ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,684 รายการ
ชื่อเรื่อง : เมืองในภาคอีสาน ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2516 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์ชวนพิมพ์ จำนวนหน้า : 304 หน้าสาระสังเขป : เรื่องเมืองในภาคอีสานนี้ มีเรื่องราวต่างๆดังนี้ 1. พงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสาน ของ หม่อมอมรวงศ์วิจิตร (ม.ร.ว.ปฐมคเนจร) 2. เรื่องจังหวัดอุดร จากเอกสารกองจดหมายเหตุแห่งชาติ 3. เรื่องเมืองในมณฑลอุตรและอีสาน จากหนังสือสาส์นสมเด็จ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ขอเชิญทุกท่านมาร่วมรำลึกและวางดอกไม้สักการะอัฐิแด่ ”ครูฝรั่ง“ ผู้วางรากฐานทางด้านศิลปะของไทย ในโอกาสครบรอบ 133 ปี ชาตกาล ศิลป์ พีระศรี วันที่ 15 กันยายน 2568 เวลา 09.00 - 15.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
_____________________________
133rd Anniversary of the Birth of Silpa Bhirasri
You are cordially invited to join us in remembering and laying flowers to pay homage to the relics of “Khru Farang” — the pioneer who laid the foundation of modern art in Thailand.
September 15, 2025
09:00 – 15:00
The National Gallery of Thailand
อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ขอเชิญรับฟังการขับร้องเพลงอันไพเราะ จากศิลปินนักร้อง นัน อนันต์ อาศัยไพรพนา และ นัท มาลิสา ศิลปินรางวัลเพชรในเพลง ในงาน "อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย "เวลา 18.30 น. เป็นต้นไป (เวทีใหญ่) วันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 ณ วัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งนักท่องเที่ยวยังสามารถชื่นชมบรรยากาศโบราณสถานอันสวยงามยามค่ำคืนในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ได้อีกด้วย ผู้สนใจเข้าร่วมฟังและเที่ยวชมโบราณสถานได้โดยเสียค่าธรรมเนียมเข้าชมตามปกติ ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 80 บาท สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3524 2525 Facebook: อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา Ayutthaya Historical Park https://www.facebook.com/AY.HI.PARK
สาระอีสาน นำเสนอและเผยแพร่เกร็ดความรู้ต่าง ๆ จากข้อมูลท้องถิ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและหนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน และรวมถึงหนังสืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีให้บริการอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา สำหรับวันนี้นำเสนอเรื่อง สิมอีสาน อุโบสถที่เกิดจากความศรัทธาของคนในท้องถิ่น เรียบเรียงโดย นางสาวกุลริศา รัชตะวุฒิ นักภาษาโบราณ เนื้อหามีดังนี้
สิมอีสาน คือ โบสถ์ หรือ อุโบสถของภาคอีสาน คำว่า สิม กร่อนเสียงมาจากคำว่า สีมา หมายถึงขอบเขตที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ในพระพุทธศาสานา มีเอกลักษณ์ในด้านสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น โดยเฉพาะจิตกรรมฝาผนัง (ฮูปแต้ม) ที่บอกเล่าเรื่องราวทางศาสนา นิทานพื้นบ้าน วิถีชีวิต วัฒนธรรม และความเชื่อของผู้คนในท้องถิ่น ซึ่งการตกแต่งและวัสดุที่ใช้ต่างจากโบสถ์ภาคกลาง
