ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,496 รายการ
ชื่อเรื่อง หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 8 ฉบับที่ 527 (14 มิ.ย. 2509)
ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น
สถานที่พิมพ์ สุพรรณบุรี
สำนักพิมพ์ มนัสการพิมพ์
ปีที่พิมพ์ 2509
ลักษณะวัสดุ 16 หน้า. : กว้าง 28 ซ.ม. ยาว 39 ซ.ม.
ภาษา ไทย
พระครูศีลาจารวิมล
(แต้ม สุเมโธ)
(2458 – 2546)
พระครูศรีลาจารวิมล (แต้ม สุเมโธ) มีนามเดิมว่า แต้ม ระดมพล เกิดเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2458 ณ บ้านตำบลวังตะเคียน อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด บิดาชื่อนายสร้าง ระดมพล มารดาชื่อนางน้อย ระดมพล
ชีวิตในวัยเด็กของเด็กชายแต้ม ระดมพล เป็นไปเหมือนเด็กชนบททั่วไป เป็นผู้มีสุขภาพดี ว่านอนสอนง่าย สุภาพเรียบร้อย และพูดจาไพเราะ เมื่ออายุเข้าสู่วัยอันควรจะเข้าเรียนได้ บิดามารดาซึ่งมีอาชีพทำนาได้ส่งเข้าโรงเรียนจนจบชั้นประโยคประถมศึกษา ในระหว่างเล่าเรียนเป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด เรียนรู้ได้เร็วกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ช่วยเหลืองานของครู ของโรงเรียนและเพื่อนด้วยความเต็มใจ จึงเป็นที่รักใคร่ของครูผู้สอนและของเพื่อนนักเรียนด้วยกัน หลังจากจบการศึกษาแล้วได้ช่วยเหลือบิดามารดาประกอบอาชีพด้วยความขยันหมั่นเพียร
การอุปสมบท
อุปสมบทเมื่ออายุได้ 23 ปี เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2480 ณ วัดปลายคลองตำบลวังกระแจะ อำเภอเมือง จังหวัดตราด โดยมีพระครูคุณวุฒิพิเศษเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการโอ๊ง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการทุ้ย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า พระแต้ม สุเมโธ และได้จำพรรษาอยู่ที่วัดปลายคลองเรื่อยมา ในระหว่างอุปสมบท พระแต้ม สุเมโธ เป็นสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และเคร่งในพระธรรมวินัย
วิทยฐานะทางธรรม
พ.ศ. 2481 สอบได้นักธรรมตรี
พ.ศ. 2483 สอบได้นักธรรมโท
พ.ศ. 2494 สอบได้นักธรรมเอก
ผลงานและคุณูปการที่สำคัญ
พ.ศ. 2502 เจ้าอาวาสวัดอ่างหิน อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ได้ถึงแก่มรณภาพ จึงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอ่างหิน โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะสงฆ์ ชาวบ้านวัดอ่างหินและบริเวณใกล้เคียง ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระใบฎีกา พ.ศ. 2485 และเป็นพระครูสังฆรักษ์แต้ม พ.ศ. 2507 และสุดท้ายได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 รับพระราชทานให้เป็นพระครูสัญญาบัตร ที่พระครูศีลาจารวิมล เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523
ขณะที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส พระครูศีลาจารวิมลได้บริหารวัดอ่างหินให้พัฒนาทั้งในด้านคุณธรรมต่างๆ และในด้านวัตถุสิ่งก่อสร้างที่จำเป็นต่อการปฏิบัติศาสนกิจ ทั้งยังอนุรักษ์ซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างภายในวัดที่ชำรุดตามกาลเวลาให้มีสภาพใช้การได้
การมรณภาพ
เมื่อได้อายุ 80 ปี พระครูศีลาจารวิมลเริ่มมีอาการอาพาธกระเสาะกระแสะ มีอาการอ่อนเพลียบ้างเป็นบางครั้ง บรรดาศิษยานุศิษย์ได้นำไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลหลายแห่ง อาการทรงกับทรุด และในที่สุดก็ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการสงบที่วัดอ่างหิน ที่ท่านได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสถึง 43 ปี รวมอายุได้ 88 ปี และมีพรรษาได้ 66 พรรษา
ข้อมูลหนังสืออนุสรณ์งานศพ
บรรณานุกรม
ที่ระลึกพิธีพระราชทานเพลิงศพ พระครูศีลาจารวิมล (แต้ม สุเมโธ). จันทบุรี: โรงพิมพ์อนันตศิลป์, 2548.
