ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,763 รายการ
กรมศิลปากร ขอเชิญชวนประชาชนชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดใกล้เคียง ร่วมพิธีสมโภชองค์พระกฐินพระราชทานกรมศิลปากร ณ วัดชุมพลนิกายารามราชวรวิหาร ในวันศุกร์ที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ เวลา ๑๘.๐๐ น. และขอเชิญชมการแสดงโขน เรื่อง "รามเกียรติ์ ตอนศึกโรมคัลทศกัณฐ์พ่าย" โดยศิลปินจากสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ในเวลา ๑๙.๐๐ น. ณ ลานจอดรถ โรงเรียนวัดชุมพลนิกายาราม ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชมฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่าย
เนื้อเรื่องโดยย่อ การแสดงโขน เรื่อง "รามเกียรติ์ ชุด ศึกโรมคัล ทศกัณฐ์พ่าย"
เมื่อทศกัณฐ์ทำสงครามกับพระรามเพื่อแย่งชิงนางสีดา เป็นเหตุให้เหล่าอสูรพระญาติวงศ์และพันธมิตรต้องล้มตายไปมากมาย เพราะถูกพระราม พระลักษมณ์และพลวานรเข่นฆ่า แต่ทศกัณฐ์ไม่ยอมแพ้และไม่ยอมส่งนางสีดาคืนให้พระรามเลือกที่จะทำสงครามต่อไป จึงบัญชาให้พญาแสงอาทิตย์ อุปราชเมืองโรมคัล พระราชนัดดา ผู้เรืองอานุภาพด้วยแว่นกายสิทธิ์ส่องต้องผู้ใดจะมอดไหม้เป็นเถ้าธุลีมาช่วยรบ แต่สมเด็จพระรามก็ล่วงรู้ถึงฤทธิ์เดชของแว่นวิเศษแสงอาทิตย์ ซึ่งพระพรหมมานประทานให้จากพญาพิเภกโหรา จึงบัญชาให้องคตแปลงเป็นพี่เลี้ยงแสงอาทิตย์ชื่อ จิตรไพรี ไปลวงขอแว่นมณีจากพระพรหมมาทำลาย โดยขอให้พิเภกแปลงกายเป็นจิตรไพรีเพื่อให้องคตจดจำรูปร่าง เมื่อองคตไปลวงเอาแว่นของแสงอาทิตย์มาถวายได้สำเร็จ พระราม พระลักษมณ์จึงยกไพร่พลวานรออกไปทำศึกกับแสงอาทิตย์ แล้วทั้งสองพระองค์ก็แผลงศรสังหารแสงอาทิตย์และจิตรไพรีถึงแก่ความตาย ฝ่ายทศกัณฐ์รู้ข่าวว่าแสงอาทิตย์ราชนัดดาถูกพระรามฆ่าตาย ก็เสียพระทัยและแค้นใจ จึงยกกองทัพออกไปรบสู้หมายทำลายล้างพระราม พระลักษมณ์และพวกวานรให้พินาศแต่ก็มิอาจเอาชนะได้ จนกระทั่งการสู้รบล่วงใกล้ค่ำทศกัณฐ์จึงต้องถอยทัพคืนกลับเข้ากรุงลงกา
ชื่อเรื่อง ทฺวาทสปริตฺต(สวดมนต์สิบสองตำนาน)
สพ.บ. อย.บ.7/1ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 34 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 55.5 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา บทสวด พระวินัย คำสอน
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ภาษามอญ เส้นจาร ฉบับทองทึบ ลานดิบ ล่องชาด ได้รับบริจาคมาจาก วัดประดู่ทรงธรรม จ.พระนครศรีอยุธยา
ส่งเสริมการอ่านผ่าน Facebook กับหอสมุดแห่งชาติชลบุรี
แนะนำหนังสือหมวดหมู่ปรัชญา โดย นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพสาขาวิชาศาสนาและปรัชญา คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
