ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,548 รายการ
ชื่อแบบฉบับ : ตำนานวัดพระแก้วดอนเต้า (ผูก 1ข)
ชื่อเรื่อง : ตำนานดอนเต้า (ผูก 1ข)
เลขทะเบียน : ชม.บ.423/1ข
ผู้แต่ง : ไม่ปรากฏ ผู้สร้าง : ไม่ปรากฏ ปีที่สร้าง : ไม่ปรากฏ
จำนวน : 1 คัมภีร์ 4 ผูก (หอสมุดแห่งชาติฯ เชียงใหม่ มีผูก1, 1ก-1ค)
จำนวนบรรทัด : 4 บรรทัด จำนวนหน้า : 18 หน้า
อักษร : ธรรมล้านนา ภาษา : บาลี-ไทยล้านนา เส้น : จาร
ฉบับ : ชาดทึบ-รักทึบ ไม้ประกับ : ทองทึบ ประเภทเอกสารโบราณ : คัมภีร์ใบลาน
ประวัติ : ได้มาจากวัดทุ่งมอก ต.มาง อ.เชียงม่วน จ.พะเยา เมื่อวันที่ 11 กรกฏาคม 2531
โครงการ : พัฒนาระบบบริการห้องสมุดดิจิทัล หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2568
ชื่อแบบฉบับ : โฆสกเสฏฺริวตฺถุ (ผูก 3)
ชื่อเรื่อง : โฆสกเสฏฐี (ผูก 3)
เลขทะเบียน : ชม.บ.764/3
ผู้แต่ง : ไม่ปรากฏ ผู้สร้าง : มหาวิริกฺขิตฺตภิกฺขุ ปีที่สร้าง : จ.ศ.1065 (พ.ศ. 2246)
จำนวน : 1 คัมภีร์ 1 ผูก จำนวนบรรทัด : 5 บรรทัด จำนวนหน้า : 38 หน้า
อักษร : ธรรมล้านนา ภาษา : บาลี-ไทยล้านนา เส้น : จาร
ฉบับ : ล่องชาด ไม้ประกับ : กระแหนะรักประดับกระจก (มีข้างเดียว) ประเภทเอกสารโบราณ : คัมภีร์ใบลาน
ประวัติ : มหาวิริกฺขิตฺตภิกฺขุ สร้าง จ.ศ.1065 (พ.ศ.2246) ได้มาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม 2531
โครงการ : พัฒนาระบบบริการห้องสมุดดิจิทัล หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2568
สาระอีสาน นำเสนอและเผยแพร่เกร็ดความรู้ต่าง ๆ จากข้อมูลท้องถิ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและหนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน และหนังสืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีให้บริการอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา ต้อนรับสู่เดือนแห่งเทศกาลฮาโลวีน ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับผีตนหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นผีที่ชาวอีสานต่างให้ความสำคัญโดยเฉพาะก่อนถึงฤดูทำนาโดยจะต้องมีการจัดพิธีเซ่นไหว้ด้วย นั่นก็คือ "ผีตาแฮก" เรื่องราวของผีตนนี้จะเป็นอย่างไร มาอ่านกันเลยนะคะ เรียบเรียงโดย นางสาวกุลริศา รัชตะวุฒิ นักภาษาโบราณ เนื้อหามีดังนี้
ตาแฮก หรือ ผีตาแฮก คือ ผีประจำไร่นา มีหน้าที่ดูแลนาข้าวไม่ให้เสียหาย คอยให้ผลผลิตในนาให้มีความอุดมสมบูรณ์ ชาวนาในภาคอีสานจึงให้ความสำคัญกับนาตาแฮกเป็นอย่างมาก ก่อนที่จะทำนาชาวอีสานจะทำพิธีไหว้ผีตาแฮก ซึ่งเหมือนกับพิธีแรกนาขวัญของภาคกลาง
นิทานความเป็นมาของตาแฮกนั้นมีหลายที่มา บ้างก็เล่าว่าเป็นหญิงที่เวียนว่ายตายเกิดเพราะแรงอาฆาตผูกพยาบาทจนในชาติสุดท้ายเกิดเป็นนางยักษ์และได้เลื่อมใสในพุทธศาสนาจึงเลิกจองเวรและได้ไปอาศัยอยู่ตามไร่นา และบ้างก็เล่าว่าเป็นพ่อลูกที่กระทำผิดอย่างมากจึงถูกสาปให้มาเป็นผีเฝ้าไร่นา
ชาวอีสานจะทำพิธีไหว้ผีตาแฮกสองครั้ง ครั้งแรกก่อนถึงฤดูทำนา และครั้งที่สองในงานบุญข้าวสากหรืองานบุญเดือนสิบโดยนำอาหารไปไหว้ที่ไร่นา ซึ่งถือเป็นประเพณีที่สำคัญและสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้
บรรณานุกรม
มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 4. กรุงเทพฯ: มูลนิธิ, 2542.