รายละเอียดเนื้อหา
ประวัติวัดอ่างหิน การปฏิบัติตนของชาวพุทธ บทสวดมนต์ พระคาถาชินบัญชร การขอพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ การขอพระราชทานเพลิงศพและหีบศพ
เลขเรียกหนังสือ ห 294.30922 ท539พ
สถานที่จัดเก็บ ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๙ เวลา ๗.๐๐ น. นายสหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ รองอธิบดีกรมศิลปากร ผู้ทรงคุณวุฒิกรมศิลปากร ผู้บริหาร ข้าราชการ และประชาชน ร่วมทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราขกุมารี หลังจากนั้น เวลา ๙.๐๐ น. รองอธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานเปิดนิทรรศการเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช ๒๕๕๙ และเปิดการสัมมนา เรื่อง "จารึกภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง" ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย จ.นครราชสีมา
ผู้เข้มแข็งเท่านั้นที่จะได้ครองอำนาจ! ๕ ยุวกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา ถูกผู้ใหญ่ฆ่าเรียบ!! โดย โรม บุนนาค
เมื่อพระเจ้าอู่ทองย้ายราชธานีจากเมืองอโยธยา ข้ามฟากแม่น้ำมาสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นในปี พ.ศ.๑๘๙๓ โปรดเกล้าฯให้ขุนหลวงพงั่ว ซึ่งเป็นพี่มเหสี เป็น สมเด็จพระบรมราชาธิราช ไปครองเมืองสุพรรณบุรี และให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระราเมศวร ไปครองเมืองลพบุรี
พระเจ้าอู่ทองครองราชย์อยู่ ๒๐ ปีสวรรคต พระราเมศวร จึงเสด็จจากเมืองลพบุรี มาครองราชย์แทน
พระราเมศวรครองราชย์อยู่เกือบปี สมเด็จพระบรมราชาธิราช ผู้เป็นพระเชษฐาของพระมารดา ก็เสด็จมาจากเมืองสุพรรณบุรี สมเด็จพระราเมศวรออกไปต้อนรับแล้วอัญเชิญเข้าพระนคร ถวายราชสมบัติให้ จากนั้นก็กลับไปครองเมืองลพบุรีตามเดิม
สมเด็จพระบรมราชาธิราชครองราชย์อยู่ ๑๓ ปีสวรรคต เจ้าทองจันทร์ หรือ ทองลัน ราชโอรสวัย ๑๕ พรรษาขึ้นครองราชย์แทน ซึ่งนับเป็นยุวกษัตริย์พระองค์แรกของกรุงศรีอยุธยา แต่ครองราชย์อยู่ได้เพียง ๗ วันเท่านั้น พงศาวดารบันทึกไว้ว่า
“สมเด็จพระราเมศวรเสด็จลงมาแต่เมืองลพบุรี เข้าในพระราชวังได้ กุมเอาเจ้าทองจันทร์ได้ ให้พิฆาตเสียวัดโคกพระยา แล้วพระองค์ได้เสวยราชสมบัติ”
พงศาวดารไม่ได้บันทึกรายละเอียดของเหตุการณ์ช่วงนี้ไว้ นอกจากสันนิษฐานได้ว่า ผู้ที่จะครองราชย์ได้ก็คือผู้ที่เข้มแข็งที่สุดในเวลานั้น และผู้ที่อ่อนแอกว่าก็จะต้องถูกกำจัดไปให้สิ้นปัญหา ไม่ปล่อยให้บ่มตัวจนกลับมาเป็นผู้เข้มแข็งขึ้นอีก
ยุวกษัตริย์องค์ต่อไปที่ต้องตกเป็นเหยื่อของการช่วงชิงอำนาจ ก็คือ พระรัษฎาธิราช ผู้มีพระชนม์เพียง ๕ พรรษา
สมเด็จพระรัษฎาธิราชเป็นราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูร ซึ่งครองราชย์อยู่ ๔ ปีเศษก็สวรรคตด้วยโรคไข้ทรพิษ และไม่ได้ทรงแต่งตั้งรัชทายาทไว้ บรรดาขุนนางข้าราชการจึงอัญเชิญสมเด็จพระรัษฎาธิราชกุมาร ซึ่งมีพระชนมายุเพียง ๕ พรรษาขึ้นครองราชย์
เมื่อครองราชย์อยู่เพียง ๕ เดือนเศษ พระไชยราชา สมเด็จอาซึ่งเป็นพระอนุชาของสมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูรอันเกิดจากพระสนม และถูกส่งไปครองเมืองพิษณุโลก ก็ยกกองทัพมากรุงศรีอยุธยา จับสมเด็จพระรัษฎาธิราชไปประหารชีวิต ทั้งๆที่ตอนนั้นสมเด็จพระรัษฎาธิราชก็คงรู้เรื่องราวพอๆกับเด็ก ๕ ขวบ ยังไม่อาจเป็นพิษเป็นภัยกับใครได้ทั้งสิ้น แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อโตขึ้นมาแล้วจะมีฤทธิ์เดชอย่างใด หรืออาจจะถูกใครจับเชิดมาทวงราชบัลลังก์คืน จึงต้องกำจัดไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามต่อไป
ยุวกษัตริย์องค์ที่ ๓ ของกรุงศรีอยุธยาก็คือ พระยอดฟ้า ซึ่งก็ไม่แคล้วที่จะต้องประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับยุวกษัตริย์ ๒ พระองค์แรก พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวไว้ว่า
“....ฝ่ายสมณพราหมณ์จารย์มุขมนตรี กวีราช นักปราชญ์ บัณฑิต โหราราชครูสโมสรพร้อมกันประชุมเชิญพระยอดฟ้าพระชนม์ได้ ๑๑ พรรษา เสด็จผ่านพิภพถวัลย์ราชประเพณีสืบศรีสุริยวงศ์อยุธยาต่อไป แล้วนางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ผู้เป็นสมเด็จพระชนนี ช่วยทำนุบำรุงประคองราชการแผ่นดิน....”
