ค้นหา


รายการที่พบทั้งหมด 38,844 รายการ

องค์ความรู้ประจำเดือนตุลาคม เรื่อง "หน้าบุคคลทั้ง ๔ บนซุ้มปราสาทเฟื้อง วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง"          ซุ้มปราสาทเฟื้อง เป็นชื่อเรียกของปราสาทขนาดเล็ก ตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้น ตั้งอยู่บนซุ้มประตูทางเข้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง กำหนดอายุจากรูปแบบศิลปะ อยู่ในช่วงครึ่งแรกพุทธศตวรรษที่ ๑๙ โดยคำว่า “เฟื้อง” มีความหมายว่า ขนาดเล็ก มีที่มาจากหน่วยนับเงิน ซึ่งมีค่าน้อยกว่าสตางค์         หน้าบุคคลทั้ง ๔  มีเค้าโครงของใบหน้าสี่เหลี่ยมและดวงตามองตรง ลักษณะการแสดงออกทางใบหน้าคล้ายคลึงกับประติมากรรมรูปใบหน้าบุคคล ๔ หน้า ที่ปรากฏในศิลปะเขมร สมัยบายน ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘  ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ความเชื่อเกี่ยวกับการสร้างซุ้มปราสาทเฟื้องนี้ มีข้อสันนิษฐาน ๒ แนวคิด คือ แนวคิดที่ ๑ สันนิษฐานว่า เป็นใบหน้าของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสมันตมุข ผู้คอยดูแลทุกข์สุขของคนโดยทั่วไป คำว่า สมันตมุข แปลว่า มีพระพักตร์รอบทิศหรือเห็นได้โดยรอบ มีความหมายสอดคล้องกับข้อความที่ปรากฏในคัมภีร์สัทธรรมปุณฑรีกสูตรที่กล่าวว่า พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรทรงดูแลสรรพสัตว์ ทุกภพทุกภูมิทุกทิศ ช่วยเหลือให้พ้นจากมหันตภัยนานัปการ  ส่วนแนวคิดที่ ๒ เชื่อว่าน่าจะหมายถึง ท้าวจตุโลกบาล หรือท้าวจาตุมหาราช หัวหน้าเทวดาในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช มีหน้าที่รักษาโลกในทิศทั้ง ๔  ซึ่งความหมายหลังนี้น่าจะมีความเป็นได้มากกว่าเพราะซุ้มปราสาทเฟื้องนี้อยู่ที่ประตูทางเข้าบรรณานุกรม ธีรนาฎ มีนุ่น, พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเอกาทศมุข ปางสมันตมุข [ออนไลน์], สืบค้นเมื่อ ๒๐  กันยายน ๒๕๖๔. แหล่งที่มา https://finearts.go.th/promotion/view/๑๖๘๑๔-พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเอกาทศมุข-ปางสมันตมุขศักดิชัย สายสิงห์. ศิลปกรรมโบราณในอาณาจักรสุโขทัย. นนทบุรี : มิวเซียมเพลส,๒๕๖๑. สงวน รอดบุญ. พุทธศิลป์สุโขทัย. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์, ๒๕๓๓. สันติ เล็กสุขุม. ศิลปะสุโขทัย. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๕๕. สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์, ม.ร.ว. ศิลปะร่วมแบบเขมรในประเทศไทย ภูมิหลังทางปัญญา-รูปแบบทาง ศิลปกรรม. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน,๒๕๓๗.


เลขทะเบียน : นพ.บ.186/7ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  52 หน้า ; 4.5 x 55 ซ.ม. : ทองทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 107 (123-132) ผูก 7 (2565)หัวเรื่อง : มหาวิภงฺคปาลิ, ปาจิตฺติปาลิ(บาฬีปาจิตตี)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.260/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 10 หน้า ; 5 x 56 ซ.ม. : ทองทึบ-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 116 (217-225) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : ฉลองข้าวแจก--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


ภาษา เอกสาร และหนังสือ



ชื่อเรื่อง                  เสร็จประพาสต้นในรัชกาลที่ 5ผู้แต่ง                     กรมศิลปากรประเภทวัสดุ/มีเดีย     หนังสือหายากISBN/ISSN             -หมวดหมู่                 ประวิติศาสตร์เลขหมู่                    915สถานที่พิมพ์             พระนคร  สำนักพิมพ์               กรมสรรสามิตปีที่พิมพ์                  2510ลักษณะวัสดุ             100 หน้า.ภาษา                      ไทยบทคัดย่อ/บันทึก