ตาแฮก. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 9 ตุลาคม 2567, จาก: https://library.stou.ac.th/.../exhibition.../index.html
ผีตาแฮก. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 9 ตุลาคม 2567, จาก: https://www.esanpedia.oar.ubu.ac.th/esaninfo/?p=6624
แมวไทยเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมของไทยที่สะท้อนภูมิปัญญา ความเชื่อ และความงามที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แมวไทยถูกบันทึกไว้ในตำราโบราณหลายฉบับ ทั้งรูปลักษณ์ สีสัน ความหมายเชิงมงคล มีบทบาทในวัฒนธรรม ความเชื่อ และมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตคนไทยมาทุกยุคสมัย อีกทั้งยังเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ในตัวเอง ทั้งรูปลักษณ์และลักษณะนิสัยที่มีความโดดเด่น มีความแตกต่างจากแมวสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน ทำให้แมวไทยมีคุณค่าไม่เพียงในฐานะของสัตว์เลี้ยง แต่ยังมีคุณค่าในเชิงสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และเผยแพร่ ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.) จึงได้เสนอให้ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง โดยคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.) เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี จะพาไปรู้จัก 5 สายพันธุ์แมวไทย ที่ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแมวไทย ได้แก่ แมววิเชียรมาศ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมวโกญจา หรือโกนจา และแมวขาวมณี
แมววิเชียรมาศ ราชินีแมวไทยระดับโลก
แมววิเชียรมาศเป็นแมวไทยโบราณสายพันธุ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของไทย เป็นแมวไทยชนิดแรกที่ฝรั่งรู้จักและตั้งชื่อว่า Siamese Cat ปัจจุบันเราเรียกแมวพันธุ์นี้ว่า “แมวเก้าแต้ม” แต่เป็นคนละชนิดกับแมวเก้าแต้มในสมุดข่อยโบราณ ฝรั่งเรียกว่า Seal Point (แมวแต้มสีครั่ง) ด้วยเหตุที่มีแต้มสีน้ำตาลไหม้อยู่ 9 แห่ง คือ ที่ปลายหูทั้งสอง ปลายเท้าทั้งสี่ ปลายหางหนึ่ง ปลายจมูกหนึ่ง และที่อวัยวะเพศหนึ่ง (ทั้งเพศผู้และเพศเมีย) โดยเฉพาะที่ปลายหูจะมีสีเข้มจัดเป็นระเบียบ มีนัยน์ตาสีฟ้าประกายสดใสคล้ายอัญมณี ตามตำราโบราณกล่าวว่า “มีคุณยิ่งล้ำหนักหนา จักนำโภคาพิพัฒน์สมบัติเพิ่มพูน”
แมวศุภลักษณ์ แมวสีทองแดงแห่งความมั่งคั่ง
แมวศุภลักษณ์เป็นแมวที่มีความงดงามเป็นเอกลักษณ์ ด้วยขนสีน้ำตาลแดงเข้มเงางาม ดวงตาคมสีเหลืองอำพันที่เปี่ยมเสน่ห์และทรงพลัง ผสานกับนิสัยที่เฉลียวฉลาด เป็นมิตร และเข้ากับคนง่าย ทำให้ได้รับความนิยมในหมู่ผู้รักแมวทั่วโลก อีกทั้งยังถูกยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ บารมี และความเจริญรุ่งเรือง ด้วยคุณลักษณะอันโดดเด่นเหล่านี้ ในปี 2024 สหพันธ์แมวโลก (WCF) จึงประกาศรับรองให้ แมวศุภลักษณ์เป็นสายพันธุ์ไทยแท้อย่างเป็นทางการ
