ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,702 รายการ

          บัวยอดปราสาทเป็นส่วนประดับยอดของปราสาทในศิลปะเขมร มีลักษณะกลมแป้นเป็นลอนโดยรอบ บัวยอดปราสาทมีหน้าที่รองรับชิ้นส่วนคล้ายหม้อน้ำด้านบนสุดซึ่งเรียกว่า “กลศ”(กะ-ละ-สะ)           สำหรับการสร้างบัวยอดเทวสถานได้รับอิทธิพลทางสถาปัตยกรรมจากอินเดียโบราณเรียกว่า “อมลกะ” (อะ-มะ-ละ-กะ) ซึ่งมาจากคำว่า “อมลกิ” ในภาษาสันสกฤตที่แปลว่า “ลูกมะขามป้อม”            สำหรับบัวยอดปราสาทในสถาปัตยกรรมอินเดียสันนิษฐานว่าเริ่มปรากฏครั้งแรกบนยอดเสาอโศกมหาราชในช่วง พุทธศตวรรษที่ ๓ เมื่อเข้าสู่สมัยคุปตะ(พุทธศตวรรษที่๙ - ๑๐ )บัวยอดปราสาทจึงพัฒนารูปแบบเพื่อประดับบนยอดศิขร (สิ-ขะ-ระ) หรือส่วนเรือนยอดอาคาร และรองรับหม้อน้ำกลศด้านบนอย่างแพร่หลาย โดยในคติความเชื่อของฮินดูอมลกะเป็นสัญลักษณ์ของการกำเนิดอันบริสุทธิ์และความเป็นอมตะ           สำหรับบัวยอดปราสาทของปราสาทสด๊กก๊อกธมพบทั้งหมดสองชิ้นได้แก่           - บัวยอดปราสาทชิ้นที่ ๑ ทำด้วยหินทราย ด้านบนรองรับกลศซึ่งมีการเจาะรูสี่เหลี่ยมขนาด ๒๐x๒๐ เซนติเมตร เพื่อติดตั้งตรีศูล/นพศูล ปัจจุบันอยู่บนยอดปราสาทประธาน           - บัวยอดปราสาทชิ้นที่ ๒ ทำจากหินทราย สลักตกแต่งเป็นรูปกลีบดอกบัวด้านบนรองรับกลศ สันนิษฐานว่าในอดีตประดับบนยอดของซุ้มประตูโคปุระด้านตะวันออก ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ภายในอาคารศูนย์บริการข้อมูลอุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม -------------------------------------------------------- อ้างอิง - อรุณศักดิ์ กิ่งมณี. (๒๕๖๒). ทิพนิยายจากปราสาทหิน. นนทบุรี: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ : หน้า ๔๕. - กรมศิลปากร.สำนักโบราณคดี. (๒๕๕๐). ศัพทานุกรมโบราณคดี. กรุงเทพฯ: สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร : หน้า ๕๕๑. - วสุ โปษยะนันทน์, อนัสติโลซิสเพื่อการบูรณะปราสาทสด๊กก๊อกธม (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสถาปัตยกรรม ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) หน้า ๔๑-๔๒,๔๕,๖๔,๘๓ - Amalaka. Accessed May 25. Available from https://en.wikipedia.org/wiki/Amalaka   --------------------------------------------------------- ที่มาของข้อมูล : อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม https://www.facebook.com/Sadokkokthom.hp/posts/pfbid0KCgthRTKqq1sLxziKaZVsQuHptuAusP68xiAzFKX1wZtn5PKRs1r3kXALsgoweNel  


