ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,392 รายการ
ชื่อเรื่อง : คำอ่านศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2514 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง จำนวนหน้า : 36 หน้า สาระสังเขป : ศิลาจารึกสมัยสุโขทัย หลักที่ 1 จารึกพ่อขุนรามคำแหงนับเป็นเอกสารโบราณชิ้นสำคัญที่สุดของชาติชิ้นหนึ่ง เป็นหลักฐานบ่งบอกการปรากฏใช้ลายสือไทย เป็นครั้งแรกในพุทธศักราช 1835 การศึกษาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ทำให้ได้ความรู้เกี่ยวกับอารยธรรมด้านต่างๆ ของไทยสมัยสุโขทัย ยิ่งไปกว่านั้นรูปอักษรในจารึกพ่อขุนรามคำแหงยังเป็นแบบอักษรและอักขรวิธีที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย ที่มีวิวัฒนาการเป็นลำดับมาตลอดระยะเวลาอันยาวนานกว่า 700 ปี
วันจันทร์ที่ ๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ เวลา ๐๙.๐๐ น. นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมส่งเสริมความรู้ในการปฏิบัติงานด้านพิธีการของกรมศิลปากร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๕ โดยมีนางรักชนก โคจรานนท์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง กล่าวรายงาน ซึ่งการอบรบได้แบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมอบรมพร้อมฝึกปฏิบัติความรู้เกี่ยวกับงานพระราชพิธี รัฐพิธี ศาสนพิธีการ และมารยาทในศาสนพิธี เพื่อให้ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง ณ ห้องประชุมสำนักหอสมุดแห่งชาติ
สำนักหอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญชมนิทรรศการ “ตำนานสงกรานต์ สืบสานวัฒนธรรมไทยสี่ภาค” ผ่านการสัมผัสและเรียนรู้เรื่องราวความเป็นมาทางวัฒนธรรมประเพณีสงกรานต์ หรือวันขึ้นปีใหม่ของชาวไทย ประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาแต่โบราณที่ยังคงความงดงาม อ่อนโยน เอื้ออาทร และเต็มไปด้วยบรรยากาศของความกตัญญู ความสนุกสนาน ความอบอุ่น และการให้เกียรติเคารพซึ่งกัน ภายในนิทรรศการประกอบด้วย ตำนานสงกรานต์และประวัตินางสงกรานต์หรือเทวีทั้งเจ็ด การประกาศสงกรานต์ที่มีความเกี่ยวเนื่องต่อการดำเนินชีวิตของราษฎร การกำหนดพระราชพิธีต่าง ๆ ตลอดจนการเกิดจันทรุปราคา สุริยุปราคาในบางปี รวมถึงเกณฑ์น้ำฝนที่จะทำนา และวันเริ่มต้นทำนาปลูกข้าว อีกทั้งนำเสนอเรื่องราวการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทยสี่ภาคที่มีรูปแบบ พิธีกรรม จารีต เอกลักษณ์ และกิจกรรมที่แตกต่างกันไปตามคติความเชื่อและการดำเนินชีวิต การละเล่นครื้นเครงของไทยในเทศกาลสงกรานต์ใน แต่ละภูมิภาคที่เป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น เช่น การเล่นสะบ้าของชาวมอญ การละเล่นรำตรุษ หรือเรือมตรด ของชาวอีสาน เป็นต้น รับชมและรับฟังเพลงไทยในเทศกาลสงกรานต์ ทั้งที่เป็นเพลงพื้นเมืองในภาคต่าง ๆ เพลงสุนทราภรณ์ และเพลงลูกทุ่ง ผ่านทรัพยากรสารสนเทศและสื่อมัลติมีเดีย นอกจากนี้ยังพาไปชมภาพ ถนนสายสงกรานต์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ตลอดจนชมการจัดแสดงตัวอย่างอาหารสงกรานต์ไทยสี่ภาค และคุณค่าความสำคัญของสงกรานต์ที่มีต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมมาอย่างยาวนาน ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ทุกวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 9.00 – 16.30 น. วันเสาร์ - วันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 16.30 น. (เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้ - 11 มิถุนายน 2565 ณ ห้องวชิรญาณ 2-3 อาคาร 2 ชั้น 1 สำนักหอสมุดแห่งชาติ
จดหมายเหตุ รัชกาลที่ 3 ชื่อ ประกาศว่าด้วยเรื่องสงกรานต์ จ.ศ. 1192 (พ.ศ. 2373) เลขที่ 27
ชื่อปก สมุดมหาสงกรานต์
และจดหมายเหตุ รัชกาลที่ 3 ชื่อ ประกาศว่าด้วยเรื่องสงกรานต์ จ.ศ. 1190 (พ.ศ. 2371) เลขที่ 13
ชื่อปก สงกรานปีชวด 1190 (พ.ศ. 2371)
ประกาศสงกรานต์ ปี รัตนโกสินทรศก 120บรรยากาศภายในห้องนิทรรศการ
แนะนำหนังสือให้อ่านเรื่อง "โลกนี้ไม่มีอะไรที่คุณขายไม่ได้"
คะกะตะ, อะกิระ. โลกนี้ไม่มีอะไรที่คุณขายไม่ได้. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: อมรินทร์ฮาวทู,
2563. 152 หน้า. 225 บาท.
