ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,340 รายการ
ชื่อผู้แต่ง -
ชื่อเรื่อง พระไตรลักษณ์
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ -
สำนักพิมพ์ -
ปีที่พิมพ์ -
จำนวนหน้า ๑๑๒ หน้า
หมายเหตุ สด.๐๑๗ หนังสือสมุดไทยดำ อักษรไทย ภาษาไทย เส้นหรดาล
(เนื้อหา) อธิบายธรรมะซึ่งเป็นคติสอนใจโดยการหยิบยกเอาคาถาสุภาษิตในภาษาบาลีมาแต่งเป็นกาพย์แล้วอธิบายขยายความตามหลักพุทธศาสนา
กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน “ปักหมุดเที่ยวแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่บ้านเชียง” วิทยากร นางสาวกนกวลี สุริยะธรรม ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ผู้ดำเนินรายการ นายสิทธิพร บุปผา นักวิชาการเผยแพร่ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖ ตั้งแต่เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๑.๔๕ น.
ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร
จดหมายเหตุ : พระอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ณ น้ำตกพลิ้ว
ครั้นสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ในรัชกาลที่ ๕ เสด็จทิวงคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเกล้าอยู่หัว ได้สร้างพระอนุสาวรีย์ขึ้นหลายแห่งเพื่อเป็นที่ระลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ซึ่งมีลักษณะรูปลักษณ์แตกต่างกันไป โดยแต่ละที่ที่สร้างจะเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ เคยตามเสด็จและโปรดปรานเป็นพิเศษ หนึ่งในนั้นคือ น้ำตกพลิ้ว จังหวัดจันทบุรี
เอกสารจดหมายเหตุชุดแผนกมหาดไทย จังหวัดจันทบุรี ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี มีหนังสือโต้ตอบเกี่ยวกับการสอบถามประวัติของพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ในช่วง พ.ศ. 2502 ซึ่งพบว่าพระอนุสาวรีย์ชำรุดทรุดโทรมและไม่ทราบประวัติความเป็นมา กระทรวงมหาดไทยได้รับแจ้งจากสำนักราชเลขาธิการ โดยหม่อมเจ้าเกียรติประวัติ เกษมสันต์ ขอให้ช่วยสอบประวัติของพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ น้ำตกพลิ้ว ซึ่งได้สอบถามไปแล้วยังสำนักพระราชวังแต่ไม่ทราบข้อมูล กระทรวงมหาดไทยจึงแจ้งมายังผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี (สมัยนั้นคือหม่อมเจ้าทองคำเปลว ทองใหญ่) เพื่อให้ดำเนินการสอบประวัติและให้รายงานแจ้งกระทรวงมหาดไทยต่อไป
ลักษณะของอนุสาวรีย์ ที่น้ำตกพลิ้ว มีลักษณะเป็นรูปทรงปิรามิดพร้อมคำจารึก มูลเหตุที่สร้างเป็นทรงปิรามิดด้วยดำริของรัชกาลที่ 5 ที่ว่า “ทำรูปอื่นอาจไม่คงทนถาวร เพราะตั้งอยู่กลางป่าเขาลำเนาไพร อันไม่มีผู้ดูแล ฉะนั้นเมื่อปิรามิดของอียิปต์ ยืนยงคงทนอยู่ได้ฉันใด ปิรามิดน้อยนี้ก็จะยืนยงคงทนอยู่เช่นกัน ณ ท่ามกลางป่าเขาและเสียงไหลรินของธารพลิ้ว”
รายงานประวัติของพระอนุสาวรีย์ โดยหม่อมเจ้าทองคำเปลว ทองใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย มีการบรรยายถึงประวัติความเป็นมา รูปลักษณะ และข้อความในจารึก ความดังเอกสาร
เรียบเรียง
อดิศร สุพรธรรม
