ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 51,552 รายการ

พุทธเลิศหล้านภาลัย, พระบาทสมเด็จพระ. (2508). บทละครนอกเรื่องคาวีและสังข์ศิลป์ชัย. พิมพ์ครั้งที่ 7. พระนคร: กรมศิลปากร.           บทละครเรื่องคาวี เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งเป็นตอนหนึ่งในเรื่องเสือโค เป็นนิทานโบราณที่มีอยู่ในหนังสือปัญญาสชาดก เรียกว่า “พหลคาวีชาดก” ของเดิมแต่งภาษามคธ ซึ่งมีความเป็นเอกในเรื่องกระบวนกลอนและกระบวนความ ส่วนบทละครเรื่องสังข์ศิลป์ชัยนั้น เป็นเรื่องโบราณ มีละครเล่นกันมาตั้งแต่ครั้งกรุงเก่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น แต่เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ขึ้นถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  



          เหตุที่เขียนเรื่องนี้ เนื่องจากผู้เขียนได้เคยไปร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่เมืองแกลง มีผู้เฒ่าผู้แก่มาคุยว่า...เมื่อก่อนอำเภอแกลงเค้าขึ้นกับเมืองจันท์นะ แต่ไม่รู้ทำไมถึงกลายมาขึ้นกับเมืองระยองได้...          ผู้เขียนก็ใคร่อยากรู้เหตุผลของเรื่องนี้เช่นกัน จนเมื่อไม่กี่วันนี้ได้พบเอกสารจดหมายเหตุของส่วนกลางเป็นบันทึกการประชุม"เรื่องที่จะใช้พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร ร.ศ.124 ในมณฑลจันทบุรี" การประชุมในครั้งนั้น(วันที่ 17 ธันวาคม ร.ศ.125 บ่าย 3 โมง 10 นาที) เป็นการประชุม ณ ค่ายทหารเมืองจันทบุรี ประธานในการประชุมคือ นายพลเอก พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นนครไชยศรีสุรเดช ผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ           เนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเกณฑ์ทหาร ซึ่งแต่เดิมการทหารของแรกตั้งมณฑลจันทบุรี เป็นทหารเรือสังกัดกรมทหารเรือ โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสายสนิทวงษ์ เป็นผู้จัดการคนในมณฑลนี้           ดังนั้นกรมทหารเรือร่วมกับกระทรวงมหาดไทย นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาเห็นว่าควรใช้พระราชบัญญัติลักษณเกณฑ์ทหาร คือจะจัดตั้งโรงเรียนพลทหารเรือขึ้นที่เมืองจันทบุรีแห่งหนึ่ง และเมืองระยองแห่งหนึ่ง รับคนในเมืองหนึ่งคราวละ 200 คน ปีละ 2 คราว จึงเป็นที่มาการประชุมครั้งนี้           การประชุมในครั้งนี้มีหลายเรื่อง แต่ที่น่าสนใจคือ...ผู้เขียนได้พบว่า...สาเหตุที่ต้องให้อำเภอแกลงไปขึ้นกับเมืองระยองเพราะ...จำนวนพลเมืองของ 2 เมือง ไม่เท่ากัน ในเวลาเกณฑ์ทหาร -พลเมืองจันทบุรี มีประมาณ 40,000 คน แกลงมีประมาณ 20,000 คน ขลุงมีประมาณ 10,000 คน -พลเมืองระยองมีประมาณ 20,000 คน           ประธานในการประชุมจึงรับสั่งว่า ..."คนเมืองระยองมีน้อย ถ้ายกอำเภอแกลงไปขึ้นเมืองระยอง จะมีการดีการเสียประการใดบ้าง"           พระยาวิชยาธิบดี สมุหเทศาภิบาลมณฑลจันทบุรี บอกว่า"การเสียยังไม่เห็น แต่ส่วนดีนั้น พลเมืองจะได้เท่ากันเป็นการสะดวกอย่างหนึ่ง ผลประโยชน์ของเมืองระยองมีน้อยจะได้เพิ่มผลประโยชน์ขึ้นเป็นการสะดวกในการที่จะต้องจ่ายอย่างหนึ่ง ทางเดินจากอำเภอแกลงไปเมืองระยองสะดวกกว่าไปเมืองจันทบุรีอย่างหนึ่ง แต่จะได้ตรึกตรองทำความเห็นชี้การได้เสียยื่นภายหลังให้ละเอียดต่อไป..."           ซึ่งเหตุผลดังกล่าวจากส่วนหนึ่งของการประชุมในคราวนั้น คงมีผลให้เกิดการยกอำเภอแกลงของเมืองจันทบุรี ไปขึ้นกับเมืองระยองในเวลาต่อมา           ถ้ามีโอกาสไปอำเภอแกลงคราวหน้า ผู้เขียนคงมีข้อมูลไปเล่าให้ผู้เฒ่าผู้แก่ได้ฟังให้หายข้องใจกันละคราวนี้--------------------------------------------------------------------ผู้เขียน สุมลฑริกาญจณ์ มายะรังษี นักจดหมายเหตุชำนาญการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี--------------------------------------------------------------------อ้างอิง สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ร.5 ก13.3/10 เอกสารรัชกาลที่ 5. เรื่องเกณฑ์ทหารมณฑลจันทบุรี แลมณฑลปราจิณบุรี (26 กันยายน ร.ศ.125 – 27 มกราคม ร.ศ.126--------------------------------------------------------------------



