ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,668 รายการ

“วันครู 16 มกราคม” เหตุผลที่วันที่ 16 มกราคมของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวันครู อันเนื่องมาจาก ในปี 2488 ประเทศไทยมีการประกาศพระราชบัญญัติครูขึ้นมาในราชกิจจานุเบกษา จึงมีการกำหนดให้มีวันครูครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 เป็นต้นมา ครู หมายถึง ผู้อบรมสั่งสอน ผู้ถ่ายทอดความรู้ ผู้สร้างสรรค์ภูมิปัญญา และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของสังคมและประเทศชาติ เป็นผู้ที่มีหน้าที่สอน อบรมเกี่ยวกับวิชาความรู้ การอ่านเขียน (คำว่าครูนั้นมาจากศัพท์ภาษาสันสกฤต คำว่า "คุรุ" และภาษาบาลี คำว่า "ครุ" , "คุรุ") วันครูได้จัดให้มีขึ้น ครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี พ.ศ. 2488 ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า "คุรุสภา" เป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครู ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ให้ความเห็นในเรื่องนโยบายการศึกษา และวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษาธิการ ควบคุมจรรยาและวินัยของครู จัดสวัสดิการการให้แก่ครูและครอบครัว ได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้และความสามัคคีของครู ทุกๆปี คุรุสภาจึงจัดให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูจากทั่วประเทศแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งซักถามปัญหาข้อข้องใจต่างๆเกี่ยวกับการดำเนินงานของคุรุสภา โดยมี คณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ตอบข้อสงสัย สถานที่ในการประชุมสมัยนั้นใช้หอประชุม "สามัคคยาจารย์" หอประชุมของจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ในระยะหลังจึงมาใช้หอประชุมของคุรุสภา ปี พ.ศ. 2499 ในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้กล่าวปราศัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า "ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือว่า เนื่องจากผู้เป็นครูมีบุญคุณเป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่า"วันครู"ควรมีสักวันหนึ่งสำหรับให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายได้ แสดงความเคารพสักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณทั้งหลาย เพราะเหตุว่าสำหรับคนทั่วไปถ้าถึงวันตรุษ วันสงกรานต์ เราก็นำอัฐิของผู้มีพระคุณบังเกิดเกล้ามาทำบุญ ทำทาน คนที่สองรองลงไปก็คือครูผู้เสียสละทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากที่ประชุมไว้ด้วย ลองปรึกษาหารือกันในหลักการทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง" จากแนวความคิดนี้ กอรปกับความคิดเห็นของครูที่แสดงออกทางสื่อมวลชนและอื่นๆที่ล้วนเรียกร้อง ให้มี "วันครู" เพื่อให้เป็นการรำลึกถึงความสำคัญของครูในฐานะที่เป็นผู้เสียสละ ประกอบคุณงามความดีเพื่อประโยชน์ของชาติ และประชาชนเป็นอันมาก ในปีเดียวกันที่ประชุมคุรุสภาสามัญประจำปีจึงได้พิจารณาเรื่องนี้และมีมติ เห็นควรให้มี "วันครู" เพื่อเสนอคณะกรรมการอำนวยการต่อไป โดยได้เสนอในหลักการว่า เพื่อจะได้ประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครู และเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอีนดีระหว่างครูกับประชาชน ในที่สุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2499 ให้วันที่ 16 มกราคม ของทุกปีเป็น "วันครู" โดยถือเอาวันที่ประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2488 เป็นวันครู และให้กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดัง กล่าวได้ การจัดงานวันครูได้จัดเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2500 ในส่วนกลางใช้สถานที่ของกรีฑาสถานแห่งชาติเป็นที่จัดงาน ได้กำหนดเป็นหลักการให้มีอนุสรณ์งานวันครูไว้ให้แก่อนุชนรุ่นหลังทุกปี อนุสรณ์ที่สำคัญคือ หนังสือประวัติครู หนังสือที่ระลึกวันครู และสิ่งก่อสร้างที่เป็นถาวรวัตถุ คำขวัญวันครูนั้นเป็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภา ต่อมาก็เป็นคำขวัญของบุคคลทั่วไปที่ส่งเข้าประกวด และจากนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2566 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้คำขวัญเนื่องในโอกาสวันครู ครั้งที่ 67 ดังนี้ "ครูดี ศิษย์ดี มีอนาคต"