แมวโคราช แมวแห่งโชคลาภและความสุขสวัสดิ์มงคล
แมวไทยโคราช หรือแมวสีสวาทมีถิ่นเดิมอยู่ที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา โบราณเรียกว่า แมวสีดอกเลา หรือแมวมาเลศ เพราะมีสีคล้ายสีดอกเลา ศีรษะจะออกเป็นรูปหัวใจ หน้าผากใหญ่และแบนมีคางและกรามที่แข็งแรง หูตั้ง หูใหญ่เด่นอยู่บนศีรษะ เป็นแมวที่แสดงออกถึงการเตรียมพร้อมอยู่เสมอเป็นแมวขนาดกลาง ขนสั้นสีดอกเลา มีตาสีเขียวสดใสเป็นประกาย ขณะที่ยังเป็นลูกแมวอยู่ตาจะเป็นสีฟ้า เมื่อโตจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด และเมื่อโตเต็มที่ตาจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือสีเหลืองอำพัน ด้วยลักษณะของแมวนี้ ตามตำราโบราณเชื่อกันว่าเป็นแมวแห่งโชคลาภ และมักใช้ประกอบพิธีในการแห่นางแมวขอฝน เนื่องจากเชื่อกันว่าสีขนคล้ายสีของเมฆอันเป็นที่มาของฝน สร้างความอุดมสมบูรณ์แก่ชาวไร่ชาวนา ตาที่เป็นสีเขียวหรือสีเหลืองอำพันนั้นเปรียบเสมือนความเขียวขจีของกล้าข้าวในนา
แมวโกญจา (โกนจา) แมวดำมงคลของไทย
“แมวโกญจา” ในตำราพรหมชาติมีรากศัพท์มาจากภาษาบาลี - สันสกฤต แปลว่า นกกระเรียน หรือเสียงร้องที่ดังกึกก้อง แมวโกญจาเป็นแมวที่มีสีดำสนิททั้งตัว ขนมันเงา ตาสีเหลืองอำพันเด่นชัด ในความเชื่อไทยโบราณถือว่าเป็นแมวที่นำโชคดีและช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ผู้ใดเลี้ยงไว้จะเพิ่มพูนเงินทอง เหมาะกับผู้ที่ทำการค้าขายเป็นหลัก มีนิสัยค่อนข้างสงบ สุภาพ และรักเจ้าของ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพื่อนเงียบ ๆ แต่มีเสน่ห์ลึกลับเป็นเอกลักษณ์
แมวขาวมณี แมวตาอัญมณี ตัวแทนแห่งความบริสุทธิ์และโชคลาภ
แมวขาวมณีไม่ปรากฏว่ามีบันทึกอยู่ในตำราแมวมงคล 17 ชนิดสมัยอยุธยา แต่ถูกค้นพบเพิ่มเติมในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ชื่อเดิมของแมวขาวมณีในตำราสมุดข่อยวัดอรุณฯ คือ “แมวขาวปลอด” ระบุว่า เป็นแมวแก้วหาค่ามิได้ เขียนด้วยภาษาไทยโบราณคล้ายอักษรสมัยอยุธยา ไม่ทราบผู้แต่งและไม่มีคำกลอนเฉพาะเจาะจงแบบแมวมงคล 17 ชนิด เพียงแต่บอกว่า “ให้นรชนผู้มีปัญญาหาเลี้ยงไว้เถิด” แมวขาวมณีเป็นแมวที่มีขนสีขาวล้วนทั้งตัว ตาสีเหลือง 2 ข้าง หรือตาสีฟ้าทั้ง 2 ข้างก็ได้ เมื่อนำทั้ง 2 ชนิดมาผสมกันจะได้แมวตา 2 สี ทำให้ได้รับฉายาว่า “แมวแห่งเพชรพลอย” เชื่อว่าเป็นแมวที่นำความสุขและความเจริญมาสู่เจ้าของ นิสัยอ่อนโยน ขี้เล่น และเชื่อฟัง เหมาะกับการเป็นเพื่อนคู่ใจในบ้าน เป็นสายพันธุ์ไทยที่กำลังโด่งดังในต่างประเทศอย่างมากในปัจจุบัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ
5 แมวไทยโบราณ มรดกที่มีลมหายใจ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2568, จาก https://pets.baanlaesuan.com/176955/did-you-know/5-thai-cats
