ค้นหา


รายการที่พบทั้งหมด 38,917 รายการ

วารสารเครือข่ายกรมศิลปากรเป็นวารสารรายไตรมาสออกทุก ๓ เดือน


สำนักศิลปากรที่ ๑๓ สงขลา ได้จัดพิมพ์หนังสือนำชมโบราณสถานที่สำคัญในเขตพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล เพื่อเป็นคู่มือในการนำชมโบราณสถาน  สร้างความรู้ความเข้าใจในประวัติศาสตร์โบราณคดีที่ถูกต้องในพื้นที่ดังกล่าว   หนังสือนี้ได้คัดสรรโบราณสถานสำคัญโดดเด่นจากหนังสือทำเนียบแหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมในเขตพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นข้อมูลโบราณสถานที่ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๗๘ - ๒๕๕๑ นำมาปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาให้กระชับ อ่านง่าย เหมาะสำหรับการเที่ยวชมโบราณสถาน พร้อมทั้งเพิ่มเติมเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ความหมายของโบราณสถาน ข้อควรปฏิบัติในการชมโบราณสถาน ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะภูมิอากาศ ข้อมูลการเดินทาง แผนที่ แผนผัง และภาพประกอบที่สวยงามของโบราณสถานแต่ละแห่ง โดยได้จัดทำเป็น ๒ ภาษา คือ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ หนังสือนี้จะทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีมายาวนานนับหมื่นปี แสดงให้เป็นถึงความหลากหลายของผู้คนและสังคม   หนังสือจำหน่ายราคาเล่มละ ๘๕๐ บาท พร้อมซีดีหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ติดต่อซื้อได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทุกแห่งในพื้นที่ภาคใต้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. ๐ ๗๔๓๓ ๐๒๕๕-๖


ผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : ม.ป.ป. สถานที่พิมพ์ : ม.ป.ท. สำนักพิมพ์ : ม.ป.พ.      พระยาพรหมโวหาร หรือ พญาพรม เดิมชื่อว่า พรมมินทร์ มีเชื้อสายของตระกูลเจ้าเจ็ดตน สืบเชื้อสายจาก หนานทิพย์ช้าง หรือพระยาสุลวฤาไชยสงคราม ผู้กอบกู้ละกอน (ลำปาง ปัจจุบัน) จากผู้นำหละปูน คือท้าวมหายศ (ลำพูน ปัจจุบัน) ซึ่งได้รับอำนาจสืบมาจาก ม่าน (พม่า) สมัย ม่านกินหัวเมืองล้านนา พ่อของพรมมินทร์ คือแสนเมืองมา (เป็นชื่อขุนนาง ของเวียงละกอน น่าจะเป็นชื่อตำแหน่ง เพราะสมัยนั้นจะมีตำแหน่งที่ขึ้นต้นด้วยแสน เช่น แสนหนังสือ เป็นต้น แต่ชื่อตำแหน่งนี้ จะไปคล้องกับชื่อเจ้าแสนเมืองมา ของเวียงปิงเจียงใหม่ตวย) ผู้ถือกุญแจคลังหลวงของเจ้าเมืองละกอน มีแม่มาดา ชื่อว่า เป็ง




วันศุกร์ที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เวลา ๑๐:๐๐ น. โรงเรียนชลประทานวิทยา จังหวัดนนทบุรี นำนักเรียนชั้นมัธยมปีที่ ๑ จำนวน ๑๒๐ คน พร้อมคณะครู ๒๐ ท่าน เดินทางศึกษาแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ของอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร โดยมีนางสาววิรงค์รอง เกตุทิม นักวิชาการวัฒนธรรม บรรยายให้ความรู้


          หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ อุบลราชธานี เปิดให้บริการภาพงานพิธีรำลึกหม่อมเจียงคำ ชุมพล ณ อยุธยา ประจำปี 2553 ผู้สนใจสามารถติดต่อขอใช้บริการได้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ อุบลราชธานี ในวันและเวลาราชการ  


ขอเชิญชมนิทรรศการเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย เรื่อง เส้นทางการค้าขายและการเกิดขึ้นของเมืองโบราณ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชุมพร ห้องนิทรรศการพิเศษ ชั้น 2 ตั้งแต่บัดนี้ จนถึง 31 มกราคม 2559