พระราชกรณียกิจในการบริหารจัดการน้ำ (ตอนที่ ๓) : การก่อสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำ การก่อสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำ เป็นการก่อสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำปิดกั้นลำน้ำธรรมชาติระหว่างหุบเขาหรือเนินสูงที่บริเวณต้นน้ำของลำน้ำสายใหญ่หรือตามแควสาขา เพื่อกักกั้นน้ำที่ไหลมามากในฤดูน้ำหลาก เก็บไว้ทางด้านเหนือเขื่อน ทำให้เกิดเป็นแหล่งน้ำขนาดต่าง ๆ เรียกว่า “อ่างเก็บน้ำ” ซึ่งน้ำที่เขื่อนเก็บกักไว้นี้จะระบายออกจากอ่างเก็บน้ำทีละน้อย ๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกหลายด้าน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนต่าง ๆ ด้วยเขื่อนเก็บกักน้ำในหลายท้องที่ เขื่อนเก็บกักน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริขนาดใหญ่ที่ช่วยแก้ไขและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมได้ดี เช่น เขื่อนเก็บกักน้ำแม่งัดสมบูรณ์ชล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สร้างปิดกั้นลำน้ำแม่งัด อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ สามารถป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เพาะปลูกสองฝั่งลำน้ำแม่งัดและแม่น้ำปิงจนถึงตัวเมืองเชียงใหม่ ได้เป็นอย่างดี


ชื่อเรื่อง                     ปฐมกัปป์ (ปฐมกัปป์)สพ.บ.                       280/1ประเภทวัสดุ/มีเดีย       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                   พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ               50 หน้า : กว้าง 5.5 ซ.ม. ยาว 56.7 ซ.ม. หัวเรื่อง                     พุทธศาสนา                                   บทคัดย่อ/บันทึกเป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจากวัดบ้านหมี่ ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


ชื่อเรื่อง                                ธรรมภาวนา (ธรรมภาวนา) สพ.บ.                                  329/1ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           36 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 58.5 ซม.หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                          บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ  ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี





เลขทะเบียน : นพ.บ.182/5ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  42 หน้า ; 4 x 55 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 104 (101-109) ผูก 5 (2565)หัวเรื่อง : แปดหมื่นสี่พันธ์ขันธ์ --เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


มงฺคลตฺถทีปนี (มงฺคลตฺถทีปนี เผด็จมงคลสูตร)  ชบ.บ.88ก/1-11  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


มหานิปาตวณฺณนา(เวสฺสนฺตรชาตก) ชาตกฎฺฐกถา ขุทฺทกนิกายฎฺฐกถา (มทฺรี-นครกัณฑ์)  ชบ.บ.106ข/1-10ก  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


เลขทะเบียน : นพ.บ.345/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 54 หน้า ; 4.5 x 58 ซ.ม. : ทองทึบ-ชาดทึบ-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 134  (370-377) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : สังฮอมธาตุ--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