สิม มี 3 ประเภท ได้แก่
1. สิมที่ทำในหมู่บ้านเรียกว่า คามสีมา
2. สิมที่ทำในป่า เรียกว่าอัพภันตรสีมา
3. สิมที่ทำในน้ำ เรียกว่า อุทกฺกเขปสีมา
ซึ่งสิมในภาคอีสานปรากฏเพียง 2 ประเภทเท่านั้น คือ
1. คามสีมา (ชาวบ้านเรียกว่า สิมบก) คือ สิมที่สร้างไว้บนบก สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในวัดต่าง ๆ ของภาคอีสาน โดยสิมบก แยกออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ สิมโปร่งและสิมทึบ
2. อุทกฺกเขปสีมา (ชาวบ้านเรียกว่า สิมน้ำ) คือ สิมที่สร้างอยู่กลางน้ำ (สร้างขึ้นใช้เพียงชั่วคราว) ปัจจุบันสิมน้ำในภาคอีสานเหลืออยู่น้อยมาก
การผูกพัทธสีมา ชาวอีสาน เรียกว่า การผูกสิม (หากยังไม่ได้ผูกสิม เรียกว่า อพัทธสีมา) โดยจะฝังศิลา (ลูกนิมิต) ไว้แปดทิศรอบพระอุโบสถ ฝังห่างจากตัวสิมประมาณ 1 วา โดยมี บือสิม ลูกนิมิตสำคัญฝังอยู่ใจกลางพระอุโบสถ (บือ แปลว่า สะดือ บือสิม หมายถึง สะดือพระอุโบส)
สิมอีสาน เป็นสถาปัตยกรรมที่สำคัญและมีความหลากหลายในด้านศิลปะ ทั้งความสวยงามและเรื่องราวที่ปรากฏบนผนังซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสิมในภาคอีสาน คู่ควรแก่การอนุรักษ์เพื่อในคนรุ่นหลังได้เรียนรู้และเข้าใจในประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมซึ่งเป็นมรดกวัฒนธรรมในท้องถิ่น ที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และคติความเชื่อของชาวอีสาน
บรรณานุกรม
• กิตติพงษ์ สนเล็ก. สิมอีสาน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 23 เมษายน 2568, จาก: https://www.facebook.com/share/p/1C7orfcCPQ/
• ติ๊ก แสนบุญ. สิมอีสาน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 29 เมษายน 2568, จาก: https://www.silpa-mag.com/history/article_13568
• ธวัช ปุณโณทก. “บือสิม (สะดือพระอุโบสถ).” สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน. 7. (2542): 2403
• ฟิลด์ - ฟิล. สิมอีสาน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 29 เมษายน 2568, จาก: https://www.facebook.com/share/p/19rbYMTepS/
• วิโรฒ ศรีสุโร. “สิม (โบสถ์)." สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน. 13. (2542): 4616-4625.
• สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สิมอีสาน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 29 เมษายน 2568, จาก: http://www.thaistudies.chula.ac.th/2018/09/29/สิมอีสาน/
หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา ชวนร่วมกิจกรรมในงานโคราชบุ๊คแฟร์ ครั้งที่ 1 โดยนำนิทรรศการ “เอกสารโบราณ ภูมิปัญญาของบรรพชนไทย”ไปจัดแสดงให้ความรู้ พร้อมกิจกรรมจารใบลาน “สืบสานตามรอยจารบนใบลานภูมิปัญญาไทย” ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 8 - 17 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 - 21.00 น. พบกันได้ที่บูธ C11 โคราชฮอลล์ ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช จังหวัดนครราชสีมา