วันจันทร์ ที่ ๑๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ นายวุฒิ สุมิตร รองราชเลขาธิการ เป็นประธานในพิธีบวงสรวงตัดไม้จันทน์หอม เพื่อนำมาจัดสร้างพระบรมโกศจันทน์ เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนายฉัตรชัย ปิ่นเงิน หัวหน้างานโหรพราหมณ์ เป็นผู้อ่านโองการบวงสรวง มีข้าราชการและประชาชนร่วมงานเป็นจำนวนมาก อนึ่ง ไม้จันทน์หอมนี้ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช ได้คัดเลือกต้นไม้จันทน์หอมที่ยืนต้นตายตามธรรมชาติ จำนวน ๑๒ ต้น โดยจะดำเนินการตัด และแปรรูป พร้อมนำส่งมอบให้แก่สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร เพื่อนำไปจัดสร้างพระบรมโกศจันทน์ เพื่อใช้ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในลำดับต่อไป


งานสำรวจตรวจสภาพโบราณสถานบารายเมืองพิมายด้านทิศใต้ และถากถางกำจัดวัชพืชเพื่อวางแนวสำรวจถนนเข้าสู่แหล่ง เพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม งบประมาณ ๒๕๕๙ วันที่ ๑๙-๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๘




                    แหล่งเตาเผาบ้านบางปูน เป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี หรือแม่น้ำท่าจีน  พบร่องรอยเตาเผาและชิ้นส่วนภาชนะกระจายเป็นทางยาวประมาณ ๗ กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ในเขตตำบลรั้วใหญ่ ตำบลพิหารแดง ตำบลโพธิ์พระยา และตำบลสนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองสุพรรณบุรีไปทางทิศเหนือราว ๗.๕ กิโลเมตร           เตาเผาบ้านบางปูนมีลักษณะเป็นเตาแบบระบายความร้อนแนวนอนหรือแนวระนาบ (crossdraft kilns)หลังคาเตาโค้งรีคล้ายประทุนเรือหรือหลังเต่า ใช้ไม้ไผ่เป็นโครงสร้างหลังคาแล้วพอกด้วยดินเหนียวจนทั่ว อาจมีการสุมไฟเพื่อไล่ความชื้นและทำให้โครงสร้างเตาที่ประกอบด้วยดินผสมวัสดุอื่น ๆ อยู่ตัว แต่โครงสร้างที่มีเพียงดินยึดกันเช่นนี้ ทำให้ส่วนหลังคาเตายุบตัวลงก่อนเสมอ ส่วนประกอบของเตาแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ๑.  ห้องบรรจุเชื้อเพลิง (fire box)อยู่ต่ำกว่าส่วนอื่น พื้นห้องลาดเอียงราว ๑๐-๑๕ องศา มีช่องใส่ฟืนด้านหน้าเป็นรูปโค้ง และเป็นช่องสำหรับนำภาชนะเข้าไปในเตา ๒. ห้องวางภาชนะ (firing chamber) พื้นห้องยกสูงขึ้นจากห้องบรรจุเชื้อเพลิงราว ๖๐ เซนติเมตร มีพื้นที่มากกว่าส่วนอื่น เพราะต้องนำภาชนะเข้ามาจัดวางเพื่อเผา ผนังหนาประมาณ ๑๐-๒๐ เซนติเมตร มักแตกร้าวเพราะการหดตัวของดิน ๓.  ปล่องไฟ (Chimney) เป็นปล่องระบายความร้อนและควันไฟ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม แตกต่างจากปล่องไฟของแหล่งเตาอื่นที่มีลักษณะเป็นวงกลม     เครื่องปั้นดินเผาที่ได้จากแหล่งเตาบ้านบางปูน เป็นภาชนะทรงชาม อ่าง ไหก้นกลม และไหเท้าช้างมีการขึ้นรูปด้วยวิธีขดดินเป็นเส้นและใช้แป้นหมุน เมื่อนำไปเผาด้วยอุณหภูมิความร้อนที่ไม่เท่ากัน จึงทำให้ได้ภาชนะทั้งประเภทเนื้อดิน (earthenware) และเนื้อแกร่ง (stoneware) ซึ่งมีความคงทนแตกต่างกัน การตกแต่งภาชนะมีทั้งการเคลือบน้ำดิน เขียนสี ขุดเป็นลายรูปเมล็ดข้าว ลายซี่หวี ลายขูดขีดโครงร่างรูปสัตว์ และลายกดประทับในกรอบสี่เหลี่ยม ซึ่งนับได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของแหล่งเตาเผาบ้านบางปูน           ลวดลายกดประทับที่พบ ได้แก่ ๑.      ลายหงส์ ๒.      