ครม.เห็นชอบ “แมวไทย” 5 สายพันธุ์ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2568, จาก https://www.thaipbs.or.th/news/content/358640
รู้จัก แมวไทย 5 สายพันธุ์ เอกลักษณ์ประจำชาติ กับความเชื่อและวิถีชีวิต. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ19 พฤศจิกายน 2568, จาก https://www.amarintv.com/news/quality-of-life/530542
วิฬาร์ฤดี. แมวมงคล. กรุงเทพฯ: ไพลิน, 2546.
สมิต สวามิภักดิ์. แมวไทย. กรุงเทพฯ: บีบีบุ๊คส์, 2543.
เหมพันธ์ เหมวรนันท์. แมว. พิมพ์ครั้งที่ 4. นนทบุรี: ฐานเกษตรกรรม, 2545.
เรียบเรียงโดย นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร บรรณารักษ์ชำนาญการ
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี กรมศิลปากร
สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอเชิญชมการแสดงเนื่องในวันปิดโครงการแสดงดนตรีสำหรับประชาชน ปีที่ ๖๙ ”สังคีตสุนทรีย์ถวายพระบรมราชชนนีพันปีหลวง“ พบกับการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดอานุภาพรามราชจักรี ในวันอาทิตย์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๗.๓๐ น. ณ สังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นำแสดงโดย ศิลปินสำนักการสังคีต, กำกับการแสดงโดย ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ศิลปินแห่งชาติ, อำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต ค่าเข้าชมคนละ ๒๐ บาท (จำหน่ายบัตรหน้างานก่อนการแสดง 1 ชั่วโมง) นำส่งเป็นเงินรายได้แผ่นดิน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมด้านนาฏดุริยางคศิลป์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร. ๐ ๒๒๒๑ ๖๕๓๒, ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๔๒
เนื้อเรื่องการแสดงโขนในตอนนี้ กล่าวถึง พระอิศวรมีเทวะบัญชาให้พระนารายณ์อวตารไปเป็นพระราม เพื่อปราบบรรดาอสูรและมารร้ายที่เบียดเบียนมนุษย์โลก พร้อมประทานพรให้ จักร สังข์ ตรี บัลลังก์นาค และคทา ไปจุติเป็นโอรสของท้าวทศรถแห่งกรุงศรีอยุธยา แต่ละองค์นามว่า พระพรต พระลักษมณ์ และพระสัตรุด ตามลำดับ ให้บรรดาเหล่าเทวดาและอสูรเทพบุตร ลงมาจุติเป็นพลวานรในกองทัพของพระราม ส่วนพระลักษมีให้ลงไปจุติเป็นนางสีดา ธิดาของทศกัณฐ์เจ้ากรุงลงกา โดยให้นางสีดาเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งจนนำไปสู่การสู้รบกันระหว่างพระรามและทศกัณฐ์