ชื่อเรื่อง : อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 2 ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2507 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์พระจันทร์จำนวนหน้า : 894 หน้า สาระสังเขป : อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทยเป็นหนังสือที่ราชบัณฑิตยสถานจัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมรายชื่อภูมิศาสตร์ที่มีอยู่ในท้องถิ่นต่าง ๆ ของประเทศไทย รวมทั้งลักษณะทั่วไปทางภูมิศาสตร์ครอบคลุมลักษณะภูมิศาสตร์ทั้งทางด้านกายภาพ ทรัพยากรธรรมชาติ การคมนาคม การปกครอง และประวัติความเป็นมา มีแผนที่ และภาพประกอบมาจัดทำคำอธิบายในรูปแบบของอักขรานุกรม (เรียงชื่อตามตัวอักษร)


กถากุสุมมญฺชรี นิทานเทียบสุภาษิต ภาค 4


เกร็ดความรู้ของที่ระลึกเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวโรกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช ๒๕๖๕ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ณ บ้านหนองหญ้าแก้ว ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ...................................................... *****ปราสาทสด๊กก๊อกธม เป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๑๕๙๕ ในรัชสมัยพระเจ้าอุทยาทิตยวรมันที่ ๒ (พ.ศ. ๑๕๙๓ – ๑๖๐๙) เพื่อประทานแด่พระราชครูที่ลาสิกขาจากสมณเพศนามว่า “ศรีชเยนทรวรมัน” หรือนามเดิมว่า “สทาศิวะ” โดยที่พระครูผู้มีศักดิ์เป็นพระชามาดา (ลูกเขย ) ของพระเจ้าสูรยวรมันที่ ๑ อีกทั้งยังเป็นผู้ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกถวายแด่พระเจ้าอุทยาทิตยวรมันที่ ๒ *****ทั้งนี้ จากการขุดค้น ขุดแต่ง และบูรณะปราสาทสด๊กก๊อกธม ได้พบชิ้นส่วนประติมากรรมหินแกะสลักรูปนักบวชหลายชิ้น ซึ่งอาจสื่อความหมายถึงพราหมณ์ “สทาศิวะ” และสายตระกูลพราหมณ์ที่มีบทบาทควบคู่กับพระมหากษัตริย์เขมรสมัยเมืองพระนครจนถึงพระเจ้าอุทยาทิตยวรมันที่ ๒ *****เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม ในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา ณ บ้านหนองหญ้าแก้ว ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว กรมศิลปากร ได้จัดทำประติมากรรมรูปนักบวชจำลอง เพื่อทูลเกล้า ฯ ถวายเป็นของที่ระลึก ทั้งนี้ ประติมากรรมหินแกะสลักรูปนักบวชเป็นชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมที่พบจากปราสาทสด๊กก๊อกธม ขนาดสูง ๒๑ ซม. กว้าง ๑๐ ซม. และหนา ๙ ซม. ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ++ผู้เรียบเรียง: นางสาววัชรี ชมภู ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี++


ชื่อเรื่อง                     คู่มือท่องเที่ยวจังหวัดปทุมธานีผู้แต่ง                       องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือท้องถิ่นISBN/ISSN                 -หมวดหมู่                   ภูมิศาสตร์และการท่องเที่ยว เลขหมู่                      915.9313 อ114คสถานที่พิมพ์               ปทุมธานีสำนักพิมพ์                 องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ปีที่พิมพ์                    ม.ป.ป.ลักษณะวัสดุ               36 หน้า : ภาพประกอบ ; 21 ซม.หัวเรื่อง                     ปทุมธานี - - ภูมิประเทศและการท่องเที่ยว         ภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึก           เนื้อหาประกอบด้วยข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว ประเพณี สินค้า ที่พัก และร้านอาหารจังหวัดปทุมธานี  



