ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 51,491 รายการ


       สำนักศิลปากรที่ ๓ พระนครศรีอยุธยา เปิดรับสมัครร้านค้า/ร้านอาหาร/ร้านขนม/เครื่องดื่ม ในงาน "อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย" ณ วัดไชยวัฒนาราม ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 26 ธันวาคม 2568 - 4 มกราคม 2569 และ วันที่ 9-11, 16-18, 23-25, 30-31 มกราคม และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 (ทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ตลอดเดือนมกราคม 2569 และวันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา โทร. 0 3524 2501 โดยมีระยะเวลารับสมัครตั้งแต่วันที่ 11 - 13 พฤศจิกายน 2568 ผู้สนใจสามารถกรอกรายละเอียดใบสมัครได้ที่นี่ https://forms.gle/qKCMMu7A679QcPju6



Info knowledge : ราชรถ ราชยาน และเครื่องประกอบในพระราชพิธี เรียบเรียงและออกแบบ โดย นางสาวสุภัทรา ทรัพย์สงเคราะห์ นักวิชาการช่างศิลป์ชำนาญการ ศูนย์ศิลปะและการช่างไทย สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร #ศูนย์ศิลปะและการช่างไทย #สำนักช่างสิบหมู่ #กรมศิลปากร


วันที่กําหนดจัดพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีที่มีมาแต่โบราณ เพื่อความเป็น สิริมงคลและบำรุงขวัญแก่เกษตรกรของชาติ วันพืชมงคลกำหนดจัดขึ้นในเดือนหกของทุกปี ซึ่งเป็นระยะเหมาะสมที่จะเริ่มต้นการทำนา


องค์ความรู้ชุด “The Kingdom’s Blacksmith : ลัวะทำเหล็กแห่งอาณาจักรล้านนา”EP. 3 จารึกหลาบเงินบ้านบ่อหลวงสมัยพระยาพุทธวงษ์ : กฎหมายพิเศษที่ใช้คุ้มครอง “ลัวะทำเหล็ก” ไพร่ส่วยผู้ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของรัฐจารีตโบราณ...เรียบเรียงโดย นายยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีชำนาญการ... “หลาบ” คือแผ่นโลหะที่ทำเป็นแผ่นลักษณะคล้ายใบลาน นิยมทำจากโลหะมีค่า เช่น ทองคำ และ เงิน รัฐจารีตฝ่ายบ้านเมืองสมัยโบราณ นิยมใช้จารึกพระราชอาชญาหรือพระราชโองการของกษัตริย์เฉพาะกรณี ถือเป็นกฎหมายประเภทคำสั่งเฉพาะกิจ (อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว, 2560, น.1)...จารึกหลาบเงินบ้านบ่อหลวงสมัยพระยาพุทธวงษ์ ต้นฉบับเดิมเก็บรักษาไว้ที่หมู่บ้านกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะบ้านบ่อหลวง ตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ มีผู้อาวุโสตระกูลขุนแก้วทำหน้าที่ดูแลรักษา ทั้งนี้มีการเปิดหลาบเงินครั้งล่าสุด เมื่อราว 15 – 20 ปีที่ผ่านมา ในครั้งนั้น พระครูอดุลสีลกิตติ์ เจ้าอาวาสวัดธาตุคำ ได้รับการนิมนต์ให้ไปอ่านเนื้อความจารึกแผ่นหลาบเงิน และได้มีการคัดลอกทำสำเนาไว้เป็นอักษรธรรมตามต้นฉบับ ซึ่งต่อมาได้อ่านโดย นายนับเก้า เกียรติฉวีพรรณ มีรายละเอียดใจความสำคัญ ดังนี้...ในปี พ.ศ. 2372 ตรงกับช่วงพระยาพุทธวงษ์ เป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่ (ลำดับที่ 4) กลุ่มเจ้านายและขุนนางในราชสำนักเชียงใหม่ร่วมกันออกกฎหมายเฉพาะกิจ จารึกลงบนแผ่นเงิน มอบให้แก่ชาวลัวะและมูลนาย ..