กาลต่อมาพระราม พระลักษมณ์ และกองทัพวานร ได้ออกเดินทางติดตามนางสีดาที่ถูกทศกัณฐ์ลอบลักไปไว้ยังกรุงลงกา และได้พบกับพิเภกน้องชายของทศกัณฐ์ที่ถูกขับไล่ออกจากเมือง พิเภกได้ดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยา และเข้าสวามิภักดิ์ต่อพระรามเพื่อคอยช่วยเหลือการศึกให้แก่กองทัพของพระรามโดยเหตุที่พิเภกถูกขับไล่ออกจากเมืองนั้น เนื่องจากทศกัณฐ์กริ้วโกรธที่พิเภกทำนายฝันร้ายของทศกัณฐ์และขอให้ส่งนางสีดาคืน แก่พระราม เมื่อทราบข่าวว่าพิเภกเข้าร่วมในกองทัพของศัตรู ทศกัณฐ์จึงให้กุมภกรรณ อุปราช กรุงลงกาออกไปทำศึก กุมภกรรณได้เข้ารบกับพระรามและถูกพระรามแผลงศรสังหาร ก่อนตายกุมภกรรณได้เห็นพระรามเป็นพระนารายณ์จึงได้สำนึกผิด และเรียกพิเภกเข้ามากำชับสอนสั่งให้จงรักภักดีต่อพระราม
เมื่อทศกัณฐ์ทราบข่าวการตายของกุมภกรรณจึงโกรธแค้น ยกทัพออกทำศึกกับพระราม พระรามได้แผลงศรตัดร่างกายทศกัณฐ์ขาดเป็นท่อน ๆ แต่ทศกัณฐ์ก็ร่ายมนต์ต่อติดร่างกายให้คืนกลับดังเดิม ซ้ำยังกล่าวเยาะเย้ยพระราม เมื่อทั้งสองฝ่ายทำศึกรบกันจนถึงพลบค่ำ จึงตกลงเลิกทัพกลับไปยังที่มั่นของตน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษ เรื่อง "สุริยานุสรณ์" เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๙๕ ปี ชาตกาล (พ.ศ.๒๓๗๔ - ๒๕๖๙) ๑๐๘ ปี วันคล้ายวันถึงแก่พิราลัย (พ.ศ. ๒๔๖๑ -๒๕๖๙) พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช พระเจ้านครเมืองน่าน ตั้งแต่บัดนี้ - ๓๐ เมษายน ๒๕๖๙ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน เปิดวันพุธ - วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ น. - ๑๖.๐๐ น.
พบกับนิทรรศการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับประวัติพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช พร้อมคุณูปการที่พระองค์มีต่อชาวน่าน และชมภาพถ่ายเก่าหายาก และร่วมสนุกกับกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้กับกิจกรรมแสตมป์เลเยอร์ตามหาโบราณวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช พร้อมรับฟรีโปสการ์ดของที่ระลึก (มีจำนวนจำกัด!) สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๕๔๗๗ ๒๗๗๗ Facebook Nan national Museum พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน https://www.facebook.com/NanNationalMuseum1987
#องค์ความรู้อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรประทีปสังคโลกฉลุลายที่พบในเมืองกำแพงเพชร ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ “ประทีป” หมายถึง ตะเกียง โคม หรือไฟที่มีเปลวสว่าง หมายเอาตะเกียง ไฟเทียน เป็นต้น ฉลุ หมายถึง ปรุ สลัก เป็นกลวิธีการทำลวดลายโปร่งบนวัสดุต่างๆ การฉลุลาย คือ ฉลุให้เป็นลาย ส่วนลายที่ฉลุแล้ว เรียกว่า ลายฉลุ โดยการตกแต่งเครื่องสังคโลกด้วยวิธีการฉลุลาย จะใช้การเจาะหรือปาดเนื้อดินที่ไม่ต้องการออกให้เห็นเป็นช่องตามลายที่ร่างไว้ แล้วจึงนำไปชุบน้ำเคลือบใสแล้วเผา มักพบในโบราณวัตถุประเภทโคมไฟ จากการดำเนินการทางโบราณคดีในเขตพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรที่ผ่านมา พบชิ้นส่วนประทีปดินเผาเคลือบสีขาวฉลุลายในกรอบรูปกลีบบัว เช่น บนฐานไพทีใหญ่ วัดพระแก้ว วัดโพธิ์ใหญ่ และชิ้นส่วนประทีปดินเผาเนื้อแกร่งฉลุลายที่ไม่สามารถระบุลายได้ เช่น วัดสิงห์ และวัดกรุสี่ห้อง นอกจากนี้จากการดำเนินการโครงการพัฒนาเส้นทางชมโบราณสถานและป้ายสื่อความหมาย อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร (ระยะที่ ๒) ปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ในพื้นที่วัดอาวาสใหญ่ ด้วยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาป้ายสื่อความหมายและปรับปรุงเส้นทางเดินชมโบราณสถานให้ได้มาตรฐานสากล สามารถเพิ่มศักยภาพในการอำนวยความสะดวกรองรับการใช้บริการของนักเรียนนักศึกษา ตลอดจนประชาชน และนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ อันเป็นการยกระดับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีมาตรฐานในระดับสากลในฐานะแหล่งมรดกโลกนั้น พบชิ้นส่วนประทีปดินเผาเนื้อแกร่งฉลุลายจำนวน ๑ ชิ้น ขนาดยาว ๑๔.๔ เซนติเมตร หนา ๐.๔-๐.๙ เซนติเมตร สูง ๘.๓ เซนติเมตร และเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑๑ เซนติเมตร ด้วย สันนิษฐานว่าชิ้นส่วนประทีปดินเผาที่พบเป็นผลิตภัณฑ์จากแหล่งเตาเมืองศรีสัชนาลัย ใช้งานโดยการจุดไฟจากน้ำมันธรรมชาติที่ใส่ในตะคันขนาดเล็กหรือใส่เทียนไว้ในประทีป หลังจากจุดไฟ แสงสว่างจะลอดผ่านช่องที่เกิดจากการตกแต่งด้วยวิธีการฉลุลาย โดยประทีปสังคโลกตกแต่งด้วยการฉลุลายนั้น พบจำนวน ๒ ประเภท ได้แก่ ๑. ประเภททรงกลมที่มีฝาครอบหรือส่วนปิดด้านบน เช่น ที่พระราชวังเมืองศรีสัชนาลัยพบประทีปทรงกลมเคลือบสีเขียวอ่อน ปากกว้าง ตัวประทีปตกแต่งด้วยการฉลุลาย ประกอบด้วยสามส่วน กล่าวคือส่วนบนทำเป็นลายดอกไม้ก้านขดเชื่อมต่อกัน ส่วนกลางแบ่งส่วนประดับห้าส่วน ประกอบด้วยลายดอกไม้บานในทรงรูปไข่และตกแต่งด้วยการขูดขีดเป็นเส้นวงแหวนบนผิวของส่วนล่างซึ่งไม่ฉลุลายและที่ส่วนฐานของประทีป กำหนดอายุพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ ๒. ประเภทชิ้นเดียว กล่าวคือส่วนบนสุดของประทีปไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ซึ่งจากการดำเนินการทางโบราณคดีที่เมืองศรีสัชนาลัยพบชิ้นส่วนประทีปลักษณะส่วนบนมีแถวกลีบบัวสองแถวและยอดทรงดอกบัวตูม และส่วนลำตัวมีการตกแต่งด้วยการฉลุลาย โดยลายฉลุที่โดดเด่นบนชิ้นส่วนประทีปประเภทออกแบบให้เป็นชิ้นเดียวที่พบจากการดำเนินการทางโบราณคดีที่เมืองสุโขทัยคือ ชุดลายทรงรูปไข่ซึ่งบรรจุลายดอกไม้แปดกลีบ แยกจากกันด้วยกรอบขนาดใหญ่และเล็กที่มีแถวของลายไข่ปลา และรูปแบบของลายดอกไม้สี่กลีบแทรกด้วยลายใบโพ ซึ่งดอกบัวและใบโพนั้น สื่อนัยความหมายทางธรรมของพระพุทธเจ้า กำหนดอายุพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ การจุดประทีปเป็นหนึ่งในการสักการะบูชาในทางพุทธศาสนาทางหนึ่งดังปรากฏในจารึกเขาสุมนกูฏ (พ.