         หนังสือ “ทรัพยศาสตร์” เขียนโดยมหาอํามาตย์เอก พระยาสุริยานุวัตร นักเศรษฐศาสตร์คนแรกของประเทศไทย ตำราเศรษฐศาตร์สมัยใหม่เล่มแรกของประเทศ ซึ่งหนังสือดังกล่าวเป็นการนำเสนอแนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์ของ พระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค พ.ศ. 2405 - 2479) ซึ่งเป็นบุตรของพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) สมุหกลาโหมฝ่ายเหนือกับหม่อมศิลา เมื่อแรกรับราชการมีตำแหน่งเป็นมหาดเล็กวิเศษ (เวรฤทธิ์) ภายหลังได้เลื่อนขั้นตำแหน่งตามโอกาส เป็นอัครราชทูตประจำประเทศฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และรัสเซีย  เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรกพระยาสุริยานุวัตรได้มารับเสด็จที่เมืองเวนิสประเทศอิตาลี จากพระราชหัตถเลขาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่พระยาสุริยานุวัตร เห็นได้ว่าในขณะนั้นเป็นผู้ใกล้ชิดที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระองค์ และทรงมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลการศึกษาของพระราชโอรสที่กำลังศึกษาอยู่ในยุโรป  พ.ศ. 2449 พระยาสุริยานุวัตรได้รับแต่งตั้งเป็นเสนาบดีกระกระทรวงการคลัง ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. 2449 - 2450  ทั้งนี้บ้านสุริยานุวัตร เป็นบ้านที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานเพื่อตอบแทนคุณความดี ในการปฏิบัติราชการด้วยความสามารถ ความเพียร และซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอดของ "พระยาสุริยานุวัตร” ออกแบบก่อสร้างโดยนายมารีโอ ตามัญโญ สถาปนิกชาวอิตาเลียน ก่อสร้างขึ้นในราวปี 2448 ที่ออกแบบก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม ทั้งนี้อาคารดังกล่าวเป็นที่ทำงานถาวรหลังแรกของสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) หน่วยงานด้านการวางแผนพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ            หนังสือทรัพยศาสตร์ เป็นการนําเสนอแนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่เขียนโดยคนไทย ในปี พ.ศ. 2454 ประกอบด้วยหนังสือ ๓ เล่ม ได้แก่ ทรัพยศาสตร์ ชั้นต้น หรือ เล่ม 1 และ เล่ม 2  ส่วนเล่ม 3 ใช้ชื่อหนังสือ เศรษฐกิจ-การเมือง หรือเศรษฐวิทยา จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2477 หนังสือดังกล่าวสะท้อนภาพโครงสร้างและปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ผู้เขียนมุ่งหวังจะเห็นประเทศไทยพัฒนาไปสู่ความมั่นคั่ง เข้มแข็ง เป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองและมีความเป็นธรรมในสังคม พร้อมทั้งนำเสนอแนวความคิดที่ก้าวหน้าจนแทบไม่มีใครในยุคนั้นตามทัน            ความสำคัญของหนังสือทรัพยศาสตร์อยู่ที่การวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ชี้สภาพความยากจนของชาวนาไทยและอธิบายถึงความยากจนอันเกิดจากการถูกขูดรีด การเอารัดเอาเปรียบของระบบนายทุน ทั้งนี้เป็นผลจากที่ดินและทุน นับว่าเป็นหนังสือเศรษฐกิจการเมืองไทยเล่มแรกที่วิเคราะห์และวิจารณ์ระบบศักดินา เสริมด้วยเรื่องนายทุนของประเทศไทยพร้อมกับวิจารณ์ระบบที่เป็นมา พระยาสุริยานุวัตรเสนอให้เปลี่ยนโครงสร้างระบบกรรมสิทธิ์ของไทยใหม่ กระจายกรรมสิทธิ์ในเรื่องของการผลิตก่อน และสมาชิกนำปัจจัยมารวมกันในขบวนการผลิตในรูปแบบสหกรณ์ โดยยึดหลักการช่วยเหลือซึ่งกันและกันแทนการแข่งขันและการขูดรีด           เมื่อพิจารณาความรู้จาก “ทรัพยศาสตร์” จะทำให้ผู้อ่านเห็นถึงโครงสร้างกรรมสิทธิ์ และการผลิตของเศรษฐกิจไทยในอดีต สภาพความยากจนของชาวนาไทย ซึ่งหนังสือดังกล่าวได้เปิดเผยความจริงของชีวิตภายใต้ระบบศักดินา การมีระบบชนชั้น ซึ่งถือได้ว่าการอ่านทรัพยศาสตร์คือการรับรู้ปัญหาของเศรษฐกิจไทยเมื่อครั้ง 63 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้วไม่ต่างกับปัญหาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน   ------------------------------------------------------ บรรณานุกรม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.  ทรัพยศาสตร์ ชั้นต้น เล่ม 1 - ๒.  กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ 21 เซ็นจูรี,  2565. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.  เศรษฐกิจ-การเมือง หรือ เศรษฐวิทยา เล่ม 3.  กรุงเทพฯ:  โรงพิมพ์ 21 เซ็นจูรี,  2565. “บ้านสุริยานุวัตร” จากบ้านของนักเศรษฐศาสตร์ไทยคนแรก สู่อาคารสำนักงานของสภาพัฒน์.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๑๖ พฤษภาคม 2565, จาก: ttps://www.nesdc.go.th/ewt_news.php?nid=7028&filename=index  ------------------------------------------------------- เรียบเรียงข้อมูลโดย : อรวรรณ เพ็งฉิม บรรณารักษ์ชำนาญการ สำนักหอสมุดแห่งชาติ  


อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ขอเผยแพร่ องค์ความรู้ประจำเดือนกันยายน เรื่อง "โพธิฆระ แห่งเมืองศรีสัชนาลัย"ต้นพระศรีมหาโพธิ์ถือเป็นต้นไม้ที่มีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เนื่องจากในตอนที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ พระองค์ประทับอยู่ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ จึงเกิดเป็นแนวคิดที่ว่าพระศรีมหาโพธิ์เป็นสิ่งสักการะบูชาแทนองค์พระพุทธเจ้า เมื่อพุทธศาสนาได้แผ่ขยายมายังศรีลังกา จึงได้มีการอัญเชิญต้นพระศรีมหาโพธิ์จากพุทธคยามาปลูกที่ศรีลังกาด้วย และได้มีการสร้างเรือนหรือฐานสำหรับปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ เรียกว่า “โพธิฆระ” ต่อมาในสมัยสุโขทัยก็ได้มีการอัญเชิญต้นพระศรีมหาโพธิ์จากศรีลังกามาปลูกภายในอาณาจักรสุโขทัย ดังที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกหลายหลัก เช่น ศิลาจารึกวัดศรีชุม (ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐) ที่กล่าวถึงพระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามุนีได้อัญเชิญต้นพระศรีมหาโพธิ์จากศรีลังกามาปลูกไว้ยังอาณาจักรสุโขทัย ความว่า “…พระศรีมหาโพธินครสิงหลนั้นก็ดี สมเด็จพระมหาเถรเป็นเจ้า เอามาปลูกเหนือดิน…” และศิลาจารึกนครชุม (พุทธศักราช ๑๙๐๐) กล่าวถึงการอัญเชิญต้นพระศรีมหาโพธิ์พร้อมด้วยพระบรมสารีริกธาตุจากศรีลังกามาประดิษฐานที่อาณาจักรสุโขทัย โดยปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ด้านหลังพระมหาธาตุ ความว่า “…พระมหาธาตุอันนี้ใช่ธาตุอันสามานย์ คือพระธาตุแท้จริงแล้ เอาลุกแต่ลังกาทวีปพู้น มาดาย เองทั้งพืชพระศรีมหาโพธิ อันพระพุทธเจ้าเราเสด็จอยู่ใต้ต้นแลผจญ พลขุนมาราธิราช ได้ปราบแก่สัพพัญญุตญาณเป็นพระพุทธ มาปลูกเบื้องหลังพระมหาธาตุนี้...” เป็นต้น โดยที่เมืองศรีสัชนาลัย พบโบราณสถานที่ปรากฏร่องรอยของการปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ ได้แก่ วัดเจดีย์เจ็ดแถวและวัดยายตามีรายละเอียด ดังนี้ ซึ่งวัดเจดีย์เจ็ดแถว เป็นวัดที่ตั้งอยู่กลางเมืองศรีสัชนาลัย สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ โดยบริเวณด้านหลังของเจดีย์ประธาน นอกกำแพงแก้วของวัด มีฐานศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดประมาณ ๑๗ x ๑๗ เมตร ก่อล้อมทั้งสี่ด้าน อยู่ในแนวแกนเดียวกับวัด ส่วนวัดยายตา เป็นวัดที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตก นอกกำแพงเมืองศรีสัชนาลัย สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๑ ด้านหลังวิหารที่เชื่อมต่อกับมณฑป ปรากฏแนวศิลาแลงก่อในผังแปดเหลี่ยมขนาดประมาณ ๗ x ๗ เมตร โดยเอนออกจากแนวแกนวัดเล็กน้อย  เมื่อพิจารณาจากรูปแบบของฐานศิลาแลงที่ไม่ใช่ก่อเพื่อสร้างเจดีย์หรืออาคาร และตำแหน่งที่ตั้งที่สร้างอยู่ในแนวแกนเดียวกับวัด สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งก่อสร้างดังกล่าวมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าพระพุทธรูปที่ประดิษฐานภายในวิหาร หรือพระธาตุภายในเจดีย์ประธาน จึงสันนิษฐานว่าฐานศิลาแลงที่ปรากฏอยู่ภายในทั้งสองวัดนี้เป็นโพธิฆระแห่งเมืองศรีสัชนาลัยนั่นเองเอกสารอ้างอิงกรมศิลปากร. ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ ๘ จารึกสุโขทัย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๔๘.________. ทำเนียบโบราณสถาน ศรีสัชนาลัย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สมาพันธ์, ๒๕๓๕.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. พุทธศิลป์ลังกา. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๕๖.________.บทบาทของลังกาทวีปในฐานะศูนย์กลางพุทธศาสนาต่อพุทธศิลป์ไทย เข้าถึงเมื่อ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๕ https://www.sac.or.th/.../sac.../research-item-search.php...