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 141/5เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 176/6 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


"ต่อสู้" ภาพจิตรกรรมฝาผนัง แสดงการต่อสู้และป้องกันตัว ศาสตร์และศิลปะการต่อสู้ที่ใช้ร่างกายเป็นอาวุธ จิตรกรรมฝาผนัง เขียนในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ภายในอุโบสถวัดราชบูรณะ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           12/7ประเภทวัดุ/มีเดีย                       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                              54 หน้า : กว้าง 4.6 ซม. ยาว 54.8 ซม.หัวเรื่อง                                        พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


          กลับมาอีกครั้งกับกิจกรรรม “ ฮีต ๑๒ ฮอยฮีตคองวัฒนธรรม” เปิดศักราชใหม่ด้วยประเพณีบุญใหญ่ของชาวอีสาน “บุญเดือนสี่ : บุญผะเหวด” โดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี ร่วมกับพันธมิตรเครือข่าย ทุกท่านจะได้พบกับกิจกรรม ดังนี้           - “ธุงผะเหวด” ลวดลายวิจิตร และการบรรยายความรู้เกี่ยวกับ “ธุงผะเหวด” จากกลุ่มช่างทอธุงบ้านบัวเจริญ ตำบลทุ่งเทิง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ทุงอีสาน -ทุงบ้านบัวเจริญ อุบลราชธานี และความรู้เกี่ยวกับประเพณีบุญผะเหวดของชาวอีสาน โดยพระวิทยากร พระปกรณ์ ชินวโร วัดมณีวนาราม และขอเชิญร่วมขบวนแห่ธุงผะเหวดโบราณที่ม่วนซื่นสวยงาม           - วาดงานศิลป์บนผืนธุงผะเหวด โดยนักศึกษาคณะศิลปกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี           - สาธิตการทำธุงใยแมงมุม ที่มีรูปแบบและสีสันอันหลากหลาย           - ตลาดอุบลฮักคราฟท์ ได้นำผลิตภัณฑ์ออแกนิค และงานฝีมือต่างๆจากชุมชนคนอุบลฯ อุบล"ฮัก"คราฟท์-Ubon Hugs Crafts มาให้เลือกชม ชิม ช็อป           ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมกิจกรรมได้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี ระหว่างวันที่ ๑๑ - ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๐.๐๐ น. - ๑๘.๐๐ น. ทั้งนี้ หากไม่สามารถไปร่วมกิจกรรมได้ สามารถรับชมถ่ายทอดสดผ่านเฟสบุ๊กเพจ Ubon Ratchathani National Museum : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี https://www.facebook.com/UbonNationalMuseum อย่าลืมกดถูกใจ กดติดตาม จะได้ไม่พลาดกิจกรรมดีๆ


เลขทะเบียน : นพ.บ.375/2ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 42 หน้า ; 4.5 x 54.5 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา มีฉลากไม้ชื่อชุด : มัดที่ 142  (7-25) ผูก 2 (2566)หัวเรื่อง : มไลหมื่น --เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.506/2กห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 54 หน้า ; 4 x 49.5 ซ.ม. : ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 170  (233-242) ผูก 2ก (2566)หัวเรื่อง : สังฮอมธาตุ--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


ชื่อเรื่อง                         สํยุตฺตนิกายกถา (สํยุตฺตนิกาย)ลบ.บ.                            35/11หมวดหมู่                       พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                  58 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 56.5 ซม.หัวเรื่อง                         พระไตรปิฎก                                                                         บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับล่องรัก ไม้ประกับธรรมดา