ที่มาของบทสวด
"ยถา วาริวหา ปูราปาริปูเรนฺติ สาครํ..." ที่เราได้ยินและคุ้นหูกันในงานพิธีทำบุญต่างๆ ของชาวพุทธศาสนิกชน นั้น
มีประวัติความเป็นมา จากเรื่องราว "พุทธประวัติ" ...หลังจากที่พระเจ้าพิมพิสารได้ถวายเวฬุวันมหาวิหาร แต่ไม่ได้อุทิศส่วนกุศลให้พระญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ทำให้คืนนั้นพวกเปรตพระญาติส่งเสียงร้องโหยหวนและแสดงตนให้เห็นด้วยความหิวโหย เมื่อพระเจ้าพิมพิสารไปทูลถามพระพุทธเจ้าในวันรุ่งขึ้น พระองค์จึงแนะให้พระเจ้าพิมพิสารทำบุญถวายทานอีกครั้งและ
"อุทิศส่วนกุศลให้"
เมื่อพระเจ้าพิมพิสารหลั่งน้ำทักษิโณทก (กรวดน้ำ) และกล่าวคำอุทิศ พระพุทธเจ้าได้ตรัสอนุโมทนาด้วยพระคาถาบทนี้ เพื่ออธิบายถึงหลักการที่บุญจะส่งถึงพระญาติผู้ล่วงลับนั่นเอง
จิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถวัดกันมาตุยาราม
เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร
พิพิธิภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง ถลาง : http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/thalang
เมื่อประมาณปี พ.ศ.2525 กลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองภูเก็ต ส่วนราชการ เอกชน และองค์กรประชาชนในท้องถิ่น มีแนวคิดในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ในจังหวัดภูเก็ต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมจัดแสดงให้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดภูเก็ต และเพื่อเป็นการ “ฉลอง 200 ปีวีรสตรเมืองถลาง” ซึ่งครบรอบในปี พ.ศ.2528
กรมศิลปากรได้เริ่มก่อสร้างตัวอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2528 แล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2529 และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2532 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานในพิธีเปิด
อาคารของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง ออกแบบโดยนายอุดม สกุลพาญิช โดยได้ดัดแปลงรูปแบบอาคารมาจากเรือนไทยพื้นถิ่นภาคใต้โดยการนำวัสดุสมัยใหม่มาประยุกต์ในการก่อสร้างเพื่อความคงทนถาวร เป็นอาคารที่โดดเด่นในด้านการอนุรักษ์แบบบ้านโบราณ อาคารหลังนี้จึงได้รับรางวัล Gold Medal ซึ่งเป็นรางวัลออกแบบสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทอาคารที่ส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องในงานนิทรรศการ “สถาปนิก 30”
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง จึงถือเป็นอาคารที่มีความสำคัญและได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 116 ตอนพิเศษ 17 ง วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2542
วงมโหรีพื้นบ้านสุรินทร์
ประเทศไทยมีวงมโหรีมาแต่โบราณ มีการประสมวงมโหรีกับวงเครื่องสาย วงปี่พาทย์ วงขับไม้ และวงประเภทเครื่องกลองแขก (สุพรรณี เหลือบุญชู ๒๕๒๙ : ๕๒) ในจังหวัดสุรินทร์นิยมเล่นกันแพร่หลายในเขตอำเภอสังขะ และอำเภอเมืองสุรินทร์ จากการสัมภาษณ์นายกุน ผลแมน หัวหน้าวงมโหรีบ้านภูมิโปน ทราบว่าเริ่มเรียนดนตรีครั้งแรกจากครูนิล ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากข้าหลวง ที่รัฐบาลได้ส่งมาปกครองมณฑลอีสานในสมัยรัชกาลที่ ๕ พ.ศ.๒๔๓๖ – ๒๔๕๑ (หม่อมอมร วงศ์วิจิตร ๒๕๐๖) การเล่นมโหรีจึงได้แพร่หลายสู่ชาวบ้าน ต่อมานายกุน ผลแมน ได้ถ่ายทอดแก่คณะดนตรีหมู่บ้านภูมิโปน และบ้านดม
เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบในการเล่นมโหรีของวงบ้านภูมิโปน – บ้านดม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ประกอบด้วย
๑. ซอกลาง ลักษณะเหมือนซออู้ แต่มีเสียงสูงกว่าซออู้เล็กน้อย หรือเรียกว่าซออู้เสียงกลาง
๒. ซออู้ ตัวกะโหลกซอทำด้วยกะลามะพร้าว ขึงหนังวัว มีสาย ๒ สาย คันชักทำด้วยขนหางม้า มีเสียงทุ้มนุ่มนวล
๓. ซอด้วง เป็นซอ ๒ สาย กะโหลกซอทำด้วยไม้ไผ่ ใช้หนังงูเหลือมขึง คันชักทำด้วยขนหางม้า มีเสียงแหลม
๔. ปี่ใน(ชลัย) เป็นปี่ที่ทำด้วยไม้ชิงชัน หรือไม้พยูงกลึงให้ป่องกลาง และบานปลายทั้งสองข้างเล็กน้อย เจาะเป็นรูกลวงภายใน มีรูสำหรับปิดเปิดนิ้วเพื่อให้เกิดเสียงต่างๆ เจาะรูปี่ ๖ รู ลิ้นปี่ทำด้วยใบตาลตัดกลมมนซ้อนสี่ชั้น ผูกติดกับโลหะ
๕. กลองสองหน้า เป็นกลองที่ขึงด้วยหนังทั้งสองหน้าเสียงแบบเดียวกับตะโพน ใช้มือตีทั้งสองด้าน ใช้ใบเดียวตีประกอบจังหวะในวงมโหรี
๖. ฉิ่ง เป็นโลหะหล่อหนา ชุดหนึ่งมี ๒ ฝา เสียงจะดังฉิ่ง – ฉับ จำทำหน้าที่เป็นหลักในการบรรเลง
๗. ฉาบ เป็นโลหะหล่อเช่นเดียวกับฉิ่ง แต่มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างกว่าฉิ่ง และบางกว่า จะใช้ฉาบตีขัดกับฉิ่ง เพื่อให้การบรรเลงสนุกสนาน
จากเครื่องดนตรีที่กล่าวมาจะเห็นว่ามีเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายและประเภทปี่พาทย์บางชิ้นมาประสมกัน โดยมีซอกลางเป็นเครื่องดนตรีหลักของวงมโหรี ใช้บรรเลงในงานต่างๆ
เพลงที่ใช้ประกอบในวงมโหรี แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
๑. เพลงขับร้อง เป็นการบรรเลงดนตรีที่มีคำร้องประกอบ มีทั้งร้องส่ง ร้องคลอ และร้องรับกับการบรรเลงดนตรี เนื้อร้องเป็นภาษาเขมรที่ถ่ายทอดมาแต่ดั้งเดิม บางครั้งเป็นการด้นกลอนสดๆ ให้เข้ากับทำนองเพลง เรียกว่า การเจรียง(ร้อง) จังหวะของเพลงจะตีฉิ่งในอัตราจังหวะ ๒ ชั้น ประเภทเพลงขับร้อง ได้แก่
เพลงขับร้อง คำร้องของเพลงขึ้นต้นด้วยคำว่า “อาเล”
เพลงกแอกคเมา (แปลว่า กาดำ)
เพลงซองซาร แปลว่าที่รัก หรือบทเพลงแห่งความรัก ในการเจรียงเพลงนี้จะมีการเรือม(รำ) เกี้ยวกันระหว่างชายหญิง เพราะบทร้องเพลงซองซารจะเป็นบทร้องโต้ตอบระหว่างชาย – หญิง
เพลงกันตบ เป็นบทร้องสอนหญิง
เพลงลาวเสี่ยงเทียน เป็นบทเพลงไทยเดิม เนื้อร้องอาจจะใช้เพลงลาวเสี่ยงเทียน หรืออาจแปลงเนื้อร้องเป็นภาษาเขมรหากนักร้องมีความชำนาญ
เพลงอายัยโบราณ เป็นการด้นกลอนสด โดยใช้เนื้อร้องตามโอกาส หรืองานที่ไปเล่น การเล่นเพลงนี้จะมีการเรือม(รำ) ประกอบ
เพลงอมตูก หมายถึง พายเรือ เนื้อหาจะกล่าวถึงการพายเรือ และแจวเรือ มีการเรือม(รำ) ประกอบ
เพลงสีนวล เป็นเพลงไทยเดิม
เพลงเขมรปากท่อ เป็นเพลงไทยเดิม
เพลงมลบโดง หมายถึง ร่มมะพร้าว
เพลงตำแร็ยยูลได หมายถึง ช้างแกว่งงวง
เพลงก็อทกรูว
เพลงกระซิงเตียม
เพลงเขมรเป่าใบไม้
เพลงเมื้อนตึก
ฯลฯ