       เชี่ยนหมากเครื่องเขิน        ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๕        สมบัติเดิมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร        ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ ตำหนักแดง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร        เชี่ยนหมากล้านนา ประกอบไปด้วย กระบะทรงกลม ก้นแบน ด้านบนมีลิ้นสามารถยกออกได้ ลวดลายด้านนอกเป็นลายดอกพุดตาน ด้านในเรียบไม่มีลวดลาย ภายในบรรจุ ซองพลู ตลับพร้อมฝา ๔ ใบ และจอกหมาก ทุกชิ้นมีลายดอกไม้          “เครื่องเขิน” (Lacquer Ware) ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ให้ความหมายไว้ว่า เครื่องสานที่ทำจากผิวไม้ไผ่ซึ่งนำมาเรียด*แล้วทำเป็นโครง ฉาบด้วยรักสมุก**หรือชาดเพื่อกันน้ำรั่วซึม ไทยได้รับวิธีการทำมาจากไทเขินซึ่งอยู่ในยูนนานตอนใต้ จึงเรียกว่า “เครื่องเขิน”        อย่างไรก็ตาม กลุ่มชาติพันธุ์ไทเขินซึ่งเป็นผู้ทำงานหัตถกรรมนี้ มีประวัติว่าอพยพมาจากเมืองเชียงตุงในยุคฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ หรือที่เรียกว่า “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง”ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ แห่งราชวงศ์จักรี โดยพระเจ้ากาวิละ กษัตริย์เมืองเชียงใหม่ ได้ให้ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ บ้านนันทาราม เมืองเชียงใหม่ (ปัจจุบันคือทิศใต้นอกเวียงเชียงใหม่ บริเวณที่ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่)       ทั้งนี้การจัดแบ่งประเภทหรือหมวดหมู่ของเครื่องเขินแบ่งได้หลายเกณฑ์ ทั้งเทคนิคหรือกรรมวิธีการตกแต่งเครื่องเขิน เครื่องเขินประกอบลำดับบรรดาศักดิ์ และเครื่องเขินตามหน้าที่การใช้งาน*** สำหรับเชี่ยนหมากชุดนี้ เป็นเครื่องเขินประเภทหนึ่งซึ่งมีเทคนิคที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานและนิยมมากคือ เครื่องเขินฮายดอก (ลายดอก) มีกรรมวิธีโดยสังเขปคือ        การนำเครื่องจักสานมาทากากยาง รอให้แห้งแล้วขัดผิวให้เรียบจึงทาสมุก จากนั้นจึงทารักเงาแล้วนำมาขูดลายด้วยเข็มเหล็กจนเกิดเป็นร่อง เรียกขั้นตอนนี้ว่า การชักเส้นไหม จากนั้นจึงนำผงชาด (มีสีแดง) ผสมกับยางรักใสทาให้ทั่วภาชนะ ชาดจะลงไปในร่องที่ขูดไว้ รอจนแห้งแล้วจึงขัดออก ส่วนชาดที่ไม่ได้อยู่ในร่องลวดลายจะหลุดออกไป เมื่อขัดเรียบร้อยผิวภาชนะจะปรากฏพื้นที่สีดำตัดกับสีแดง       งานหัตถกรรมเครื่องเขินเป็นที่แพร่หลายในเชียงใหม่อย่างมากและน่าจะส่งอิทธิพลให้กับการทำเครื่องเขินในพม่า****ด้วย ครั้งหนึ่งสมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงมีแอบหมาก*****จากประเทศพม่า ประทานให้หม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ ดังลายพระหัตถ์ถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ลงวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๘ ความตอนหนึ่งกล่าวว่า         “...เครื่องรักของพะม่าเดิมทำแต่ลงรักน้ำเกลี้ยงสีต่างๆ วิธีที่เอาเหล็กจานเปนลวดลายต่างๆ (อย่างแอบหมากที่หม่อมฉันฝากมาให้คุณโต) นั้น เขาบอกว่าเขาเอาอย่างไปจากเมืองเชียงใหม่...”     *เรียด หมายถึง เรียงเป็นแถว **รักสมุก คือน้ำรักผสมเถ้าถ่านของใบตองแห้งหรือหญ้าคา บดแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน ใช้ทารองพื้น ***ดูเพิ่มเติมใน เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์. “วิถีคนเมืองกับเครื่องเขิน.” ศิลปากร ๔๘, ๓ (พฤษภาคม-มิถุนายน ๒๕๔๘): ๑๕-๒๕. ****เครื่องเขินในพม่านั้นเรียกว่า โยนเถ่ (Yung Hte) ซึ่งแปลว่าภาชนะของคนไทโยน รวมทั้งเรียกลวดลายบนภาชนะว่า ซินเหม่ ซึ่งก็หมายถึงเชียงใหม่ ทั้งนี้เครื่องเขินพม่าพัฒนาเทคนิคการตกแต่งเครื่องเขินไปจากไทยเพิ่มเติมด้วยการประดับกระจก หรือรักปั้นแปะบนผิวภาชนะ *****แอบหมาก หมายถึง ภาชนะที่ทำจากเครื่องจักสานทรงกลมมีฝาปิด     อ้างอิง เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์. “วิถีคนเมืองกับเครื่องเขิน.” ศิลปากร ๔๘, ๓ (พฤษภาคม-มิถุนายน ๒๕๔๘): ๑๕-๒๕. วิถี พานิชพันธ์. เครื่องเขินในวัฒนธรรมล้านนา. เชียงใหม่: สำนักพิมพ์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๖๑. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๕๖. สรัสวดี อ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ: อมรินทร์, ๒๕๕๑. องค์การค้าของคุรุสภา. สาส์นสมเด็จเล่ม ๗ ลายพระหัตถ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. พระนคร: คุรุสภา, ๒๕๐๔.