ศ. ๑๙๑๑) ที่เขียนเป็นภาษาไทย ด้วยตัวอักษรไทยแบบสุโขทัย ด้านที่ ๒ บรรทัดที่ ๑-๒๓ กล่าวถึงขบวนแห่งการสักการะบูชารอยพระพุทธบาทขึ้นเขาสุมนกูฏ ความว่า “ดับหนทางแต่เมืองสุโขทัยมาเถิงจอมเขานี้งามหนักหนาแก่กมสองขอกหนทาง ย่อมตั้งกัลปพฤกษ์ใส่รมยวลดอกไม้ตามไต้เทียนประทีปเผาธูปหอมตระหลบทุกแห่ง ปลูกธงปฏากทั้งสองปลากหนทาง ย่อมเรียงขันหมากขันพลูบูชาพิลมระบำเต้นเล่นทุกฉัน..ด้วยเสียงอันสาธุการบูชาอีกดุริยาพาทย์พิณฆ้องกลองเสียงดังสิพอดังดินจักหล่มอั้นไซร้...” ประทีปสังคโลกตกแต่งด้วยการฉลุลาย แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของช่างฝีมือ หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในเมืองสุโขทัยและเมืองศรีสัชนาลัย ทำให้สันนิษฐานได้ว่าประทีปสังคโลกผลิตขึ้นเพื่อให้แสงสว่างกับพระราชวังหรือวัด โดยการพบประทีปสังคโลกในพุทธศาสนสถานเมืองกำแพงเพชรเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ทางหนึ่งที่แสดงถึงการสักการะพุทธศาสนสถานด้วยการจุดประทีปของประชาชนชาวกำแพงเพชรในวัฒนธรรมสุโขทัย...เอกสารอ้างอิงกรมศิลปากร. เซรามิกแห่งแหลมทองและแดนอาทิตย์อุทัย : สานตำนานสายใยไม่เสื่อมคลายในพาณิชยวัฒนธรรมโลก (ระเบียนรูปเซรามิกไทย-ญี่ปุ่น). กรุงเทพฯ: สำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร, ๒๕๖๕.กองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก (พิมพ์ครั้งที่ ๒). กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๒๗.สำนักหอสมุดแห่งชาติ. ประชุมจารึก ภาคที่ ๘ จารึกสุโขทัย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๔๘.ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๕๖.วิบูลย์ ลี้สุวรรณ. พจนานุกรมศัพท์ศิลปกรรมไทย. นนทบุรี: เมืองโบราณ, ๒๕๕๙.ห้างหุ้นส่วนจำกัด สามเพชร. รายงานการขุดแต่งโบราณสถานวัดพระแก้ว จังหวัดกำแพงเพชร. กำแพงเพชร: อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร, ๒๕๔๓. (เอกสารอัดสำเนา).ห้างหุ้นส่วนจำกัด สามเพชร. รายงานการบูรณะโบราณสถานวัดโพธิ์ใหญ่ อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร เขตในกำแพงเมือง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร งบกลาง ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙. กำแพงเพชร: อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร, ๒๕๕๐. (เอกสารอัดสำเนา).ห้างหุ้นส่วนจำกัด สามเพชร. รายงานการบูรณะโบราณสถานวัดพระแก้ว จังหวัดกำแพงเพชร. กำแพงเพชร: อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร, ๒๕๔๔.ห้างหุ้นส่วนจำกัด สุรศักดิ์ก่อสร้าง. รายงานการขุดแต่งวัดกรุสี่ห้อง ในเขตอรัญญิก เมืองกำแพงเพชร. กำแพงเพชร: อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร, ๒๕๔๓. (เอกสารอัดสำเนา).อนันต์ ชูโชติ. รายงานการขุดแต่งโบราณสถาน วัดสิงห์. [ม.ป.ท.], ๒๕๒๕. (เอกสารอัดสำเนา).
วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 8.30 น. นางนุชจรี ศรีกัญญา นักโบราณคดีชำนาญการ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย พร้อมด้วยข้าราชการและเจ้าหน้าที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ร่วมกันปลูกต้นกัลปพฤกษ์ ณ บริเวณวัดพระพายหลวง เนื่องในวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ.2569
***รายการบรรณานุกรม***
หนังสือหายาก
กรมศิลปากร. ละคอนนอก เรื่อง สุวรรณหงส์ ตอน กุมภณฑ์ถวายม้า. พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๕๐๒.
**บรรณานุกรม***
กรมศิลปากร
ประชุมประกาศตราประจำตำแหน่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกในโอกาสที่วันพระบรมราชสมภพครบ 150 ปี พุทธศักราช 2546
กรุงทพฯ
รุ่งศิลป์การพิมพ์
2546
ชื่อเรื่อง : ชีวประวัติ นายชื่น สิโรรส ผู้แต่ง : ชื่น สิโรรส ปีที่พิมพ์ : 2529 สถานที่พิมพ์ : เชียงใหม่ สำนักพิมพ์ : คณะพุทธนิคม การเขียนประวัติหรือเรื่องราวของนายชื่น สิโรรส ถ่ายทอดเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาในสมัยก่อน ตั้งแต่นายชื่น สิโรรสยังเป็นเด็ก การที่นายชื่น สิโรรสเขียนชีวประวัติของตนเองขึ้นมาเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านและคิดว่าอาจมีผู้สนใจที่จะศึกษาปฏิบัติเป็นแบบอย่างได้
ศิลปะสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ ๒๐ พระราชประสิทธิคุณ อดีตเจ้าอาวาสวัดราชธานี อ.เมืองสุโขทัย จ.สุโขทัย มอบให้ พระพุทธรูปปางมารวิชัยนั่งขัดสมาธิราบบนฐานหน้ากระดาน ๓ ขา ลักษณะพระพักตร์รูปไข่ พระขนงโก่ง พระนาสิกโด่งปลายงุ้มเล็กน้อย พระโอษฐ์เรียวเล็กบาง ขมวดพระเกศาเป็นขดหอย รัศมีรูปเปลวเพลิง พระอังสากว้าง บั้นพระองค์เล็ก ครองจีวรห่มเฉียงเปิดพระอังสาขวา สังฆาฏิยาวจรดพระนาภี ปลายหยักเป็นเขี้ยวตะขาบตามรูปแบบพระพุทธรูปสุโขทัยแบบหมวดใหญ่ ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมสร้างขึ้นในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท นอกจากนั้นบริเวณฐานหน้ากระดานยังมีจารึกที่กำหนดอายุในพุทธศตวรรษที่ ๒๐ กล่าวถึงผู้สร้างพระพุทธรูป โดยสร้างขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชา และเพื่อได้ผลบุญให้เกิดมาได้พบพระศรีอาริยเมตรไตรย ความว่า "พระเจ้านายญี่บุญแลแม่จันแลนางเริ่มนางไรแล้วเจ้าไสอานนท์ลูกชายสายใจชื่อนางยอดตูทั้งหลายขอพบพระศรีอาริยไมตรีเจ้าหั้น"