ความจริงแล้ว พระยอดฟ้าขึ้นครองราชย์ก็แต่ในนาม อำนาจทั้งหมดอยู่ในกำมือของเจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ นางจึงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน แต่การกำจัดพระยอดฟ้าก็เป็นความจำเป็น ด้วยเหตุที่นางได้ลอบลักสมัครสังวาสกับขุนวรวงศา และเรื่องกำลังอื้อฉาวขึ้นเรื่อยๆ แม้นางได้พยายามกำจัดข้าราชการที่เป็นปฏิปักษ์แล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงมีข้าราชการที่ไม่ยอมจงรักภักดีอีก ทั้งพระยอดฟ้าก็โตขึ้นทุกวัน อาจไปสมคบกับข้าราชการเหล่านั้น
พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาได้บันทึกไว้อีกว่า
“....ขณะนั้นนางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์มีครรภ์ด้วยขุนวรวงศาธิราช จึงมีพระเสาวนีย์ตรัสปรึกษาด้วยหมู่มุขมนตรีทั้งปวงว่า พระยอดฟ้าโอรสเรายังเยาว์นัก สาละวนแต่จะเล่น จะว่าราชการแผ่นดินนั้น เห็นเหลือสติปัญญานัก อนึ่งหัวเมืองฝ่ายเหนือเล่าก็ยังมิปกติ จะไว้ใจแต่ราชการมิได้ เราคิดจะให้ขุนวรวงศาธิราชว่าราชการแผ่นดิน กว่าราชบุตรเราจะจำเริญวัยขึ้น จะเห็นเป็นประการใด ท้าวพระยามุขมนตรีรู้พระอัชฌาสัยก็ทูลว่า ซึ่งตรัสโปรดมานี้ก็ควรอยู่....”
จากนั้นนางจึงมีเสาวนีย์ตรัสสั่งให้เอาราชยาน เครื่องสูงแตรสังข์กับขัตติยวงศ์ ออกไปรับขุนวรวงศาเข้ามาในพระราชวัง แล้วตั้งพระราชพิธีราชาภิเษก ยกขุนวรวงศาขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินแทนพระยอดฟ้า
จากนั้นชะตากรรมของยุวกษัตริย์อีกองค์ก็มาถึง เมื่อพระราชพงศาวดารบันทึกไว้ว่า
“ครั้นศักราช ๘๙๑ ปีฉลู เอกศก (พ.ศ.๒๐๗๒) ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๘ ขุนวรวงศาธิราชเจ้าแผ่นดิน คิดกันกับแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ให้เอาพระยอดฟ้าไปประหารชีวิตเสีย ณ วัดโคกพระยา แต่พระศรีศิลป์น้องชายพระชนม์ได้เจ็ดพรรษานั้นเลี้ยงไว้ สมเด็จพระยอดฟ้าอยู่ในราชสมบัติปีกับสองเดือน”
ขุนวรวงศาครองราชย์อยู่ได้เพียง ๔๒ วัน กรรมก็ตามทัน เหล่าขุนนางที่จงรักภักดีต่อแผ่นดิน ได้ร่วมกันวางแผนสังหารพร้อมทั้งเจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์และบุตรที่เกิดจากขุนวรวงศา
หลังสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระยอดฟ้าแล้ว กรุงศรีอยุธยาก็ว่างเว้นยุวกษัตริย์เกือบ ๑๐๐ ปี จนในปี ๒๑๗๑ จึงมียุวกษัตริย์องค์ที่ ๔ คือ สมเด็จพระเชษฐาธิราช ขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมายุ ๑๔ พรรษา ในวัยเดียวกับพระเจ้าทองลัน ส่วนยุวกษัตริย์องค์ที่ ๕ ก็คือ สมเด็จพระอาทิตย์วงศ์ ซึ่งถูกยกขึ้นเป็นกษัตริย์ขณะพระชนม์เพียง ๙ พรรษา ก็ไม่พ้นชะตากรรมยุวกษัตริย์อีกเช่นกัน ซึ่งผู้ที่กำจัดยุวกษัตริย์ ๒ รายหลังนี้ก็คือ สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง โอรสลับของสมเด็จพระเอกาทศรถที่เกิดจากผู้หญิงชาวบ้านเกาะบางปะอิน ซึ่งไม่มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ แต่ก็เพราะความเด็ดขาดเข้มแข็งจึงไต่เต้าขึ้นสู่ราชบัลลังก์ได้ และครองราชย์อย่างยาวนานถึง ๒๕ ปี โดยปราศจากศัตรูทั้งภายนอกภายใน แม้พม่าข้าศึกก็ยังไม่กล้ามาระราน
