ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,735 รายการ
เลขทะเบียน : นพ.บ.790/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 80 หน้า ; 4 x 57 ซ.ม. : ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 243 (477-487) ผูก 1 (2568)หัวเรื่อง : สงฺคีติกถา--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ขอนำเสนอ E-book แนะนำสำนักช่างสิบหมู่ รวบรวมข้อมูลและออกแบบโดย นายธีระวัฒน์ สมโสภาพ นักวิชาการช่างศิลป์ชำนาญการ สังกัดศูนย์ศิลปะและการช่างไทย สำนักช่างสิบหมู่ ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลด E-book ได้ทางลิ้งค์ https://datasipmu.finearts.go.th/academic/62 ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่อยู่ในระบบศูนย์ข้อมูลงานศิลปกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร
“ระบบศูนย์ข้อมูลงานศิลปกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร” เป็นช่องทางเผยแพร่ข้อมูลองค์ความรู้ด้านศิลปกรรมของสำนักช่างสิบหมู่ ผ่านทางเว็บไซต์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลความรู้ได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีองค์ความรู้เกี่ยวกับงานศิลปะไทย ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) อาทิ งานช่างปิดทองประดับกระจก การสร้างลวดลายในงานโลหะ การจัดสร้างหุ่นหลวง การเขียนภาพจิตรกรรมไทย การตอกกระดาษตอกฉลุหนัง การแกะแม่พิมพ์หินสบู่ การประดับมุกแบบญี่ปุ่น ฯลฯ และชมผลงานของสำนักช่างสิบหมู่ได้อีกมากมาย ผู้สนใจสามารถเข้าถึงข้อมูลองค์ความรู้งานด้านศิลปกรรม ของสำนักช่างสิบหมู่ ผ่านทางเว็บไซต์ https://datasipmu.finearts.go.th
สำนักศิลปากรที่ ๓ พระนครศรีอยุธยา ขอเชิญบุคคลทั่วไปเข้าร่วมรับฟังการบรรยาย เรื่อง "การอนุรักษ์กระจกสเตนกลาส" ในวันที่ ๘ - ๙ มกราคม ๒๕๖๙ กิจกรรมประกอบด้วย วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๙ รับฟังการบรรยายให้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ณ ห้องประชุมอาคารเครื่องทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ ๙ มกราคม ๒๕๖๙ รับฟังการบรรยายและฝึกปฏิบัติการตรวจสอบสภาพกระจกสเตนกลาส ณ วัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา และเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ อำเภอบางปะอิน และพลับพลาที่ประทับ สถานีรถไฟบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนได้ทาง QR-CODE เปิดรับลงทะเบียนตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๓๕๒๔ ๒๔๔๘, ๐๙๒ ๙๔๖๒๘๙๒ ทั้งนี้ ไม่มีบริการที่พัก และรถรับ-ส่งในการศึกษาดูงาน โปรดเตรียมกล้องส่องทางไกล เพื่อใช้ในการศึกษาดูงาน (ถ้ามี)
EP. 2 พับสาวัดสันป่าเลียง ภาพสะท้อนบทบาทกลุ่มชาวลัวะผลิตเหล็กช่วงเจ้าเจ็ดตนฟื้นฟูล้านนา “เก็บผักใส่ช้า เก็บข้าใส่เมือง”
..เรียบเรียงโดย ยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีชำนาญการ
..พับสาฉบับนี้ต้นฉบับมาจากวัดสันป่าเลียง ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวน 136 หน้า สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอยืมต้นฉบับมาถ่ายไมโครฟิล์ม โดยให้ชื่อว่า ประวัติศาสตร์ครองเมืองเชียงใหม่ ต่อมา ศาสตราจารย์เกียรติคุณสรัสวดี อ๋องสกุล ได้ปริวรรตและศึกษาเนื้อหาทั้งหมดตั้งชื่อใหม่พับสาเป็น “รวมเรื่องเมืองเชียงใหม่ : หลักฐานประวัติศาสตร์” สันนิษฐานว่าต้นฉบับน่าจะถูกเขียนขึ้นช่วงพุทธศตวรรษที่ 24