เนื้อหาในเล่มนี้มี 4 บทคือบทที่1 เรื่องสิ่งจำเป็นสำหรับนักขายคือความรักและความตั้งใจจริง บทที่2 คือเรื่อง มอบความรักอันสูงสุดและความเคารพให้กับลูกค้าฉบับมารยาท บทที่ 3 คือเรื่อง จะได้เซ็นสัญญาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิธีพูด ฉบับวิธีพูด บทที่ 4 คือเรื่อง สาเหตุที่ขายได้ กับ สาเหตุที่ขายไม่ได้ ซึ่งเกิดจาก แนวคิดมนุษย์คือผู้อ่อนแอ ติดตามรายละเอียดในหนังสือเล่มนี้เพื่อความสำเร็จในการขาย
658.81
ค229ล (ห้องหนังสือทั่วไป)
ลายอรุณเทพบุตรเหนือประตูของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ภาพโดย chaipat kaewjaras
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกของประเทศไทย เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ ทำให้วันที่ ๑๐ ธันวาคมของทุกปี ถือเป็นวันที่ระลึกวันพระราชทานรัฐธรรมนูญ โดยมี “อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงบ่อยครั้ง แม้ว่าประวัติการสร้างจะห่างกันถึง ๘ ปี แต่สถาปัตยกรรมแห่งนี้ ก็ได้มีการออกแบบสัญลักษณ์บางประการให้เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทย ว่าด้วยเรื่อง “อรุณเทพบุตร...บุรุษผู้มาก่อนองค์สูรยะ” พร้อมทั้งนำเสนอโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับประติมานวิทยาทางศาสนาฮินดู ที่ปรากฏบนอนุสรณ์สถานดังกล่าว
“อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” หลักกิโลเมตรที่ ๐ ของทางหลวงสายประธานทั้ง ๔ สายแห่งนี้ เป็นผลงานการออกแบบของหม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล โดยมีศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง ซึ่งองค์ประกอบของอนุสาวรีย์ล้วนมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ ไม่ว่าจะทางเป็นตัวเลขหรือทางประติมานวิทยา ดังจะเห็นได้จาก “ลายอรุณเทพบุตร” ที่ประดับบริเวณหน้าบันเหนือประตูทั้ง ๖ ด้าน ลักษณะเป็นเทพผู้มีพระวรกายครึ่งองค์ ทรงแพนหางนกยูง สอดรับกับเทวกำเนิดที่ระบุว่าเทพองค์นี้เกิดก่อนกำหนด ทำให้ไม่มีพระวรกายส่วนล่าง ประกอบกับพระนามที่แปลว่า “แดงเรื่อ” หรือ แสงตะวันเมื่อแรกขึ้น ก็สอดรับกับหน้าที่ของพระองค์ ผู้เป็นสารถีขับรถให้องค์พระสูรยะ ซึ่งในส่วนของพระสูรยะ นอกจากจะแสดงออกเป็นรูปบุคคลชายนั่งขัดสมาธิ มือทั้งสองถือดอกบัวยกขึ้นระดับหน้าอกแล้ว ยังอาจถูกตีความมาในรูปของ “ครุฑ” เทวพาหนะของพระวิษณุ ผู้เป็นหนึ่งในกลุ่มอาทิตยเทพ (พระสูรยะ พระวิษณุ และเทวีอุษา) ได้อีกด้วย ดังนั้น หากพิจารณาตามตำนานว่า“ครุฑ” คือน้องชายของอรุณเทพบุตรแล้ว ดังนั้น การที่อรุณเทพบุตร(เกิด)มาก่อนครุฑ จึงเปรียบได้ถึงอรุณเทพบุตรผู้เป็นสารถีนำรถของพระสูรยะนั่นเอง
ภาพครุฑบนปกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ ๑๕ ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๓๔ คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
