ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,590 รายการ
ชื่อเรื่อง รายงานสำรวจตำราพระราชพิธีพราหมณ์สยาม ของ นาย ป.ศาตรีผู้แต่ง ป.ศาสตรีประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากISBN/ISSN -หมวดหมู่ ประเพณี ขนบธรรมเนียม คติชนวิทยาเลขหมู่ 390.22สถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์พระจันทร์ปีที่พิมพ์ 2474ลักษณะวัสดุ 52 หน้าหัวเรื่อง ประเพณี ขนบธรรมเนียม คติชนวิทยา
ภาษา ไทย
บทคัดย่อ/บันทึก -
มกรคายนาคที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร
"ก่อนที่ workshop ทำหมากเบ็งถวายเป็นพุทธบูชาวันวิสาขบูชานี้ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ขอนำเสนอความสำคัญ และบทบาทของ "หมากเบ็ง" ต่อแหล่งมรดกโลกภูพระบาทครับ"
เปิดให้บริการทุกวัน เวลา ๐๘.๓๐ -๑๖.๓๐ น.(ไม่มีวันหยุด)
มีบริการแผ่นพับ จุดชมวีดีทัศน์ นิทรรศการ ร่ม รถวีลแชร์ รถไฟฟ้า ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
จุดบริการขายบัตร ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ค่าเข้าชม ชาวไทย ๒๐ บาท ชาวต่างชาติ ๑๒๐ บาท
(ผู้สูงอายุ ๖๐ ปี ขึ้นไป เด็กอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี ผู้พิการ พระภิกษุ-สามเณร ภิกษุณี) เข้าชมฟรี
มีบริการนำชม (ไทย - อังกฤษ) ระหว่างเวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๓๐ น.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ๐๔๒๒๑๙๘๓๘ , ๐๔๒๒๑๙๘๓๗ (ในวันและเวลาราชการ)
#มรดกโลกภูพระบาท #เดินชมธรรมชาติ #แหล่งวัฒนธรรมสีมา #โบราณสถานสวยงาม
ชื่อเรื่อง หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 8 ฉบับที่ 520 (26 เม.ย. 2509)
ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น
สถานที่พิมพ์ สุพรรณบุรี
สำนักพิมพ์ มนัสการพิมพ์
ปีที่พิมพ์ 2509
ลักษณะวัสดุ 16 หน้า. : กว้าง 28 ซ.ม. ยาว 39 ซ.ม.
ภาษา ไทย
บันทึกของแอนน์ แฟร้งค์ หรือ The Diary of a Young Girl เป็นผลงานบันทึกส่วนบุคคลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในฐานะวรรณกรรมและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของสงครามโลกครั้งที่สอง สมุดบันทึกเล่มเล็กที่เขียนขึ้นโดย แอนน์ แฟร้งค์ เด็กหญิงวัยเพียง 13 ปี ได้บันทึกเรื่องราวของชีวิตท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่สอง ถ่ายทอดทั้งความหวาดกลัว ความหวัง ความรัก ความขัดแย้ง และความฝันผ่านมุมมองของผู้ที่ประสบเหตุจากสงครามโดยตรง สมุดบันทึกเล่มนี้มีคุณค่าในฐานะแหล่งข้อมูลชั้นต้นที่ช่วยให้คนรุ่นหลังเข้าใจผลกระทบจากสงครามในมิติของชีวิตมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง
แอนน์ แฟร้งค์
แอนน์ แฟร้งค์ และครอบครัว
แอนน์ แฟร้งค์ (Anne Frank) เป็นเด็กหญิงเชื้อสายยิวชาวเยอรมัน เกิดเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 1929 ณ เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ภายหลังครอบครัวได้อพยพไปยังกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อหลีกหนีนโยบายต่อต้านชาวยิวของพรรคนาซี เมื่อกองทัพเยอรมันเข้ายึดครองเนเธอร์แลนด์ใน ค.