ลายกลีบบัว คล้ายลายเฟื่องอุบะหรือลายกรุยเชิง ๓.      ลายเทพนม เป็นภาพบุคคลสวมเครื่องประดับ พนมมือไว้ที่อก ขาทั้งสองข้างอยู่ในลักษณะคล้ายท่าเหาะ ๔.      ลายในกรอบรูปกลีบบัว เป็นบุคคลสวมเครื่องประดับนั่งชันเข่า มือซ้ายวางบนเข่า ส่วนมือขวายกเสมอศีรษะ ๕.     ลายบุคคลคล้องช้าง เป็นบุคคลสวมเครื่องประดับ ถือคันจาม (ไม้ยาวติดเชือกบาศ ใช้ถือเวลาคล้องช้าง) ด้านหน้าบุคคลมีช้างสวมเครื่องประดับ แสดงให้เห็นว่าการคล้องช้างเป็นประเพณีของชนชั้นสูงที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนอยุธยา-รัตนโกสินทร์ ๖.      ลายพระราชพิธีพืชมงคลและจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นภาพบุคคลสวมเครื่องประดับถือคันไถเทียมวัว ๑ คู่สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนที่มีการทำนา ปลูกข้าวเป็นหลัก จึงได้เกิดพระราชพิธีตามความเชื่อ เพื่อบูชาเทวดาและทำขวัญพืชพันธุ์ให้มีความอุดมสมบูรณ์ ๗.      ลายนักรบบนหลังม้า ๘.      ลายบุคคลกำลังขึ้นม้า ๙.      ลายนักรบถืออาวุธและโล่ ๑๐.  ลายนักรบบนหลังช้าง     ลักษณะการทำลวดลายในกรอบสี่เหลี่ยมเป็นสิ่งที่พบเห็นได้จากหลักฐานในวัฒนธรรมทวารวดี เช่น ภาพปูนปั้นประดับฐานเจดีย์ อาจแสดงให้เห็นความสัมพันธ์บางประการที่สืบเนื่องต่อมาในช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ส่วนรายละเอียดของลวดลายนั้นมีความคล้ายคลึงกับลายบนภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ และเครื่องถ้วยเขมร ที่พบในประเทศกัมพูชา เช่น ลายคลื่น ลายเม็ดพริก ลายเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ รวมไปถึงลายรูปบุคคลที่มีการสวมเครื่องประดับและแต่งกายคล้ายภาพสลักที่ปรากฏบนปราสาทบายน ในประเทศกัมพูชา นอกจากนี้ยังพบว่า ลวดลายกลีบบัวคล้ายกับลายกรุยเชิงประดับปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และวัดไก่เตี้ย จังหวัดสุพรรณบุรี ในสมัยอยุธยาตอนต้น ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ส่วนลายกระหนกที่ใช้ประกอบรูปบุคคลในกรอบสี่เหลี่ยม คล้ายกับลายกระหนกที่ใช้ตกแต่งบนแผ่นทองกรอบสี่เหลี่ยมฉลุรูปม้า ซึ่งได้จากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะเช่นกัน           "การศึกษาภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาบ้านบางปูน ทำให้เห็นความสัมพันธ์ของเมืองต่าง ๆ ผ่านการรับส่งอิทธิพลซึ่งกันและกัน ดังลวดลายที่ปรากฏบนภาชนะ และยังสะท้อนให้เห็นเรื่องราวของผู้คนในอดีต ทั้งด้านวิถีชีวิต ด้านความเชื่อ ด้านประเพณี ด้านการรบ รวมไปถึงความรู้ด้านเทคนิคเทคโนโลยีในการผลิตภาชนะของแหล่งเตาเผาบ้านบางปูน" เรียบเรียงโดย นางสาวสโรชินี หง่าสงฆ์ ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี    



ประวัติศาสตร์โบราณคดีของจังหวัดชัยนาทชั้นบน จัดแสดงพระพิมพ์ที่ได้จากการดำเนินงานทางโบราณคดีในประเทศไทย ตั้งแต่พระพิมพ์ในศิลปะทวารวดี ศิลปะศรีวิชัย ศิลปะลพบุรี ศิลปะอยุธยา ศิลปะรัตนโกสินทร์ แม่พิมพ์พระพิมพ์ แผงพระพิมพ์ไม้ และพระพุทธรูปสำริดขนาดเล็ก ในห้องจัดแสดงชั้นบนนี้ มีโบราณวัตถุชิ้นสำคัญของชาติ คือ พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านนา อิทธิพลสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ 20 - 21 เป็นโบราณวัตถุที่เป็นสมบัติชิ้นสำคัญของชาติ พระพุทธรูปโบราณลักษณะนี้มีอยู่เพียงชิ้นเดียวในประเทศ


Messenger