..เรื่องราวที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้กล่าวถึงเหตุการณ์ ในปี พ.ศ. 2327 ตรงกับช่วงพระเจ้ากาวิละ เป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่ (ตั้งมั่นที่เวียงป่าซาง) โดยกลุ่มเจ้านายในราชสำนักเชียงใหม่ร่วมกันออกกฎหมายคุ้มครอง “ลัวะส่วยเชา” คือชุมชนของชาวลัวะที่มีสถานะเป็น “ไพร่ส่วย” ซึ่งธรรมเนียมดังกล่าวเป็นไปตามจารีตประเพณีเก่าแก่ที่กระทำมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษของชาวลัวะ ระบุถึงชุมชนไพร่ส่วยชาวลัวะ จำนวนรวมทั้งสิ้น 12 ตอ (หน่วยชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตทรัพยากร) กำหนดให้ชาวลัวะกลุ่มต่าง ๆ มีหน้าที่ต้องส่งส่วย ดังนี้
..1) กลุ่มลัวะตอบ่อเหล็ก (ชุมชนแหล่งผลิตทรัพยากรเหล็ก) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรแร่เหล็กในแผ่นดินเป็นเงินบริสุทธิ์ 1,000 เงิน จ่ายเงินตราแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน 1,200 เงิน ค่าตอบแทนพิเศษสินน้ำใจ ค่าสมุดและค่าดินสอ เป็นเงิน 150 เงิน
..2) กลุ่มลัวะตอพราน (ชุมชนแหล่งผลิตทรัพยากรของป่า) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรของป่าในแผ่นดินเป็นเงินบริสุทธิ์ 220 เงิน
..3) กลุ่มลัวะตอสามล้านนอก ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับ 300 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 1,600 เงิน
..4) กลุ่มลัวะตอวัด (ชุมชนที่ผลิตทรัพยากรส่งวัด) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน มีฝ้ายเส้น 1,200 หน่วย จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 122 เงิน และข้าวตอกดอกไม้
..5) กลุ่มลัวะตอสามล้านใน ส่งส่วย ค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน 250 เงิน
..6) กลุ่มลัวะตอยาขาง (ชุมชนแหล่งผลิตทรัพยากรยารักษาโรค) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน มีฝ้ายเส้น 500 หน่วย เทียน 5 คู่ ยารักษาโรคหรือสมุนไพร 800 ห่อ ผ้าขาวห่อหนึ่ง
..7) กลุ่มลัวะตอท้องช้าง ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับ 200 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 72 เงิน
กลุ่มลัวะบ้านโต้ม บ้านน่อง ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับเสี้ยว 82 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 300 เงิน ค่าสมุดเป็นเงิน 1 ซีก ค่าดินสอเป็นเงิน 1 เสี้ยว
.
..9) กลุ่มลัวะบ้านน้อย บ้านเลิงข่วงก่อ ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับ 120 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน 700 เงิน ค่าตอบแทนพิเศษสินน้ำใจ ค่าสมุด และค่าดินสอ ด้วยเงินที่มีตราประทับ รวมเป็นเงิน 70 เงิน
..10) กลุ่มลัวะสลยู บ้านควร (บ้านกวน) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับ 100 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน 300 เงิน ค่าตอบแทนพิเศษ 100 เงิน ค่าชัน 1 เฟื้อง ค่าสมุดเป็นเงิน 1 ซีก ค่าดินสอเป็นเงิน 1 เสี้ยว และค่าหางจ่า 10 เงิน
..11) กลุ่มลัวะ 4 บ้าน บ้านเอิน ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินเป็นดอกเอื้องแซะ 250 ก้าน แบ่งเป็น ส่งเข้าในราชสำนักเชียงใหม่ 200 ก้าน ส่งที่ว่าราชการเมืองเชียงใหม่ 50 ก้าน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 200 เงิน