อย่างไรก็ดี จากการศึกษาของศาสตราจารย์ชาตรี ประกิตนนทการ (อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร) พบว่าลายอรุณเทพบุตรไม่เคยถูกใช้เป็นลายประดับอาคารใดมาก่อน หากแต่สืบประวัติย้อนไปได้ว่า สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเคยเขียนรูปอรุณเทพบุตรในลักษณะท่าทางแบบเดียวกันอยู่ภาพหนึ่ง กระทั่งปรากฏครั้งแรกที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย รวมถึงปรากฏบริเวณหน้าบันพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ บางเขน ในเวลาต่อมา ดังนั้น การปรากฏตัวของอรุณเทพบุตรเหนือพานรัฐธรรมนูญในที่นี้ จึงอาจหมายถึง แสงสว่างที่แรกขึ้นและเริ่มส่องสว่างเข้าสู่เมืองไทยยุคใหม่ หรือหมายถึง “เวลาย่ำรุ่ง” ของวันที่ ๒๔ มิถุนายน ที่พระสูรยะ (ประชาธิปไตย) มาประดิษฐานที่บ้านเมืองนี้ ก็เป็นได้
เผยแพร่โดย : นายศรัญ กลิ่นสุคนธ์ ภัณฑารักษ์ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ / เทคนิคภาพ : นายอริย์ธัช นกงาม ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ชื่อเรื่อง วิจารณ์เรื่องตำนานเสภา และระเบียบการเล่นตำนานเสภาผู้แต่ง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ผู้แต่งเพิ่ม สมเด็จกรมพระยาดำรงค์ราชานุภาพประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ ศิลปกรรมและการบันเทิงเลขหมู่ 793.3209593 น254ววสถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์พระจันทร์ปีที่พิมพ์ 2501ลักษณะวัสดุ 88 หน้าหัวเรื่อง ตำนานเสภาภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึกวิจารณ์เรื่องตำนานเสภาเป็นลายพระหัตถ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงวิจารณ์ต้นร่างเรื่องตำนานเสภา ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตำนานเสภานี้ได้พิมพ์ไว้ในหนังสือเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ฉบับหอสมุดแห่งชาติจัดพิมพ์
ชื่อเรื่อง วิสุทฺธิมคฺค(วิสุทธิมคฺค)
สพ.บ. อย.บ.10/1ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 54 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 53 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา บทสวด พระวินัย คำสอน
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ภาษามอญ เส้นจาร ฉบับทองทึบ ลานดิบ ล่องชาด ได้รับบริจาคมาจาก วัดประดู่ทรงธรรม จ.พระนครศรีอยุธยา
ส่งเสริมการอ่านผ่าน Facebook กับหอสมุดแห่งชาติชลบุรี
เรื่อง 5 สุดยอดสมุนไพรไทยตลาดโลกต้องการสูง
5 สุดยอดสมุนไพรไทยตลาดโลกต้องการสูง. กรุงเทพฯ: ปัญญาชน, 2560.
ห้องหนังสือทั่วไป 1 เลขเรียกหนังสือ 615.321 ห556
ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มาจากสมุนไพรได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เป็นผลมาจากความกังวลใจในปัญหาทางสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้จากการใช้สารเคมี จึงทำให้เกิดผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรขึ้นมากมายหลายประเภทอาทิ การบำรุงรักษาโรค การบริโภค และผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ซึ่งสมุนไพรของประเทศไทย ติดอันดับความนิยมที่ทั่วโลกต้องการอย่างมาก รองลงมาจากสิงคโปร์และมาเลเซีย