พระพิมพ์ปางมารวิชัยและปางนาคปรก ประทับสามองค์ .. ศิลปะลพบุรี (ศิลปะเขมรในประเทศไทย) มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๘ หรือประมาณ ๘๐๐ – ๙๐๐ ปีมาแล้ว เป็นพระพิมพ์ที่สร้างจากดินเผา มีขนาด กว้าง ๕ เซนติเมตร สูง ๗.๕ เซนติเมตร พระชัยนาทมุนี (นวม สุทัตโต) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุวรวิหาร และอดีตเจ้าคณะจังหวัดชัยนาท มอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี เก็บรักษาไว้ .. พระพิมพ์องค์นี้ตรงกลางเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องปางมารวิชัย ถึงแม้ว่าจะเห็นรายละเอียดเครื่องทรงของพระพุทธรูปไม่ชัดนักแต่สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องคือ มีเครื่องประดับสวมรัดต้นแขนของพระพุทธรูป ซึ่งก็คือเครื่องประดับที่มีชื่อเรียกว่า “พาหุรัด” เป็นหนึ่งในเครื่องประดับที่มักพบประดับอยู่บนพระพุทธรูปทรงเครื่อง ครองจีวรห่มเฉียง ประทับบนฐานบัว ประดิษฐานภายในซุ้มเรือนแก้ว ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ส่วนพระพุทธรูปที่ประกอบอยู่ทางด้านซ้ายและขวาของพระพุทธรูปองค์กลางนั้น เป็นพระพุทธรูปนาคปรก .. สันนิษฐานว่าพระพิมพ์ดินเผานี้สร้างขึ้นตามคติเรื่องตรีกาย ของพุทธศาสนามหายาน ที่มีแนวความเชื่อว่า พระพุทธเจ้านั้นมี ๓ กาย อันได้แก่ ๑. ธรรมกาย คือ หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ๒. สัมโภคกาย คือ กายทิพย์หรือกายละเอียดของพระพุทธเจ้า และ ๓. นิรมาณกาย คือ กายที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนมนุษย์ทั่วไป ซึ่งบางทีเรียกว่า รูปกาย มีการพบพระพิมพ์ดินเผารูปแบบนี้ในหลายพื้นที่ในประเทศไทย เช่น พบที่ปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี พบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี พบที่กรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบที่วัดชุมนุมสงฆ์ (ร้าง)จังหวัดสุพรรณบุรี พบที่โบราณสถานบริเวณเมืองเก่าสุโขทัย วัดมหาธาตุ วัดพระพายหลวง เป็นต้น



Messenger