นิยามปรัชญาสำหรับเด็กในฐานะที่เป็นปรัชญาที่ได้ประยุกต์เพื่อการศึกษา โดยมีจุดประสงค์ในสร้างนักเรียนที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการให้เหตุผล (reasoning) และการตัดสิน (judgement) ให้ดียิ่งขึ้น ในแง่นี้ปรัชญาสำหรับเด็กจึงเป็นปรัชญาประยุกต์รูปแบบหนึ่งแต่ไม่ใช่ในลักษณะที่เป็นการทำความเข้าใจกับแนวคิดของนักปรัชญา ปรัชญาสำหรับเด็กจึงไม่ได้หมายถึงการให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับปรัชญา (learn about philosophy) ไม่ใช่การสอนประวัติศาสตร์ความคิดของนักปรัชญา แต่เป็นการให้เด็กทำปรัชญา (do philosophy) โดยมุ่งเน้นการสอนที่เป็นไปในลักษณะที่เป็นการสอนเพื่อการคิด
ปรัชญาสำหรับเด็ก(Philosophy for Children) มีจุดประสงค์หลัก คือ เพื่อช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะคิดได้ด้วยตนเอง โดยผ่านสื่อที่มีลักษณะเชิงเรื่องเล่า ซึ่งช่วยเร้าให้เกิดการสนทนา เกิดกระบวนการคิดเชิงวิพากษ์ ด้วยการสืบสอบ การใช้เหตุผล การสร้างมโนทัศน์ และการสื่อสารความหมายสู่คนอื่นโดยวิธีการที่ลิปแมนเรียกว่า ชุมชนแห่งการสืบสอบ ปรัชญาสำหรับเด็กมีเป้าหมายที่จะช่วยส่งเสริมให้เด็กปรับปรุงการคิดใน 3 ด้าน คือ การคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) การคิดเชิงสร้างสรรค์ (creative thinking) และการคิดเชิงอาทร (caring thinking) ลักษณะการคิดทั้งสามด้านที่แตกต่างกันนี้เชื่อมโยงได้กับอุดมคติของปรัชญากรีกในด้านความจริง(Truth) ความงาม(Beauty) และความดี(Goodness)ดังหนังสือสำหรับเด็กที่จะยกตัวอย่างต่อไปนี้
เรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งที่ชื่อ "จอร์จ" และ "คุณยาย" ที่ขี้บ่น เห็นแก่ตัว จอร์จไม่ค่อยชอบหน้ายายเท่าไหร่นัก จึงเป็นที่มาของเรื่องราววุ่นๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย เริ่มจากการที่จอร์จต้องการจะแกล้งยายคืน หลังจากที่ยายแกล้งเขาจนขวัญกระเจิง จึงผสมยาสูตรต่างๆ ให้ยายทาน ผลคือยายกลับมีรูปร่างสูงใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนทะลุหลังคาบ้าน เรื่องราวดูเหมือนจะจบลงที่ เขาผสมยาสูตรใหม่ขึ้นมาเพื่อให้ยายดื่มแล้วตัวเล็กลง แต่กลับกลายเป็นว่าคุณยายตัวเล็กลงเรื่อยๆ จนหายไปในที่สุด
องค์ความรู้ เรื่อง เพลงยาวเจ้าฟ้ากรมขุนกระษัตรานุชิตทรงปฏิสังขรณ์วัดอไภยทาราม บันทึกการปฏิสังขรณ์พระอารามครั้งใหญ่สมัยรัชกาลที่ ๑ โดย นายปารเมศ อภัยฤทธิรงค์ นักอักษรศาสตร์ปฏิบัติการ กลุ่มภาษาและวรรณกรรม สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 136/1 เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 172/1 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 51/3ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 20 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 58 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
"ลัดเลาะสำรวจเตาเผาภาชนะในวัฒนธรรมเขมรโบราณ ย่านอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์"
จากการสำรวจแหล่งเตาเผาภาชนะ ในวัฒนธรรมเขมรโบราณ พื้นที่ อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า แหล่งโบราณคดี ประเภท เตาเผาโบราณ จะมีลักษณะภูมิประเทศเป็นโนนดินขนาดใหญ่ รูปทรงกลม หรือรี