..12) กลุ่มลัวะบ้านทางครัว ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน มีข้าวสาร 120,000 หน่วย พริก 1,000 หน่วย เกลือ 1,000 หน่วย ฟักทอง 10 ลูก ปอ 10,000 หน่วย จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 100 เงิน
..จากเนื้อความจากพับสาฉบับของวัดสันป่าเลียง ช่วยสะท้อนให้เห็นภาพของการฟื้นฟูระบบอำนาจและเศรษฐกิจของรัฐบ้านเมือง ช่วงก่อนที่พระเจ้ากาวิละจะเข้าไปฟื้นฟูตั้งเมืองเชียงใหม่ กำจัดอำนาจพม่าให้หมดสิ้น และสร้างล้านนาให้กลับมาเข้มแข็ง มีรายละเอียดประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
..1) ประเด็นการฟื้นฟูอำนาจเชิงพื้นที่ ด้วยพื้นที่ทิวเขาถนนธงชัยทางด้านทิศตะวันตกของเชียงใหม่ และพื้นที่ด้านใต้เวียงเชียงใหม่ซึ่งมีชนชาวลัวะอาศัยค่อนข้างหนาแน่น ถือเป็นพื้นที่ปริมณฑลอำนาจการปกครองและเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญของราชธานีเชียงใหม่มาตั้งแต่โบราณ ดังนั้นการที่พระเจ้ากาวิละจะฟื้นฟูและสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบ้านเมือง จำเป็นจะต้องฟื้นฟูอำนาจเชิงพื้นที่เดิมให้กลับมาอยู่ในพระราชอำนาจก่อน จึงมีการทบทวน รื้อฟื้น และรับรองกฎหมายจารีตดั้งเดิมให้กับหัวหน้าชุมชนชาวลัวะ จำนวนรวม 12 ตอ หนึ่งในนั้นปรากฏชื่อ “ขุนบ่อเหล็ก” และ “ลวะตอบ่อเหล็ก”
..2) ประเด็นการฟื้นฟูอำนาจเชิงเศรษฐกิจและจัดเก็บทรัพยากร ข้อมูลจากหลักฐานเอกสารข้างต้น ได้กล่าวถึงศูนย์กลางอำนาจแห่งใหม่พยายามทบทวนและฟื้นฟูระบบการจัดเก็บทรัพยากรที่หลากหลายจาก “กลุ่มชาวลัวะ” ที่มีสถานะเป็น “ไพร่ส่วย” โดยรัฐบ้านเมืองใช้อำนาจเรียกร้องส่วนก่อให้เกิดผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจใน 2 ทาง ประกอบด้วย
2.1) ส่วยผลผลิต คือ ทรัพยากรที่ “ตอ”กลุ่มชาวลัวะนั้นสามารถจัดหาและผลิตได้ มีที่มาจากปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ตั้งถิ่นฐานและองค์ความรู้เฉพาะด้านของกลุ่มชน ทรัพยากรเหล่านี้นอกจากจะใช้หล่อเลี้ยงราชธานีแล้ว ยังอาจแปรประโยชน์เป็นสินค้า ในเชิงเศรษฐกิจการค้าของรัฐบ้านเมืองได้เช่นกัน
2.2) ส่วยภาษี คือ เงินหรือเงินตรา ที่ไพร่ส่วยต้องจ่ายให้รัฐบ้านเมืองแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน และค่าไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน หากสรุปข้อมูลจากเอกสารข้างต้นจะพบว่า กลุ่มตอลัวะ ที่จะต้องเสียภาษีมากที่สุดในบรรดาลัวะ 12 ตอ คือ กลุ่มลัวะตอบ่อเหล็ก ที่ต้องเสียภาษีรัฐบ้านเมืองมากถึง 2,200 เงินต่อปี คิดเป็น 31% ของรายได้จากลัวะตอทั้ง 12 กลุ่ม นัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มลัวะตอบ่อเหล็ก มีการนำทรัพยากรในแผ่นดินมาใช้ค่อนข้างสูง หรือไม่ทรัพยากรเหล็กอาจเป็นทรัพยากรที่รัฐบ้านเมืองตีมูลค่าสูง นอกจากนี้ชุมชนช่างทำเหล็กก็อาจมีขนาดใหญ่ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้หากนำภาษีหลัก 2 ส่วน คือ เชาและค่าฅาน จากลัวะทั้ง 12 ตอ ตามที่ปรากฏในเอกสารมารวมกัน จะพบว่า ในแต่ละปีรัฐบ้านเมืองจะมีรายได้เป็นเงินตรามากถึง 7,106 เงิน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสถานะพระคลังและการฟื้นฟูอำนาจของรัฐบ้านเมือง ในช่วงเจ้าเจ็ดตนฟื้นฟูล้านนาในระยะเวลาต่อมา
เอกสารอ้างอิง
- สรัสวดี อ๋องสกุล. (2557). ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อมรินทร์.