ประกาศให้ชาวลัวะ ส่งส่วย (ค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน)...เงินเจียง เงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน 150 เงิน ค่าตอบแทนพิเศษเป็นน้ำใจ ค่าสมุด ค่าดินสอ รวมทั้งหมด 400 เงิน เก็บรวบรวมส่วยช่วงเดือนมกราคมถึง กุมภาพันธ์ นำมาถวายราชธานีเชียงใหม่ทุกปีไม่ให้ขาด ..ประกาศให้การคุ้มครองดูแลลัวะตอบ่อซ้าย ลัวะตอบ่อขวา กลุ่มนี้ทั้งหมด ไม่ให้ขุนนางฝ่ายบ้านเมืองมาขูดรีดทรัพย์สินและเกณฑ์แรงงานไปใช้ในราชการ และห้ามไม่ให้เกณฑ์แรงงานไปใช้ในกิจกรรมของฝ่ายศาสนา ให้พวกเขาได้ตีเหล็กมาจ่ายส่วยภาษีแก่พระคลังของเจ้าหลวงอย่างสม่ำเสมอมิให้ขาด..ขอให้มูลนายผู้ดูแลและไพร่ต่างมีความรักสามัคคี ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ถ้าหากมูลนายจะละทิ้งหรือสละสิทธิ์การดูแลไพร่ส่วยกลุ่มนี้ ต้องจ่ายค่าปรับเป็นเงินเจียง 200 เงิน ควาย 1 ตัว และถ้าหากไพร่ส่วยกลุ่มนี้ประสงค์จะเปลี่ยนมูลนายผู้ดูแล ต้องจ่ายค่าปรับเป็นเงินเจียง 150 เงิน ควาย 1 ตัว ซึ่งเป็นไปตามจารีตประเพณีโบราณ กฎหมายฉบับนี้หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามทั้งชาวลัวะและชาวไท ต้องถูกลงโทษถึงจนแก่ชีวิต ..ถ้าหากขุนนางและประชาชนประสงค์จะซื้อมีด พร้า เสียม ขวาน จะบังคับซื้อบังคับขายเองไม่ได้ ถ้าไม่มีหนังสืออนุญาตประทับตราช้างจากคณะที่ปรึกษาราชการบริหารบ้านเมืองเชียงใหม่ ห้ามขายให้โดยเด็ดขาด ถ้าหากผู้ใดไม่ทำตาม ทำการซื้อขายโดยไม่เป็นไปตามราคาที่รัฐบ้านเมืองกำหนด หากฝ่ายบ้านเมืองทราบจะต้องได้รับโทษ...จากเนื้อความในจารึกหลาบเงิบบ้านบ่อหลวง ของพระยาพุทธวงษ์ ซึ่งถือเป็นหลักฐานชั้นต้น ที่ต้นฉบับเดิมถูกเขียนขึ้นปี พ.ศ. 2372 ตรงกับช่วงพระยาพุทธวงษ์ เป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่ มีลักษณะเป็นการออกกฎหมายประเภทคำสั่งเฉพาะกิจ จารึกลงบนวัสดุแผ่นโลหะเงิน เพื่อมอบให้แก่มูลนายและกลุ่มชาวลัวะบ้านบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีสถานะเป็น “ไพร่ส่วย” หน่วยชุมชนลัวะที่เป็นแหล่งผลิตโลหะเหล็กและเครื่องมือเหล็ก สะท้อนให้เห็นภาพระบบส่วย ระบบการปกครองดูแลไพร่ส่วย และระบบผูกขาดการค้าของรัฐ เกิดขึ้นในช่วงแผ่นดินเจ้าหลวงพระยาพุทธวงษ์ มีรายละเอียดประเด็นน่าสนใจดังนี้...1) ประเด็นระบบส่วย เมืองเชียงใหม่ช่วงแผ่นดินเจ้าหลวงพระยาพุทธวงษ์ น่าจะได้รับผลประโยชน์จาก “ไพร่ส่วย” กลุ่มชาวลัวะบ้านบ่อหลวงใน 2 ทาง ประกอบด้วย ..1.1) ทรัพยากรผลผลิตซึ่งเป็นที่ต้องการของรัฐ  ในกรณีนี้ คือ ผลิตภัณฑ์เครื่องเหล็ก เช่น  มีด พร้า เสียม ขวาน ..1.2) ส่วยภาษีเงินตรา กลุ่มลัวะบ้านบ่อหลวงจะต้องจ่ายทั้งค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน เงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน และเงินพิเศษอื่น ๆ ให้กับรัฐบ้านเมืองเชียงใหม่ จำนวนรวม 400 เงิน หรือประมาณ 320,000 – 400,000 เบี้ย ส่วยทั้ง 2 ประเภท น่าจะเป็นทั้งทรัพยากรที่ถูกนำมาใช้อุปโภคภายในราชธานีเชียงใหม่ และสามารถสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มชนชั้นปกครองรวมถึงราชธานีเชียงใหม่ด้วย... 