หลักฐานทางโบราณคดีที่มักพบจากแหล่งเตาเผาภาชนะ ในวัฒนธรรมเขมรโบราณ แน่นอนว่าหัวใจของแหล่งเตาเผาภาชนะโบราณ เราต้องพบ (1) ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อแกร่ง ตกเเต่งด้วยวิธีการเคลือบน้ำเคลือบสีน้ำตาล เเละเคลือบน้ำเคลือบสีเขียว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของเตา ใช้อุณหภูมิประมาณ 1,200-1,300 ปีมาเเล้ว (2) กี๋เม็ด เเละ (3) ร่องรอยโครงสร้างเตาเผาที่มีลักษณะเป็นก้อนดินเผาไฟขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่าเป็นผนังเตา ซึ่งจะแตกต่างจากแหล่งโบราณคดี ประเภท แหล่งถลุงเหล็ก เพราะไม่พบร่องรอยขี้แร่ (slag) ท่อลม (tuyère) หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการถลุงเหล็ก
สำหรับ กี๋เม็ด มีลักษณะเป็นก้อนดินปั้นด้วยมือ มีรูปทรงกลม หรือเกือบกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-5 เซนติเมตร โดยยิ่งเตาเผามีขนาดใหญ่ เราจะยิ่งพบกี๋เม็ดเป็นจำนวนมาก จากร่องรอยกี๋เม็ดที่พบบนชิ้นส่วนภาชนะดินเผา พบว่า กี๋เม็ดจะถูกวางอยู่บริเวณก้นหรือขอบของภาชนะ เพื่อให้ภาชนะเกิดช่องว่าง เเละเมื่อเวลาเผาน้ำเคลือบเเต่ละใบ จะไม่ไหลเชื่อมติดกัน คนโบราณจึงได้ภาชนะที่มีความสมบูรณ์ ไม่ติดกันจนเป็นของเสีย
สำหรับผลิตภัณฑ์ภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาบ้านกรวด ถูกพบกระจายหลายเมืองโบราณในดินเเดนไทย ที่ปรากฏร่องรอยวัฒนธรรมเขมรโบราณ อาทิ เมืองพิมาย เมืองสุโขทัย เมืองลพบุรี เมืองสุพรรณบุรี เมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี เเละศาสนสถานในวัฒนธรรมเขมรโบราณ ที่ถูกสร้างขึ้นเเละใช้งานในช่วงเวลาดังกล่าว
ที่ผ่านมากรมศิลปากรกำหนดอายุสมัยเตาผลิตภาชนะดินเผา ในวัฒนธรรมเขมรโบราณ ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ อยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15-18 ทั้งนี้ การกำหนดอายุดังกล่าวยังเป็นข้อถกเถียง สืบเนื่องมาจากอุปกรณ์เเละเครื่องมือในอดีตที่ยังไม่ทันสมัยนัก การกำหนดอายุจึงเป็นอีกหนึ่งวัตถุประสงค์ที่ทำให้เกิดโครงการศึกษาทางโบราณคดีเพื่อจัดลำดับอายุสมัยแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาประเภทเนื้อแกร่ง ในประเทศไทย โดยกองโบราณคดี กรมศิลปากร ขึ้นในครั้งนี้
จากจำนวนแหล่งโบราณคดี ประเภท เตาเผาภาชนะ ในวัฒนธรรมโบราณ สะท้อนให้เห็นว่า พื้นที่อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15-18 ซึ่งเป็นช่วงที่วัฒนธรรเขมรโบราณแผ่อิทธิพลเข้ามายังพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงของดินเเดนไทย คงเป็นพื้นที่ผลิตภาชนะดินเผาที่ตกแต่งด้วยวิธีการเคลือบน้ำเคลือบสีน้ำตาล และเคลือบน้ำเคลือบสีเขียว ในระดับอุตสาหกรรม ของวัฒนธรรมเขมรโบราณ
ถ้าทุกท่านอยากชมแหล่งเตาโบราณที่ขุดศึกษาทางโบราณคดี มีอาคารหลังคาคลุมเรียบร้อยแล้ว ก็ขอเชิญชวนมาชม แหล่งเตาโบราณนายเจียน และแหล่งเตาโบราณสวาย ที่อำเภอบ้านกรวด แดนดินถิ่นเตาโบราณในวัฒนธรรมเขมรโบราณ กันได้นะครับ
อ้างอิงข้อมูลจาก
หนังสือ
1) กรมศิลปากร. เครื่องถ้วยลพบุรีจากแหล่งเตาเผาบุรีรัมย์. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร. 2532.
