ค้นหา


รายการที่พบทั้งหมด 38,917 รายการ

ชื่อเรื่อง : ตามใจผู้เขียน ชื่อผู้แต่ง : ส.ศิวรักษ์ปีที่พิมพ์ : 2514สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯสำนักพิมพ์ : หจก. รวมสาส์นจำนวนหน้า : 596 หน้าสาระสังเขป : ตามใจผู้เขียน เป็นภาคต่อจากหนังสือเล่ม คุยคนเดียว เป็นการรวบรวมงานพูดที่ ส.ศิวรักษ์ ได้พูดออกอากาศทาง ททท. เป็นจำนวน 39 เรื่อง แต่ละเรื่องล้วนแต่น่าสนใจทั้งในแง่ความรู้ และความคิดของนักคิดชื่อดังคนนี้ เรื่องในเล่มอาทิ -เที่ยวเรือตามคลองบางหลวง -อันเนื่องมาจากพระพุทธเลิศหล้าฯ -พระเจนดุริยางค์ -เที่ยวเรือกับท่านพุทธทาส -สยามสมาคม -ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล -อันเนื่องมาแต่ฟุตบอลประเพณี ฯลฯ


ชื่อผู้แต่ง         สมาคมคหเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์.ชื่อเรื่อง           วารสารคหเศรษฐศาสตร์ ฉบับพิเศษ อนุสรณ์ งานชุมนุมแม่บ้าน ครั้งที่ ๑๕ครั้งที่พิมพ์       -สถานที่พิมพ์     พระนครสำนักพิมพ์       โรงพิมพ์วิบูลย์กิจปีที่พิมพ์          ๒๕๑๕จำนวนหน้า      ๒๔๖ หน้ารายละเอียด                    วารสารคหเศรษฐศาสตร์ ฉบับพิเศษ อนุสรณ์ งานชุมนุมแม่บ้าน ครั้งที่ ๑๕ เป็นวารสารที่มีจุดประสงค์ เพื่อเผยแพร่ ให้ความรู้ทางวิชาการต่างๆ สำหรับแม่บ้าน และเพื่อการศึกษาค้นคว้า ของนักเรียน นักศึกษา ซึ่ง ฉบับนี้ ให้ความรู้เกี่ยวกับการลงโทษเด็กเป็นการเพิ่มหรือลดปัญหาในแง่จิตวิทยา อาหารลดน้ำหนัก ปรุงอาหารให้อร่อยได้อย่างไร และสิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับไปงานสังคม เป็นต้น


         มหามกุฎราชสันตติวงศ์ ๑๐ มีนาคม ๒๔๓๕ วันประสูติพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล          พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล เป็นพระธิดาพระองค์ที่ ๓ ในสมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ที่ประสูติแต่หม่อมแม้น ประสูติเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๔๓๕ เมื่อประสูติทรงดำรงสกุลยศเป็นหม่อมเจ้า มีพระเชษฐาร่วมหม่อมมารดา ๒ พระองค์ ได้แก่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นภาณุพงศ์พิริยเดช และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศิริวงศ์วัฒนเดช          ในรัชกาลที่ ๕ ทรงสถาปนาเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๔๔๓ เป็นพระชายาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ พระองค์ทรงจัดตั้งคณะละครนาฏดุริยะศิลปินขึ้นภายในวัง ทรงพระนิพนธ์บทละครทั้งละครรำ และละครพันทาง          พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล นับเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ที่สืบสายจากพระบิดา          พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๙ เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๐๐ สิริพระชันษา ๖๕ ปี พระราชทานเพลิงพระศพ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส   ภาพ : พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล


เลขทะเบียน : นพ.บ.391/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 98 หน้า ; 5 x 56.5 ซ.ม. : ชาดทึบ-ล่องชาด-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 144  (40-47) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : สีมาวินิจฉัย--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.530/3ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 46 หน้า ; 4 x 51.5 ซ.ม. : ชาดทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 178  (281-290) ผูก 3 (2566)หัวเรื่อง : เวสฺสนฺตรชาตก--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม



ชื่อเรื่อง                           มงฺคลตฺถทีปนี (มงคลทีป) สพ.บ.                                 432/7ประเภทวัสดุ/มีเดีย              คัมภีร์ใบลาน หมวดหมู่                            พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                       60 หน้า : กว้าง 4.8 ซม.  ยาว 58 ซม.หัวเรื่อง                              พุทธศาสนา--พระไตรปิฏก                                         คัมภีร์บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน  เส้นจาร ฉบับลานดิบ ล่องชาด ไม่มีไม้ประกับ ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๒๗ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ ๒ และคณะ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในโอกาสที่เสด็จเยือนประเทศไทย(รหัสเอกสาร ฉ/ร/๑๗๔)



          เนื่องในโอกาสมงคลสมัยที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชนมายุ ๘ รอบ ในวันที่ ๒๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๖ รัฐบาลและประชนชาวไทยต่างมีความปลื้มปีติและสำนึกในพระคุณูปการที่ทรงมีต่อการพระพุทธศาสนาและประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์ รัฐบาลในนามคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองพระชนมายุ ๘ รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จึงได้มอบหมายให้คณะกรรมการฝ่ายจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึกงานฉลองพระชนมายุ ๘ รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พิจารณาคัดสรรและดำเนินการจัดพิมพ์หนังสือเพื่อเป็นสิ่งอนุสรณ์รำลึกถึงพระเมตตาคุณและเชิดชูพระเกียรติคุณให้ปรากฏสืบไป           คณะกรรมการฝ่ายจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึกงานฉลองพระชนมายุ ๘ รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้พิจารณาดำเนินการจัดพิมพ์หนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึกที่มีความสำคัญอันเนื่องด้วยการพระศาสนา ทั้งยังเป็นบันทึกสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติ จำนวน ๓ รายการ โดยมอบหมายกรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการ ประกอบด้วย           ๑ หนังสือจดหมายเหตุงานฉลองพระชนมายุ ๘ รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก           ๒ หนังสือเรื่องตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์           ๓ หนังสืออัมพโรวาท : ประมวลพระธรรมเทศนา พระดำรัส พระโอวาท พระสัมโมทนียกถา พระสังเวชนียธรรม และพระปรารภของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก           หนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นนี้จะได้เผยแพร่ไปสู่สถาบันการศึกษา ห้องสมุด หน่วยงานภาครัฐและเอกชน   ทำให้นักเรียน นักศึกษาและประชาชนได้รับประโยชน์จากหนังสืออันทรงคุณค่าในการศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชาติ  ตลอดจนเผยแพร่น้ำพระทัยอันเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร)  สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกให้เป็นที่ประจักษ์แก่อนุชนและเชิดชูพระเกียรติคุณให้ปรากฏสืบไป ทั้งนี้ เบื้องต้นวธ.ได้จัดทำหนังสือในรูปแบบอี-บุ๊กเพื่อให้นักเรียน นักศึกษาและประชาชนที่สนใจเข้ามาดาวน์โหลดเพื่อหาความรู้ได้ ดังนี้ - หนังสืออัมพโรวาท อ่านที่  https://www.finearts.go.th/main/view/42850 - หนังสือเรื่องตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์  เล่ม ๑ อ่านที่  https://www.finearts.go.th/main/view/42391-เรื่องตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์-เล่ม-๑ เล่ม ๒ อ่านที่  https://www.finearts.go.th/main/view/42392-เรื่องตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์-เล่ม-๒ เล่ม ๓ อ่านที่  https://www.finearts.go.th/main/view/42393-เรื่องตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์-เล่ม-๓             นอกจากนี้ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติยังได้รับมอบหมายให้รวบรวมเอกสารและบันทึกเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวเนื่องในงานดังกล่าว ไว้เป็นข้อมูลสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาค้นคว้าอ้างอิงต่อไปในอนาคต อาทิ            ๑. พิธีพุทธาภิเษกพระกริ่งและพระชัยวัฒน์ “อายุวัฒน์” และมังคลาภิเษกเหรียญพระรูป สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ ๘ รอบ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๖ ในวันจันทร์ ที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๖ ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม            ๒.  คณะสงฆ์ธรรมยุตจัดพิธีเจริญนวัคคหายุสมธัมม์ สลับโหรหลวงบูชาเทพยดานพเคราะห์ ถวายพระกุศลฉลองพระกรุณาคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ ๘ รอบ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๖ ในวันพุธ ที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๖ ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม           ๓. พิธีที่เกี่ยวเนื่องในโครงการบรรพชาอุปสมบท ๙๗ รูป ถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในวันศุกร์ที่ ๑๖ และวันเสาร์ที่ ๑๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๖           ๔.  คณะสงฆ์อนัมนิกายแห่งประเทศไทยจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์อายุวัฒนะมงคลสูตร บูชาเทพยดานพเคราะห์ น้อมถวายพระกุศลฉลองพระกรุณาคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในมงคลสมัยฉลองพระชนมายุ ๘ รอบ  ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๖ ในวันศุกร์ที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๖ ณ อุโบสถวัดสมณานัมบริหาร            ๕. พิธีทำบุญตักบาตร ถวายพระกุศลงานฉลองพระชนมายุ  ๘ รอบ  ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๖ ในวันจันทร์ที่ ๒๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๖ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม           ๖. งานบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในวันอาทิตย์ที่ ๒๕ และวันจันทร์ที่ ๒๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๖ ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม


           กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน "อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ กับการเป็นมรดกโลก"  วิทยากร นายสถาพร  เที่ยงธรรม รองอธิบดีกรมศิลปากร, นายวสุ โปษยะนันท์ สถาปนิกเชี่ยวชาญ สำนักสถาปัตยกรรม ผู้ดำเนินรายการ นายสิทธิพร  บุปผา นักวิชาการเผยแพร่ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖ เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๑.๔๕ น.            ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร


          ตะบันหมาก           พุทธศตวรรษที่ ๒๖           โครงการศูนย์ศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ให้ยืม           ปัจจุบันจัดแสดง ณ พระที่นั่งปัจฉิมาภิมุข หมู่พระวิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร           ตะบันหมาก คือ อุปกรณ์ตำหมากสำหรับผู้สูงอายุหรือบุคคลที่ฟันไม่สามารถเคี้ยวหมากแข็งได้ โดยคำว่า “ตะบัน” สามารถเทียบคำว่า “ตฺบาล่” ในภาษาเขมรซึ่งหมายถึง “ครก” ตะบันหมากหนึ่งชุดประกอบด้วย ๑. ‘ตะบันหมาก’ รูปทรงกระบอก มี ‘ดาก’ ไม้กลมอุดก้นกระบอก ๒. ‘ลูกตะบัน’ ลักษณะเป็นแท่งโลหะที่มีด้ามสำหรับจับและมีปลายแบนและมีคม ใช้สำหรับตำหมาก และ ๓. ‘สาก’ มีลักษณะเป็นแท่งเหล็กยาวผอม ใช้ตำเพื่ออัดหมากที่แหลกแล้วให้แน่น           ตะบันหมาก เป็นหนึ่งในอุปกรณ์การกินหมากที่จัดรวมเอาไว้ในเชี่ยนหมาก* วิธีการใช้งานตะบัน เริ่มจากการนำปูนป้ายลงบนใบพลูแล้วใส่ลงในตะบันหมาก ใส่หมากที่เจียนแล้วลงไป โดยอาจใส่เปลือกสีเสียด กานพลู หรือสิ่งอื่น ๆ ลงไปด้วย ใช้ลูกตะบันตำให้แหลกพอที่จะเคี้ยวได้  แล้วใช้สากตำอัดหมากจนแน่น จากนั้นใช้ลูกตะบันหรือสากกระแทกดากที่ก้นกระบอก ดันหมากที่ตำแล้วให้ออกทางปากกระบอกเป็นคำ ๆ           ตะบันหมากคู่นี้ทำจากเหล็ก ตกแต่งด้วยกรรมวิธีคร่ำเงิน และคร่ำทอง ลำตัวกระบอกตะบันหมากคร่ำลายราชวัตรดอกลอย ปากกระบอกและก้นกระบอกประดับแถบลายเกลียวดอกสี่กลีบ ลูกตะบันมีด้ามเป็นรูปทรงกระบอก ประดับลายราชวัตรดอกลอย และสากมีเป็นลักษณะแท่งเหล็กกลมยาวประดับลายราชวัตรดอกลอยเช่นกัน     *เชี่ยนหมาก ภาชนะสำหรับใส่เครื่องหมากพลู อาทิ ซองพลู เต้าปูน จอกใส่หมาก ผอบใส่ยาเส้น ยาฝอย พิมเสน ตลับสีผึ้ง กรรไกรหนีบหมาก มีดเจียนหมาก ตะบันหมาก ครกตำหมากฯ    หมายเหตุ : อ่านราละเอียดเกี่ยวกับงานคร่ำได้ใน  https://www.facebook.com/.../pb.../5721898347862344/...   อ้างอิง กาญจนา โอษฐ์ยิ้มพราย และอลงกรณ์ จันทร์สุข. กิน อยู่ อย่างไทย. กรุงเทพฯ: ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์, ๒๕๕๒.