#มหามกุฎราชวงศานุประพัทธ์ ๑๘ มิถุนายน ๒๓๙๓ วันประสูติพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวงจันทร์.พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวงจันทร์ เป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ ๓๐ ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่เจ้าคุณจอมมารดาเอม ประสูติเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๓๙๓.เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาประทับยังพระบวรราชวัง พระองค์ทรงสร้างพระราชมณเฑียรแห่งใหม่ขึ้น โดยมีลักษณะเป็นเก๋งจีน เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปประทับ ณ พระราชมณเฑียรแห่งใหม่นั้น พระองค์เกิดพระอาการประชวรติดต่อเป็นเวลานาน เมื่อซินแสเข้ามาดูจึงกราบทูลว่า เนื่องจากพระที่นั่งเก๋งจีนองค์นี้ สร้างในที่ฮวงจุ้ยที่เป็นอัปมงคล ดังนั้น พระองค์จึงโปรดให้รื้อพระที่นั่งเก๋งจีนลง ไปปลูกไว้ที่นอกวังหลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้สร้างพระที่นั่งองค์ใหม่บริเวณที่สร้างพระที่นั่งเก๋งจีนองค์เดิม แต่ได้เลื่อนตำแหน่งที่ตั้งไปทางทิศตะวันออก ลักษณะเป็นตึกฝรั่ง เรียกพระที่นั่งองค์นี้ว่า "พระที่นั่งวงจันทร์" ตามพระนามของ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวงจันทร์ภายหลังพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามพระที่นั่งใหม่ว่า "พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์".พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวงจันทร์ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๖ เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๔๕๙ สิริพระชันษา ๖๗ ปี.พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวงจันทร์ นับเป็นพระราชภาติยะในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช รัชกาลที่ ๔.ภาพ : พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวงจันทร์


ความรู้เกี่ยวกับประเพณีลอยกระทง ตอน 2 เรื่อง “วัตถุประสงค์ของการลอยกระทง”หอสมุดเฉลิมพระเกียรติ ร.9 นครราชสีมา ขอนำเสนอสาระความรู้เกี่ยวกับประเพณีวันลอยกระทง จากหนังสือเรื่อง "ประเพณีลอยกระทง" โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ในหัวข้อที่ 2 เรื่องวัตถุประสงค์การลอยกระทง