2) รัชนก โตสุพันธุ์ เเละสถาพร เที่ยงธรรม. โบราณคดีวิเคราะห์ 2 : เครื่องถ้วยบุรีรัมย์และเครื่องถ้วยสุโขทัย. กรุงเทพฯ: สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร. 2539.
สัมภาษณ์
1) นายสุรพล เทวัญรัมย์. รองฯประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอบ้านกรวด. สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2566
2) นางสาวอิสราวรรณ อยู่ป้อม นักโบราณคดีชำนาญการ กองโบราณคดี กรมศิลปากร. สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2566
"โบราณสถาน โบราณวัตถุ เป็นสมบัติของชาติ ต้องช่วยกันรักษาไว้"
เรียบเรียงนำเสนอโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ
ดำรง หรือ รงค์ วงศ์อุปราช เกิดเมื่อ พ.ศ. 2479 ที่จังหวัดเชียงราย เริ่มเรียนศิลปะที่โรงเรียนเพาะช่าง จากนั้นเข้าศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรมและประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2505 ได้รับทุนการศึกษาจากบริติช เคานซิล ให้ไปศึกษาต่อที่ Slade School of Fine Arts กรุงลอนดอน ต่อมาในปี 2511 ได้รับทุนจอห์น ดี. ร็อกกี้เฟลเลอร์ ที่ 3 เพื่อไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เมืองฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกา และในปี 2512 ไปศึกษาเพิ่มเติมทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปะที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เมืองนิวยอร์ก หลังจากสำเร็จการศึกษา ดำรงได้กลับมาเป็นอาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และร่วมก่อตั้งหมวดวิชาทัศนศิลป์ พ.ศ. 2519 ได้รับทุนจากเจแปนฟาวน์เดชั่นและเป็นศิลปินในพำนัก ณ เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น พ.ศ. 2539 เกษียณอายุราชการในตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์
ดำรงเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการศิลปะ จากการส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ครั้งที่ 7 – 15 (พ.ศ. 2499 – 2507) ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวด ได้รับรางวัลเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง 1 ครั้ง รางวัลเกียรตินิยมอันดับ 2 เหรียญเงิน 4 ครั้ง และรางวัลเกียรตินิยมอันดับ 3 เหรียญทองแดง 3 ครั้ง ผลงานที่สร้างชื่อให้แก่ดำรงคือ ภาพ “หมู่บ้านชาวประมง” เขียนด้วยสีฝุ่นบนผ้า ได้รับรางวัลเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง สาขาจิตรกรรม การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 11 (พ.ศ. 2503)
ดำรงเป็นศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่อง ผลงานในระยะแรกนำเสนอภาพวิถีชีวิตและทิวทัศน์ชนบทของไทยที่ถ่ายทอดด้วยแนวทางของศิลปะสมัยใหม่ ดำรงใช้สีฝุ่นและเฉดสีที่สมดุลในการสร้างสรรค์ผลงาน นอกจากนี้ ยังใช้เส้นสีดำคมชัดในการตัดขอบองค์ประกอบต่างๆ ในภาพ บรรยากาศของผลงานดูสงบ สะท้อนถึงความเรียบง่ายของวิถีชีวิตคนไทยในชนบท ผลงานในระยะแรกนับเป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับดำรงเป็นอย่างมาก