5 สุดยอดสมุนไพรไทยตลาดโลกต้องการสูง เล่มนี้ ผู้เขียนพาเราไปพบกับ สมุนไพรไทย 5 ชนิดที่ได้รับความนิยมและได้รับการผลักดันเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยความร่วมมือระหว่างกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อันได้แก่ กระชายดำ ไพล ขมิ้นชัน กวาวเครือขาว และใบบัวบก ซึ่งล้วนเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้คนหันมาใส่ใจการบริโภคอาหารที่ปลอดสารเคมีมากขึ้น จึงทำให้สมุนไพรของประเทศไทยมีชื่อเสียงเพิ่มขึ้น ทั้งในแง่ที่ใช้เป็นยารักษาโรค เครื่องปรุงรสอาหาร รวมไปถึงผลิตภัณฑ์เสริมความงามต่างๆ สรรพคุณของสมุนไพรทั้ง 5 ชนิดที่ทำให้ได้รับความนิยม จำแนกได้ดังนี้ กระชายดำ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ปรับสมดุลในร่างกาย ช่วยชะลอวัย และบำรุงกำลัง ไพล ช่วยแก้อาการปวดขาปวดเข่า จึงนิยมนำมาใช้เป็นส่วนผสมหลักของลูกประคบ รักษาอาการน้ำร้อนลวก แผลไฟไหม้ ขมิ้นชัน ช่วยให้เจริญอาหาร แก้อาการท้องอืด จุก เสียด แน่น อีกทั้งยังใช้สำหรับลดอาการปวด บวม ฟกช้ำ และสมานแผลสด ต่อมาคือ กวาวเครือขาว ได้รับการขนานนามให้เป็นราชินีแห่งสมุนไพร มีสรรพคุณช่วยบำรุงกำลังโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยสูงอายุ สำหรับสตรีจะช่วยบำรุงอวัยวะภายในที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ ลำดับสุดท้าย คือ ใบบัวบก ช่วยเรื่องบำรุงผิวพรรณ บำรุงหัวใจ แก้เมื่อยล้าและอ่อนเพลีย ทั้งนี้การพัฒนาให้สมุนไพรไทยก้าวเข้าสู่ตลาดโลกนั้นยังคงดำเนินต่อไป ผ่านการค้นคว้าวิจัย และสร้างจุดเด่นให้กับสินค้าและบริการ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภคให้มากที่สุด ผู้สนใจสามารถหาอ่านได้ที่หอสมุดแห่งชาติชลบุรี (วันอังคาร – วันเสาร์ เวลา 09.00 - 17.00 น.)
องค์ความรู้ : การฝังศพสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่เมืองพิมาย
การฝังศพในสมัยก่อนประวัติศาสตร์มี ๒ แบบ คือ การฝังศพครั้งที่ ๑ เป็นการฝังศพภายหลังเสียชีวิตมักอยู่ในท่านอนหงายเหยียดยาว และการฝังศพครั้งที่ ๒ เป็นการขุดโครงกระดูกขึ้นมาบรรจุในภาชนะดินเผาและนำกลับไปฝังอีกครั้ง
การฝังศพสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในเมืองพิมาย พบหลักฐานหลายบริเวณ ดังนี้
๑.ปราสาทพิมาย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๗-๒๕๐๘ ระหว่างการบูรณะปราสาทได้ขุดพบโครงกระดูกมนุษย์จำนวน 3 โครง บริเวณใต้ฐานปราสาทประธานของปราสาทพิมายเบนจากฐานออกไปเล็กน้อย ที่ระดับความลึกประมาณ ๓ เมตร
๒.บ้านส่วย เนินดินก่อนประวัติศาสตร์ตั้งอยู่นอกเมืองพิมาย จุดสูงสุดของเนินอยู่ห่างจากคูเมือง-กำแพงเมืองพิมายไปทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ราว ๘๐ เมตร มีการขุดค้น ๒ ครั้ง ดังนี้
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙ R.H.Parker ได้ขุดพบการฝังศพในภาชนะดินเผาจำนวน ๓ ใบ
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ -๒๕๔๔ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา (ปัจจุบัน) ได้ขุดค้นพบหลักฐานการฝังศพแบบนอนหงายเหยียดยาวจำนวน 4 โครง พบในชั้นดินต่อเนื่องกัน 3 สมัย ตั้งแต่ยุคเหล็กถึงต้นประวัติศาสตร์ อายุราว 1,400-1,800 ปีมาแล้ว
โครงกระดูกที่ ๑ พบเพียงลำตัวท่อนบน หันศีรษะไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณไหล่ซ้ายมีภาชนะดินเผาแบบพิมายดำ ๑ ใบ ตายเมื่ออายุราว ๒๕-๓๕ ปี พบในระดับความลึกประมาณ ๑๐๐-๑๓๐ ซม.
โครงกระดูกที่ ๒ พบเพียงลำตัวท่อนบน หันศีรษะไปทางทิศตะวันออก แขนซ้ายสวมกำไลสำริด ๑ วง ฟันกรามซี่ที่ ๑ ผิดปกติ คือ มีเคลือบฟันซ้อน ๒ ชั้นคล้ายโครงกระดูกที่ ๓ ตายเมื่ออายุราว ๑๕-๒๕ ปี พบในระดับความลึกประมาณ ๒๐๐-๒๐๖ ซม.