          พระบรมสารีริกธาตุ คือ พระบรมอัฐิขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภายหลังจากการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ นับเป็นปูชนียวัตถุแทนพระพุทธองค์ที่พุทธศาสนิกชนนับถือบูชาแต่แรกปรินิพพานสืบมาจนถึงปัจจุบัน ในมหาปรินิพพานสูตรกล่าวถึงพระบรมสารีริกธาตุว่า หลังจากการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้ว โทณพราหมณ์ได้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกเป็น ๘ ส่วน เพื่อให้กษัตริย์และพราหมณ์อัญเชิญกลับไปยังดินแดนของตน ๘ เมือง ได้แก่ เมืองราชคฤห์ เมืองเวสาลี เมืองกบิลพัสดุ์ เมืองอัลปัปปะ เมืองรามคาม เมืองเวฏฐทีปกะ เมืองปาวา และเมืองกุสินารา กษัตริย์เมืองต่าง ๆ ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐานในสถูป นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการบูชาพระบรมสารีริกธาตุในเวลาต่อมา            ในดินแดนไทยเมื่อมีการรับพุทธศาสนาจากชมพูทวีป วัฒนธรรมแรกที่รับพุทธศาสนาจึงเกิดขึ้นภายใต้ชื่อว่า “ทวารวดี” ที่มีช่วงอายุอยู่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ -๑๖ จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่ามีการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ใต้ฐานของเจดีย์หมายเลข ๑ เมืองโบราณคูบัว ซึ่งถือเป็นพระบรมสารีริกธาตุที่เก่าแก่ที่สุดที่พบในวัฒนธรรมทวารวดี โดยการขุดค้นทางโบราณคดีพบการก่ออิฐเรียงเป็นหลุมบริเวณกลางเจดีย์ในระดับพื้นดิน ลักษณะตารางเว้นช่องว่างที่มุมทั้ง ๔ และช่องตรงกลาง คือ ตำแหน่งของการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุอยู่ในผอบครอบ ๓ ชั้น ซึ่งลักษณะการก่ออิฐเป็นช่องตารางนี้คล้ายคลึงกับแผ่นหินที่สลักแผ่นหินหรือก่ออิฐเป็นช่อง ๕ ช่อง หรือ ๙ ช่อง และบรรจุสิ่งของมงคลต่าง ๆ ลงไป แบบเดียวกับประเพณีวางศิลาฤกษ์ของอินเดีย ลังกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้            ผอบทั้ง ๓ ชั้นนั้น ชั้นแรกเป็นผอบสำริดฝาลายดอกบัว ชั้นที่ ๒ ผอบเงินฝาตกแต่งลายกลีบบัว ชั้นล่างสุดเป็นผอบทองคำเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๕ เซนติเมตร บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ๕ องค์ ลูกปัดแก้วสีน้ำเงินสมัยทวารวดี ชิ้นส่วนทองคำที่ยังไม่ได้แปรสภาพ และวัตถุสีแดงคล้ายก้อนดินบรรจุรวมอยู่ด้วย ช่องสำหรับบรรจุผอบถูกปิดด้วยแผ่นหิน สลักภาพพระพุทธรูปนูนต่ำขนาบข้างด้วยสถูปทรงหม้อปูรณฆฏะ (หม้อน้ำ) และธรรมจักรที่ตั้งอยู่บนเสา ซึ่งเป็นการปิดห้องกรุให้มิดชิดตามคัมภีร์ในพุทธศาสนา            การบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในสถูปเจดีย์นั้นเป็นแนวคิดมาจากสถานที่ฝังศพ โดยพระบรมสารีริกธาตุเปรียบเสมือนกระดูกของคนตาย ห้องกรุใต้สถูปเปรียบได้กับหลุมฝังศพ องค์เจดีย์ที่ก่อทับพระบรมสารีริกธาตุก็พัฒนามาจากเนินดินฝังศพ พระบรมสารีริกธาตุที่ค้นพบจากเจดีย์หมายเลข ๑ ซึ่งได้รับการขุดค้น ขุดแต่งอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการโดยนักโบราณคดีนี้ ถือได้ว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุที่ได้รับการประดิษฐานในดินแดนประเทศไทยเป็นองค์แรก ๆ   ----------------------------------------------------- ที่มาของข้อมูล: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี https://www.facebook.com/ilove.ratchaburi.national.museum/posts/pfbid02UMip7zp3p1iF3LR6Jtj6KGYojz1FXqFbwhhVMMuWwZisNCUtjxaxrK6ff1zECERrl -----------------------------------------------------   *เผยแพร่ข้อมูลทางเว็บไซต์ โดยกลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร


สวัสดีค่ะ วันนี้อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม นำสาระน่ารู้เรื่องโกลน ไปชมกันได้เลยค่ะ โกลน หมายถึง การนำวัสดุ เช่น ไม้ ดิน อิฐ หิน ปูน ศิลาแลง มา ถาก เกลา หรือปั้นอย่างคร่าวๆ ก่อนนำไปตกแต่งให้สมบูรณ์ต่อไป เช่น โกลนเสา โกลนพระพุทธรูปหิน โกลนธรรมจักร หรือโกลนเทวรูปต่างๆ ตัวอย่างหลักฐานทางโบราณคดีประเภทโกลน เช่น นำหินมาโกลนทำรูปเคารพ รวมถึงเครื่องใช้ต่างๆ ในสมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 12- 16)ที่แหล่งตัดหินเขาพระ จังหวัดเพชรบุรี และพบร่องรอยการตัดหิน และโกลนให้เป็นรูปร่างก่อนที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างปราสาท ในวัฒนธรรมเขมร (พุทธศตวรรษที่ 15 - 18)ที่แหล่งตัดหินสีคิ้ว ในจังหวัดนครราชสีมา และแหล่งตัดหินเขานางซอ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งสันนิษฐานว่า เป็นแหล่งตัดหินในการสร้างปราสาทสด๊กก๊อกธม พบร่องรอยการสกัดหินรูปครึ่งวงกลมและนำตัวหินที่โกลนไว้แล้วไปใช้ประโยชน์ โกลนหินที่ปราสาทสด๊กก๊อกธม บริเวณปราสาทสด๊กก๊อกธมพบหลักฐานของโกลนหินบริเวณทางเข้าหลักทางทิศตะวันออกของปราสาทสด๊กก๊อกธมโดยเป็นโกลนหินของเสานางเรียงจำนวน ๑ ต้น ที่ยังแกะสลักไม่เสร็จอยู่ร่วมกับเสานางเรียงต้นอื่นๆ สันนิษฐานว่าคนสมัยโบราณนำหินมาโกลนให้ได้รูปร่าง จากนั้นจึงนำมาปักไว้บริเวณที่ต้องการแล้วจึงค่อยสลักลวดลายอย่างละเอียดภายหลัง รู้หรือไม่ การบูรณะปราสาทสด๊กก๊อกธมด้วยวิธีการอนัสติโลซิสโดยการนำหินดั้งเดิมกลับมาเรียงใหม่ในจุดเดิม และนำหินก้อนใหม่มาเรียงทดแทนหินดั้งเดิมที่สูญหาย หรือพังทลายลงไปนั้น สำหรับหินก้อนใหม่ที่นำมาเรียงจะถูกโกลนให้ได้รูปร่างคร่าวๆ และสลักลวดลายอย่างหยาบๆเพื่อให้สามารถจำแนกระหว่างหินดั้งเดิมและหินใหม่ที่ถูกนำไปเรียงทดแทนได้ อ้างอิง - กรมศิลปากร. สำนักโบราณคดี. (2550). ศัพทานุกรมโบราณคดี. กรุงเทพฯ: สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร : หน้า 49. - ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2545 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2545. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตสถาน, 2556 : หน้า 160. - ธนินทร นิธิอาชากุล, การตรวจสอบความสัมพันธ์ของโกลนหินสมัยทวารวดีระหว่างแหล่งผลิตเขาพระ จังหวัดเพชรบุรีกับเมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี และเมืองนครปฐมโบราณ จังหวัดนครปฐม โดยวิธีศิลาวรรณนา(วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดี ภาควิชาภาคโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2555) หน้า 11. - วสุ โปษยะนันทน์, อนัสติโลซิสเพื่อการบูรณะปราสาทสด๊กก๊อกธม (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสถาปัตยกรรม ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) หน้า 142. - สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี (2551). เขาพระ. เข้าถึงเมื่อ 20 ธันวาคม 2565. เข้าถึงได้จาก https://www.finearts.go.th/.../ONak0jSJIaxo1uwyyqkuDlUoeD... - ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุล. แหล่งตัดหินสีคิ้ว. เข้าถึงเมื่อ 21 ธันวาคม 2565เข้าถึงได้จากhttps://db.sac.or.th/archaeology/archaeology/175 ที่มาภาพ  ภาพที่ 1 โกลนพระพุทธรูปสมัยทวารวดี ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม (ที่มา : https://nationalmuseumppcd.wordpress.com/) ภาพที่ 2-3 โกลนหินธรรมจักร พบที่เชิงเขาพระ จังหวัดเพชรบุรี (ที่มา:https://www.finearts.go.th/.../ONak0jSJIaxo1uwyyqkuDlUoeD...) ภาพที่ 4 แหล่งตัดหินสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา พบร่องรอยหินที่ได้รับการตัดและโกลนให้เป็นรูปร่างเพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างปราสาทในวัฒนธรรมเขมร(ที่มา: https://db.sac.or.th/archaeology/archaeology/175)