นักจดหมายเหตุชำนาญการ
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี
เอกสารอ้างอิง
หอจดหมายเหตุแห่งชาติจันทบุรี. จบ 1.1.1.6/39 เอกสารกระทรวงมหาดไทย ชุดจังหวัดจันทบุรี เรื่องพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ (4 สิงหาคม – 6 ตุลาคม 2502)
เลขทะเบียน : นพ.บ.467/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 28 หน้า ; 4 x 55 ซ.ม. : ทองทึบ-ชาดทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 160 (174-182) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : พระธรรมนับชาติ--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.605/2 ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 36 หน้า ; 4 x 53.5 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดา มีฉลากไม้ชื่อชุด : มัดที่ 194 (408-415) ผูก 2 (2566)หัวเรื่อง : พระธัมมสังคิณี--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
-บรรพแถลง
บรรพแถลง หรือ บันแถลง เป็นซุ้มขนาดเล็กซึ่งเป็นรูปสัญลักษณ์ของอาคารหรือชั้นวิมานของเทวดา และมีการสลักหรือปั้นรูปเทวดาสถิตอยู่ภายในซุ้มนั้น บรรพแถลงมักพบได้ในสถาปัตยกรรมดังนี้
- ปราสาทขอม
- ปรางค์
- มณฑป
- บุษบก สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป หรือเจดีย์ขนาดเล็ก และมีเรือนยอดด้านบน
ในปราสาทวัฒนธรรมเขมร บรรพแถลงเริ่มปรากฏขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ เพื่อใช้ประดับบนชั้นวิมานของหลังคาซ้อนชั้นของปราสาท และเสื่อมความนิยมไปในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ช่วงศิลปะบายนซึ่งนิยมสร้างใบหน้าบุคคลขนาดใหญ่แทนหลังคาแบบซ้อนชั้น ทำให้ไม่เหลือที่ว่างไว้เพื่อประดับบรรพแถลง
สำหรับบรรพแถลงสามารถแบ่งได้เป็นสองส่วนคือ “บรรพแถลงประจำมุม” ซึ่งประดับอยู่ที่มุมรองของปราสาท โดยอยู่ขนาบทั้งสองข้างของนาคปัก หรือปราสาทจำลองตรงมุมหลัก และ“บรรพแถลงประจำทิศ” ซึ่งประดับอยู่เหนือ ซุ้มหน้าบันในแต่ละชั้นวิมานของปราสาทประธานทั้งสี่ทิศ
บรรพแถลงของปราสาทสด๊กก๊อกธม
สำหรับปราสาทสด๊กก๊อกธมพบหลักฐานของบรรพแถลงตามมุมของชั้นวิมาน โดยพบเพียงส่วนฐานและประติมากรรมส่วนล่าง
แท่งหินจั่วรูปสามเหลี่ยมปักอยู่ด้านหน้าซุ้มบัญชรของชั้นเชิงบาตร สันนิษฐานว่าเป็นรูปลักษณ์ของวิมานจึงสลักภาพเทพต่างๆไว้ด้วย บรรพแถลงที่ปราสาทสด๊กก๊อกธม สลักเป็นรูปเทพธิดา
อ้างอิง
- กรมศิลปากร. สำนักโบราณคดี. (2550). ศัพทานุกรมโบราณคดี. กรุงเทพฯ: สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร : หน้า 271.
- กรมศิลปากร. (2565). ปราสาทสด๊กก๊อกธม: อุทยานประวัติศาสตร์ ณ ชายแดนตะวันออก. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์ : หน้า 322.
- สรศักดิ์ จันทร์วัฒนกุล, การกลายรูปจากอาคารจำลอง-นาคปัก- บรรพแถลงของปราสาทในศิลปะขอมมาเป็นกลีบขนุนของปรางค์ในศิลปะไทย (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตบัณฑิต สาขาวิชาสถาประวัติศาสตร์ศิลปะ ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร) หน้า 11,31.