โครงกระดูกที่ ๓ พบเพียงกะโหลกศีรษะ กระดูกแขน กระดูกขา ฟันสึกมาก
โครงกระดูกที่ ๔ ฝังทับซ้อนโครงกระดูกที่ ๓ พบกะโหลกศีรษะ กระดูกแขน กระดูกขา ซี่โครง บริเวณกระดูกหน้าแข้งมีภาชนะแบบพิมายดำ ๓ ใบ ใต้ภาชนะมีชิ้นส่วนสำริดคล้ายห่วงเอวและชิ้นส่วนเครื่องมือเหล็ก ๒ ชิ้น หันศีรษะไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ พบในระดับความลึกประมาณ ๒๓๐-๒๕๐ ซม. ด้านขวาของโครงกระดูกที่ ๓ และโครงกระดูกที่ ๔ ห่างจากกระดูกปลายเท้าเล็กน้อยมีกลุ่มภาชนะแบบพิมายดำ จำนวน ๙ ใบ
๓. เมรุพรหมทัต จากการขุดค้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๑ บนถนนบูชายันต์ บริเวณเยื้องไปทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมรุพรหมทัต ในหลุมขุดค้น MH 7 ได้พบหลักฐานการฝังศพ สภาพโครงกระดูกไม่สมบูรณ์ พบเพียงกระดูกแขน ขา กระดูกสันหลัง เชิงกราน ร่วมกับกำไลหินอ่อน และภาชนะดินเผาเคลือบน้ำดินสีแดง จำนวน ๗ ใบ เป็นภาชนะดินเผาทรงพาน ทรงหม้อ ในชั้นวัฒนธรรมที่ 1 อายุประมาณ 1,500-2,500ปีมาแล้ว
๔. วัดใหม่ประตูชัย ริมกำแพงหัวมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัด บนฟุตบาทข้างถนนหฤทัยรมย์ ได้พบโครงกระดูกมนุษย์ลักษณะนอนหงายเหยียดยาว จำนวน 1 โครง ในระดับความลึก 290 เซนติเมตรจากผิวถนน โครงกระดูกหันศีรษะไปทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ หันหน้าไปทางด้านซ้ายมีลักษณะพับคอลงมา แขนแนบลำตัว มือรวมอยู่ส่วนกลางของลำตัวซึ่งน่าจะเป็นการมัดมือ ข้อมือซ้ายสวมกำไลทรงกระบอกทำจากหินอ่อนจำนวน 3 วง มีกำไลลักษณะทรงกลมแบนมีหน้าตัดรูปตัว T จำนวน ๑ วงวางอยู่ข้างกำไลทั้ง 3 วง สวมสร้อยคอทำจากหินอ่อน ลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอกยาวคล้ายตะกรุดจำนวน 11 แท่ง แท่งรูปทรงกระบอกสั้นจำนวน 13 แท่ง บริเวณช่วงลำตัวของโครงกระดูกมีชิ้นส่วนเหล็ก ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งของที่อุทิศให้ผู้ตาย สันนิษฐานว่ามีอายุอยู่ในช่วงราว 1,500-2,500ปีมาแล้ว
บรรณานุกรม
รัชนี ทศรัตน์ และอำพัน กิจงาม. 2547.รายงานการขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านส่วย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา.กรมศิลปากร. โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.กรุงเทพฯ
ศุภชัย นวการพิศุทธิ์. ๒๕๖๓. รายงานการขุดศึกษาทางด้านโบราณคดีบริเวณพื้นที่เมืองพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา.โครงการท่อร้อยสายโทรศัพท์ใต้ดิน ตามโครงการปรับภูมิทัศน์ 10 เมืองเก่า.(เอกสารอัดสำเนา)
กิจการร่วมค้าอาซีฟาแอนด์วีอาร์เอส และห้างหุ้นส่วนจำกัดวัฒนธาราธรรม . 256๓ โครงการปรับปรุงระบบจำหน่ายไฟฟ้าเป็นเคเบิลใต้ดินบริเวณรอบนอกพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พิมายจังหวัดนครราชสีมา ตามโครงการเพิ่มความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าระยะที่ 3 ในพื้นที่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้. (อัดสำเนา)
SARAH TALBOT, CHUTIMA JANTHED. Northeast Thailand before Angkor: Evidence from an Archaeological Excavation at the Prasat Hin Phimai. Asian Perspectives, Vol. 40. No.2. 2002. University of Hawai'Press.
เรียบเรียงโดย น.ส.วิลาสินี แช่มสะอาด นักโบราณคดีชำนาญการ
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 136/5 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 172/3เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 51/6ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 26 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 58 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา