่ประทับของกษัตริย์
เจ้าฟ้าอุทุมพรเห็นว่าพระเชษฐาอยากครองราชย์เต็มที่ เลยสละราชสมบัติให้หลังจากครองราชย์ได้เพียง ๑๐ วัน แล้วเสด็จออกผนวชที่วัดประดู่
เจ้าฟ้าเอกทัศน์ขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ หรือ พระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ แต่รู้จักกันทั่วไปในนาม พระเจ้าเอกทัศน์ หรือ “ขุนหลวงขี้เรื้อน” กษัตริย์องค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยาที่เสียเมืองแก่พม่าอย่างยับเยิน
เจ้าฟ้าเอกทัศน์บริหารราชการแผ่นดินตามที่พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศคาดไว้ไม่มีผิด ข้าราชการสอพลอได้ดิบได้ดี ขุนนางกลุ่มหนึ่งจึงไปเข้าเฝ้าเจ้าฟ้าอุทุมพรขอให้สึกออกมากอบกู้บ้านเมืองก่อนที่จะล่มสลาย เจ้าฟ้าพระภิกษุรับสั่งว่า
“รูปเป็นสมณะ จะคิดอ่านการแผ่นดินนั้นไม่ควร ท่านทั้งปวงเห็นควรประการใดก็ตามแต่จะคิดกัน”
ผู้เข้าเฝ้าตีความเอาเองว่าทรงเอาด้วย จึงไปเริ่มดำเนินการ แต่เจ้าฟ้าอุทุมพรกลับเกรงว่าเมื่อทำการสำเร็จแล้วผู้ก่อการอาจจับทั้งพระเชษฐาและพระองค์สำเร็จโทษ ขึ้นครองราชย์เสียเอง จึงนำความไปทูลเจ้าฟ้าเอกทัศน์ ผู้ก่อการทั้งหมดเลยถูกจับ แต่โทษประหารนั้นเจ้าฟ้าอุทุมพรทูลขอไว้ เลยต้องโทษเพียงจองจำ
ในปี พ.ศ.๒๓๐๒ พระเจ้าอลองพญา กษัตริย์พม่า ยกทัพมาตีไทย ตีหัวเมืองได้ตลอดจนมาถึงกรุงศรีอยุธยา ขุนนางข้าราชการเห็นว่าพระเจ้าเอกทัศน์รักษาบ้านเมืองไว้ไม่ได้แน่ จึงทูลขอให้เจ้าฟ้าอุทุมพรลาผนวชมาช่วยรักษาพระนคร พระเจ้าเอกทัศน์ก็ยอม เพราะจนปัญญาไม่รู้ว่าจะสั่งสู้พม่าได้อย่างไร เจ้าฟ้าอุทุมพรจึงลาผนวชมาบัญชาการรบ พอดีพระเจ้าอลองพญาถูกปืนใหญ่ของตัวเองระเบิด ประชวรหนักจนต้องเลิกทัพกลับไป และสิ้นพระชนม์เมื่อออกไปพ้นด่านเมืองตาก
เมื่อเสร็จศึกพม่า พระเจ้าเอกทัศน์ก็แสดงความไม่ต้องการพระอนุชาอีก ค่ำวันหนึ่งเจ้าฟ้าอุทุมพรเข้าเฝ้าถวายข้อราชการตามปกติ พระเจ้าเอกทัศน์รับสั่งให้เข้าเฝ้าถึงในพระที่ แต่ทรงถอดดาบพาดไว้บนพระเพลา เจ้าฟ้าอุทุมพรก็รู้ความหมายว่าพระเชษฐาไม่ไว้วางพระทัย จึงเสด็จลงเรือพระที่นั่งไปทรงผนวชที่วัดโพธิ์ทองคำหยาด และไปประทับที่พระตำหนักคำหยาด ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศผู้เป็นพระราชบิดาสร้างไว้เป็นที่ประทับแรมเมื่อเสด็จประพาสเมืองอ่างทอง ราษฎรจึงพากันขนานพระนามพระองค์ว่า “ขุนหลวงหาวัด”
ในปี พ.ศ.๒๓๐๗ พระเจ้ามังระ พระโอรสของพระเจ้าอลองพญา ส่งเนเมียวสีหบดีเป็นแม่ทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีก พระเจ้าเอกทัศน์รับสั่งให้นิมนต์พระราชาคณะเข้ามาอยู่เสียในกำแพงพระนครเพื่อความปลอดภัย พระภิกษุเจ้าฟ้าอุทุมพรก็เสด็จมาด้วย ขุนนางข้าราชการจึงทูลขอให้ลาผนวชมาช่วยป้องกันพระนคร แต่เจ้าฟ้าอุทุมพรเข็ดเสียแล้ว แม้ราษฎรจะเขียนหนังสือใส่บาตรจนเต็มตอนออกบิณฑบาตรก็ไม่ยอม จนปี พ.ศ.๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยาก็แตกเสียเมืองแก่พม่า พระเจ้าเอกทัศน์หนีไปได้ แต่ก็ต้องสิ้นพระชนม์เพราะอดพระกระยาหารขณะไปหลบซ่อนพม่า
เนเมียวสีหบดีได้กวาดต้อนชาวกรุงศรีอยุธยารวมทั้งพระภิกษุเจ้าฟ้าอุทุมพรไปพม่า พระเจ้ามังระให้คนไทยที่ถูกกวาดต้อนไปลำดับเรื่องราวในพงศาวดารไทยจดบันทึกไว้ ต่อมาใน พ.ศ.๒๔๙๒ อังกฤษยึดพม่าได้ พบหนังสือเล่มนี้อยู่ในหอหลวงพระราชวังมัณฑเล มีชื่อว่า “คำให้การของขุนหลวงหาวัด” จึงนำไปไว้ในหอสมุดเมืองร่างกุ้ง ต่อมาหอวชิรญาณได้ขอคัดลอกมาแปลเป็นภาษาไทย แต่เห็นว่าเป็นคำให้การของคนไทยที่ถูกกวาดต้อนไปหลายคน ไม่ใช่เจ้าฟ้าอุทุมพรเพียงพระองค์เดียว จึงเรียกชื่อเสียใหม่ว่า “คำให้การของชาวกรุงเก่า”
พระเจ้าอุทุมพร กษัตริย์พระองค์ที่ ๓๒ ของกรุงศรีอยุธยา ไม่มีโอกาสได้กลับมาแผ่นดินบ้านเกิด คงสวรรคตที่ประเทศพม่า
ปัจจุบัน “พระตำหนักคำหยาด” ซึ่งถูกทอดทิ้งให้รกร้างมาเป็นเวลานานเหลือแต่เพียงผนังอิฐ ๔ ด้าน ประตูและหน้าต่างมีลักษณะโค้งยอดแหลม เหมือนสถาปัตยกรรมสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ได้รับอิทธิพลมาจากเปอร์เซีย กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ เป็นอนุสรณ์ให้นึกถึง “ขุนหลวงหาวัด” ซึ่งน้อยนักที่จะมีผู้ไม่ปรารถนาในพระราชบัลลังก์เช่นพระองค์