- บรรพแถลงรูปพระไภษัชยคุ. Access 25 April 2023. www.finearts.go.th/promotion/view/26146บรรพแถลงรูปพระไภษัชยคุรุ
ที่มาภาพ
ภาพที่ 1 (ที่มา: https://www.finearts.go.th/promotion/view/26146บรรพแถลงรูปพระไภษัชยคุรุ)
ภาพที่ 2 ที่มา: https://www.facebook.com/photo/?fbid=5212953952075999&set=pcb.5212967228741338)
ภาพที่ 3 (ที่มา: http://virtualhistoricalpark.finearts.go.th/phimai/index.php/th/คลังข้อมูล.html?layout=edit&id=143)
ภาพที่ 4 (ที่มา: https://www.finearts.go.th/ratchaburimuseum/view/2160021600-ปราสาทเขาโล้น---โบราณวัตถุชิ้นเด่นและการกำหนดอายุ)
ภาพที่ 5 (ที่มา: https://www.finearts.go.th/promotion/view/26146บรรพแถลงรูปพระไภษัชยคุรุ)
ภาพที่ 6 (ที่มา: https://www.finearts.go.th/promotion/view/26146บรรพแถลงรูปพระไภษัชยคุรุ)
ภาพที่ 7 (ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Bayon#/media/File:Bayon_0759_(277
ความรู้สึกทั้งหมด
3535
สถาปัตยกรรมไทย คือ การก่อสร้างถาวรวัตถุที่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัยอันเป็นศิลปะประจำ ชาติของไทย โดยการนำเอาศิลปะไทยแขนงต่าง ๆ เข้ามาประดิษฐ์เป็นเครื่องตกแต่งอาคารบ้านเรือนของคนไทย และที่พิเศษไปกว่านั้นก็เป็นที่ทรงประทับขององค์พระมหากษัตริย์ไทย จะเห็นได้ว่ามีการสร้างปราสาทราชมณเฑียรสถานต่าง ๆ ขึ้นไม่ซ้ำแบบกัน บางทีแม้จะมีแผนผังเช่นเดียวกันแต่รูปแบบแตกต่างกันไป หลังคาก็ซ้อนชั้นแตกต่างกัน มีมุขบ้าง ลดชั้นหลังคามากบ้างน้อยบ้างที่เป็นตรีมุขก็มี ที่เป็นจัตุรมุขก็มี
ที่มา: https://datasipmu.finearts.go.th/academic/48
หอสมุดแห่งชาติเขตลาดกระบัง เฉลิมพระเกียรติ สำนักหอสมุดแห่งชาติ จัดกิจกรรม “จิตรกรน้อย ประจำปี ๒๕๖๖” (ภายใต้โครงการพัฒนาและส่งเสริมหอสมุดแห่งชาติเพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต) วันเสาร์ที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๖ เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๓๐ น. ณ หอสมุดแห่งชาติเขตลาดกระบัง เฉลิมพระเกียรติ กรุงเทพมหานคร
กิจกรรมจิตรกรน้อย ประจำปี ๒๕๖๖ ภายใต้โครงการพัฒนาและส่งเสริมหอสมุดแห่งชาติเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตประจำปี ๒๕๖๖ กิจกรรมจิตรกรน้อยเป็นกิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชนสนใจการอ่านทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งให้ความรู้พื้นฐานด้านศิลปะควบคู่ไปกับการสร้างความสุขและความเพลิดเพลินอย่างสร้างสรรค์ โดยจัดเป็นรูปแบบอบรมเชิงปฏิบัติการให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมฝึกปฏิบัติ ซึ่งได้เชิญอาจารย์จากวิทยาลัยช่างศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม มาบรรยายให้ความรู้และสาธิตวิธีการตกแต่งภาพพื้นหลังของรูปภาพที่เป็นผลงานของศิลปินระดับโลกในหัวข้อ “เติมสีสันสานงานศิลปินโลก”
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ หอสมุดแห่งชาติเขตลาดกระบัง เฉลิมพระเกียรติ หมายเลขโทรศัพท์ ๐๘ ๗๐๔๖ ๑๕๘๕ (คุณยุวเรศ)
ความเชื่อของ “พรหมลิขิต”
