ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,539 รายการ
กรมศิลปากรประกาศรายชื่อโบราณสถาน 79 แห่ง เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ครอบคลุมปราสาทตามแนวชายแดนจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ รวมปราสาทหนองคะนา ปราสาทตาเมือน ปราสาทตาควาย แสดงความเป็นโบราณสถานของชาติ วางแผนดำเนินการสำรวจและกำหนดขอบเขตโดยละเอียด เพื่อเป็นแนวทางในการปกป้องและคุ้มครองต่อไป
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) เปิดเผยว่า กรมศิลปากรได้ออกประกาศรายชื่อโบราณสถานรวม 11 ฉบับ เพื่อสร้างการรับรู้และรับทราบอย่างเป็นทางการว่า โบราณสถานดังกล่าวเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทย และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
โดยการประกาศรายชื่อโบราณสถานครั้งนี้ จะส่งผลให้การดูแล ปกป้อง และอนุรักษ์โบราณสถานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการป้องกันการบุกรุก หรือการทำลายโบราณสถาน เอื้อต่อการดำเนินงานบูรณปฏิสังขรณ์และการอนุรักษ์ให้สามารถดำเนินการได้สะดวกและชัดเจนตามกรอบของกฎหมาย
ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ยังคงเดินหน้าสำรวจ ขึ้นทะเบียน และคุ้มครองโบราณสถานสำคัญทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่
ประกาศกรมศิลปากรจำนวน 11 ฉบับ มีผลตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ขึ้นทะเบียนโบราณสถานครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ รวม 79 แห่ง ได้แก่
1. จังหวัดนครพนม 40 แห่ง อาทิ พระธาตุนคร วัดโอกาศศรีบัวบาน
2. จังหวัดอุบลราชธานี 4 แห่ง ได้แก่ หาดทรายสูง ถ้ำฝ่ามือแดง ถ้ำวัวแดง ถ้ำแต้ม
3. จังหวัดมุกดาหาร 10 แห่ง อาทิ วัดยอดแก้วศรีวิชัย วัดศรีบุญเรือง แหล่งโบราณคดีนายกองคูณ วัดท่าดอนตาล แหล่งโบราณคดีนายเกียน พระพุทธรูปนาคปรก วัดมุจรินทร์ สิมอุโบสถ
4. จังหวัดตาก 2 แห่ง ได้แก่ พระธาตุดอยดินจี่ เนินโบราณสถานดอยพระธาตุ
5. จังหวัดยะลา 2 แห่ง ได้แก่ อุโมงค์ปิยะมิตร กำแพงเมืองบ้านกาแป๊ะกอตอ
6. จังหวัดนราธิวาส 1 แห่ง ได้แก่ เหมืองแร่โต๊ะโมะ
7. จังหวัดระนอง 1 แห่ง ได้แก่ เขาเจดีย์ (เจดีย์จำลองชเวดากอง)
8. จังหวัดบุรีรัมย์ 6 แห่ง ได้แก่ ปราสาทไบแบก ปราสาทบ้านหนองตะเคียน ปราสาททอง ปราสาทตาหลิ่ม ปราสาทหนองตะโก ปราสาทลำจังหัน (ปราสาทใต้บาดาล)
9. จังหวัดอำนาจเจริญ 1 แห่ง ได้แก่ สิม (อุโบสถ) วัดศรีบุญเรือง
10. จังหวัดศรีสะเกษ 3 แห่ง ได้แก่ สถูปคู่ ภาพสลักผาจันทร์แดง ภาพเขียนสีและภาพสลักผาเขียน เขาพนมดบ
11. จังหวัดสุรินทร์ 9 แห่ง ได้แก่ ปราสาทหมอนเจริญ ปราสาทเบง ปราสาทเซ็ม ปราสาทหนองคะนา(ปราสาทหนองคนาย) ปราสาทโอทะลัน ปราสาททองบ้านหนองคันนา ปราสาทตาเมือน ปราสาทตาควาย ปราสาทเต่าทอง
ศาลาการเปรียญวัดบ่อป่า• วัดบ่อป่า ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ ๕ บ้านบ่อป่า ตำบลชิงโค อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา
สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๕๐ ในพื้นที่ซึ่งเดิมมีบ่อน้ำตั้งอยู่ในป่า ชาวบ้านจึงเรียกวัดที่สร้างใหม่นี้ว่า “วัดบ่อป่า”
• ศาลาการเปรียญ
มีลักษณะเป็นอาคารโถงขนาด ๕ ห้อง หันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีขนาดความยาว 15 เมตร กว้าง 9.90 เมตร โดยมีองค์ประกอบสถาปัตยกรรมที่สำคัญ ดังนี้
- ส่วนฐาน ก่ออิฐถือปูน เป็นฐานบัวสูงประมาณ 0.50 เมตร รองรับตัวอาคาร มีบันไดทางขึ้นลงสามด้าน ได้แก่ ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และทิศเหนือ
-ตัวอาคาร มีเสาไม้สี่เหลี่ยมรองรับโครงสร้างหลังคา มีราวระเบียงไม้ล้อมรอบ ปูพื้นอาคารด้วยกระเบื้องดินเผา
-หลังคา เป็นหลังคาเครื่องไม้ทรงจั่ว และมีหลังคาปีกนกซ้อนกัน 2 ชั้น มุงกระเบื้องดินเผาปลายแหลม -เครื่องประดับหลังคา ช่อฟ้าและหางหงส์ทำด้วยปูนปั้นประดับกระจกสี และมีใบระกาทำด้วยดินเผาเขียนสี ประดับปูนปั้นบริเวณปลายสันหลังคา บริเวณหน้าบันมีการทำลวดลายประดับทั้งสองด้าน
• หน้าบันด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ บริเวณตรงกลางตกแต่งด้วยลายปูนปั้นรูปครุฑกางปีกมีผิวกายสีแดง เครื่องประดับและปีกครุฑตกแต่งด้วยกระจกสี เบื้องล่างขนาบข้างด้วยรูปเทวดาประทับนั่งอยู่ทั้งสองข้าง ล้อมรอบด้วยลายปูนปั้นเขียนสีเป็นลายพันธุ์พฤกษา นก กระรอก
• หน้าบันด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณตรงกลางตกแต่งด้วยลายปูนปั้น ตรงกลาง
เป็นรูปลิงสวมมงกุฎ ผิวกายสีขาว ซึ่งอาจจะเป็นลิงหนึ่งในสิบแปดมงกุฎในเรื่องรามเกียรติ์ ล้อมรอบด้วยลาย
ปูนปั้นเขียนสีเป็นลายพันธุ์พฤกษา กระรอก
• ศาลาการเปรียญหลังนี้นับเป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นถาคใต้ที่งดงาม ซึ่งรูปแบบแสดงให้เห็นถึงศิลปกรรมและฝีมือช่างพื้นถิ่นภาคใต้อย่างชัดเจน
อ้างอิง : สำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา. รายงานบูรณะศาลาการเปรียญวัดบ่อป่า ตำบลชิงโค อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา. บริษัทเอกพรไพศาล จำกัด, 2561.
เรียบเรียง/กราฟิก :นางสาวภาวินี ไข่หนู นักวิชาการวัฒนธรรม
กรมศิลปากร ชวนติดตามเรื่องราวของลูกโลก เครื่องราชบรรณาการ จากสหราชอาณาจักร
รู้หรือไม่? “ลูกโลก” ที่จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นหนึ่งในเครื่องราชบรรณาการที่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร ส่งมาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยาม ในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อ พ.ศ.2398 สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับนานาประเทศในอดีต ย้อนเรื่องราวผ่าน ลูกโลกและเครื่องราชบรรณาการสำคัญ อาทิ รถไฟจำลอง พร้อมเรียนรู้ความหมายและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของสิ่งของเหล่านี้ ร่วมไขความรู้และค้นพบเรื่องราวพร้อมกัน ในรายการ ไขความรู้จากครูกรมศิลป์ โดยนางสาวศุภวรรณ นงนุช ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ดำเนินรายการโดย นายสิทธิพร บุปผา นักวิชาการเผยแพร่ ในวันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2569 เวลา 19.00 - 19.45 น.
รับชมได้ผ่านทาง Facebook: กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม https://www.facebook.com/FineArtsDept และ Facebook: กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร https://www.facebook.com/prfinearts และช่อง Youtube : กรมศิลปากร https://www.youtube.com/@finearts.d
ชื่อเรื่อง : 100 ปี อำเภอสะเมิง (พ.ศ.2445-2545) ผู้แต่ง : บรรเลง สุปี ปีที่พิมพ์ : 2545 สถานที่พิมพ์ : เชียงใหม่ สำนักพิมพ์ : อำเภอสะเมิง เนื่องในวาระโอกาสครบรอบการก่อตั้งอำเภอสะเมิง 100 และเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองการจัดงาน "สะเมิง 100 ปีของดีเลื่องชื่อ เลื่องลือสตอเบอรี่" ระหว่างวันที่14-15 กุมภาพันธ์ 2546 ของอำเภอสะเมิง หนังสือ "100 ปี สะเมิง" จึงเป็นแรงผลักดัน และสนับสนุนหนึ่งต่อการจัดดำเนินงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ทั้งยังช่วยให้ทราบถึงรายละเอียดวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ประเพณี วัฒนธรรม การประกอบอาชีพ แหล่งท่องเที่ยว การคมนาคมและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามรอยอาระยะธรรมแห่งความสุข
แสงเทียน: Saeng Thian (Candlelight Blues)
เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 1
เพลงพระราชนิพนธ์แสงเทียนเป็นเพลงแรก ทรงพระราชนิพนธ์ในเดือนเมษายน พุทธศักราช 2489 ครั้งดำรงพระราชอิสริยยศ เป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงนิพนธ์คำร้องภาษาไทย แต่เนื่องจากมีพระราชประสงค์ที่จะทรงแก้ไขทำนองและคอร์ดบางตอนจึงยังไม่โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้นำออกมาบรรเลงในเวลานั้น ซึ่งศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร เล่าว่า “...สมเด็จพระอนุชาฯ (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ) ตรัสว่าเพลงแสงเทียนนี้เศร้าเกินไปในตอนท้ายๆ คล้ายๆ ว่าทนทรมานมามากแล้วจะกราบลา...” ท่านจักรพันธ์ฯ จึงกราบบังคมทูลว่า “...เนื่องจากเป็นเพลงบลูส์ เพลงบลูส์ของอเมริกันนิโกรก็เศร้าๆ อย่างนี้...” แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า “...ถึงแม้จะเศร้าก็จริง แต่ตอนท้ายของเพลงนั้น เขาต้องมีปรัชญาชีวิตว่าจะต่อสู้ต่อไป ยังมีความหวังอยู่...” ต่อมาได้พระราชทานให้นำออกมาบรรเลงครั้งแรกพุทธศักราช ๒๔๙๐ และในพุทธศักราช ๒๔๙๖ นางสาวสดใส วานิชวัฒนา (รองศาสตราจารย์สดใส พันธุมโกมล) ประพันธ์คำร้องภาษาอังกฤษถวาย
Royal Composition Number 1
Saeng Thian (Candlelight Blues) is the first musical composition written in April of 1946 while His Majesty was entitled His Royal Highness the Royal Younger Brother. He assigned His Royal Highness Prince Chakrabhand Pensiri to write lyries in Thai, But since His Majesty felt that he needed to adjust certain parts of the tune and chords, it was not released for public performance then. Professor Prasert Na Nagara related that "...His Royal Highness the Royal Younger Brother (His Majesty King Bhumibol Adulyadej) said that this song was too melancholic in the ending part which ran as Having suffered so long, I would now take leave..." Prince Chakrabhand then told him that "...Since it was a blues tune. The Afro-American blues are melancholic..." To this His Majesty responded that "...Sad as it may sound, the song always end with a philosophic message, to fight on, and that there is hope still..."
His Majesty later gave the composition to be performed for the first time in 1947, and in 1953, Miss Sodsai Vanijvadhana (Associate Professor Sodsai Pantoomkomol) penned the lyrics in English for His Majesty as Candlelight Blues.
วันอังคารที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ นางชุติมา จันทร์เทศ ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา เป็นประธานในการประชุมสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ประจำเดือนมกราคม ๒๕๖๓ โดยมีหัวหน้าหน่วยงาน ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่เข้าร่วมประชุมร่วมกัน ณ ห้องประชุมสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านปติมากรรม มีผลงานการสร้างสรรค์อนุสาวรีย์ที่สำคัญของประเทศหลายแห่ง อทิเช่น พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เป็นต้น ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้มีสายตากว้างไกล ท่านเป็นผู้ริเริ่มให้มีการจัดตั้งสถาบันศิลปะในระดับอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศ และเป็นผู้ริเริ่มให้มีการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติขึ้นในประเทศไทย ปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ภายใต้การสนับสนุนของกรมศิลปากร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมศักยภาพวงการศิลปะไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ และเป็นการกระตุ้นให้คนไทยเข้าใจและหันมาสนใจในงานศิลปะมากขึ้น ผลงานหลายชิ้นได้รับรางวัลจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ และสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการทางแนวคิด รูปแบบ เทคนิค และสุนทรียภาพของศิลปินในยุคสมันนั้น นอกจากนี้ยังเป็นผู้นำศิลปะไทยไปเผยแพร่สู่นานาชาติ ปัจจุบันผลงานศิลปะของศิลปินไทยได้รับการยอมรับทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเป็นที่น่ายินดีว่ามีหลายองค์กรให้การสนับสนุนศิลปินในด้านต่างๆ มากยิ่งขึ้น
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เสียชีวิต เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๐๕ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๒๗ ในวาระครบรอบวันคล้ายวันเกิดปีที่ ๙๒ เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย
แผนการตรวจสอบประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 และแผนการตรวจสอบระยะยาว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556-2560