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           41/7ประเภทวัดุ/มีเดีย                       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                              30 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 54 ซม.หัวเรื่อง                                        พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


นะนำ E-book หนังสือหายาก เรื่อง โอลิเวอร์ ครอมแวลล์ ไสว สุทธิพิทักษ์. โอลิเวอร์ ครอมแวลล์. พระนคร: โรงพิมพ์ บริษัทศึกษาธรรมดา, 2493.


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 140/1ข เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 175/1 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อเรื่อง : กฎแห่งกรรม ของ ท.เลียงพิบูลย์ เรื่อง คนดีผีคุ้ม บาปกับเคราะห์ รักวัวให้ผูก ทางโลกกับทางธรรม ชีวิตผ่าน ชื่อผู้แต่ง : ท. เลียงพิบูลย์ ปีที่พิมพ์ : 2512 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : รุ่งเรืองธรรม จำนวนหน้า : 170 หน้า สาระสังเขป : กฎแห่งกรรม ของ ท.เลียงพิบูลย์ เรื่อง คนดีผีคุ้ม บาปกับเคราะห์ รักวัวให้ผูก ทางโลกกับทางธรรม ชีวิตผ่านพิมพ์เป็นธรรมบรรณาการแด่พุทธศาสนิกชนทั่วไปเนื่องในวันวิสาขบูชา 30 พฤษภาคม 2512 มีทั้งหมด 5 เรื่อง ตั้งแต่เรื่องที่ 91-95 โดยมีชื่อเรื่อง ดังนี้ เรื่องที่ 91 คนดีผีคุ้ม เรื่องที่ 92 บาปกับเคราะห์ เรื่องที่ 93 รักวัวให้ผูก เรื่องที่ 94 ทางโลกกับทางธรรม เรื่องที่ 95 ชีวิตผ่าน