การครองราชย์ ก็คือการครองอำนาจในการเป็นผู้นำประเทศ สมควรที่จะเป็นผู้เข้มแข็งที่สุด ในยุคกรุงศรีอยุธยาที่ประชาชนเป็นเพียงข้าแผ่นดิน ไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียงและไม่มีพลังทางการเมือง จึงไม่อาจคุ้มครองความชอบธรรมใดๆได้ ยุวกษัตริย์ผู้ยังอ่อนแอจึงไม่เหลือรอดแม้แต่พระองค์เดียว
ขนมโมทกะ หรือขนมโมทัก (Modak) คำว่า โมทกะ (อ่านว่า โม-ทะ -กะ) มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า ยินดี พึงพอใจ รื่นเริงบันเทิงใจ เป็นขนมที่องค์สมเด็จพระพิฆเนศวรทรงโปรดมาก บางที ชาวทมิฬเรียกขนมนี้ว่า ‘Korukkattai’ ในบางภาคของอินเดียเรียกว่าขนม ลฑฺฑู(Laddhu) ก็มี
ขนมชนิดนี้เป็นลูกกลม ๆ ขนาดมะนาวลูกเล็ก ๆ มีไส้ ภายนอกเป็นแป้งสีขาวห่อไส้แล้วนึ่งให้สุก ไส้ทำด้วยมะพร้าวขูดผัดกับน้ำมันพืช ผสมเนยใส ผงกระวาน น้ำตาลทรายแดง และเกลือจะมีรสค่อนข้างหวาน แต่บางที่ก็ทำเป็นลูกมียอดแหลม ๆ คล้ายผลกระเทียม
ส่วนขนมลฑฺฑู (ได้ยินคนอินเดียออกเสียงว่า ‘หล่า-ดู๊’) ก็เป็นอีกเวอร์ชั่นหนึ่งของขนม โมทกะ ทำจากแป้งถั่ว (แป้งจะนา) ทอดในน้ำมันเนย ใส่น้ำตาลหรือน้ำเชื่อม ทอดจนสุก ทำเป็นขนมกลมๆ บางทีทำด้วยแป้งถั่วเหลืองหรือทำด้วยมะพร้าวก็ได้ เอามะพร้าวขูดผสมกับแป้งสาลีหรือแป้งข้าวเจ้า ใส่น้ำตาลแล้วทอดจนสุก
สำหรับคนไทยมีขนมชนิดหนึ่ง เรียกว่า ขนมต้ม หรือ ขนมต้มขาว มีลักษณะเป็นแป้งลูกกลมมีไส้เป็นมะพร้าวเคี่ยวกับน้ำตาลปึกอย่างหน้ากระฉีก ขนมต้มขาวมีมะพร้าวขูดเป็นเส้นโรยอยู่ภายนอก คนไทยนิยมใช้ขนมต้มขาวบูชาพระพิฆเนศหรือพระภูมิแทนขนมโมทกะ ปัจจุบันมีผู้คิดทำขนมโมทกะขึ้นในประเทศไทย คนไทยจึงเริ่มรู้จักชื่อขนมโมทกะมากขึ้น จะสังเกตได้ว่า พระพิฆเนศวรเป็นเทพองค์เดียวที่ถือขนม โดยในยุคต้นๆ รูปเคารพของพระองค์มักมีงวงตวัดไปเสวยขนมในพระหัตถ์ด้วย และในทางเทวปรัชญาก็ถือว่าเป็นการแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์
ข้อมูลและภาพประกอบจาก
ผาสุข อินทราวุธ. รูปเคารพในศาสนาฮินดู. กรุงเทพฯ: ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัย ศิลปากร, ๒๕๒๒
http://www.weloveshopping.com/template/a05/show_article.php?shopid=2919&qi d=55609
http://board.palungjit.com
http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=3152 อ้างอิงจาก บทวิทยุรายการ " รู้ รัก ภาษาไทย" ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น