                ชื่อผลงาน: วิถีแห่งความฝัน         ศิลปิน: มีเซียม ยิบอินซอย (พ.ศ. 2449 - 2531)         เทคนิค: จิตรกรรมสีน้ำมันบนกระดาษอัด         ขนาด: กว้าง 69 ซม. สูง 92 ซม.         ปี: พ.ศ. 2492         รายละเอียดเพิ่มเติม: มีเซียม ยิบอินซอย ศิลปินหญิงรุ่นแรกๆ ของเมืองไทย ถึงแม้เธอจะไม่ได้ร่ำเรียนศิลปะจากสถาบันการศึกษาใดๆ แต่ทว่าในฐานะแม่บ้านจากครอบครัวนักธุรกิจ ทำให้มีเซียมมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงได้มีโอกาสชื่นชมผลงานของศิลปินชั้นแนวหน้าที่จัดแสดงอยู่ในหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์ศิลปะมีชื่อตามเมืองสำคัญต่างๆ ที่เธอเดินทางไป มีเซียมมีความประทับใจในงานจิตรกรรมแบบอิมเพรสชั่นนิสต์เป็นพิเศษ ภายหลังจากกลับจากต่างประเทศ ถึงแม้วัยจะล่วงเลยเข้าสู่วัยกลางคน เธอตัดสินใจเริ่มเรียนเขียนภาพกับจิตรกรชาวญี่ปุ่นที่พำนักในไทย ณ ขณะนั้น นาม มูเน่ต์ ซาโตมิ (Mounet Satomi) และด้วยความสนใจในงานภาพทิวทัศน์แบบอิมเพรสชั่นนิสต์ ที่มีเซียมมีอยู่เป็นทุนเดิมกอปรกับพรสวรรค์และความตั้งใจอันแน่วแน่ ทักษะในการเขียนภาพของมีเซียมจึงพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ภายหลังจากเรียนเขียนภาพกับซาโตมิได้ไม่ถึงปี มีเซียมได้ส่งภาพทิวทัศน์ต้นก้ามปูสองของทางซอยชิดลม ซึ่งเธอให้ชื่อภาพว่า “วิถีแห่งความฝัน” เข้าประกวดในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งแรก พุทธศักราช 2492 และสามารถคว้ารางวัลเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งดังกล่าว นอกจากนี้ เธอยังพิสูจน์ให้เห็นถึงทักษะชั้นเยี่ยมในทางจิตรกรรม ด้วยการคว้ารางวัลรางวัลเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่สองและครั้งที่สาม ติดต่อกันถึงสามครั้ง ทำให้มีเซียมเป็นศิลปินไทยคนแรกที่ได้รับการเชิดชูเกียรติเป็น “ศิลปินชั้นเยี่ยม” จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ               Title: Dreamer Avenue         Artist: Misiem Yipint Soi (1906 - 1988)         Technique: oil on paper         Size: 69 × 92 cm.         Year: 1949         Detail: Misiem Yipint Soi, considered among early generation of woman artists in Thailand around late 1950s, although she did not graduate from any art institutes. Her family background as a business family offers her an opportunity to travelling abroad on business purpose occasionally, she visited art museums and art galleries as she traveled from town to town which resulted as her impression on western art especially impressionist painting. When she came back to Bangkok, she decided to have a private painting lesson with Japanese painter Mounet Satomi. Misiem’s skill on painting developed rapidly due to her interest on impressionist landscape. Less than a year from her lesson with Satomi, she was encouraged to send this landscape painting entitled “Dreamer Avenue” to compete on the 1st National Exhibition of Art in 1949 and won honorary gold medal award on painting. And surprisingly she also won the same award from the same competition in 1950 and 1951. Due to her thrice award winning in a row, she is the first Thai artist who adopted as “Artist of Distinction” on the 3rd National Exhibition of Art.   อ้างอิง / Reference: Apinan Poshyananda, Modern Art in Thailand: Nineteenth and Twenty Centuries (Doctoral Dissertation, Cornell University) (New York: Oxford University Press, 1992) p. 72


ชื่อผู้แต่ง             - ชื่อเรื่อง              สุภาษิตขงจู๊ กับ เรื่อง นางเคงเกียงสอนบุตร ครั้งที่พิมพ์          - สถานที่พิมพ์       พระนคร สำนักพิมพ์         โรงพิมพ์สามมิตร ปีที่พิมพ์             ๒๕๑๕ จำนวนหน้า         ๑๐๘  หน้า หมายเหตุ           พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายลักซือ (แซ่ฉั่ว) ฉัตตะละดา                          หนังสือเรื่องสุภาษิตขงจู๊นี้ พระอมรโมลี สถิต ณ วัดราชบูรณะ ได้แปลขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๙ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และในต้นฉบับสุภาษิตขงจู๊ ยังมีเรื่องคนร้อยจำพวกจดไว้ข้างท้ายอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งได้นำมารวมไว้เพื่อรักษาสำนวนและความคิดของเก่า ส่วนเรื่องนางเคงเกียงสอยบุตร นั้น ในบานแพนกจดไว้ว่า “เป็นของพระยาศรีสุนทรโวหาร คัดไว้” เป็นสุภาษิตจีนที่มีคติสอนใจเหมาะสำหรับบุคคลทั่วไป


black ribbon.