ศ. 1940 ชีวิตของชาวยิวถูกจำกัดสิทธิอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 1942 ครอบครัวแฟร้งค์ได้ตัดสินใจหลบซ่อนในห้องลับเหนืออาคารสำนักงานของบริษัท บนถนนปรินเซินครัคต์ และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลานานกว่า 2 ปี ระหว่างการหลบซ่อน แอนน์ได้บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ลงในสมุดบันทึกปกผ้าตาสก๊อตสีแดงสลับขาว ซึ่งได้รับเป็นของขวัญวันเกิดเมื่ออายุครบ 13 ปี ไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะเข้ามาหลบซ่อนในห้องลับ แอนน์มักใช้เวลาช่วงบ่ายในการเขียนบันทึกหรือเรียนสิ่งต่างๆ ที่เธอสนใจอยู่เสมอ ในสมุดบันทึกเต็มไปด้วยเรื่องราวและความรู้สึกของเธอ เรื่องความรักที่เกิดขึ้นอย่างลับๆ ในห้องใต้หลังคา การวิพากษ์วิจารณ์คนในห้องลับ ความคิดของเธอต่อโลกใบนี้ เรื่องที่เธอตกตะกอนได้ในแต่ละวัน รวมถึงนิทานอีก 34 เรื่อง นิยายที่เขียนค้างไว้ และประโยคประทับใจจากหนังสือที่เธออ่าน เธอก็บันทึกมันลงไว้ในนั้นด้วยเช่นกัน
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นใน ค.ศ. 1944 เมื่อแอนน์ได้ลักลอบฟังประกาศทางวิทยุจากช่อง Radio Oranje ซึ่ง ฟริทซ์ โบลเคสแตง (Frits Bolkestein) รัฐมนตรีชาวดัตช์ที่หลบหนีไปลอนดอนได้เชิญชวนให้ประชาชนชาวดัตช์เก็บรักษาบันทึกและเอกสารเกี่ยวกับสงครามไว้เป็นหลักฐานในอนาคต เพื่อบอกเล่าสิ่งที่ชาวดัตช์เผชิญให้โลกได้รับรู้ แอนน์จึงเริ่มปรับปรุงต้นฉบับใหม่ให้เป็นงานเขียนเชิงบันทึกด้วยความหวังว่าจะตีพิมพ์เป็นหนังสือหลังสงครามสิ้นสุดลง โดยเธอตั้งชื่อเรื่องว่า Het Achterhuis หรือ The Secret Annex ที่แปลว่า ห้องลับส่วนต่อเติม งานเขียนชิ้นนี้ไม่มีตอนจบ บันทึกหน้าสุดท้ายของแอนน์ลงวันที่ไว้เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 1944 ซึ่งเป็น 3 วันก่อนที่เธอจะถูกจับกุม ภายหลังจากนั้นแอนน์ถูกส่งไปยังค่ายกักกันเอาชวิทซ์เพื่อใช้แรงงาน และเสียชีวิตในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1945 ด้วยโรคไข้รากสาดใหญ่ที่ระบาดในค่ายกักกัน
บันทึกของแอนน์ แฟร้งค์ ฉบับพิมพ์ภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ
หลังสงครามสิ้นสุดลง อ๊อตโต้ แฟร้งค์ ผู้เป็นพ่อพยายามตามหาครอบครัวของเขา แต่ก็พบว่าทุกคนได้จากไปแล้ว และเขาเองเป็นคนเดียวจากห้องลับนั้นที่รอดชีวิต มีป กีส์ (Miep Gies) ผู้ช่วยคนสนิทที่คอยช่วยเหลือครอบครัวแฟร้งค์ตอนหลบซ่อน ได้เก็บข้าวของของแอนน์เอาไว้ และนำมาส่งคืนให้กับอ๊อตโต้ เขาจึงได้อ่านบันทึกของแอนน์เป็นครั้งแรก และตัดสินใจทำให้ความฝันครั้งสุดท้ายของลูกสาวเป็นจริงด้วยการตีพิมพ์เป็นหนังสือ บันทึกของแอนน์ตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในปี 1947 สองปีหลังเธอจากไป และปัจจุบันได้แปลเป็นภาษาต่างๆ มากกว่า 70 ภาษา ภายหลังมีการนำไปดัดแปลงเป็นทั้งภาพยนตร์ ละครเวที พอดแคสต์ ที่ทำให้ผู้คนได้ฟังเรื่องเล่าของแอนน์อย่างแพร่หลาย
สมุดบันทึกและงานเขียนอื่นๆ ของแอนน์ แฟร้งค์
คุณค่าของบันทึกของแอนน์ แฟร้งค์ มิได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นหนังสือขายดี หากยังได้รับการยอมรับในฐานะ “มรดกเอกสาร” (Documentary Heritage) ที่มีคุณค่าต่อมนุษยชาติ โดยใน ค.ศ. 2009 ต้นฉบับบันทึกได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์เอกสารสำคัญที่สะท้อนความทรงจำร่วมของโลก การขึ้นทะเบียนครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสมุดบันทึกส่วนตัวของเด็กหญิงคนหนึ่งสามารถก้าวข้ามขอบเขตของวรรณกรรมไปสู่การเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ช่วยให้คนรุ่นหลังเข้าใจผลกระทบของสงครามการละเมิดสิทธิมนุษยชน และคุณค่าของสันติภาพ
ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ
บันทึกลับของ “แอนน์ แฟรงค์” เด็กหญิงที่ยังคงมีหวัง แม้สงครามจะโหดร้าย. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 9 กรกฎาคม 2569, จาก https://becommon.co/life/writer-room-anne-frank
แฟร้งค์, แอนน์. บันทึกลับ ของ แอนน์ แฟร้งค์ (ฉบับสมบูรณ์). กรุงเทพฯ: ผีเสื้อ, 2542.
Diaries of Anne Frank. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 9 กรกฎาคม 2569, จาก https://www.unesco.org/en/memory-world/diaries-anne-frank
เรียบเรียงโดย นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร บรรณารักษ์ชำนาญการ
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี กรมศิลปากร
#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่“โบราณวัตถุจากฮอด อยู่ที่ไหนบ้าง...?”การสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำปิงในพื้นที่อำเภอสามเงา จังหวัดตาก เดิมเรียกว่าเขื่อนยันฮี ต่อมาเขื่อนแห่งนี้ได้ชื่อว่า “เขื่อนภูมิพล” ทำให้พื้นที่เหนือเขื่อนกลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่บริเวณเหนือเขื่อนต้องกลายเป็นพื้นที่รับน้ำที่จะสูงขึ้นกว่า 12-15 เมตร อย่างหลีกเลี่ยงมิได้ โดยเฉพาะพื้นที่ส่วนหนึ่งของอำเภอฮอด และอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ดังนั้นทางราชการจึงตั้งคณะกรรมการเพื่อสำรวจและศึกษาค้นคว้าก่อนที่พื้นที่ดังกล่าวจะถูกเปลี่ยนแปลงไปทั้งสิ้น 7 สาขา ที่สำคัญคือคณะอนุกรรมการสาขาโบราณคดี สำหรับศึกษาและประเมินผลกระทบทางโบราณคดี โดยมีนายกฤษณ์ อินทโกศัย รองอธิบดีกรมศิลปากร (ในขณะนั้น) เป็นประธานคณะอนุกรรมการดังกล่าว การดำเนินงานทางโบราณคดี เริ่มขึ้นใน พ.ศ.2502 โดยการสำรวจทางโบราณคดี และดำเนินการขุดค้นครั้งใหญ่ใน พ.ศ.2503 ใช้เวลาทั้งสิ้น 82 วัน พบโบราณวัตถุกว่า 600 รายการ พบโบราณสถานกว่า 30 แห่ง บางแห่งถูกลักลอบขุดไปแล้ว 100% บางแห่ง 50% และยังไม่มีการถูกลักลอบขุดจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ วัดหลวงฮอด ซึ่งเป็นวัดที่มีพระภิกษุจำพรรษา และวัดเจดีย์สูง ซึ่งอยู่ใกล้ที่ว่าการอำเภอและสถานีตำรวจ อนึ่งยังมีเรื่องร่ำลือว่า วัดเจดีย์สูงเป็นวัดที่มีเทวารักษ์ที่ดุร้าย โบราณสถานแห่งแรกที่ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีคือ “วัดเจดีย์สูง” พบโบราณวัตถุจำนวนมากถึง 208 ชิ้น โบราณสถานแห่งที่ 2 คือ “วัดศรีโขง” พบโบราณวัตถุจำนวน 115 ชิ้น โบราณสถานแห่งที่ 3 คือ “วัดดอกเงิน” พบโบราณวัตถุ 59 ชิ้น นอกจากนี้ยังพบพระบฏ ตอนเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป โบราณสถานแห่งที่ 4 คือ “วัดสันหนอง” พบโบราณวัตถุชิ้นเดียว และโบราณสถานแห่งที่ 5 คือ “วัดดอกคำ” พบโบราณวัตถุจำนวน 16 ชิ้น เมื่อการขุดค้นทางโบราณคดียุติลง อนุกรรมการสาขาโบราณคดีจึงนำโบราณวัตถุต่าง ๆ ไปเก็บรักษาไว้ยังสถานีตำรวจฮอด และเปิดให้ประชาชนเข้าชม มีงานสมโภชโบราณวัตถุอย่างยิ่งใหญ่ตั้งแต่วันที่ 12-16 มีนาคม 2503 อย่างเอิกเกริกจากนั้นโบราณวัตถุที่พบจากฮอด ถูกนำไปเก็บรักษายังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร เพื่อการศึกษาค้นคว้า และความปลอดภัยต่อมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติส่วนภูมิภาค โบราณวัตถุที่ถูกเก็บรักษาไว้ยังส่วนกลางจึงถูกแบ่งไปจัดแสดงให้ประชาชนชมตามภูมิภาคต่าง ๆ โบราณวัตถุที่พบจากฮอดจึงเป็นตัวแทนของศิลปะล้านนา (แต่เดิมเรียก ศิลปะเชียงแสน) เพื่อเป็นตัวอย่างโบราณวัตถุในการศึกษาศิลปะในประเทศไทยปัจจุบันโบราณวัตถุที่พบจากอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ถูกจัดแสดงยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต่าง