         วันจันทร์ที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๓๐ น. นายสถาพร เที่ยงธรรม รองอธิบดีกรมศิลปากรเป็นประธานเปิดการประชุมผู้แทนพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเพื่อพัฒนาแนวทาง ขั้นตอนและวิธีการในการดำเนินงานสำรวจขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุในความครอบครองของวัด ภาครัฐและเอกชน ณ ห้องประชุม ๑ คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยมีนางสาวนิตยา กนกนมงคล ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การประชุมครั้งนี้ เพื่อระดมความคิดเห็น ให้คำปรึกษา คำแนะนำ สำหรับพัฒนาวิธีการทำงานสำรวจโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุในครอบครองชองวัด ภาครัฐและเอกชนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ลดปัญหาอุปสรรคการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน โดยมีคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมด้วยภัณฑารักษ์และเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติส่วนภูมิภาค รวมทั้งสิ้น ๕๓ คน เข้าร่วมประชุม            ผลการดำเนินงานตามโครงการเป็นที่น่าพอใจด้วยสามารถสำรวจโบราณวัตถุรายการใหม่ที่ทรงคุณค่าด้านต่างๆ ไม่น้อยกว่าปีละ ๑,๐๐๐ รายการ รวมทั้งติดตามตรวจสอบสภาพโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุในครอบครองของวัด ภาครัฐและเอกชนที่ได้ประกาศขึ้นทะเบียนในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ไม่น้อยกว่าปีละ ๖๕๐ รายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโบราณวัตถุกลุ่มหนังสือสมุดไทย และหนังสือบุด กรมศิลปากรเล็งเห็นความสำคัญของเอกสารโบราณเหล่านี้ ในฐานะภูมิปัญญาของชาติแขนงหนึ่ง นับวันจะถูกทำลายด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และถูกจำหน่ายถ่ายโอนอย่างง่ายดายเพราะไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย จึงมีนโยบายให้สำรวจหนังสือสมุดไทย หนังสือบุด คัมภีร์ใบลานเพื่อประกาศขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติเช่นเดียวกับโบราณวัตถุชนิดอื่นต่อไป


          กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน “การสืบทอดทางบรรเลงจากมุขปาฐะถึงทางบรรเลงที่ถอดจากโน้ตสากล” วิทยากร นางบุญตา เขียนทองกุล นักวิชาการละครและดนตรีเชี่ยวชาญ สำนักการสังคีต ดำเนินรายการ นายสุกิตติ์ ทำบุญ นักวิชาการละครและดนตรีปฏิบัติการ สำนักการสังคีต พิธีกร นางกมลชนก พรภาสกร นักวิชาการโสตทัศนศึกษา กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖ ตั้งแต่เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๑.๔๕ น.            ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม https://www.facebook.com/FineArtsDept และ Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร https://www.facebook.com/prfinearts


ชื่อผู้แต่ง         -         ชื่อเรื่อง           ร้อยเอก หม่อมเจ้ารลายฉลุทอง ทองใหญ่ ครั้งที่พิมพ์       - สถานที่พิมพ์     กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์       บริษัท โรงพิมพ์กรุงเทพฯ ( ๑๙๘๔ ) จำกัด ปีที่พิมพ์          ๒๕๓๔ จำนวนหน้า      ๑๗๙  หน้า หมายเหตุ        พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ร้อยเอก หม่อมเจ้าลายฉลุทอง ทองใหญ่ รายละเอียด                หนังสือในงานพระราชทานเพลิงศพร้อยเอก หม่อมเจ้าลายฉลุทอง  ทองใหญ่ เนื้อหาสาระประกอบด้วยเรื่องพระผู้สร้างเมืองอุดร  ๑๐๐  ปี  กรมไปรษณีย์ โทรเลข กองช่างวิทยุยุคท่านลายฯ เอกลักษณ์สถาปัตยกรรมไทยกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม จากจิตรลดาสู่ประเทศไทย  การสอนภาษาฝรั่งเศษด้านวิทยาศาสตร์  และการช่วยการเจริญพันธุ์แก่ผู้มีบุตรยาก


black ribbon.