ผลงานชิ้นสำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่ ภาพเขียนสีฝุ่นและสีน้ำมันที่ถ่ายทอดทิวทัศน์บ้านเรือนของชาวไร่ชาวนา และภาพวิถีชีวิตของชาวประมงหรือชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมคลอง ผลงาน “หมู่บ้านชาวประมง” ซึ่งจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ นับเป็นตัวอย่างหนึ่งของผลงานที่ควบคุมสีภายในภาพด้วยสีเหลืองและสีน้ำตาลเฉดต่างๆ อย่างสมดุล แต่งแต้มด้วยสีแดงและสีขาวบางส่วนเพื่อทำให้เกิดจุดนำสายตาและลดทอนความราบเรียบของผลงาน นอกจากภาพเขียนสีฝุ่นและสีน้ำมันแล้ว ดำรงยังสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบเดียวกันด้วยเทคนิคต่างๆ บนวัสดุอันหลากหลาย
ในสูจิบัตรการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 11 (พ.ศ. 2503) ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้บันทึกเกี่ยวกับดำรงและผลงานในระยะแรกไว้ว่า “...นายดำรง วงศ์อุปราช เป็นช่างเขียนหนุ่ม ซึ่งจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากความเป็นไทย... ดำรงเขียนภาพให้มีส่วนละเอียดได้อย่างถูกต้องเหมือนอย่างศิลปินโบราณทีเดียว... เรารู้สึกสบายใจและมีความใฝ่ฝันที่จะไปอยู่ในดินแดนเช่นนั้นกับบุคคลเหล่านั้น ขอย้ำว่าเราได้กล่าวถึงภาพเขียนเหล่านี้เมื่อปีที่แล้วว่า ช่างเขียนมิได้เขียนภาพคนแต่ถ้าว่าเรามีความรู้สึกประทับใจอย่างยิ่งในอันที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับชาวชนบทที่ดี มีสุขภาพแข็งแรง เมื่อได้เห็นภาพของชนบทเช่นนั้น...”
ดำรงเป็นศิลปินที่มีประสบการณ์จากการเดินทางไปศึกษาค้นคว้าวิจัยทางด้านศิลปะในหลายประเทศ รูปแบบของผลงานจึงแปรเปลี่ยนไปตามประสบการณ์และความสนใจของศิลปินในแต่ละช่วงเวลา ราวปี 2504 ดำรงเริ่มเขียนภาพแนวคิวบิสม์มากขึ้น จนกระทั่งคลี่คลายจากรูปแบบเหมือนจริงที่นิยมเขียนในระยะแรกไปสู่แนวนามธรรมและเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ในช่วงปลายทศวรรษเป็นต้นไป ผลงานในระยะนี้มีรูปทรงอิสระ แสดงออกด้วยฝีแปรงที่เคลื่อนไหวอย่างรุนแรง สีสันสดใส แตกต่างจากผลงานในระยะแรกอย่างชัดเจน ผลงานบางชิ้นยังแสดงให้เห็นถึงแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตและเรื่องราวในชนบทของไทย ผ่านวัตถุซึ่งถูกลดทอนรายละเอียดให้เหลือเพียงรูปทรงเรขาคณิต
ในระหว่างที่เป็นศิลปินในพำนัก ณ เมืองเกียวโต ดำรงเริ่มกลับมาสร้างสรรค์ผลงานด้วยรูปแบบเหมือนจริงกึ่งนามธรรมอีกครั้ง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะและวัฒนธรรมพื้นบ้านของญี่ปุ่น โดยเฉพาะเสาโทริหรือซุ้มประตูสีแดงขนาดใหญ่ของวัดในศาสนาชินโต เมื่อกลับมาพำนักที่ประเทศไทย ดำรงได้สร้างสรรค์ผลงานชุดใหม่ด้วยแรงบันดาลใจจากวิถีความเป็นอยู่ในชนบทและทิวทัศน์บ้านเรือนของชาวนาไทยอีกครั้ง รูปแบบการเขียนภาพมีความคล้ายคลึงกับผลงานในระยะแรก แต่แสดงให้เห็นถึงภูมิทัศน์ชนบทที่สงบ เรียบง่าย ในมุมมองที่กว้างไกลและลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม โดยปราศจากรูปคน