พรหมลิขิต แปลโดยรูปศัพท์ได้ว่า ข้อความหรือลวดลายที่พระพรหมเขียนไว้ ถือเป็นคติความเชื่อที่ว่า ชะตาชีวิตของมนุษย์ได้ถูกกำหนดไว้โดยพระพรหม เทพสำคัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู อาจสืบเนื่องมาจาก การที่พระพรหมอยู่ในฐานะพระผู้สร้าง จึงเกี่ยวพันกับมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิด คติเรื่องพรหมลิขิตปรากฏมาตั้งแต่อินเดียและคงเผยแพร่เข้ามาในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
คติเรื่องพรหมลิขิตนี้ ชาวมอญรุ่นเก่าเชื่อกันว่า เมื่อทารกใกล้คลอดจะต้องนำผ้าขาวมาปูตั้งแต่ประตูหัวกระไดบ้าน จนมาถึงสถานที่อันจะทำคลอด และจัดหาเครื่องประกอบพิธีประกอบด้วย มะพร้าวหนึ่งผล กล้วยหนึ่งหวี เครื่องหอมจำพวกแป้งและน้ำมันต่าง ๆ ดินสอและสมุดเตรียมไว้ข้างที่นอนทารกให้พร้อม เมื่อทารกกำเนิดขึ้นพระพรหมจะดำเนินบนผ้าขาว มาทำการลิขิตขีดเขียนที่หน้าผากของทารก
ส่วนคติไทยโบราณก็ใกล้เคียงกับทางมอญ กล่าวคือ เมื่อเด็กเกิดมาได้ ๖ วัน พระพรหมจะเสด็จลงมาเขียนเส้นไว้ที่หน้าผาก เพื่อกำหนดหมายว่าเด็กผู้นั้นจะมีความเป็นอยู่วิถีชีวิตอย่างไรตราบจนวันตาย อนึ่ง สิ่งที่พระพรหมกำหนดไว้กล่าวกันว่ามีอยู่ ๕ ประเภท คือ
๑. อายุขัย คือ บุคคลนั้นจะมีอายุยืนยาวหรือสั้นเพียงใด
๒. ภาวะจิตใจหรืออารมณ์
๓. สติปัญญา ความเฉลียวฉลาด
๔. ฐานะความเป็นอยู่
๕. ความรู้สึกสำนึกในบาปบุญคุณโทษ
เรื่อง พรหมลิขิต มีพื้นฐานจากทางพราหมณ์-ฮินดูอย่างชัดเจน แต่ได้กลมกลืนอยู่ในวัฒนธรรมความเชื่อในสังคมไทยเสมอมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งความเชื่อเรื่องพระพรหมมีอำนาจบันดาลโชคชะตาของมนุษย์ ยังสะท้อนออกมาในตำราพรหมชาติ ที่เกี่ยวข้องไปกับเรื่องราวทางโหราศาสตร์ ว่าด้วยอิทธิพลของวันเดือนปีเกิด อาจรวมถึงลายมือ ลายเท้า และลักษณะสัดส่วนของร่างกายอีกด้วย
สำหรับภาพโบราณวัตถุที่นำมาประกอบเรื่องราวนี้ เป็นพระพรหมองค์เดิมที่เคยประดิษฐาน ณ สี่แยกราชประสงค์ ที่สร้างขึ้นพร้อม ๆ กับการสร้างโรงแรม เพื่อขอพรให้เกิดความราบรื่น บัลดาลสิ่งร้ายให้กลายเป็นดี
ตามคำแนะนำของ พล.ร.ต. หลวงสุวิชานแพทย์ โดยการก่อสร้างศาลพระพรหม มีนายเจือระวี ชมเสรี และ ม.ล.ปุ่ม มาลากุล แห่งกรมศิลปากร เป็นผู้ออกแบบศาล ส่วนผู้ออกแบบและปั้นพระพรหมคือ นายจิตร พิมพ์โกวิท ช่างกองหัตถศิลป์ เป็นการปั้นตามแบบแผนกรมศิลปากร โดยปั้นด้วยปูนปลาสเตอร์ปิดทอง ซึ่งการสร้างพระพรหมที่โรงแรมเอราวัณจึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างศาลพระพรหมไว้บูชาตามบ้านเรือน หรืออาคารใหญ่ ๆ อย่างแพร่หลายในสังคมไทย ก่อนที่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๙ พระพรหมจะถูกทุบทำลายโดยชายผู้หนึ่ง เป็นเหตุให้มีการซ่อมแซมโดยกรมศิลปากร แล้วนำกลับไปประดิษฐาน ณ ที่เดิม ขณะเดียวกันได้ถอดพิมพ์องค์เดิมเพื่อหล่อองค์ใหม่เป็นโลหะ ซึ่งก็คือองค์ในภาพนั่นเอง ปัจจุบันเก็บรักษา ณ คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
อ้างอิง
- กรมศิลปากร. นามานุกรมขนบประเพณีไทย หมวดประเพณีราษฎร์ เล่ม ๓. กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๔๙.
- กรมศิลปากร. พระมหาพรหมองค์เดิม ที่บูรณปฏิสังขรณ์. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๕๑.
- ธนิต อยู่โพธิ์ และคนอื่น ๆ. พรหมสี่หน้า. กรุงเทพฯ : อมรินทร์, ๒๕๔๙.
- เสมียนอารีย์. “กำเนิดศาลพระพรหม” ณ โรงแรมเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์.” ใน ศิลปวัฒนธรรม [ออนไลน์]. เข้าถึงได้http://xn--www-dkl8ayt.silpa-mag.com/history/article_89966
- ไทยรัฐ. “ครบรอบ 61 ปี วันตั้งศาลท้าวมหาพรหม ชาวไทย-ต่างชาติแห่สักการะแน่น.” ใน ไทยรัฐออนไลน์. เข้าถึงได้http://xn--www-dkl8ayt.thairath.co.th/news/crime/1121557
ชื่อเรื่อง สมโภชพระนครครบร้อยปีผู้แต่ง กรมศิลปากรประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ ประเพณี ขนบธรรมเนียม คติชนวิทยาเลขหมู่ 394.4 ส272วสถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์รุ่งเรืองรัตน์ปีที่พิมพ์ 2503ลักษณะวัสดุ 132 หน้าหัวเรื่อง ไทย – ความเป็นอยู่และประเพณี พระราชพิธีภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึกเรื่องสมโภชพระนครครบร้อยปี เป็นหนังสือที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับโบราณวัตถุสถานบางแห่งและขนบประเพณีในการทำพิธี
วันนี้เมื่อ ๔๕ ปีที่แล้ว ๑๗ ตุลาคม ๒๕๒๑
พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งพร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (พระราชอิสริยยศในขณะนั้น) ไปยังสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทรงเปิดอาคารโรงงานผลิตภัณฑ์อาหารนม และทรงเจิมป้ายชื่อ 'สหกรณ์โคนมหนองโพ จำกัด'
ท่านผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ กับจังหวัดราชบุรี ได้ที่ #ห้องราชบุรีราชสดุดี ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี
เปิดที่มา "มกรคายมังกร" หนึ่งเดียวในล้านนา ศิลปกรรมโบราณจาก "เวียงกุมกาม" นครโบราณใต้พิภพ . เวียงกุมกาม นครโบราณที่ถือได้ว่าเป็นต้นทางของประวัติศาสตร์ของล้านนา เดิมทีเป็นเมืองในตำนานที่ปรากฏเพียงชื่อในเอกสารประวัติศาสตร์ ในฐานะเมืองที่พญามังรายทรงสร้างขึ้นก่อนการสถาปนาเมืองเชียงใหม่ . ชื่อ "เวียงกุมกาม" ยังคงเป็นปริศนานับศตวรรษ จนกระทั่งเมื่อ ปี พ.