2) ประเด็นระบบการปกครองดูแลไพร่ส่วย จารึกหลาบเงิบบ้านบ่อหลวงของพระยาพุทธวงษ์ บ่งชี้ให้เห็นชัดเจนว่า เมืองเชียงใหม่มีการออกกฎหมายเฉพาะกิจเพื่อบริหารจัดการชุมชนชาวลัวะบ้านบ่อหลวง โดยจะใช้อำนาจคุ้มครองไม่ให้ฝ่ายรัฐบ้านเมือง และฝ่ายศาสนาเข้ามาเกณฑ์ไพร่ส่วยชาวลัวะกลุ่มนี้ไปใช้แรงงานใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ไพร่ส่วยชาวลัวะกลุ่มนี้ ได้ใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและแรงงานทำการผลิตทรัพยากรเครื่องมืองเหล็กที่รัฐบ้านเมืองต้องการอย่างเต็มที่ โดยรัฐบ้านเมืองจะเรียกร้องผลผลิตเครื่องมือเหล็กและเงินตราเป็นการตอบแทนในรูปแบบของส่วย..นอกจากนี้หลักฐานดังกล่าวยังระบุแนวทางปฏิบัติในการเปลี่ยนมูลนายของไพร่ส่วย เป็น 2 แนวทาง คือ ..1) ฝ่ายมูลนายสามารถแสดงความประสงค์สละสิทธิ์หรือละทิ้งการดูแลไพร่ส่วยชาวลัวะบ้านบ่อหลวงกลุ่มนี้ และ ..2) ฝ่ายไพร่ส่วยชาวลัวะบ้านบ่อหลวงก็สามารถแสดงความประสงค์จะเปลี่ยนมูลนายผู้ดูแลได้เช่นกัน นัยส่วนนี้สะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มไพร่ส่วยชาวลัวะบ้านบ่อหลวง มีอำนาจต่อรองเชิงเศรษฐกิจและสังคมพอสมควร ซึ่งมากพอที่จะต่อรองกับราชสำนักเชียงใหม่ เพื่อเลือกขุนนางผู้ที่จะมาเป็นมูลนายดูแลกลุ่มชุมชนของตนเองได้... 3) ระบบผูกขาดการค้าของรัฐ จากหลักฐานข้างต้นบ่งชี้ถึงทรัพยากรผลผลิตที่กลุ่มชาวลัวะบ้านบ่อหลวงผลิตได้ คือ เครื่องมือเหล็ก อันประกอบด้วย มีด พร้า เสียม ขวาน รัฐได้ออกกฎหมายผูกขาดผลผลิตดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน 2 แนวทาง ประกอบด้วย ..3.1) ผลผลิตเครื่องมือเหล็กส่วนหลัก จะต้องถูกส่งเข้าสู่พระคลังของเชียงใหม่ ..3.2) ผลผลิตเครื่องมือเหล็กส่วนเกินจากความต้องการ ไพร่ส่วยสามารถนำมาขายให้กับขุนนางและประชาชนทั่วไปได้ แต่มีเงื่อนไขว่าผู้ซื้อจะต้องได้รับหนังสืออนุญาตประทับตราช้างจากคณะที่ปรึกษาราชการบริหารบ้านเมืองเชียงใหม่เท่านั้น นอกจากนี้จะต้องซื้อขายตามราคาที่รัฐบ้านเมืองกำหนดควบคุมอย่างเคร่งครัด สิ่งเหล่านี้แสดงถึงกลไกผูกขาดผลผลิตประเภทเครื่องมือเหล็กของกลุ่มชาวลัวะบ้านบ่อหลวงอย่างเห็นได้ชัด   .เอกสารอ้างอิง- พระครูอดุลสีลกิตติ์. (ไม่ระบุปี). สมุดคัดสำเนาจารึกหลาบเงินบ้านบ่อหลวง.- อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว. (2560). หลาบ (ตราสาร) : คำจารึกอาชญาของกษัตริย์ล้านนา. ใน สำนักศิลปะและวัฒนธรรม, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, งานเสวนาวิชาการ หลาบ (ตราสาร) : คำจารึกอาชญาของกษัตริย์ล้านนา. เชียงใหม่: สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่..รายละเอียดภาพประกอบ- ชาวลัวะบ้านบ่อหลวงชื่อ "หนานหล้า" กำลังอ่านจารึกหลาบเงินที่บ้านบ่อหลวง เมื่อปี พ.ศ. 2481.ที่มาของภาพ- หม่อมเจ้าสนิทประยูรศักดิ์ รังสิต- Nimmanhaeminda, K. (1965). An inscribed silver-plate grant to the Lawa of Bo Luang. In Felicitation Volumes of Southeast Asian-Studies, Presented to H. H. Prince Dhaninivat on his 80th Birthday, vol. 2, 185-205.- “Courtesy of the Journal of the Siam Society.ขอขอบพระคุณ- พระครูอดุลสีลกิตติ์ เจ้าอาวาสวัดธาตุคำ- The Journal of the Siam Society- สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์- คุณนับเก้า เกียรติฉวีพรรณ นักศึกษาระดับมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร .#ลัวะทำเหล็ก #เหล็กล้านนา #โบราณโลหะวิทยาดินแดนล้านนา