ๆ ในสังกัดกรมศิลปากร ดังนี้1. ห้องศิลปะล้านนา อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นสถานที่ที่จัดแสดงโบราณวัตถุที่พบจากฮอดมากที่สุด เช่น เครื่องพุทธบูชาจากกรุวัดเจดีย์สูง ประกอบด้วยบัลลังก์จำลอง แท่นพระเจ้า พระพุทธรูปสำริดประดับทองคำ เป็นต้น2. ห้องคติการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและเครื่องพุทธบูชา อาคารเครื่องทองอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จัดแสดงโบราณวัตถุที่พบจากฮอดในแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างกรุเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและเครื่องพุทธบูชา เช่น บัลลังก์จำลองและมณฑปทรงปราสาท ดีบุกประดับทองคำ จากกรุวัดเจดีย์สูง เป็นต้น3. ห้องโบราณวัตถุจากอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ จัดแสดงเรื่องราวการขุดค้นทางโบราณคดีแบบกู้ภัยในพื้นที่อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เช่น พระพุทธรูปจากวัดศรีโขง แผงพระพิมพ์จากวัดเจดีย์สูง พระพุทธรูปหินเขี้ยวหนุมาน (หินควอตซ์) จากวัดดอกเงิน นอกจากนี้ยังจัดแสดงพระบฏ ตอนเสด็จลงจากดาวดึงส์ ที่พบจากวัดเจดีย์สูง อีกด้วย4. ห้องจิตรกรรมไทยประเพณี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป จัดแสดงพระบฏ ตอนเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่พบจากวัดดอกเงิน ค้นคว้า/เรียบเรียง นายนนทวัชร์ ไกรสกุล ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เอกสารประกอบการเรียบเรียงกฤษณ์ อินทโกศัย และคณะ. สมบัติศิลปจากบริเวณเขื่อนภูมิพล. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2508. (พิมพ์เป็นที่ระลึกในการฌาปนกิจศพ นายนกยูง พงษ์สามารถ ณ เมรุวัดธาตุทอง วันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2508).จีราวรรณ แสงเพ็ชร์. กรุและการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ. นนทบุรี: มิวเซียมเพรส, 2566.ฉัตรลดา สินธุสอน และคณะ. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่. นครปฐม: รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977), 2560.ศศิธร โตวินัส และคณะ. นำชมอาคารเครื่องทองอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา. นครปฐม: รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977), 2565.
วันเสาร์ที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๓ นางชุติมา จันทร์เทศ ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา เป็นประธานในการจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ในพิธีฉลองอุโบสถวัดโพธิ์ศรี อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ และลงพื้นพร้อมกับเจ้าหน้าที่สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ตรวจโบราณสถานวัดราษี,วัดโนนบ้านเก่า อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ และวัดศรีสุภณ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา
เมื่อวันพุธ ที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๕ องค์การบริหารส่วนตำบลดงเค็ง อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น ได้เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี รวม ๓๐ คน