http://chefinyou.com/2010/09/vella-kozhukattai/
http://www.exoticindiaart.com/product/sculptures/lord-ganesha-enjoying-his-favorite-sweet- modak-RO99/
http://festivals.iloveindia.com/ganesh-chaturti/modak.html
http://www.kairalishop.com/index.php?main_page=product_info&cPath=85&products_id=388
http://www.christies.com/LotFinder/lot_details.aspx?intObjectID=5416825
http://www.thecityreview.com/w07cas.html
***บรรณานุกรม***
หนังสือหายาก
อบรมผู้บังคับกองศูนย์การฝึกชัยยะเชียงใหม่ รุ่นที่ 3. เชียงใหม่ : โรงพิมพ์กลางเวียง, ๒๕๐๘.
ชื่อเรื่อง : ประมวลภาพประวัติศาสตร์ไทย วิถีชีวิต
ผู้เขียน : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
สำนักพิมพ์ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชิ่ง
ปีพิมพ์ : ๒๕๖๐
เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : ๙๗๘-๖๑๖-๒๘๓-๓๕๖-๔ เลขเรียกหนังสือ : ๓๐๖.๐๙๕๙๓ ศ๕๒๘ป
ประเภทหนังสือ : หนังสือกรมศิลปากร
ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป ๑
สาระสังเขป : ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ถือว่าเป็นมรดกวัฒนธรรมของชาติไทย ซึ่งการรวบรวมและจัดพิมพ์เผยแพร่ภาพถ่ายเริ่มขึ้นตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว "ประมวลภาพประวัติศาสตร์ไทย วิถีชีวิต" เป็นหนังสือภาพที่ได้มีการพิจารณาภาพประวัติศาสตร์ที่ครอบคลุมเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิตของคนไทย ทุกกิจกรรมของสังคม และทุกช่วงเวลาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จนถึงช่วงระยะเวลาก่อน พ.ศ. ๒๕๐๐ รวมทั้งครอบคลุมเกือบแทบทุกพื้นที่ของประเทศไทย ตั้งแต่ภาพในกรุงเทพฯ และภาพจากหัวเมืองชนบทที่ห่างไกลความเจริญ เช่น ขอนแก่น ร้อยเอ็ด สกลนคร อุบลราชธานี เป็นต้น โดยนำเสนอภาพถ่ายวิถีชีวิตจำนวนกว่า ๓๐๐ ภาพ แบ่งเป็น ๑๐ หมวดหลัก ประกอบด้วย การกสิกรรม การประกอบอาชีพ การศึกษา การติดต่อสื่อสารและคมนาคม การสาธารณสุข การศาลและยุติธรรม กีฬา การละเล่นและดนตรี เรือนพักอาศัย กลุ่มคน และประเพณี เช่น ภาพการตำข้าวด้วยตะลุมพุกและสากกับการสีข้าวด้วยโม่และเครื่องสีฝัด ภาพเรือค้าขายบริเวณสี่แยกคลองมหานาค กรุงเทพมหานคร ภาพการทำเหมืองแร่ดีบุกแบบเหมืองขุดในภาคใต้ ภาพเรือขุดลอกคลองสมัยรัชกาลที่ ๗ ภาพรถหลวงในสมัยรัชกาลที่ ๕ ภาพการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ พ.ศ ๒๔๔๕ ภาพการพิจารณาความที่ศาลมณฑลนครไชยศรี พ.ศ. ๒๔๔๔ ภาพบ้านเรือนเครื่องผูกแบบล้านนา และภาพการแห่ลูกแก้ว (แห่นาค) นครลำพูน เป็นต้น โดยมีการจัดทำคำอธิบายพร้อมภาพประกอบเพื่อเป็นประโยชน์สามารถใช้อ้างอิงเป็นหลักฐานในการศึกษาค้นคว้าเรื่องราวประวัติศาสตร์ชาติไทยในอดีตได้อย่างชัดเจน