- สรัสวดี อ๋องสกุล. (2559). พินิจหลักฐาน ประวัติศาสตร์ล้านนา. เชียงใหม่: ศูนย์ล้านนาศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
- วิชญา มาแก้ว. (2559). ระบบเศรษฐกิจและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในยุคทองของอาณาจักรล้านนา (ค.ศ.1355-1525). (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สาขาวิชาประวัติศาสตร์.
ที่มาของภาพ
- Erik Seidenfaden. (1940). The Lawa of Umphai and Middle Me Ping. The Journal of the Thailand Research Society, vol. 32, pt.1, 233-240.
- Hutchinson, E. W. (1935). The Lawa in Northern Siam. The Journal of the Siam Society, vol. 27, pt. 2, 153-168.
- Obayashi, Targo. (1964). The Lawa and Sgau Karen in Northwestern
Thailand. The Journal of the Siam Society, vol. 52, pt. 2, 199-216.
ขอขอบพระคุณ
- The Journal of the Siam Society
- สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์
Info knowledge : ราชรถ ราชยาน และเครื่องประกอบในพระราชพิธี
เรียบเรียงและออกแบบ โดย นางสาวสุภัทรา ทรัพย์สงเคราะห์ นักวิชาการช่างศิลป์ชำนาญการ ศูนย์ศิลปะและการช่างไทย สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร
#ศูนย์ศิลปะและการช่างไทย #สำนักช่างสิบหมู่ #กรมศิลปากร
เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๙ เวลา ๗.๐๐ น. นายสหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ รองอธิบดีกรมศิลปากร ผู้ทรงคุณวุฒิกรมศิลปากร ผู้บริหาร ข้าราชการ และประชาชน ร่วมทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราขกุมารี หลังจากนั้น เวลา ๙.๐๐ น. รองอธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานเปิดนิทรรศการเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช ๒๕๕๙ และเปิดการสัมมนา เรื่อง "จารึกภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง" ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย จ.นครราชสีมา
ผู้เข้มแข็งเท่านั้นที่จะได้ครองอำนาจ! ๕ ยุวกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา ถูกผู้ใหญ่ฆ่าเรียบ!! โดย โรม บุนนาค
เมื่อพระเจ้าอู่ทองย้ายราชธานีจากเมืองอโยธยา ข้ามฟากแม่น้ำมาสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นในปี พ.ศ.๑๘๙๓ โปรดเกล้าฯให้ขุนหลวงพงั่ว ซึ่งเป็นพี่มเหสี เป็น สมเด็จพระบรมราชาธิราช ไปครองเมืองสุพรรณบุรี และให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระราเมศวร ไปครองเมืองลพบุรี
พระเจ้าอู่ทองครองราชย์อยู่ ๒๐ ปีสวรรคต พระราเมศวร จึงเสด็จจากเมืองลพบุรี มาครองราชย์แทน
พระราเมศวรครองราชย์อยู่เกือบปี สมเด็จพระบรมราชาธิราช ผู้เป็นพระเชษฐาของพระมารดา ก็เสด็จมาจากเมืองสุพรรณบุรี สมเด็จพระราเมศวรออกไปต้อนรับแล้วอัญเชิญเข้าพระนคร ถวายราชสมบัติให้ จากนั้นก็กลับไปครองเมืองลพบุรีตามเดิม
สมเด็จพระบรมราชาธิราชครองราชย์อยู่ ๑๓ ปีสวรรคต เจ้าทองจันทร์ หรือ ทองลัน ราชโอรสวัย ๑๕ พรรษาขึ้นครองราชย์แทน ซึ่งนับเป็นยุวกษัตริย์พระองค์แรกของกรุงศรีอยุธยา แต่ครองราชย์อยู่ได้เพียง ๗ วันเท่านั้น พงศาวดารบันทึกไว้ว่า
“สมเด็จพระราเมศวรเสด็จลงมาแต่เมืองลพบุรี เข้าในพระราชวังได้ กุมเอาเจ้าทองจันทร์ได้ ให้พิฆาตเสียวัดโคกพระยา แล้วพระองค์ได้เสวยราชสมบัติ”
พงศาวดารไม่ได้บันทึกรายละเอียดของเหตุการณ์ช่วงนี้ไว้ นอกจากสันนิษฐานได้ว่า ผู้ที่จะครองราชย์ได้ก็คือผู้ที่เข้มแข็งที่สุดในเวลานั้น และผู้ที่อ่อนแอกว่าก็จะต้องถูกกำจัดไปให้สิ้นปัญหา ไม่ปล่อยให้บ่มตัวจนกลับมาเป็นผู้เข้มแข็งขึ้นอีก
ยุวกษัตริย์องค์ต่อไปที่ต้องตกเป็นเหยื่อของการช่วงชิงอำนาจ ก็คือ พระรัษฎาธิราช ผู้มีพระชนม์เพียง ๕ พรรษา
สมเด็จพระรัษฎาธิราชเป็นราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูร ซึ่งครองราชย์อยู่ ๔ ปีเศษก็สวรรคตด้วยโรคไข้ทรพิษ และไม่ได้ทรงแต่งตั้งรัชทายาทไว้ บรรดาขุนนางข้าราชการจึงอัญเชิญสมเด็จพระรัษฎาธิราชกุมาร ซึ่งมีพระชนมายุเพียง ๕ พรรษาขึ้นครองราชย์
เมื่อครองราชย์อยู่เพียง ๕ เดือนเศษ พระไชยราชา สมเด็จอาซึ่งเป็นพระอนุชาของสมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูรอันเกิดจากพระสนม และถูกส่งไปครองเมืองพิษณุโลก ก็ยกกองทัพมากรุงศรีอยุธยา จับสมเด็จพระรัษฎาธิราชไปประหารชีวิต ทั้งๆที่ตอนนั้นสมเด็จพระรัษฎาธิราชก็คงรู้เรื่องราวพอๆกับเด็ก ๕ ขวบ ยังไม่อาจเป็นพิษเป็นภัยกับใครได้ทั้งสิ้น แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อโตขึ้นมาแล้วจะมีฤทธิ์เดชอย่างใด หรืออาจจะถูกใครจับเชิดมาทวงราชบัลลังก์คืน จึงต้องกำจัดไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามต่อไป
ยุวกษัตริย์องค์ที่ ๓ ของกรุงศรีอยุธยาก็คือ พระยอดฟ้า ซึ่งก็ไม่แคล้วที่จะต้องประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับยุวกษัตริย์ ๒ พระองค์แรก พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวไว้ว่า
“....ฝ่ายสมณพราหมณ์จารย์มุขมนตรี กวีราช นักปราชญ์ บัณฑิต โหราราชครูสโมสรพร้อมกันประชุมเชิญพระยอดฟ้าพระชนม์ได้ ๑๑ พรรษา เสด็จผ่านพิภพถวัลย์ราชประเพณีสืบศรีสุริยวงศ์อยุธยาต่อไป แล้วนางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ผู้เป็นสมเด็จพระชนนี ช่วยทำนุบำรุงประคองราชการแผ่นดิน....”
ความจริงแล้ว พระยอดฟ้าขึ้นครองราชย์ก็แต่ในนาม อำนาจทั้งหมดอยู่ในกำมือของเจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ นางจึงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน แต่การกำจัดพระยอดฟ้าก็เป็นความจำเป็น ด้วยเหตุที่นางได้ลอบลักสมัครสังวาสกับขุนวรวงศา และเรื่องกำลังอื้อฉาวขึ้นเรื่อยๆ แม้นางได้พยายามกำจัดข้าราชการที่เป็นปฏิปักษ์แล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงมีข้าราชการที่ไม่ยอมจงรักภักดีอีก ทั้งพระยอดฟ้าก็โตขึ้นทุกวัน อาจไปสมคบกับข้าราชการเหล่านั้น
พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาได้บันทึกไว้อีกว่า
“....ขณะนั้นนางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์มีครรภ์ด้วยขุนวรวงศาธิราช จึงมีพระเสาวนีย์ตรัสปรึกษาด้วยหมู่มุขมนตรีทั้งปวงว่า พระยอดฟ้าโอรสเรายังเยาว์นัก สาละวนแต่จะเล่น จะว่าราชการแผ่นดินนั้น เห็นเหลือสติปัญญานัก อนึ่งหัวเมืองฝ่ายเหนือเล่าก็ยังมิปกติ จะไว้ใจแต่ราชการมิได้ เราคิดจะให้ขุนวรวงศาธิราชว่าราชการแผ่นดิน กว่าราชบุตรเราจะจำเริญวัยขึ้น จะเห็นเป็นประการใด ท้าวพระยามุขมนตรีรู้พระอัชฌาสัยก็ทูลว่า ซึ่งตรัสโปรดมานี้ก็ควรอยู่....”
จากนั้นนางจึงมีเสาวนีย์ตรัสสั่งให้เอาราชยาน เครื่องสูงแตรสังข์กับขัตติยวงศ์ ออกไปรับขุนวรวงศาเข้ามาในพระราชวัง แล้วตั้งพระราชพิธีราชาภิเษก ยกขุนวรวงศาขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินแทนพระยอดฟ้า
จากนั้นชะตากรรมของยุวกษัตริย์อีกองค์ก็มาถึง เมื่อพระราชพงศาวดารบันทึกไว้ว่า
“ครั้นศักราช ๘๙๑ ปีฉลู เอกศก (พ.ศ.๒๐๗๒) ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๘ ขุนวรวงศาธิราชเจ้าแผ่นดิน คิดกันกับแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ให้เอาพระยอดฟ้าไปประหารชีวิตเสีย ณ วัดโคกพระยา แต่พระศรีศิลป์น้องชายพระชนม์ได้เจ็ดพรรษานั้นเลี้ยงไว้ สมเด็จพระยอดฟ้าอยู่ในราชสมบัติปีกับสองเดือน”
ขุนวรวงศาครองราชย์อยู่ได้เพียง ๔๒ วัน กรรมก็ตามทัน เหล่าขุนนางที่จงรักภักดีต่อแผ่นดิน ได้ร่วมกันวางแผนสังหารพร้อมทั้งเจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์และบุตรที่เกิดจากขุนวรวงศา
หลังสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระยอดฟ้าแล้ว กรุงศรีอยุธยาก็ว่างเว้นยุวกษัตริย์เกือบ ๑๐๐ ปี จนในปี ๒๑๗๑ จึงมียุวกษัตริย์องค์ที่ ๔ คือ สมเด็จพระเชษฐาธิราช ขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมายุ ๑๔ พรรษา ในวัยเดียวกับพระเจ้าทองลัน ส่วนยุวกษัตริย์องค์ที่ ๕ ก็คือ สมเด็จพระอาทิตย์วงศ์ ซึ่งถูกยกขึ้นเป็นกษัตริย์ขณะพระชนม์เพียง ๙ พรรษา ก็ไม่พ้นชะตากรรมยุวกษัตริย์อีกเช่นกัน ซึ่งผู้ที่กำจัดยุวกษัตริย์ ๒ รายหลังนี้ก็คือ สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง โอรสลับของสมเด็จพระเอกาทศรถที่เกิดจากผู้หญิงชาวบ้านเกาะบางปะอิน ซึ่งไม่มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ แต่ก็เพราะความเด็ดขาดเข้มแข็งจึงไต่เต้าขึ้นสู่ราชบัลลังก์ได้ และครองราชย์อย่างยาวนานถึง ๒๕ ปี โดยปราศจากศัตรูทั้งภายนอกภายใน แม้พม่าข้าศึกก็ยังไม่กล้ามาระราน