          สำนักช่างสิบหมู่ จัดการฝึกอบรมด้านงานศิลปกรรม สำหรับบุคคลภายนอกทั่วไป หลักสูตร “การประดับกระจก” เปิดรับสมัครบุคคลทั่วไป นักเรียน - นักศึกษา อายุระหว่าง ๑๘ – ๖๐ ปี จำนวน ๔๐ คน เข้ารับการฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น ระหว่างวันที่ ๑๒ - ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. ณ อาคารศูนย์ศิลปะและการช่างไทย สำนักช่างสิบหมู่ จังหวัดนครปฐม โดยผู้รับการฝึกอบรมจะต้องเตรียมค่าประกันอุปกรณ์ จำนวน ๔๐๐ บาท (สามารถรับคืนเมื่อคืนอุปกรณ์ หลังจบการอบรม) คลิปบอร์ด ขนาด A4 จำนวน ๑ ชิ้น และใบมีดคัตเตอร์ขนาดใดก็ได้ จำนวน ๑ อัน           ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการฝึกอบรมได้ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๖ โดยสแกน QR Code แล้วกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มใบสมัคร และจะประกาศผลการคัดเลือกวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๖ ทางเพจเฟสบุ๊ก สำนักช่างสิบหมู่ www.facebook.com/officeoftraditionalarts สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๒๔๘๒ ๑๓๙๙   หมายเหตุ :  * ผู้สมัครต้องได้รับการพิจารณาคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้จัดฝึกอบรม โดยพิจารณาจากลำดับใบสมัคร คุณสมบัติ ความต้องการ กลุ่มอาชีพ เพื่อกระจายตามกลุ่มเป้าหมายของโครงการ แล้วจะแจ้งประกาศผลให้ทราบอีกครั้ง เพื่อให้ผู้สมัครยืนยันการเข้าร่วมโครงการ จึงจะมีสิทธิ์เข้ารับการฝึกอบรม ** ผู้สมัครควรมีความพร้อมในเรื่องของระยะเวลา สามารถร่วมการอบรมได้ครบตามระยะเวลาที่กำหนด ๕ วัน(หากเข้าอบรมไม่ครบตามระยะเวลา ขอตัดสิทธิ์การเข้าอบรมในโครงอื่นๆ )


        แบบศิลปะ / สมัย ศิลปะพื้นบ้านล้านนา ราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔ – ๒๕         วัสดุ (ชนิด) ไม้แกะสลักลงรักปิดทองล่องชาด ประดับกระจกจืน          ขนาด หน้าตักกว้าง ๖.๙ เซนติเมตร สูง ๑๘ เซนติเมตร         ประวัติความเป็นมา พุทธสถานเชียงใหม่ มอบให้         ความสำคัญ ลักษณะและสภาพของโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ         พระพุทธรูปปางมารวิชัย แกะสลักจากไม้ ลงรักปิดทองล่องชาดและประดับกระจก พระพักตร์เรียวยาว พระวรกายเพรียวบาง พระรัศมีเป็นรูปดอกบัวตูม ชายสังฆาฏิยาว ส่วนชายตัดตรง ขอบสบงนูนขึ้นมามาก พระกรมีขนาดเล็กไม่สมส่วน จากลักษณะทางศิลปกรรมที่แสดงถึงความเป็นท้องถิ่นล้านนา ด้วยเทคนิคงานประดับตกแต่งที่มีความหลากหลายนี้ สันนิษฐานว่าพระพุทธรูปนี้สร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔ – ๒๕ ตรงกับสมัยพระเจ้ากาวิละ ดังปรากฏว่าภายหลังจากการขับไล่พม่าออกจากดินแดนล้านนา พระเจ้ากาวิละได้เริ่มต้นการฟื้นฟูบ้านเมือง ด้วยวิธี “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” ด้วยการนำไพร่พลจากหลายพื้นที่เข้ามาอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ แล้วเร่งฟื้นฟูบ้านเมืองตลอดจนงานศิลปกรรม ยังผลให้เกิดการผสมผสานรูปแบบงานศิลปกรรมจากหลากหลายท้องถิ่น ทำให้ศิลปกรรมล้านนาในระยะนี้มีรูปแบบที่หลากหลาย    



จังหวัดนครนายกเป็นจังหวัดที่มีหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีการพบแหล่งโบราณคดีในพื้นที่รวม ๘๕ แหล่ง เป็นแหล่งโบราณคดีที่ขึ้นทะเบียนแล้ว ๔ แหล่ง และที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ๘๑ แหล่ง โดยมีแหล่งโบราณคดีที่มีชื่อเสียง คือ แหล่งโบราณคดีเมืองดงละคร เมืองโบราณดงละคร ตั้งอยู่ในตำบลดงละคร อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก เป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ ผังเมืองลักษณะเป็นรูปไข่หรือวงรี มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ตำนานของเมืองดงละคร เชื่อว่าเป็นเมืองลับแล ในเวลากลางคืนจะได้ยินเสียงดนตรีมโหรีแว่วมาจากกลางป่า คล้ายกับมีการเล่นละคร จึงเรียกว่า ดงละคร ส่วนอีกตำนานหนึ่ง มีชาวบ้านคนหนึ่งมีอาชีพตัดฟืน ได้หลงเข้าไปในเมืองลับแล หาทางกลับออกมาไม่ได้ จึงตัดสินใจอยู่กินกับหญิงสาวนางหนึ่งและมีลูกด้วยกัน วันหนึ่งชายดังกล่าวพลั้งทำผิดกฎเกณฑ์ของเมือง จึงต้องให้ออกจากเมืองไป ก่อนออกจากเมืองภรรยาของชายตัดฟืนได้มอบห่อผ้าสองห่อให้นำติดตัวมา พร้อมทั้งกำชับให้แกะห่อผ้าเมื่อถึงบ้านแล้วเท่านั้น แต่ระหว่างทางชายตัดฟืนเกิดอยากรู้สิ่งของภายในห่อผ้า จึงได้แกะห่อผ้าหนึ่งห่อออกดู พบว่าเป็นทรายจึงได้เททิ้งไว้ เหลือห่อผ้าอีกห่อที่นำกลับมาเปิดที่บ้านของตนและพบว่าภายในห่อผ้ามีทองคำจำนวนหนึ่งบรรจุอยู่ จึงใช้ทองคำเหล่านั้นเลี้ยงตัวและดูแลมารดาไปตลอดชีวิต พร้อมทั้งสร้างวัดขึ้น ณ บริเวณที่เททรายทิ้ง เรียกว่า วัดหนองทรายทอง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของดงละคร ตำนานของเขานางบวช เมื่อประมาณ ๑,๐๐๐ ปีก่อน เจ้าเมืองกัมพูชามีโอรสพระองค์หนึ่ง นามว่า เจ้าปราจิตร เมื่อพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา ได้ออกเดินทางและพักอาศัยอยู่ร่วมกับหญิงท้องแก่คนหนึ่ง จนกระทั่งนางนั้นให้กำเนิดบุตรสาว นามว่า อรพิน เมื่อนางอรพินโตเป็นสาว เจ้าปราจิตรจึงได้สู่ขอนางเป็นคู่ครอง แต่ก็ถูกคนของเจ้าเมืองพิมายลักพาตัวไป เมื่อเจ้าปราจิตรทราบข่าวจึงตามไปช่วยและพาหนีออกจากวังเจ้าเมืองพิมาย ระหว่างทางเจ้าปราจิตรและนางอรพินเกิดพลัดหลงกัน นางอรพินได้เดินทางจนพบกับวิหารบนภูเขา จึงอธิษฐานแปลงร่างจากหญิงเป็นชายบวชอยู่บนวิหารนั้น จนกระทั่งเจ้าปราจิตรมาพบ จึงได้ลาสิกขา และเรียกขานนามภูเขานั้นว่า เขานางบวช


black ribbon.