ดำรงเป็นทั้งศิลปิน ครูสอนศิลปะ นักวิชาการ ควบคู่ไปกับการเป็นภัณฑารักษ์และบริหารจัดการหอศิลป์ ในปี 2542 ได้รับเกียรติยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ในฐานะศิลปินที่สร้างคุณูปการต่อวงการศิลปะไทยตลอดระยะเวลาเกือบ 50 ปี แม้ว่าจะเริ่มต้นชีวิตการเป็นศิลปินตั้งแต่วัยหนุ่ม ผ่านพ้นวันวานแห่งความรุ่งโรจน์ แต่ยังคงทำงานศิลปะจวบจนปีสุดท้ายของชีวิต ดำรง วงศ์อุปราช ถึงแก่กรรมในปี 2545 สิริอายุ 66 ปี
#ดำรงวงศ์อุปราช
#ศิลปกรรมสมัยรัชกาลที่๙
#ศิลปินแห่งนวสมัย #หอศิลป์แห่งชาติ
#หอศิลป์แห่งชาติถนนเจ้าฟ้า
ที่มา
1. หนังสือ “5 ทศวรรษศิลปกรรมแห่งชาติ 2492 – 2541” โดย หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
2. หนังสือ “ดำรง วงศ์อุปราช: ทัศนศิลป์แห่งชีวิต” โดย หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
ที่มาภาพ
1. www.monwic.com
เลขวัตถุ
ชื่อวัตถุ
ขนาด (ซม.)
ชนิด
สมัยหรือฝีมือช่าง
ประวัติการได้มา
ภาพวัตถุจัดแสดง
41/2553
(21/2549)
ชิ้นส่วนภาชนะดินเผา ลักษณะคล้ายครก เนื้อหนา ด้านในเรียบ ด้านนอกตกแต่งลายขูดขีด
ส.6.5
ปก.14
ดินเผา
ก่อนประวัติศาสตร์ ยุคเหล็ก อายุราว 1,500 ปี
ได้จากบ้านเขาเพิ่ม อำเภอบ้านนา จ.นครนายก เมื่อประมาณ พ.ศ. 2539
เลขทะเบียน : นพ.บ.478/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 34 หน้า ; 5 x 56 ซ.ม. : รักทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 162 (195-204) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : มหามูลลนิพาน--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ศีรษะนางแมว
ศิลปะรัตนโกสินทร์ ประมาณ พ.ศ. ๒๔๓๐
สมบัติของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) เจ้าจอมมารดามรกฎในรัชกาลที่ ๕ มอบให้เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๙
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ พระที่นั่งทักษิณาภิมุข หมู่พระวิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ศีรษะนางแมว (หัวโขนนางวิฬาร์) ประดิษฐ์ด้วยโลหะทองแดง ประดับแก้ว โดยลักษณะของนางวิฬาร์ น่าจะตรงกับคุณลักษณะแมวสายพันธุ์โกญจาซึ่งมีขนสีดำละเอียด นัยน์ตาสีดอกบวบ
ศีรษะนางแมว ใช้สำหรับแสดงละครนอกเรื่อง ไชยเชษฐ์ นิทานพื้นบ้านที่มามาแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และมีผู้นำนิทานเรื่องนี้มาเล่นเป็นละครเพราะเรื่องราวที่สนุกสนาน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงนำนิทาน เรื่องไชยเชษฐ์ มาพระราชนิพนธ์เป็นบทละครนอก เดิมละครนอกเป็นละครที่ราษฎรเล่นกัน ผู้ชายแสดงเป็นตัวละครทั้งหมด พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องไชยเชษฐ์ เพื่อให้เป็นบทละครนอกของหลวง และโปรดให้ผู้หญิงที่เป็นละครหลวงแสดงอย่างละครนอก