          เหรียญเงินลายธรรมจักรและจารึก           สมัยทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๒           พบที่ตำบลพระประโทน จังหวัดนครปฐม จ่าสิบเอกอำนวย ดีไชย ประจำกองบัญชาการทหารสูงสุด ให้เมื่อ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๓           ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องทวารวดี อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร           เหรียญเงินแผ่นกลม มีลายทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งเป็นลายธรรมจักร อีกด้านหนึ่งมีข้อความอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต ความว่า “ศฺรีสุจริต วิกฺรานฺต” แปลว่า “วีรบุรุษผู้สุจริต”           จักร สื่อถึง “กงล้อ” (wheel) ที่หมุนเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ดังกงล้อรถศึกของพระเจ้าจักรพรรรดิกล่าวคือ กษัตริย์ผู้ทรงอานุภาพซึ่งทำสงครามขยายอำนาจเหนือกษัตริย์ดินแดนอื่น และตามคติของผู้มีสถานะเป็นจักรพรรดิจะต้องครอบครอง “จักรรัตนะ” หรือจักรแก้ว ๑ ใน แก้ว ๗ สิ่งของพระจักรพรรดิ ดังนั้นทั้งศาสนาพุทธและพราหมณ์จึงปรากฏรูปจักรกับบุคคลที่แสดงถึงอำนาจหรือผู้เป็นใหญ่ กรณีศาสนาพราหมณ์มีตัวอย่างชัดเจนคือ พระวิษณุทรงจักรเป็นอาวุธ ส่วนในพุทธศาสนาคือ ธรรมจักร หรือ กงล้อแห่งพระธรรม โดยพระพุทธเจ้าทรงมีฐานะเป็นธรรมจักรพรรดิ หรือ ผู้ที่หมุนกงล้อแห่งธรรม ด้วยการประกาศเผยแผ่หลักธรรม โดยหลักธรรมแรกของพระองค์คือ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี  ในงานศิลปกรรมการสร้างรูปธรรมจักรจึงมักจะพบอยู่คู่กับรูปกวางหมอบ เพื่อแสดงว่าคือสวนกวางสถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา           ปัจจุบันเหตุการณ์พุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา หรือแสดงพระธรรมครั้งแรกนั้นตรงกับวัน “อาสาฬหบูชา” (วันเพ็ญเดือน ๘) เนื้อหาธัมมจักกัปปวัตตนสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ในครั้งนั้นกล่าวถึง การดำรงตนในทางสายกลาง หรือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ประกอบด้วยอริยมรรค ๘ ประการ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) สัมมากัมมันตะ (ทำการงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) สัมมาวายามะ (เพียรพยายามชอบ) สัมมาสติ (ระลึกชอบ) และสัมมาสมาธิ (ตั้งจิตชอบ) การปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวนี้เป็นทางสายกลางเพื่อไปสู่การตรัสรู้และนิพพาน            “...ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือปฏิปทาสายกลางนั้นที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ฯ...”            จากนั้นพระพุทธเจ้าจึงแสดงธรรม อริยสัจ ๔ หรือความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ได้แก่ ทุกข์ (ความไม่สบายกายและใจ) สมุหทัย (สาเหตุแห่งการเกิดทุกข์) นิโรธ (ความดับทุกข์)  มรรค (หลักปฏิบัติการดับทุกข์) การแสดงธรรมครั้งนี้โกณฑัญญะ หนึ่งในปัญจวัคคีย์ได้ฟังก็เกิดบรรลุทางธรรม            “...ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งพระอุทานว่าท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ท่านผู้เจริญโกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เพราะเหตุนั้น คำว่าอัญญาโกณฑัญญะนี้ จึงได้เป็นชื่อของท่านพระโกณฑัญญะด้วยประการฉะนี้ฯ...”           กล่าวคือภายหลังจากโกณฑัญญะได้ฟังพระธรรมครั้งนี้ จึงทูลขอบรรพชาเป็นพระสาวก ถือว่าเป็นวันที่พระสาวกรูปแรกบังเกิดขึ้น และพุทธศาสนามีองค์ประกอบครบสามประการ ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ที่รู้จักกันในนาม “พระรัตนตรัย”           ในวัฒนธรรมทวารวดี “ธรรมจักร” เป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา สื่อถึงการเผยแผ่พระธรรมของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้รูปธรรมจักรในวัฒนธรรมทวารวดียังปรากฏใน พระพิมพ์ รอยพระพุทธบาท* และเหรียญเงิน อีกด้วย   *ตัวอย่างเช่น รอยพระพุทธบาทคู่ ที่โบราณสถานสระมรกต อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี   อ้างอิง พุทธมงคล (นางแฝง). สารัตถสมุจจัย อธิบายธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร. กรุงเทพฯ: แสวงสุทธิการพิมพ์, ๒๕๒๗. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี วัฒนธรรมยุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. นนทบุรี: เมืองโบราณ, ๒๕๖๒. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินทร (องค์การมหาชน). จารึกในประเทศไทย (จารึกเหรียญเงินทวารวดี (วัดพระประโทนเจดีย์ 1). [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๖, จาก:https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/695


#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ผีปู่ย่า ผี ตามความเชื่อของชาวล้านนาไทยโบราณ นอกจากจะหมายถึง วิญญาณของคนที่ล่วงลับไปแล้ว ยังรวมถึง ผีในลัทธิที่เคารพนับถืออีกด้วย ซึ่งเชื่อว่าเป็นผีที่มีอิทธิฤทธิ์ มีความศักดิ์สิทธิ์ ดลบันดาลให้คุณและโทษแก่คนได้  โดยสามารถแบ่งผีออกได้เป็น 2 ประเภท คือ1. ผีที่เคารพยำเกรงสืบต่อกันมาในวงศ์ตระกูล เช่น ผีปู่ย่า ผีโป่งป่าถ้ำดอยหลวง2. ผีที่ต้องเคารพเชื่อถือตามความนิยมของชนชาวอื่นที่เข้ามาเป็นใหญ่หรือมาเป็นครูบาอาจารย์อยู่ในบ้านเมืองตั้งแต่โบราณ เช่น  ผีครู (ผียักษ์), ผีมดหรือผีเมง, ผีแมน (ผีดิบ), ผีนาค.โดยในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะ “ผีปู่ย่า” ซึ่งจัดอยู่ในผีประเภทแรก คือ ผีที่เคารพยำเกรงสืบต่อกันมาในวงศ์ตระกูล หรือเรียกได้ว่าเป็น ผีบรรพบุรุษ หรือ ผีประจำตระกูลผีปู่ย่า แบ่งออกมาได้เป็น 4 ชนิด คือ ผี สาง เทวดา และเปรต (เผด)1. ผี คือ วิญญาณของผู้ที่ตอนมีชีวิตอยู่ประพฤติตนดี ได้ก่อร่างสร้างวงศ์ตระกูล ผีจะอาศัยอยู่ยังตามอาสน์ หอ หรือสถานที่ที่ลูกหลานทำไว้ให้สถิต2. สาง คือ วิญญาณที่ตายโหง ตายห่า หรือตอนมีชีวิตอยู่ประพฤติตนเป็นคนชั่วช้า สางจะไม่มีที่อยู่อาศัย เพราะผีจะรังเกียจสาง คอยขับไล่ไม่ให้เข้ามาอยู่ปะปนกับผี ต้องคอยเร่ร่อนหลอกคนให้สะดุ้งตกใจ และแย่งเอาโชคลาภของคนไป หากญาติพี่น้องจะทำบุญอุทิศผลให้ก็ต้องแอบทำ ไม่ให้ผีรู้ คือไปทำตามตรอก ซอก ซอยทางสามแพร่ง หรือข้างทางแทน 3. เทวดา คือ วิญญาณของเจ้านาย เจ้าบ้านผ่านเมือง ที่ได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่คนจำนวนมาก ที่เป็นกษัตริย์จะได้เป็น พระยาอินตา คือ พระอินทร์ 4. เปรต (เผด) คือ วิญญาณของเจ้านายเจ้าบ้านที่ทำตนไม่เที่ยงตรง