ศ.2527 กรมศิลปากรได้ค้นพบเวียงกุมกาม และมีการขุดศึกษาทางโบราณคดีต่อเนื่องนานกว่า 3 ทศวรรษ. ผลการศึกษาทางโบราณคดีอย่างต่อเนื่อง ทำให้พบว่า เวียงกุมกาม เป็นเมืองที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานชุมชนดั้งเดิมในวัฒนธรรมสมัยหริภุญชัย และมีการใช้งานพื้นที่ต่อเนื่องยาวนาน ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 17 - 22 จนกระทั่งสุดท้ายเมืองก็ถูกทับถมด้วยชั้นตะกอนทราย และหายไปจากความทรงจำ เก็บซ่อนความงามของศิลปกรรมเชิงช่างล้านนามากมายไว้ใต้พื้นพิภพ เรื่อยมา. หนึ่งในการค้นพบงานศิลปกรรมโบราณของเวียงกุมกามที่มีความโดดเด่น คือ ประติมากรรมปูนปั้นประดับราวบันไดของอุโบสถและวิหาร ซึ่งการศึกษาที่ผ่านมาสามารถจำแนกได้ 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ประกอบด้วย 1) ลายม้วนแบบก้นหอย 2) ลายกนก ตัวเหงาหรือหางวัน และ 3) ลายมกรคายนาค ซึ่งยังคงสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ซ่อนอยู่ภายใต้ชั้นตะกอนทราย. นอกจากลวดลาย 3 กลุ่มข้างต้นที่มีความโดดเด่นแล้ว ทีมนักโบราณคดียังค้นพบ ประติมากรรมปูปั้นประดับราวบันไดที่มีความพิเศษยิ่งกว่า คือ "ลายมกรคายมังกร" ซึ่งมีความสำคัญยิ่ง ที่มีการค้นพบในดินแดนล้านนาเป็นครั้งแรก และยังคงเป็นหนึ่งเดียวของล้านนาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน. ประติมากรรมปูปั้นประดับราวบันไดรูป "มกรคายมังกร" ชิ้นนี้ พบจากการขุดแต่งอุโบสถวัดกู่ป้าด้อม ซึ่งอยู่ใต้ชั้นตะกอนทรายลึกมากกว่า 2 เมตร สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะจีน โดยประยุกต์คติความเชื่อดั้งเดิมผสมผสานกับศิลปะจากดินแดนภายนอก จนเกิดเป็นงานสร้างสรรค์ที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว จึงถือเป็นอีกหนึ่งที่สุดของการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของช่างล้านนาสมัยโบราณ. ในปี 2566 นี้ นับเป็นโอกาสดี ที่กรมศิลปากร ได้นำลวดลายที่สุดแห่งการสร้างสรรค์ของช่างล้านนาสมัยโบราณ มาประยุกต์ต่อยอดสร้างเป็นของที่ระลึกที่เปี่ยมไปด้วยความงามและทรงคุณค่า มอบให้แก่ผู้ที่มาร่วมงาน "แอ่วกุมกามยามแลง" ระหว่างวันที่ 1 - 2 ธันวาคม 2566 นี้ เพื่อร่วมชื่นชมและภาคภูมิใจกับงานศิลปกรรมโบราณฝีมือบรรพชนเวียงกุมกามไปด้วยกัน
หอสมุดแห่งชาตินครศรีธรรมราช ขอเชิญร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “ศิลปะการทำลูกโป่งประดิษฐ์ ให้เป็นรูปต่างๆ” วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม 2567 เวลา 10.00 น. ณ ห้องเด็กและเยาวชน หอสมุดแห่งนครศรีธรรมราช
ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ "ฟรี" ไม่เสียค่าใช้จ่าย รับจำนวนจำกัด สมัครได้ตั้งแต่วันที่เป็นต้นไป สอบถามเพิ่มเติมได้ทาง Facebook หอสมุดแห่งชาติ นครศรีธรรมราช หรือ โทร. 0 7532 4137