หัวโขนนางวิฬาร์นี้ เดิมเป็นของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง ผู้ก่อตั้งคณะละคร และโรงละคร “ปรินซ์เธียร์เตอร์” (Prince Theatre) กระทั่งถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ วันที่ ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๗ เครื่องละครส่วนหนึ่งตกเป็นมรดกของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม* ซึ่งเจ้าจอมมารดามรกฎ (ธิดา) ได้นำมาทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ดังปรากฏใน “หนังสือราชการ ปี ๑๑๕ เรื่องศีศะละครที่ส่งไปไว้ในพิพิธภัณฑ์” ระบุรายการเครื่องละครทั้งสิ้น ๑๘ รายการ และหนึ่งในรายการเครื่องละครที่ส่งมาให้แก่ทางพิพิธภัณฑ์คือ “ศีรสะแมว ๑”
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระแสรับสั่งถึงเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค)** ลงวันที่ ๓ ตุลาคม ร.ศ. ๑๑๕ มีข้อความตอนหนึ่งว่า
“...ด้วยมรกฎ นำชฎาหน้าโขน กระบังหน้า เครื่องลครของเจ้าพระยามหินธรศักดิธำรงมาให้ สำหรับตั้งไว้ในโรงพิพิธภัณฑ์ตามความปรารถนาของพ่อเขา ซึ่งได้สั่งไว้ว่า ถ้าลูกชายเพ็ญ [หมายถึง พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒน์พงศ์] ไม่ได้เล่นลครต่อไปแล้ว อย่าให้ ฃายสิ่งของเหล่านี้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด ให้นำมาถวายสำหรับตั้งไว้ในโรงพิพิธภัณฑ์...”
ทั้งนี้พระองค์ทรงมีความเห็นว่าควรตั้งไว้ในตู้กระจกอีกด้วย และเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลถึงพระราชกระแสเรื่องตั้งเครื่องละครไว้ในตู้กระจก ความว่า
“...ในส่วนที่ควรจะมีตู้กระจกนั้น ถ้าท่านผู้ให้ [หมายถึง เจ้าจอมมารดามรกฎ] ส่งมาแต่ชะฎาน่าโขน หรือกระบังน่าเปล่าแล้ว จะได้รับประดับตู้สำหรับมิวเซียมไว้ตู้หนึ่งต่างหาก...”
*พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ กรมหมื่นพิชัยมหินทโรดม เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๔๑ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ กับเจ้าจอมมารดามรกฎ (ธิดาของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล))
** เสนาบดี กระทรวงธรรมการ
อ้างอิง
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ร.๕ บ.๑๑/๑๐. เอกสารกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ ๕ เบ็ดเตล็ด เรื่อง พิพิธภัณฑต่างๆ ในกรุงสยาม (๔ กุมภาพันธ์ ๑๑๑ - ๓ ตุลาคม ๑๑๗).
ไพโรจน์ ทองคำสุก. “แมว: วิฬาร์ในการแสดงละครนอกเรื่องไชยเชษฐ์.” ศิลปากร. ๕๒, ๑ (มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒): ๔-๑๗.
บริรักษ์จรรยาวัตร(สุณี ไชยวุฒ), หลวง, 2447-2513. คำบรรยาย เรื่อง จังหวัดสุโขทัย. พระนคร: สถานการพิมพ์ศรีวิกรมาทิตย์, 2503.