การครองราชย์ ก็คือการครองอำนาจในการเป็นผู้นำประเทศ สมควรที่จะเป็นผู้เข้มแข็งที่สุด ในยุคกรุงศรีอยุธยาที่ประชาชนเป็นเพียงข้าแผ่นดิน ไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียงและไม่มีพลังทางการเมือง จึงไม่อาจคุ้มครองความชอบธรรมใดๆได้ ยุวกษัตริย์ผู้ยังอ่อนแอจึงไม่เหลือรอดแม้แต่พระองค์เดียว
ขนมโมทกะ หรือขนมโมทัก (Modak) คำว่า โมทกะ (อ่านว่า โม-ทะ -กะ) มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า ยินดี พึงพอใจ รื่นเริงบันเทิงใจ เป็นขนมที่องค์สมเด็จพระพิฆเนศวรทรงโปรดมาก บางที ชาวทมิฬเรียกขนมนี้ว่า ‘Korukkattai’ ในบางภาคของอินเดียเรียกว่าขนม ลฑฺฑู(Laddhu) ก็มี
ขนมชนิดนี้เป็นลูกกลม ๆ ขนาดมะนาวลูกเล็ก ๆ มีไส้ ภายนอกเป็นแป้งสีขาวห่อไส้แล้วนึ่งให้สุก ไส้ทำด้วยมะพร้าวขูดผัดกับน้ำมันพืช ผสมเนยใส ผงกระวาน น้ำตาลทรายแดง และเกลือจะมีรสค่อนข้างหวาน แต่บางที่ก็ทำเป็นลูกมียอดแหลม ๆ คล้ายผลกระเทียม
ส่วนขนมลฑฺฑู (ได้ยินคนอินเดียออกเสียงว่า ‘หล่า-ดู๊’) ก็เป็นอีกเวอร์ชั่นหนึ่งของขนม โมทกะ ทำจากแป้งถั่ว (แป้งจะนา) ทอดในน้ำมันเนย ใส่น้ำตาลหรือน้ำเชื่อม ทอดจนสุก ทำเป็นขนมกลมๆ บางทีทำด้วยแป้งถั่วเหลืองหรือทำด้วยมะพร้าวก็ได้ เอามะพร้าวขูดผสมกับแป้งสาลีหรือแป้งข้าวเจ้า ใส่น้ำตาลแล้วทอดจนสุก
สำหรับคนไทยมีขนมชนิดหนึ่ง เรียกว่า ขนมต้ม หรือ ขนมต้มขาว มีลักษณะเป็นแป้งลูกกลมมีไส้เป็นมะพร้าวเคี่ยวกับน้ำตาลปึกอย่างหน้ากระฉีก ขนมต้มขาวมีมะพร้าวขูดเป็นเส้นโรยอยู่ภายนอก คนไทยนิยมใช้ขนมต้มขาวบูชาพระพิฆเนศหรือพระภูมิแทนขนมโมทกะ ปัจจุบันมีผู้คิดทำขนมโมทกะขึ้นในประเทศไทย คนไทยจึงเริ่มรู้จักชื่อขนมโมทกะมากขึ้น จะสังเกตได้ว่า พระพิฆเนศวรเป็นเทพองค์เดียวที่ถือขนม โดยในยุคต้นๆ รูปเคารพของพระองค์มักมีงวงตวัดไปเสวยขนมในพระหัตถ์ด้วย และในทางเทวปรัชญาก็ถือว่าเป็นการแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์
ข้อมูลและภาพประกอบจาก
ผาสุข อินทราวุธ. รูปเคารพในศาสนาฮินดู. กรุงเทพฯ: ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัย ศิลปากร, ๒๕๒๒
http://www.weloveshopping.com/template/a05/show_article.php?shopid=2919&qi d=55609
http://board.palungjit.com
http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=3152 อ้างอิงจาก บทวิทยุรายการ " รู้ รัก ภาษาไทย" ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น
http://chefinyou.com/2010/09/vella-kozhukattai/
http://www.exoticindiaart.com/product/sculptures/lord-ganesha-enjoying-his-favorite-sweet- modak-RO99/
http://festivals.iloveindia.com/ganesh-chaturti/modak.html
http://www.kairalishop.com/index.php?main_page=product_info&cPath=85&products_id=388
http://www.christies.com/LotFinder/lot_details.aspx?intObjectID=5416825
http://www.thecityreview.com/w07cas.html