จะเห็นว่าเพลงขับร้องที่กล่าวมา หรืออาจมากกว่านี้จะมีทั้งเพลงที่เป็นเพลงไทยเดิม และเป็นเพลงภาษาเขมรที่นำมาจากวงกันตรึม มาใช้บรรเลงในวงมโหรีของคณะบ้านภูมิโปนและบ้านดม ลักษณะของเพลงส่วนมากจะเป็นเพลงเบ็ดเตล็ดต่างๆ จัดอยู่ในประเภทเพลงเกร็ด หมายถึง เพลงที่ไม่ได้เรียบเรียงเข้าเป็นชุดต่างๆ เช่น เพลงเรื่อง เพลงตับ เพลงเถา ใช้สำหรับบรรเลงในเวลาสั้นๆ
๒. เพลงบรรเลง หมายถึง เพลงที่ใช้ดนตรีล้วนๆ ไม่มีการร้องหรือเจรียงประกอบ แบ่งออกเป็น
เพลงโหมโรง เพื่อเป็นการไหว้ครูหรือระลึกถึงครูบาอาจารย์ นอกจากนี้เมื่อเพลงโหมโรงเป็นการประกาศให้ทราบว่า จะมีการแสดงหรือมีมหรสพ การโหมโรงยังเป็นการเตรียมตัวในการบรรเลงเพลงต่อไป เพลงโหมโรงในวงมโหรีของคณะบ้านภูมิโปน – บ้านดม เช่น เพลงหัวคำปัน เป็นเพลงที่ใช้สำหรับขบวนแห่ไม่มีเนื้อร้อง
เพลงหน้าพาทย์ ชาวไทยเขมรจะเรียกว่าเพลง “ประพาทย์” หรือ “หน้าพาทย์” ในวงมโหรีคณะบ้านภูมิโปน – บ้านดม จะบรรเลงเพลงกล่อม เพลงต้นฉิ่ง ฯลฯ ซึ่งจะเห็นว่าเป็นเพลงหน้าพาทย์ที่ใช้บรรเลงประกอบอากับกิริยา อารมณ์ ของตัวละครที่ทางภาคกลางนำมาใช้หรือใช้สำหรับนาฏศิลป์จากราชสำนัก เพลงหน้าพาทย์ดังกล่าว ชาวบ้านภูมิโปน – บ้านดม นำมาใช้บรรเลงในพิธีมงคลต่างๆ ทั้งด้านเกี่ยวกับศาสนา หรือในพิธีเชิญครู อาจารย์ ให้มาร่วมในพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ ลักษณะของเพลงหน้าพาทย์จะมีทำนองและจังหวะกำหนดเป็นแบบแผน ไม่มีบทร้อง เป็นการบรรเลงดนตรีอย่างเดียว
บรรณานุกรม
เติม วิภาคย์พจนกิจ. ประวัติศาสตร์อีสาน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๓๐.
ปฐม คเนจร(หม่อมอมร วงศ์วิจิตร), ม.ร.ว. ประชุมพงศาวดารภาค ๔. กรุงเทพฯ : ก้าวหน้า, ๒๕๐๗.
วิทยาลัยครูสุรินทร์ เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการ เรื่องเพลงพื้นบ้านและการละเล่นพื้นบ้านจังหวัดสุรินทร์. สุรินทร์ : วิทยาลัยครูสุรินทร์, ๒๕๒๖.
สุรินทร์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เอกสารประกอบการประชุมคณะทำงานทางวิชาการจัดทำข้อมูลการจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์. เอกสารอัดสำเนา.
วันที่ ๒๗ -๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๒ นางตรีทิพย์ บัวริน หัวหน้าหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ตรัง เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “พัฒนากระบวนการทางความคิด” (Growth Mindset) สำหรับนักบริหารกรมศิลปากร ณ โรงแรมตรัง กรุงเทพฯ โดยอาจารย์ชัยวัฒน์ ร่างเล็ก เป็นวิทยากร #สร้างกระบวนความความคิดตามขั้นตอนสรุปว่าสิ่งที่เราจะต้องเริ่มทำงานคือเป้าหมาย, กิจกรรม, ความคิด (growth mindset) และความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น/การป้องกันความเสี่ยง
วันที่ 15-16 ก.ค. 58 หัวหน้าหอสมุดแห่งชาติฯนครพนม นางลัดดาวัลย์ ทิพย์สิงห์ และนางอรอุไรลักษณ์ จีรันทนิน เจ้าพนักงานห้องสมุดปฏิบัติงาน ได้เข้าร่วมประชุม"การพัฒนาหอสมุดแห่งชาติโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ"โดยศูนย์เทคโนโลยีกรมศิลปากร และท่านรองอธิบดีกรมศิลปากร นางสุนิสา จิตรพันธ์ เป็นประธานในการประชุม ณ ห้องประชุมหอสมุดแห่งชาติฯ จันทบุรี