***บรรณานุกรม***  คณะผู้แนสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ บันทึกการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ของ  คณะผู้แทนสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ วันที่ 20 กันยายน ถึง 5 ตุลาคม พุทธศักราช 2522 กรุงเทพฯ  เอราวัณการพิมพ์ 2522




ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วม พิธีไหว้ครูช่างกรมศิลปากร ประจำปี ๒๕๕๙ ณ สำนักช่างสิบหมู่ ถ.พุทธมณฑลสาย ๕ ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑฐ จ.นครปฐม ระหว่างวันที่ ๑๑ - ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๙



จัดแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับเมืองโบราณอู่ทองและวัฒนธรรมทวารวดี แสดงถึงพัฒนาการของเมืองโบราณอู่ทอง ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ กระทั่งพัฒนาเข้าสู่สังคมประวัติศาสตร์สมัยทวารวดี ประกอบด้วยห้องจัดแสดง ๒ ห้อง ห้องจัดแสดง ๑ บรรพชนคนอู่ทอง (สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และการรับวัฒนธรรมจากภายนอก) ห้องบรรพชนคนอู่ทอง จัดแสดงพัฒนาการของเมืองโบราณอู่ทอง เมืองโบราณแห่งนี้ พบหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์แบบสังคมเกษตรกรรมยุคหินใหม่ต่อเนื่องถึงยุคโลหะ เมื่อประมาณ ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว ต่อมาประมาณ ๒,๐๐๐ ปี พบหลักฐานโบราณที่แสดงว่า เมืองโบราณอู่ทองพัฒนาขึ้นเป็นเมืองท่าศูนย์กลางการติดต่อค้าขายที่สำคัญของชุมชนโบราณในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับประเทศสำคัญของโลกในเวลานั้น เช่น ลูกปัดชนิดต่างๆ ซึ่งทำด้วยหินมีค่าที่นำเข้าจากประเทศอินเดีย เหรียญกษาปณ์โรมัน ปูนปั้นรูปพ่อค้าชาวเปอร์เซีย ฯลฯ ราวพุทธศตวรรษที่ ๘ – ๑๐ หรือเมื่อประมาณ ๑,๖๐๐ – ๑,๘๐๐ ปีที่ผ่านมา พบหลักฐานที่แสดงถึงการนับถือพุทธศาสนาในเมืองโบราณอู่ทอง โดยเฉพาะพุทธศาสนาแบบหินยานหรือเถรวาท ทำให้เมืองอู่ทองเกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบทางวัฒนธรรมเข้าสู่วัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งเป็นวัฒนธรรมสมัยประวัติศาสตร์ยุคแรกสุดบนผืนแผ่นดินไทย โบราณวัตถุสำคัญที่จัดแสดง ได้แก่ เครื่องประดับทองคำ ลูกปัดทองคำสมัยทวารวดี ลูกปัดที่ทำจากหินแก้ว แผ่นดินเผาภาพพระภิกษุอุ้มบาตร อิทธิพลศิลปะอมราวดี ซึ่งถือเป็นโบราณวัตถุที่ได้รับอิทธิพลอินเดียที่มีอายุเก่าที่สุดเท่าที่พบในประเทศไทย แผ่นดินเผารูปเทวดา ตราประทับดินเผา จารึกดินเผา จารึกแผ่นทองแดง เหรียญกษาปณ์โรมัน เหรียญเงินมีจารึก และพระพุทธรูปสำริด ห้องจัดแสดง ๒ อู่ทองศรีทวารวดี (วัฒนธรรมทวารวดีที่เมืองโบราณอู่ทอง) ห้องอู่ทองศรีทวารวดี จัดแสดงเรื่องราวและความสำคัญของเมืองโบราณอู่ทองในฐานะเมืองสมัยประวัติศาสตร์ยุคแรกของประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการค้าและศูนย์กลางพระพุทธศาสนาก่อนแพร่กระจายความเจริญไปสู่ชุมชนโบราณร่วมสมัยอื่นๆ เมืองโบราณอู่ทองเป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี มีผังเมืองเป็นรูปวงรี ตัวเมืองมีคูน้ำคันดินล้อมรอบ ภายในตัวเมืองและบริเวณโดยรอบมีซากโบราณสถานกระจายอยู่ไม่น้อยกว่า ๒๐ แห่ง ห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นที่ตั้งของโบราณสถานคอกช้างดิน กลุ่มศาสนสถานและสิ่งก่อสร้างเนื่องในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ลัทธิไศวนิกาย เมืองโบราณอู่ทองมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๖ หรือประมาณ ๑,๐๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีที่ผ่านมา เป็นหลักฐานแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุและวิทยาการต่างๆ ในอดีต อันมีผลจากการผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับการรับวัฒนธรรมจากประเทศอินเดีย ก่อให้เกิดรูปแบบทางวัฒนธรรมที่เรียกว่า “ทวารวดี” มีลักษณะที่สำคัญคือ การวางผังเมืองที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ การนับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาท การสร้างศาสนสถานด้วยอิฐขนาดใหญ่ และการมีรูปแบบทางศิลปกรรมเฉพาะเป็นของตนเอง โบราณวัตถุสำคัญที่จัดแสดง ได้แก่ ธรรมจักรศิลา พระพุทธรูปสำริด พระพุทธรูปดินเผา พระพิมพ์ดินเผา ประติมากรรมดินเผา ลูกปัด เครื่องประดับ เครื่องมือเครื่องใช้ ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรม ลวดลายปูนปั้น ฯลฯ โดยเฉพาะธรรมจักรศิลาพร้อมแท่นและเสาตั้ง ซึ่งถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมที่พบสมบูรณ์เพียงชิ้นเดียวในประเทศไทย อาคารจัดแสดงที่ ๒ จัดแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับดินแดนสุวรรณภูมิ พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของเมืองโบราณอู่ทอง เส้นทางการค้าทางทะเล และเมืองโบราณอู่ทองในฐานะศูนย์กลางของศาสนาพุทธ โดยเบ่งการจัดแสดงออกเป็นส่วนต่างๆ ดังนี้ ห้องจัดแสดงชั้นบน ส่วนที่ ๑ “พัฒนาการทางประวัติศาสตร์บนผืนแผ่นดินสุวรรณภูมิ” จัดแสดงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของดินแดนสุวรรณภูมิ แหล่งการค้าสำคัญของโลกยุคโบราณ ซึ่งสันนิษฐานว่าคือดินแดนที่ประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์กระทั่งพัฒนาเข้าสู่สังคมเมือง และการค้าระหว่างชุมชนโบราณต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกด้วยโบราณวัตถุและสื่อจัดแสดงประเภทต่างๆ ที่ทันสมัย ห้องจัดแสดงชั้นบน ส่วนที่ ๒ “สุวรรณภูมิการค้าของโลกยุคโบราณ” จำลองเหตุการณ์การค้าทางทะเลจากคาบสมุทรอินเดียสู่ดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อราว ๓,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา โดยใช้สื่อระบบโสตทัศนูปกรณ์ แสดงถึงการเดินเรือของพ่อค้าชาวต่างชาติ เส้นทางการค้าและเมืองท่าสำคัญในเวลานั้น ซึ่งเชื่อว่าส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเมืองโบราณอู่ทองโดยตรง ห้องจัดแสดงชั้นล่าง “อู่ทองศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา” จัดแสดงเหตุการณ์ในอดีตเมื่อประมาณ ๑,๖๐๐ – ๑,๘๐๐ ปีที่ผ่านมา “เมืองโบราณอู่ทอง อรุณรุ่งแห่งอารยธรรมไทย” เป็นเมืองสำคัญยุคแรกที่ได้รับอิทธิพลทางศาสนาพุทธจากอินเดีย ซึ่งได้กลายมาเป็นจุดกำเนิดวัฒนธรรมทวารวดีในเวลาต่อมา โดยมีหลักฐานว่าพุทธศาสนาได้เข้ามาประดิษฐานที่เมืองโบราณอู่ทองเป็นจุดแรกในดินแดนประเทศไทย จัดแสดงโดยใช้โบราณวัตถุสำคัญเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา แบบจำลองเจดีย์ ธรรมจักร และการขุดค้นทางโบราณคดีที่มีเมืองโบราณอู่ทอง ด้วยเทคนิคการจัดแสดงอันทันสมัยพร้อมภาพยนตร์อนิเมชั่น เรือนลาวโซ่ง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ได้จำลองเรือนลาวโซ่งจัดแสดงไว้ภายใน เรือนลาวโซ่ถือเป็นรูปแบบบ้านอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวไทยทรงดำ หรือลาวโซ่ง ชาติพันธุ์สำคัญชาติพันธุ์หนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในอำเภออู่ทอง ไทยทรงดำ หรือ ลาวโซ่ง เป็นกลุ่มคนเชื้อสายไท มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศลาวและเวียดนาม ในสมัยธนบุรีและสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น กองทัพไทยได้ยกไปตีนครเวียงจันทร์และเมืองต่างๆ ในอาณาจักรล้านช้าง (ประเทศลาว) ได้กวาดต้อนผู้คนครอบครัวชาวลาวต่างๆ มาจำนวนมาก รวมทั้งชาวลาวโซ่งมายังอาณาจักรสยาม (ประเทศไทย) ชาวลาวโซ่งที่เข้ามาครั้งนั้น ได้ตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ในเขตจังหวัดเพชรบุรี ต่อมาได้ย้ายถิ่นฐานที่อยู่ไปทำมาหากินในจังหวัดอื่นๆ รวมทั้งที่จังหวัดสุพรรณบุรีด้วย ในปัจจุบันชุมชนชาวไทยทรงดำในจังหวัดสุพรรณบุรี อาศัยอยู่ในเขตอำเภออู่ทอง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี อำเภอสองพี่น้อง และอำเภอบางปลาม้า ชาวไทยทรงดำมีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง ซึ่งจะพูดกันในกลุ่มเชื้อสายเดียวกัน มีเอกลักษณ์ทางการแต่งกายที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน คือ เครื่องแต่งกายสีดำที่ย้อมครามจนเข้มเป็นสีนำเงินดำ ชาวไทยทรงดำมีความเชื่อ การนับถือผี สิ่งที่เหนือธรรมชาติ และวิญญาณบรรพบุรุษ มีการประกอบพิธีกรรมที่เป็นแบบแผนมาจนถึงปัจจุบัน เช่น พิธีเสนเฮือน หรือการไหว้ผีเรือน พิธีขึ้นบ้านใหม่ พิธีแต่งงาน และพิธีศพ ที่มีความคล้ายคลึงกับพิธีของคนจีนในบางประการ




***บรรณานุกรม***  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระราชนิพนธ์ เรื่องเสด็จประพาสต้นครั้งที่สอง พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นางฉลวย ชูทรัพย์วันที่ 3 พฤศจิกายน 2531 ณ วัดมกุฏกษัตริยารามวันที่ 17 ธันวาคม พุทธศักราช 2512 พระนคร  โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว 2531


black ribbon.