โดยปกติเป็นคนพาล และคนที่ทำลายศาสนสถาน ฉ้อโกง ทำของปลอม เปรตต้องอาศัยอยู่ตามวัดคอยรับผลเมตตาจิต ต้องคอยตัดหญ้าในวัดโดยการกัดหญ้าทีละเส้น และแลบลิ้นเลียขัดพื้นโบสถ์วิหารให้สะอาด เพื่อใช้หนี้เวรกรรมที่ทำไว้เมื่อตอนเป็นคน อาหารก็ไม่สามารถกินจากที่ญาติอุทิศไปให้ได้ ต้องคอยกินเศษอาหารที่พระนำไปทิ้ง หรือคอยหลอกแล้วแย่งมากินเอา.สางกับเปรตจะเป็นผีที่น่าเกลียดน่ากลัว ไม่ทำคุณประโยชน์ให้แก่คน แต่ผีกับเทวดานั้นจะคอยช่วยเหลือ ปกปักรักษาคนให้มีความสุข ความเจริญ โดยเฉพาะกับคนที่เป็นลูกหลานของผีเหล่านั้น จะได้รับประโยชน์จากผีหรือเทวดามากกว่าผู้อื่น มักจะคอยติดตามลูกหลานไปปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายให้ ลูกหลานจึงเคารพยำเกรงและคอยเส้นไหว้บวงสรวงให้อยู่เสมอ พร้อมจัดที่ทางให้สถิตอยู่ เช่น ทำเป็นหิ้งไว้บนฝาหัวนอนเหมือนตั้งพระพุทธรูป หรือสร้างเป็นหอ เป็นห้องไว้ให้ .การบวงสรวงผีปู่ย่านั้น มักจะทำการประมาณเดือน 7-8-9 เหนือ (ตรงกับเดือนเมษายน – มิถุนายน) ของทุกปี แล้วแต่ความพร้อมหรือความสะดวกของแต่ละตระกูล โดยมีการนำเครื่องบวงสรวง เช่น หัวหมูไก่ต้ม สำรับคาวหวาน สุรา ดอกไม้ธูปเทียน น้ำขมิ้นส้มป่อย หรือแล้วแต่จะกำหนด มาสังเวย นอกจากนี้อาจจะทำเนื่องในโอกาสที่ญาติ ๆ บนบานศาลกล่าวผีปู่ย่าให้ช่วยคนในตระกูลแล้วหายเจ็บป่วยก็ได้ --------------------------------------อ้างอิง    - แก้วมงคล ชัยสุริยันต์. ผีของชาวล้านนาไทยโบราณ. พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2486. หน้า 4-19.- สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ. ชีวิตไทย ชุด ฮีตฮอยเฮา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2538 หน้า 185.



Messenger